ดาบสเขจรชายตามองเจ้าจ้อยพลางเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าหนู... ร่างกายของเจ้านี่มันประหลาดพิลึกถ้าว่ากันด้วยเรื่องของกายหยาบนะ แม้แต่เทวดาทั่วไปก็ยังสู้เจ้าไม่ได้แต่ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของระดับ บุญบารมี อย่างอื่น เจ้ามันก็แค่สัตว์ป่าที่มีจุลพลัง เริ่มต้นเท่านั้นเอง หากวัดตาม ตบะเดชะ เจ้าคือ ‘ปีศาจกระจอก’แต่ถ้าเป็นเรื่องพละกำลังและการต่อสู้ เจ้าสามารถซัดเทวดาปลายแถวที่มีแค่พลังระดับเดชะ ขั้นต้นให้ร้องเรียกหาพ่อได้เลยทีเดียว...”
“สรุปคือผมเป็นตัวอะไรล่ะท่าน?”จ้อยถามย้ำ
ดาบสเขจรตอบหน้าตาย “ก็คือ‘ตัวประหลาด’ ไงล่ะ...”
จ้อย: “...พุทโธ่ธัมโม สังโฆ!”
ราชสีห์ขนคำยื่นอุ้งเท้ามาตบไหล่จ้อยเบาๆ “พูดกันตามตรงนะ ข้าอยู่มานานขนาดนี้ เพิ่งเคยเห็นกระรอกที่มีพื้นฐานพิลึกกึกกือแบบเจ้านี่แหละเห็นเจ้าอยากได้วิชาอาคมไว้ป้องกันตัวใช่ไหมล่ะ?เดี๋ยวข้าจะถ่ายทอดเคล็ดพระเวทให้สักบทหนึ่ง ลองเอาไปฝึกดูนะแต่ก็นั่นแหละ... บนดวงจันทร์ที่เจ้าอยู่น่ะ... เฮ้อ ไอทิพย์ มันแห้งแล้ง วิชาไหนๆก็คงไร้ผล”
พอนึกถึงดวงจันทร์ที่ไร้ซึ่ง ไอทิพย์จ้อยก็ถอนหายใจยาว “เฮ้อ... มีดีกว่าไม่มีล่ะครับอย่างน้อยผมก็ยังได้แวะมาพักใจที่สวรรค์ชั้นฟ้าบ่อยๆพอให้ได้สูดไอทิพย์เข้าปอดบ้าง”
ราชสีห์ขนคำส่ายหน้า“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกเจ้าหนู การฝึกปรือตบะแต่ละครั้งตั้งแต่เริ่มจนบรรลุเข้าฌานสมาบัติ แค่หลับตาลงก็ผ่านไปหลายปีแล้วไม่อย่างนั้นเขาจะพูดกันเหรอว่า ‘วันเดียวบนสวรรค์ เท่ากับพันปีในเมืองมนุษย์’ ? เจ้าคิดจริงๆเหรอว่ามีอาคมที่ไหนจะเสกสร้างบุญฤทธิ์ได้ในพริบตา? ทั้งหมดมันคือการสะสมกุศลผลบุญ ทีละน้อย ต้องใช้เวลาแลกมาทั้งนั้น... เจ้ามีเวลาอยู่บนสวรรค์แค่ช่วงสั้นๆตอนมาเรียนหนังสือ ไม่มีทางฝึกจนขึ้นระดับ ตบะ ได้หรอก”
พระฤาษีพรหมมุนี หัวเราะร่วน“ถูกต้องที่สุด การสร้างบารมีน่ะ ถ้าไม่เริ่มก็แล้วไป แต่ถ้าเริ่มเมื่อไหร่เวลาจะผ่านไปไวเหมือนโกหก ร้อยปีพันปีนี่ถือเป็นเรื่องขี้ผง... มีผู้บำเพ็ญตั้งมากมายที่อายุขัยไม่พอพอเข้าฌานฝึกวิชาไปแล้วแต่ยังไม่ทันทะลวงระดับพลังเดิมก็ดันสิ้นใจตายคากุฏิไปเสียก่อน ทิ้งไว้แต่ของวิเศษและเครื่องรางดีๆให้คนรุ่นหลังมาชุบมือเปิบเอาไปฟรีๆ การฝึกตนก็คือการวิ่งแข่งกับวันเวลานั่นแหละ”
จ้อยถึงกับหน้าถอดสี เดิมทีมันนึกว่าการฝึกวิชาอาคมมันจะเหมือนในนิยายที่แอบฝึกตอนดึกๆแล้วกลางวันออกมาโชว์เทพตบหน้าคนอื่นได้เลย... ที่ไหนได้มันต้องใช้เวลานานขนาดนี้เชียวเหรอ! มิน่าล่ะพวกเทวดาถึงได้แก่กะโหลกกะลาอยู่มานานกันทั้งนั้น เพราะพวกที่อายุสั้นๆน่ะสิ้นอายุขัยไปหมดแล้ว...
