คืนวันนั้นบรรยากาศภายในโรงแรมเมฆาเคียงตะวันกลับกลายเป็นคึกคักขึ้นมาทันตาข่าวเรื่องที่ตัวตนที่สูงส่งอย่าง “จักรพรรดินีโอสถ” ซึ่งผ่านการทดสอบ“ปรมาจารย์นักปรุงโอสถขั้นที่สี่” ได้มาพักอาศัยอยู่ที่นี่ในช่วงนี้ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนมาชุมนุมกันอย่างคึกคัก
บางส่วนก็แค่อยากจะเห็นนางตัวเป็นๆ
บางส่วนก็อยากจะเข้าไปทำความรู้จักเพื่อผูกสัมพันธ์เพราะสถานะ “ปรมาจารย์นักปรุงโอสถขั้นที่สี่” นี้ในประเทศมีเพียงสองคน
หนึ่งคือปรมาจารย์ลู่ชิงที่หายตัวไปพักใหญ่ๆ
อีกหนึ่งก็คือไป่ฟานเซียน สำหรับผู้ฝึกตนโอสถคือสิ่งล้ำค่ามหาศาลการได้รู้จักนักปรุงโอสถระดับสูงย่อมหมายถึงการสามารถย่นเวลาในการฝึกตนลงได้ไปหลายปี
แต่สิ่งที่ดึงดูดเหล่าขั้วอำนาจให้มารวมตัวกันจริงๆก็คือ พลังของ “พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา”ที่แสดงออกมาต่อหน้าสาธารณะชน จนกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในโลกของผู้ฝึกตนในตอนนี้
นอกเหนือไปจากความสามารถในการรักษาฟื้นฟูในระดับที่ไม่มีโอสถใดในยุคนี้เทียบได้สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจก็คือการที่ผู้ใช้สามารถยกระดับพลังฝึกตนไปได้หลายขั้นในชั่วอึดใจราวกับปาฏิหาริย์เสียมากกว่า
หากมีโอสถเช่นนี้อยู่ในครอบครองสักหลายเม็ดนั่นหมายถึงความแข็งแกร่งของขั้วอำนาจนั้นจะพุ่งทะยานไปเหนือขั้วอำนาจอื่นในเวลาไม่นาน
เหล่าตัวแทนของเกือบทุกขุมกำลังจึงรีบเร่งเดินทางมายังหมู่บ้านใต้เมฆาพวกเขาต้องการจะพบกับ “ปรมาจารย์ไป่ฟานเซียน”ผู้ที่สามารถหลอมโอสถนั้นได้แต่เพียงผู้เดียวในโลก
หากสามารถดึงตัวนางให้มาอยู่ด้วยได้ต่อให้ต้องทุ่มด้วยทรัพย์สินหรือข้อเสนอขนาดไหนพวกเขาก็ยอม!
แต่ปัญหาใหญ่ในตอนนี้ก็คือ
ทำไมที่หน้าประตูถึงมีตัวตนระดับปรมาจารย์มานั่งขวางประตูอยู่ได้เล่า!
