บทที่ 18 ยังกล้าอีกไหม?
อู่พั่วเทียนมีประสบการณ์การต่อสู้มากมาย จึงอาศัยชั้นเชิงอันรวดเร็วในการเข้าโจมตีต่อเนื่อง
ในขณะที่ตู๋กูเชวียก็เหมือนกับโขดหินในแม่น้ำเชี่ยวกราก ยืนนิ่งไม่ไหวติง โต้ตอบด้วยมีดโค้งในมือ
คนทั้งสอง คนหนึ่งเร็ว อีกคนมั่นคง
ในเวลาไม่กี่นาที ทั้งสองฝ่ายก็แลกเปลี่ยนกันเกือบร้อยกระบวนท่าแล้ว
หลี่เซี่ยวเฟยเฝ้าดูจนเกิดอาการเคลิบเคลิ้ม
นี่เป็การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาั้แ่ข้ามมายังยุคนี้
ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยได้รับแรงบันดาลใจอย่างมหาศาล
หลังจากที่แลกเปลี่ยนกันไปหลายร้อยกระบวนท่า อู่พั่วเทียนก็เริ่มเพลี่ยงพล้ำ
เขาใช้กลยุทธ์ที่คล้ายกับการก้าวพริบตาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันใช้พลังดวงดาวไปเป็จำนวนมาก
ยิ่งกว่านั้น อายุที่เพิ่มมากขึ้น ร่างกายก็เสื่อมโทรมลง เืลมก็สู้ตู๋กูเชวียที่อยู่ในวัยรุ่งเรืองที่สุดไม่ได้ ยิ่งต่อสู้นาน พลังดวงดาวก็ยิ่งแห้งเหือด ความเร็วจึงค่อย ๆ ตกลง
ตู๋กูเชวียใช้ทักษะการต่อสู้แบบผสมผสานพลังดวงดาว ดาบประกายอัสนี อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
กระแสไฟฟ้าไหลเวียน ดาบคมกริบไร้เทียมทาน
อู่พั่วเทียนถูกฟันจนต้องถอยร่น
หากไม่ใช่เพราะกระบี่เขี้ยวัในมือสามารถรับมือไฟฟ้าได้ เขาคงพ่ายแพ้ไปแล้ว
“ตาเฒ่า แกมันอ่อนแอเกินไปแล้ว”
ตู๋กูเชวียหัวเราะ เริ่มรุกเข้าหา กดดันอย่างรุนแรง
แสงดาบฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง
อู่พั่วเทียนพยายามหลบสุดความสามารถ แต่ยังต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล
มุมปากเปรอะด้วยเื เขาจำต้องถอยทีละก้าว จนถูกบีบให้เข้ามุมเวที
ตู๋กูเชวียยังโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ขณะเดียวกันก็หัวเราะอย่างสะใจ “นี่คือสิ่งที่แกยึดมั่นนักหนาที่เรียกว่าเป็วิทยายุทธ์โบราณของต้าเซี่ย ช่างไร้ค่าสิ้นดี… ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสลัม? ขยะเอ๊ย แกทำให้ฉันผิดหวังชะมัด”
ด้านล่างเวที
“ฮ่า ๆ ๆ! ลูกชายของฉันช่างไร้เทียมทานจริง ๆ”
ตู๋กูอี้หลงหัวเราะก้อง พูดอย่างมีความสุข “วันนี้คือวันที่แกจะโด่งดัง เร็วเข้า รีบฆ่าสุนัขแก่อู่พั่วเทียนซะ”
ยอดฝีมือของกองกำลังโลหิตทมิฬต่างก็โห่ร้องความยินดี ขวัญกำลังใจพลันฮึกเหิม
ขณะที่คนของแก๊งเขี้ยวัต่างแสดงสีหน้ากังวล กลั้นหายใจด้วยความตึงเครียด
โดยเฉพาะอู่เถิงคงที่เต็มไปด้วยความร้อนรน แทบจะกัดฟันจนแหลก
หลี่เซี่ยวเฟยมองออกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ั้แ่เริ่มประลอง อู่พั่วเทียน้าที่จะจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด จึงใช้สุดยอดวรยุทธ์ั้แ่แรก
แต่ก็ไร้ผล
พลาดพลั้ง จนอยู่ในภาวะคับขัน
แต่ไม่รู้ทำไม หลี่เซี่ยวเฟยกลับมีความรู้สึกหนึ่งว่า อู่พั่วเทียนยังมีไม้ตาย
ในเวลานี้ บนเวทีเกิดการเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาด
เสียงแตกคล้ายถั่วะเิดังขึ้นฉับพลัน
ความเร็วที่ช้าลงก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในสามวินาที ร่างชราก็กลายเป็อัสนีที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า
"อะไรน่ะ!" ตู๋กูเชวียตกตะลึง
เขาแค่รู้สึกว่าดวงตาพร่าเลือน พร้อมกับแสงเย็นะเืพุ่งตรงประชิดเข้ามา
กระบี่เขี้ยวัจ่อที่ลำคอของเขา
เพียงขยับอีกหนึ่งมิลลิเมตร ลำคอของเขาก็จะทะลุ
"วรยุทธ์โบราณต้าเซี่ย ‘สามก้าวไล่จักจั่น’"
อู่พั่วเทียนถามด้วยแววตาเย็นเยียบ "เด็กน้อย รู้ซึ้งถึงความลึกลับของวรยุทธ์โบราณต้าเซี่ยแล้วหรือยัง?"