จ้อยอดรนทนไม่ไหวจึงถามต่อ“แล้วเขาเพิ่มอายุขัยกันยังไงล่ะครับ?”
พระฤาษีตบะเดช เอ่ยขึ้น“มีหลายวิธีนะเจ้าหนู ทั้งการกินของวิเศษจากป่าหิมพานต์ หรือทุกครั้งที่ บุญบารมีของเจ้าบรรลุขึ้นไปอีกขั้น อายุขัยก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่จะเพิ่มมากเพิ่มน้อยก็อยู่ที่เผ่าพันธุ์ของเจ้าด้วยนะอย่างมนุษย์น่ะพื้นฐานแย่ที่สุด ถ้าล้านปีแล้วยังไม่ได้เป็นเทวดาชั้น มหิทธา ล่ะก็ตายแหงแก๋แน่นอน ต่อให้เป็นเทวดาแล้ว ถ้าไม่สามารถเข้าถึงทางอมตะได้สุดท้ายก็ต้องดับสูญอยู่ดี แต่แน่นอนว่าพอเป็นเทวดาแล้ว ก็มีทางเลือกเยอะขึ้นเช่นการกิน ผลมะม่วงทองมงคล หรือ ลูกหว้าทิพย์ จากป่าหิมพานต์...”
จ้อยฟังแล้วก็ได้แต่นิ่งเงียบไว้อาลัยให้คนในโลกนี้อยู่สองสามนาทีชีวิตช่างเหนื่อยยากแท้หนอ... แต่พอนึกถึงพวกมนษย์ในโลกเก่าที่ดิ้นรนแทบตายมีอายุแค่ไม่กี่สิบปี แต่ต้องใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตไปกับการผ่อนบ้านผ่อนรถจนถึงวันตายเขาก็รู้สึกว่าคนโลกนี้ยังโชคดีกว่าเยอะ...
แต่พอนึกถึงตัวเองถ้าเขาต้องเข้าฌานบำเพ็ญตบะจริงๆแค่ไม่กี่วันเขาก็คงหิวตายก่อนจะได้เลื่อนระดับแน่นอน!
เมื่อคิดได้ดังนั้นจ้อยก็หมดความสนใจในการฝึกวิชาทันที แล้วถามต่อว่า“การฝึกตบะไม่ใช่แค่การดูดซับไอทิพย์เข้าตัวหรอกเหรอ? ผมใช้วิธีกินเอาไม่ได้เหรอครับ?”