ไม่ว่าจะฝูงชนหรือตัวแทนจากที่ใดที่ต้องการจะเข้าพบไป่ฟานเซียนล้วนถูก “จอมดาบ ปรมาจารย์เจิ้งเหรินอี้” ขวางทางอยู่ร่ำไป ชายชรานั่งกอดอกอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางน่าเกรงขามดาบคู่ใจนั้นพาดไว้ที่ไหล่ขณะที่แรงกดดันเบาบางที่แหลมคมราวกับจะถูกบาดได้ตลอดเวลานั้นถูกปล่อยออกมารอบๆ
เขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองว่ายังไงชายชราได้เลือกแล้ว เพื่อความสุขของหลานสาวเขาพร้อมที่จะติดตามสาวน้อยที่เป็นถึงปรมาจารย์นักปรุงยาขั้นที่สี่คนนี้ไปตลอด
“ท่านปรมาจารย์เจิ้งเชิญครับ” ประตูเลื่อนด้านหลังถูกเปิด พร้อมกับพ่อบ้านชราที่เดินออกมาด้วยรอยยิ้มในมือของเขามีขนมหวานจานเล็กๆ รวมถึงแก้วชาที่ส่งกลิ่นหอมฉุยแก้วหนึ่งติดตัวมาด้วย
“โอ้...เจ้าไม่ต้องใส่ใจข้ามากขนาดนั้นหรอก”เจิ้งเหรินอี้แม้จะปฏิเสธแต่ก็ยังรับน้ำใจของชายชราไว้เขายกชาที่ยังร้อนขึ้นมาจิบเบาๆ
“เป็นหลานสาวของท่านที่ขอร้องให้ผมนำมาให้ต่างหากครับ”หวงจื่อหานหัวเราโฮ่ๆ คำตอบของพ่อบ้านชราทำให้เจิ้งเหรินอี้ต้องหันไปมองในห้องผ่านประตูที่เปิดไว้เล็กๆ
เขาเห็นหลานสาวของเขานั่งอยู่ตรงกลางโดยมีเด็กน้อยสองคนขนาบข้างแม้ว่าเหม่ยอิงจะมีอายุมากกว่าแต่ร่างกายกลับผอมบางอย่างยิ่งถังเย่เย่จึงไปหยิบเอาขนมที่ซื้อกลับมามากมายมาแบ่งให้จนเต็มโต๊ะ
เขามองหลานสาวที่ทำสีหน้าไม่ถูกเด็กคนนั้นไม่เคยมีเพื่อนในวัยเดียวกันมาก่อนแม้แววตาจะสับสนแต่ปู่อย่างเขาก็สัมผัสถึงความสุขของเธอได้
ถึงไป่ฟานเซียนจะไม่ได้ตอบรับคำขอของเขาแต่นางก็ไม่ได้มีท่าทางปฏิเสธเขาเหลือบมองไปยังหญิงสาวที่งุดงามอย่างยิ่งซึ่งกำลังนอนอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้ที่ปรับเอนได้ตรงระเบียงโดยมีตัวตนอย่างนางพญาแม่ม่ายแดงคอยนวดไหล่ให้
“เจ้ามีเจ้านายที่ดีนะ...”
จอมดาบยกรอยยิ้มบางๆขณะที่หลับตาหวงจื่อหานเองก็ไม่ได้ตอบรับ เพียงแค่หัวเราะโฮ่ๆอย่างมีความสุขก็เท่านั้น
เช้าวันถัดมามาถึงอย่างรวดเร็วเหล่าคนมุงที่มารอตั้งแต่เมื่อคืนมีบางส่วนยอมแพ้และแยกย้ายกลับไปแล้วแต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังปักหลักไม่ไปไหน
ไป่ฟานเซียนลืมตาขึ้นมาแล้วเหลือบไปมองยังเด็กน้อยสามคนที่นอนหลับอยู่ด้วยกันนางเดินเบาๆไม่ให้พวกเธอตื่นเพื่อไปยังส่วนห้องนั่งเล่น ที่นั่นมีหวงจื่อหานถังเทียนจี๋และเจิ้งเหรินอี้นั่งรออยู่แต่แรกแล้ว
ถังเทียนจี๋กำลังสนทนากับตัวตนอย่างจอมดาบด้วยท่าทางตื่นเต้นเจิ้งเหรินอี้ที่รู้ว่าตระกูลถังคือคนของไป่ฟานเซียนก็ไม่ถือตัว พวกเขาสนทนาเรื่องทั่วไปโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหลานสาวเหมือนอย่างคนแก่ธรรมดาๆ
“ชาครับท่านปรมาจารย์ไป่” หวงจื่อหานเสิร์ฟชาให้โดยที่นางไม่จำเป็นต้องขอ
“มีข่าวของหมอเทวดาบ้างหรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนจิบชาขณะที่ถามถังเทียนจี๋จึงตอบด้วยสีหน้าที่ดูไม่สบายใจ
“เช้านี้พวกระดับสูงของหมู่บ้านใต้เมฆาวุ่นวายกันมากกว่าเดิมอีกครับผมว่ามันต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นกับหมอเทวดาแน่ๆ”
ชายชราสันนิษฐานเพราะข่าวยังไม่ได้รับการยืนยันเขาจึงไม่อยากจะรีบรายงานให้ไป่ฟานเซียนไม่สบายใจเท่าไรนัก
ไป่ฟานเซียนครุ่นคิดเจิ้งเหรินอี้ที่ค่อนข้างจะมีประสบการณ์ทางโลกมามากก็เข้ามาร่วมวงสนทนานี้ด้วย
“สาวน้อย...มีความเป็นไปได้ว่าหมอเทวดาจะประสบปัญหาระหว่างฝึกตนหรือไม่?”
