บทที่ 7-2 ขึ้นบ้านใหม่และการมาของทาส
“จากนั้นท่านพ่อของข้าก็ป่วยหนัก และตรอมใจตาย”
“ท่านแม่ก็ตรอมใจป่วยหนักตามพวกเราใช้เงินรักษาพวกท่านจนหมด และยังเป็หนี้ค่าเช่าบ้านพวกท่านช่วยซื้อตัวพวกเราได้หรือไม่ขอรับ” หม่าชงไฉ่เอ่ยถามิเยว่ด้วยความหวัง
“พวกเราจะช่วยพวกเ้า แต่พวกเ้าไม่ต้องขายตัวเป็ทาสหรอกพวกเ้าเขียนสัญญาเงินกู้แล้วทำงานหักเงินแทน” หวังิเยว่มิชื่นชอบการซืุ้์มาเป็ทาส
“มิได้ขอรับ เงินจำนวนมากเยี่ยงนี้ ถ้าพวกท่านไม่ซื้อพวกเราข้าขอปฏิเสธ” หม่าชงไฉ่ตอบด้วยสายตามุ่งมั่น
“เฮ้อ! ได้ ข้าซื้อตัวพวกเ้าทั้งหมดนี่คือเงินห้าสิบตำลึง เรามาเขียนสัญญากันเถิด”หวังิเยว่ที่เห็นสายตาของชายหนุ่ม จึงทำได้แต่ตอบตกลงเท่านั้น
หลังจากลงชื่อในสัญญาขายตัวเสร็จแล้ว หวังิเยว่ให้ชงไฉ่ไปตามหมอมารักษาคนป่วยสั่งพวกเขาให้เก็บข้าวของที่มีอยู่เล็กน้อยทันทีเพราะจะให้พวกเขาออกจากที่นี่พร้อมกับนางด้วยกลัวว่าถ้าคนป่วยยังอยู่ที่นี่อาจจะไม่รอดเนื่องจากสภาพบ้านที่ไม่อำนวยต่อการดำรงชีวิตและไม่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย
จากนั้นหวังิเยว่พร้อมบิดาและพี่ใหญ่จึงไปยังร้านเสื้อผ้าซื้อชุดที่มีเนื้อผ้าธรรมดาให้กับครอบครัวของชงไฉ่คนละสองชุด ผ้าห่มสี่ผืนแล้วเดินไปรับลาเทียมเกวียนและวัว เมื่อกลับไปถึงบ้านของชงไฉ่พบว่าคนป่วยเพิ่งดื่มยาเสร็จและชงไฉ่ได้นำเงินไปใช้หนี้แล้ว หวังิเยว่จึงบอกให้ชงไฉ่อุ้มคนป่วยไปนอนราบบนเกวียนแล้วนำผ้าห่มที่ซื้อใหม่มาห่มให้กับคนป่วยสามพี่น้องจึงนำข้าวของทั้งหมดใส่ไว้ในเกวียน โดยมีหวังหลินข่ายเป็คนขี่เกวียนช้าๆ และหวังหนิงเฉิงเป็คนจูงวัว ส่วนคนที่เหลือเดินตามกลับบ้าน
หวังิเยว่ให้ครอบครัวของชงไฉ่อาศัยที่บ้านเก่าของครอบครัวนางซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างของบ้านหลังใหม่ พร้อมกับมอบของที่ซื้อให้ชงไฉ่ ส่วนหวังหลินข่ายกับหวังหนิงเฉิงรีบไปสร้างคอกให้ลาและวัว ใน่เย็นชงไฉ่จึงพาน้องชายและน้องสาวมาแนะนำตัวกับครอบครัวเ้านาย
“บ่าวชื่อหม่าชงไฉ่ อายุสิบห้าปี ส่วนท่านแม่ชื่อหลินอิงอายุสามสิบห้าปี ขอรับ”
“บ่าวชื่อหม่าชงเมิ่ง อายุสิบสี่ปีเ้าค่ะ”
“บ่าวชื่อหม่าชงจื้อ อายุสิบปีขอรับ”
“พวกเ้าไม่ต้องแทนตัวเองว่าบ่าว เรียกชื่อตนเองแทนพวกเราอยู่แบบครอบครัว” หวังิเยว่บอกทั้งสามคน
“มิได้ขอรับคุณหนู พวกบ่าวเป็ทาสขอรับ”หม่าชงไฉ่กล่าวกับเ้านาย
“ทาสก็เป็คนเหมือนกัน วันนี้พวกเ้าไปพักผ่อนก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มงาน ส่วนท่านป้าอิงถ้ายังขาดยาตัวใด ให้รีบมาบอกข้า”หวังิเยว่ไม่อยากให้ทั้งสามคนคิดว่า พวกเขาต่ำต้อย
“ขอบคุณขอรับ / เ้าค่ะ”
ก่อนทั้งสามคนจะกลับไปยังบ้านพัก หวังิเยว่นำผ้าเนื้อธรรมดาที่ได้แถมมาสองพับให้ชงเมิ่งตัดชุดให้คนในครอบครัว ชงเมิ่งเคยเป็สาวใช้ในตระกูลใหญ่มีความสามารถหลายอย่าง เขียนและอ่านหนังสือได้เล็กน้อย
วันรุ่งขึ้นหวังิเยว่ยืนดูบิดา มารดา พี่ใหญ่ ชงไฉ่ ชงเมิ่งเริ่มทำการไถนาปลูกข้าวสิบห้าหมู่ ‘ยังคงตามคอนเซ็บต์ ข้าคิด พวกท่านทำ’ โดยมีน้องสี่ น้องเล็กและชงจื้อวิ่งเล่นอยู่ด้านข้าง เนื่องจากเด็กทั้งสามคนให้อาหารปลาและไก่เสร็จแล้วซึ่งหวังิเยว่ยกหน้าที่ให้อาหารสัตว์แก่เด็กทั้งสามคนเป็ผู้รับผิดชอบ เพราะ้าปลูกฝังให้พวกเด็กๆ รู้จักช่วยครอบครัวทำงาน
ในตอนแรกชงไฉ่ และชงเมิ่งยังทำงานได้ช้าเพราะไม่เคยไถนาปลูกข้าวมาก่อน แต่ผ่านไปสักพักก็เริ่มชำนาญขึ้นด้วยทั้งคู่มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้งาน จากนั้นหวังิเยว่จึงเดินไปดูแปลงผัก พบว่าผักเจริญเติบโตได้ดีมากเนื่องจากนางได้มีการปรับคุณภาพของดินก่อนและยังได้ทำปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ที่ไปขอซื้อมาในราคาถูก
พวกเรา ไม่ใช่สิ!พวกเขาใช้เวลาเพียงห้าวันในการไถนาและหว่านเมล็ดข้าว หวังิเยว่จึงให้พวกเขาหยุดพักผ่อนหนึ่งวันหลัง่เวลาอาหารมื้อเย็นหวังหนิงเทียนได้ปรึกษากับครอบครัวว่า
“ข้าอยากจะเช่าร้านขายน้ำเต้าหู้ในตำบล น้ำเต้าหู้ขายดีมากข้าจะได้ไม่ต้องขนของไปกลับทุกวัน”
“เช่าร้านที่ใดรึเ้าคะพี่รอง” หวังิเยว่เอ่ยถาม
“พี่ไปดูมาแล้ว มีตึกในตลาดให้เช่าเดือนละสิบตำลึง”
“งั้นพรุ่งนี้พี่รองหยุดขายของหนึ่งวัน แล้วพวกเราทั้งหมดเข้าไปในตำบลกันเ้าค่ะ”