แม่นางอัปสรพิกุล ยิ้มละไม“ใครบอกเจ้าว่าการบำเพ็ญคือการดูดซับไอทิพย์เพียงอย่างเดียวล่ะ? ไอทิพย์น่ะสำคัญก็จริงแต่ไม่ใช่รากฐานของการบรรลุการเข้าใจใน ‘วิถีแห่งธรรม’ และการเข้าถึงกฎเกณฑ์ของฟ้าดินต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทุกอย่างล้วนอิงอยู่กับวิถีธรรมชาติทั้งสิ้นเมื่อเจ้าเข้าใจธรรมะ วิชาอาคมหลายอย่างเจ้าก็จะบรรลุได้เองโดยไม่ต้องมีใครสอนการฝึกตนคือการ ‘รู้แจ้ง’ การรู้แจ้งคือนำไปสู่ความเป็นอมตะ ส่วนไอทิพย์น่ะเป็นแค่พื้นฐานในการสำแดงฤทธิ์เท่านั้นเอง”
พระฤาษีตบะเดชยก ขันทองขึ้นพลางอธิบายเปรียบเทียบ “ไอทิพย์เปรียบเสมือนน้ำสุราทิพย์ร่างกายเปรียบเสมือนขันทองใบนี้ ยิ่งขันใหญ่ก็ยิ่งใส่น้ำสุราได้เยอะแต่ทำไมเวลาเอียงขันแล้วน้ำสุราถึงรินออกมาได้... นั่นแหละคือ ‘วิถี’ !ถ้าเจ้าไม่รู้วิถี ต่อให้ขันเจ้าจะใหญ่แค่ไหน มีน้ำสุราเต็มขันยังไงเจ้าก็รินมันออกมาดื่มไม่ได้ และถ้าจะพูดให้ลึกกว่านั้นนะถ้าเจ้าไม่เข้าถึงวิถีธรรม เจ้าก็ไม่รู้วิธีที่จะตักน้ำสุราใส่ขันด้วยซ้ำไป...”
จ้อยเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วในโลกนี้ ‘วิถีแห่งธรรม’ คือรากฐานและกฎเกณฑ์ที่อยู่ลึกที่สุดเปรียบเหมือนตอนเรียนเลขที่ต้องเริ่มจากหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองพอมีพื้นฐานนี้แล้วถึงจะไปแก้โจทย์ยากๆ หรือสูตรซับซ้อนได้...
แม่นางอัปสรพิกุลเสริมอีกว่า“การบำเพ็ญบุญกิริยา คือการขยายภาชนะให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มความจุและทำให้จิตใจเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งได้ง่ายขึ้นไอทิพย์จะช่วยหล่อเลี้ยงกายหยาบไม่ให้ทรุดโทรมจากการนั่งกรรมฐานนานๆถ้าร่างกายแข็งแรงเจ้าก็จะเข้าฌานได้ลึกและนานขึ้น ข้ารู้จักผู้วิเศษท่านหนึ่งท่านเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งมาหลายร้อยปีแล้ว จนป่านนี้ยังไม่ตื่นเลยนะนั่น”
จ้อยฟังแล้วทึ่งจัด ถามต่อว่า“แล้วอาคมที่ดีกับอาคมที่ห่วยมันต่างกันตรงไหนครับ?”
“ต่างกันราวฟ้ากับเหวน่ะสิ!อาคมที่ดีจะช่วยให้เจ้าดึงไอทิพย์ได้ไว เสริมสร้างกายหยาบได้เร็วและที่สำคัญที่สุด วิชาชั้นยอดจะจำลองวิถีแห่งธรรมมาไว้ในตัวเจ้าทำให้เจ้าเข้าถึงสภาวะรู้แจ้งได้ง่ายและลึกซึ้งกว่าเดิม...สรุปคืออาคมดีมีประโยชน์มหาศาล แต่น่าเสียดายที่วิชาเหล่านั้นน่ะมีน้อยยิ่งกว่าน้อย” พระฤาษีตบะเดชกล่าวทิ้งท้าย
“อย่างนี้นี่เอง...”จ้อยพยักหน้าหงึกๆ ถือว่าได้ความรู้ใหม่เพิ่มอีกระดับ
แต่คุยไปคุยมาจ้อยก็พบว่าเรื่องพวกนี้ดูท่าจะไม่เกี่ยวอะไรกับเขาสักเท่าไหร่ เพราะเขาน่ะ‘ไม่มีเวลา’ มานั่งรู้แจ้งอะไรทั้งนั้น! แถมไอ้ ‘ภาชนะ’ ในตัวเขานี่สิมันใหญ่โตจนน่าปวดหัวเกินไปแล้ว...
ในขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้นเสียงสวดเจริญพระพุทธมนต์ก็ดังขึ้นก้องกังวาน เหล่าพุทธบริษัทและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายภายใต้การนำของพระบรมศาสดา ต่างร่วมกันสวดมนต์จนเกิดแสงฉัพพรรณรังสีสว่างไสวไปทั่วสารทิศแสงนั้นแผ่ซ่านไปโปรดดวงวิญญาณน้อยใหญ่ให้พ้นจากทุกข์โศก...
เมื่อเสียงสวดมนต์สิ้นสุดลงนั่นหมายความว่างานเลี้ยงสโมสรสันนิบาตสวรรค์ครั้งนี้ได้จบลงแล้ว
ไม่มีคำกล่าวปิดงานที่ยืดยาวเยิ่นเย้อพอเจ้าพนักงานประกาศจบงาน เหล่าเทวดาทั้งหลายต่างก็ลุกขึ้นถวายบังคม พระอินทร์ และพระแม่เจ้า จากนั้นก็แยกย้ายกันไปตามทางของตน
พระอินทร์และพระแม่เจ้าเสด็จกลับด้วยราชรถเวหาลำพองพวยพุ่งหายไปในก้อนเมฆทิพย์เทวดาองค์อื่นๆ ต่างก็ร่ายอาคมเปิดประตูกาลเวลาหายตัวไปในพริบตา
คณะบรมครูฤาษีและแม่นางอัปสรพิกุลก็ขอตัวลาเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มบางตาลงจ้อยกับ แม่หญิงจันทรา ก็หันมาสบตากัน จ้อยมองไปรอบๆ พลางคิดในใจว่า ‘คนไปหมดแล้วของกินของใช้ยังเหลือเพียบเลยนี่หว่า หรือจะกวาดใส่หีบกลับบ้านให้หมดดี...ทิ้งโต๊ะมุกเก้าอี้ทองไว้นี่ก็น่าเสียดายนะเนี่ย’
ในขณะที่มันกำลังเล็งว่าจะเริ่มจิกของชิ้นไหนก่อนดีก็มีเทพสององค์เดินตรงเข้ามาหา
องค์หนึ่งคือเจ้าพนักงานฝ่ายพิธีการส่วนอีกองค์คือ พระมหาปราชญ์ดารา ผู้มีสง่าราศีและถือม้วนคัมภีร์ทองคำไว้ในมือ
เจ้าพนักงานส่งแบบจำลอง วิมานจันทราหลังเล็กจิ๋วที่งดงามหยดย้อยส่งให้แม่หญิงจันทราพลางกล่าวว่า “พระนาง...นี่คือวิมานจันทราหลังเดิมที่พระอินทร์ท่านสั่งให้ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้วเชิญรับคืนไปเถิด”
“ไม่ถูกนะเว้ย!”
ยังไม่ทันที่แม่หญิงจันทราจะได้กล่าวขอบพระคุณเจ้าจ้อยก็โพล่งตะโกนขัดจังหวะขึ้นมาเสียงดังลั่น!
เจ้าพนักงานขมวดคิ้วมุ่นพลางถามว่า“อ้าว? มีตรงไหนไม่ถูกรึเจ้าหนู?”
จ้อยชี้นิ้วไปที่วิมานจันทราจิ๋วในมือพนักงานพลางโวยวาย“พระอินทร์ท่านตรัสไว้ว่าจะประทานให้ตั้งสามหลัง!แล้วนี่ไหงเอามาคืนแค่หลังเดียวล่ะ? อย่าบอกนะว่าท่านแอบจิ๊กที่เหลือไปกินหัวคิวเองน่ะ?!