“อืม...”ไป่ฟานเซียนพึมพำ
การฝึกตนนั้นไม่ใช่ว่าจะสำเร็จราบรื่นเสมอไป ทั้งยุคก่อนหรือยุคนี้ก็ยังมีตัวอย่างที่เหล่าผู้ฝึกตนเกิดธาตุไฟเข้าแทรกหรือเกิดข้อผิดพลาดขึ้นระหว่างที่ฝึกวรยุทธ์ที่ดีหน่อยก็อาจจะแค่บาดเจ็บเล็กน้อยไม่กี่วันก็หายดีแต่ที่ร้ายแรงก็อาจจะถึงกับสูญเสียพลังปราณหรือตายไปเลยก็มีให้เห็น
ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเรื่องแบบนั้นกับหมอเทวดาจึงตัดทิ้งไปไม่ได้
แต่ว่าในระหว่างที่พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่ที่หน้าประตูก็ปรากฏเสียงฝีเท้าจังหวะการก้าวเดินนั้นมาหยุดลงที่หน้าประตูห้องนี้พอดี
ตัวตนในห้องนั้นอย่างน้อยก็เป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นห้าพวกเขาย่อมสัมผัสถึงตัวตนของผู้ที่มาใหม่ได้เป็นอย่างดี
“แค่ข้าไม่เฝ้าครู่เดียวก็เริ่มมารบกวนกันอีกแล้วรึ?”
เจิ้งเหรินอี้ขมวดคิ้วเมื่อคืนนี้เขานั่งเฝ้าทั้งคืนจนคนที่ทำท่าจะบุกเข้ามากลับไปจนหมดนี่เพียงเข้ามาพักผ่อนไม่นานก็มีคนใจกล้ามาอีกแล้ว
“ผมไปดูเองครับ...”
เป็นหวงจื่อหานที่เดินออกไปเปิดประตูชายชราปั้นหน้าเรียบเฉยเย็นชา หากเป็นคนที่เข้ามารบกวนเขาก็พร้อมจะส่งแขกอย่างไม่ใยดี
แต่เมื่อเปิดประตูออกไปใบหน้าของเขากลับกลายเป็นประหลาดใจ
“เอ่อ...ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ”
“ท่านพลเอกหลิว...”
เพราะคนที่กำลังยืนทำหน้าบอกไม่ถูกและยิ้มแห้งๆให้ชายชรากลับกลายเป็นคนที่เรียกได้ว่าคุ้นเคย?
พลเอกหลิวเยี่ยนเฟย!
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเรื่องที่เขากังวลเอาไว้นั้นไม่ผิดพลาดเลยสักนิดเพราะเพียงแค่คืนเดียวก็มีคำสั่งจากเบื้องบนให้เขาที่มีความสนิทสนมกับ“ปรมาจารย์โอสถขั้นที่สี่” ที่สุดเดินทางมายังหมู่บ้านใต้เมฆาด้วยตัวเอง!