ตู๋กูเชวียอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สีหน้าของเขากลับเศร้าสร้อย
ผู้ชมต่างใ
แพ้แล้ว
ตู๋กูเชวียที่ได้เปรียบมาตลอดกลับพ่ายแพ้
คนของกองกำลังโลหิตทมิฬล้วนตะลึงงันกันถ้วนหน้า
ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธ์ของแก๊งเขี้ยวัโห่ร้องด้วยความดีใจ
ผู้ฝึกยุทธ์ในสลัมจำนวนมากต่างก็รู้สึกตื้นตันใจไปตามกัน
ผ่านมากี่ปีแล้ว ในที่สุดก็มียอดฝีมือที่ชนะร้อยครั้งบนเวทีเทพยุทธ์คนแรกกำเนิดขึ้น
อู่พั่วเทียนแห่งแก๊งเขี้ยวั
สมแล้วที่เป็อันดับหนึ่งบนอันดับยอดฝีมือในสลัม
หลังจากนี้ ชื่อของอู่พั่วเทียนจะกลายเป็ตำนานที่มีชีวิตอยู่ในสลัม
"วันนี้ฉันจะไม่ฆ่านาย"
อู่พั่วเทียนเก็บกระบี่กลับคืน "แต่จงจำไว้ วิชายุทธ์โบราณต้าเซี่ยเป็สมบัติล้ำค่าที่บรรพบุรุษของเราทิ้งไว้ หากไม่มีวิชายุทธ์โบราณต้าเซี่ย พวกขยะอย่างนายก็คงกลายเป็มูลของสัตว์ร้ายดวงดาวแล้ว อย่าคิดว่าการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีจะสร้างผู้แข็งแกร่งขึ้นมาได้ หนทางของนายอีกยาวไกล"
พูดจบก็หันหลังเดินลงจากเวที
ตู๋กูเชวียคนนี้เป็ตัวหายนะ
แต่กลับสนิทสนมกับตระกูลเยี่ย ฉะนั้นจึงฆ่าไม่ได้
หากฆ่าก็จะนำหายนะมาสู่แก๊งเขี้ยวั
ทว่า ทันใดนั้น...
"พ่อ ระวัง!"
เสียงะโของอู่เถิงคงดังขึ้นจากด้านล่างเวที
แต่ทุกสิ่งก็สายเกินไปแล้ว
กรงเล็บโซ่เหล็กเส้นหนึ่ง แทงทะลุหน้าอกของอู่พั่วเทียน รวดเร็วราวสายฟ้า
ตู้ม!
กรงเล็บใบมีดทั้งสามเล่มแยกออก บิดเบี้ยวเหมือนหนามแหลม เจาะคาหน้าอกของอู่พั่วเทียน
โซ่เหล็กสีดำเชื่อมติดกันยาว ปลายโซ่ถูกกำแน่นในมือของตู๋กูเชวีย
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ!" ตู๋กูเชวียหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ดูเหมือนแกจะลืมไปแล้ว การประลองยังไม่สิ้นสุด ตาเฒ่า ประมาทจริง ๆ!"
พูดจบ เขาก็กระชากอย่างแรง
พรวด…
คมมีดเฉือนกระดูกสันอกของอู่พั่วเทียนจนขาดกระจุย
ร่างอู่พั่วเทียนร่วงลงบนพื้น อวัยวะภายในแหลกเหลว สิ้นใจตายในทันที
"พ่อ!"