ดูเหมือนการทำเรื่องลาพักร้อนของเขาจะช้าไปนิดหน่อย
ทั้งยังเป็นการเดินทางอย่างฉุกละหุกเขานำคนติดตัวมาด้วยแค่ไม่กี่คนทั้งยังต้องเดินทางมาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อรีบมาให้ทัน
เมื่อไรพวกนั้นจะเลิกคิดว่าเขาสนิทกับท่านปรมาจารย์ไป่สักที!
มีครั้งไหนที่เขามาเจรจาแล้วมันสำเร็จด้วยหรือไง!?
แต่ความที่ทำงานให้กองทัพคำสั่งจึงถือเป็นที่สุด ต่อให้จะไม่พอใจแต่เขาก็ได้แต่เลือกทำตามคำสั่งก็เท่านั้น
นั่นจึงทำให้เขาไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรและมายืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าห้องแบบนี้
“...เข้ามาก่อนสิครับ”
พ่อบ้านชรารู้สึกสงสารท่านพลเอกคนนี้แปลกๆเขาจึงเปิดประตูยอมให้ท่านเข้ามาแต่โดยดี หลิวเยี่ยนเฟยถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาเดินเข้าไปในห้องนั้นคนเดียวเพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนคนที่มากับเขาอย่างจิ้นหลิงถูกทิ้งไว้ที่ด้านนอกพร้อมกับผู้ช่วยของเขาอีกสองสามคน
แต่เมื่อเข้ามาพลเอกหนุ่มกลับประหลาดใจเขาไม่นึกว่าตัวตนระดับปรมาจารย์อย่างเช่นจอมดาบเจิ้งเหรินอี้จะนั่งอยู่ในห้องนี้ด้วย
ทั้งชายชราเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใครก็ค่อนข้างจะจับจ้องพิจารณาเขาอยู่ไม่น้อยหลิวเยี่ยนเฟยรู้สึกว่าช่วยไม่ได้ เพราะจอมดาบเจิ้งคนนี้พึ่งจะมีเรื่องกับหม่าฟู่เฟิงที่เป็นระดับพลเอกเช่นเดียวกันกับเขาเมื่อไม่นานมานี้
“...สวัสดีครับ”
หลังจากที่ขอบคุณพ่อบ้านหวงที่เตรียมที่นั่งให้แล้วหลิวเยี่ยนเฟยก็หันไปทักทายหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่นั่งจิบชาอยู่ในห้อง
“อืม...”
ไป่ฟานเซียนยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนนางไม่ค่อยจะสนใจใครเท่าไรนอกจากถ้วยชาที่อยู่ในมือแล้วแม้กระทั่งพลเอกก็ยังไม่สามารถดึงดูดให้นางหันมาสนได้
“...พลเอกหลิวมีธุระอะไรหรือเปล่า?”
เพราะกลัวว่าการสนทนาจะไม่ไปไหนเสียทีถังเทียนจี๋ที่เริ่มรู้สึกอึดอัดจึงพยายามทำให้สถานการณ์มันดำเนินไปเรื่อยๆ
แต่ก่อนหน้านั้นที่ด้านนอกของห้องก็เกิดเสียงดังวุ่นวายขึ้นอีกครั้งทั้งคราวนี้ยังเป็นคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งด้วย
เพราะถูกจิ้นหลิงและคนของขวางเอาไว้อยู่ผู้ที่มาใหม่จึงไม่สามารถจะเข้ามาได้
“โปรดรักษาความสงบด้วยผมคงให้พวกคุณเข้าไปไม่ได้”
จิ้นหลิงพูดออกมาในห้องนั้นอย่างน้อยก็มีตัวตนระดับปรมาจารย์ถึงสองคนเขาจะให้คนเข้าไปรบกวนได้อย่างไร
“ผมมีธุระกับจักรพรรดินีโอสถ”
ผู้ที่พูดคำนี้คือเด็กหนุ่มในชุดคลุมเขาคนนี้คือนายน้อยของตระกูลเซี่ยแห่งภาคเหนือเพราะมีตัวตนระดับปรมาจารย์อยู่ในตระกูล ทำให้เวลาไปที่ใดที่เกี่ยวข้องกับผู้ฝึกตนเขาจะได้รับการต้อนรับอย่างดีเสมอ
เขาไม่ใช่คนไม่ดีแต่เพราะว่าถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลแบบนี้จึงทำให้เขาค่อนข้างจะมีความมั่นใจในตัวเองเกินไปสักหน่อยแต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยใช้อำนาจของตระกูลไปบังคับหรือกลั่นแกล้งใคร
ครั้งนี้เขาได้รับคำสั่งจากผู้เป็นบิดาให้เป็นตัวแทนมาเจรจากับ“จักรพรรดินีโอสถ” ที่มีชื่อเสียงได้ไม่นานนี้เพื่อทำข้อตกลงเกี่ยวกับโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตา หรือแม้แต่การชักชวนให้เข้าร่วมกับตระกูลเซี่ย
การที่มาถูกขวางไว้ที่หน้าประตูแบบนี้จึงทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อยเขามาทำธุระแทนบิดา จึงไม่อยากให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น
“ท่านปรมาจารย์ไป่กำลังรับแขกอยู่”จิ้นหลิงแม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าเป้นใครแต่ก็ไม่ไว้หน้า ในเมื่อหัวหน้าของเขาก็เป็นตัวตนระดับปรมาจารย์เช่นกันแถมยังอยู่ใกล้แค่นี้เขาจะยังต้องกังวลไปทำไม?
“ฮึ่ม!”
ไม่ใช่นายน้อยตระกูลเซี่ยที่โกรธแต่เป็นผู้ฝึกตนที่เป็นผู้ติดตามของเด็กหนุ่มคนนี้ต่างหากที่ก้าวออกมาพวกเขามากันสองคน ทั้งคู่เป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นหก มีตำแหน่งสูงเป็นถึงผู้อาวุโสในตระกูลเซี่ยปกติแล้วไม่ค่อยจะออกมาทำงานแบบนี้ด้วยตัวเองเท่าไร แต่เพราะครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญนายใหญ่ตระกูลเซี่ยจึงส่งพวกเขามากับนายน้อยด้วย
จิ้นหลิงลอบเหงื่อตกตัวเขาแม้จะรวมพลังกับคนสนิทด้วยก็คงจะไม่สามารถต้านทานการร่วมมือกันของจอมยุทธ์ขั้นหกสองคนได้
“เอะอะอะไรกัน?”
คนที่ก้าวออกมาคือหลิวเยี่ยนเฟยเพราะได้ยินเสียงลูกน้องคนสนิทและความวุ่นวาย เขาจึงขมวดคิ้วแล้วออกมาดูด้วยตนเอง
แรงกดดันระดับปรมาจารย์แผ่ออกมาจากร่างสะกดข่มผู้อาวุโสทั้งสองคนจนมิดพวกเขาทั้งสองคนรีบถอนพลังกลับไปแล้วสงวนท่าทีลง
“ขออภัยไม่นึกว่าท่านจะอยู่ที่นี่ด้วย”
หนึ่งในพวกเขาพูดออกมาหน้าตาและพลังของพลเอกทั้งสี่ของกองทัพแน่นอนว่าย่อมเป็นที่รู้จักในหมู่ตระกูลใหญ่อย่างแน่นอน ต่อให้พวกเขาสองคนรวมกับผู้ติดตามอีกเกือบสิบคนที่อยู่ด้านนอกก็คงจะไม่พอรับมือพลเอกคนนี้
“เหอะถ้าเจ้าหนุ่มนี่ไม่อยู่พวกเจ้าคิดว่าจะบุกเข้าไปได้หรือไง?”