อู่เถิงคงคลุ้มคลั่ง พุ่งทะยานไปบนเวที
"อย่าไปนะ เสี่ยวอู่ ชีวิตสำคัญกว่าศักดิ์ศรี" ผู้นำคลับสายฟ้าเพลิงเฉินเหวินเสียนคว้าตัวอู่เถิงคงไว้
เขาเอ่ยอย่างรีบร้อน "แผนการวันนี้ล้มเหลวแล้ว การประลองครั้งนี้เป็แผนของกองกำลังโลหิตทมิฬ มันตั้งใจสังหารให้สิ้นซาก รีบพาพี่น้องหนีไปซะ"
"คุณอาเฉิน ถึงจะต้องหนี แต่ผมไม่อาจทิ้งร่างพ่อไว้ได้… เอ๊ะ?"
อู่เถิงคงยังไม่ทันกล่าวจบ ร่างกายก็แข็งทื่อ
พอก้มลงมอง
ปลายกระบี่เปื้อนเืเล่มหนึ่ง เสียบทะลุหน้าอกของเขา
ทว่าเ้าของกระบี่กลับเป็… เฉินเหวินเสียน!
อู่เถิงคงไม่อยากเชื่อสายตา "คุณอาเฉิน...ทำไม..."
เฉินเหวินเสียนเปลี่ยนสีหน้า แสยะยิ้มเหี้ยม "เสี่ยวอู่ ขอโทษนะ พ่อของนายแพ้แล้ว ทุกสิ่งจบสิ้นแล้ว หัวของนายน่ะ ฉันขอยืมเป็เครื่องแสดงความจงรักภักดีหน่อยนะ"
ว่าแล้วก็กระชากกระบี่ในมือออกอย่างรวดเร็ว
ตัดศีรษะของอู่เถิงคงในครั้งเดียว
ในเวลาเดียวกัน ก็มีเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธและใดังขึ้นจากข้าง ๆ
คนจากคลับสายฟ้าเพลิง ลุกขึ้นมาโจมตีกะทันหัน แก๊งเขี้ยวัจึงตั้งรับไม่ทัน าเ็ล้มตายกันเป็แถว
"ฮ่า ๆ ๆ ทุกอย่างอยู่ในกำมือฉันแล้ว ฆ่า!"
ตู๋กูเชวียยืนอยู่บนเวทีและะโเสียงดัง "อย่าปล่อยให้แก๊งเขี้ยวัรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ฆ่าให้หมด!"
เซี่ยจิ้ง จวงฮุ่ยหยวน หงจิ่วเซิง ไม่กล้าลังเล รีบนำกำลังคนเข้าจู่โจมทันที
แก๊งเขี้ยวัจบสิ้นแล้ว
องค์กรเก่าแก่ที่ครองสลัมมายาวนานกว่าหกสิบปี ถูกสังหารทั้งหมดในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
ชัยชนะตกเป็ของกองกำลังโลหิตทมิฬ
ซากศพกองพะเนิน
ตู๋กูเชวียยืนอยู่บนเวที เหยียบร่างของอู่พั่วเทียนไว้ใต้ฝ่าเท้า กวาดตามองไปด้านล่างเวที
ดุจาาผู้หยิ่งผยองที่มองลงมายังสามัญชน
ไม่มีใครกล้าสบตา
สายตากวาดมองไปทางใด ผู้คนล้วนก้มหน้าลง
ในที่สุดสายตาของตู๋กูเชวียก็ได้จับจ้องไปยังหลี่เซี่ยวเฟย
"ไอ้ปากดี แกใช่ไหมที่พูดว่าจะให้กองกำลังโลหิตทมิฬจ่ายค่าชดเชยให้กับพวกรากหญ้า"
ตู๋กูเชวียอยู่ในที่สูงกว่า เอ่ยพลางหัวเราะเยาะด้วยสีหน้าเหยียดหยัน "เอาละ ตอนนี้ยังกล้าปากดีอยู่อีกมั้ย"
ในเสี้ยววินาทีนี้ จงหลิง จงหยาง และฉู่อวิ๋นเทียน รวมทั้งเหล่ายอดฝีมือจากกองกำลังเมฆาต่างหน้าซีดเผือดราวกับิญญาหลุดออกจากร่าง
สถานการณ์เลวร้ายที่สุดกำลังเกิดขึ้นแล้ว