คนที่ตามออกมาคือจอมดาบเจิ้งเหรินอี้ดวงตาของเขาแหลมคมเหมือนดาบ ผู้คนด้านนอกล้วนสัมผัสถึงความแสบราวกับโดนบางสิ่งบางอย่างบาดตามตัว
“ทะ...ท่านจอมดาบท่านก็อยู่หรือ?”
พวกเขาต่างสะดุ้งเพราะก่อนจะมาถึงในตอนเช้าพวกเขาก็พอจะสืบมาแล้วว่าจอมดาบเจิ้งเหรินอี้จะนั่งขวางอยู่หน้าประตูแต่เมื่อมาถึงกลับไม่พบจึงคิดว่าชายชราจากไปแล้ว
“...เซี่ยเจ๋อเทา?”
ไม่ทันที่พวกเขาจะหายตกใจก็มีเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมาจากประตูเป็นครั้งที่สาม
นางพญาแม่ม่ายแดงปรมาจารย์เซี่ยซูเหยา!
แม้ว่าเธอจะพึ่งตื่นนอนแต่ตอนนี้ท่าทางของท่านปรมาจารย์เซี่ยกลับเย็นชาอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่ามีคนมาวุ่นวายถึงหน้าประตูรบกวนพี่หญิงของเธอตั้งแต่เช้า
“ทะ...ท่านป้า!”
เด็กหนุ่มตะโกนอย่างยินดีราวกับได้พบทางรอด ถึงเซี่ยซูเหยาจะไม่ค่อยติดต่อกับตระกูลเซี่ยของตัวเองบ่อยเท่าไรแต่วีรกรรมและชื่อเสียงที่เธอก่อก็ยังมีออกมาเรื่อยๆ เธอเคยสั่งไม่ให้ตระกูลเซี่ยมาวุ่นวายกับเธอมากเกินไปนักแม้แต่ตัวเด็กหนุ่มเองก็ไม่ได้พบหน้าท่านป้าของตัวเองคนนี้มาสองสามปีแล้ว
ขนาดตอนที่มีข่าวเรื่องที่เธอพ่ายแพ้ให้ปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนตระกูลเซี่ยก็เพียงออกมาสืบข่าว เมื่อเห็นว่าเธอยังปลอดภัยดีก็ไม่มายุ่งอะไรอีก
แต่ครั้งนี้เพราะพลังของพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาแม้แต่ตระกูลเซี่ยก็ยังรู้สึกว่าต้องเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างบ้างแล้ว
จากข่าวลือท่านป้าของเขาค่อนข้างสนิทสนมกับจักรพรรดินีโอสถเป็นอย่างยิ่งนั่นเป็นโอกาสอันดีของตระกูลเซี่ย ในตอนแรกเขาคิดว่าการเจรจาครั้งนี้จะต้องง่ายดายและไปได้สวยแน่ๆยิ่งถ้าได้ท่านป้าช่วยพูดให้ โอกาสที่จักรพรรดินีโอสถจะยอมตกลงก็คงจะสูงขึ้นไปอีก
ตะ...แต่ทำไมแววตาของท่าป้าถึงดูน่ากลัวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแบบนั้นล่ะ!?
“เซี่ยจื่อโจวสั่งให้มาที่นี่เหรอคะ?”เซี่ยซูเหยาถามพลางขมวดคิ้ว ซึ่งเด็กหนุ่มย่อมพยักหน้าถี่ๆเป็นเชิงตอบรับ
“ใช่ครับ! ท่านพ่อส่งผมมาเจรจากับจักรพรรดินีโอสถ...”
“บอกให้เขามาด้วยตัวเองค่ะ! เขาเป็นแค่น้องชายของฉันแท้ๆถือดียังไงถึงไม่ไว้หน้าพี่หญิงแบบนี้กันคะ!?”
“...!?”