อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 129 กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์

    ตอนที่ 129


    ก้าวที่สาม... ก้าวที่สี่...

     

    ทุกก้าวย่างรังสีกระบี่ดำโบราณ ล้วนปรากฏพวยพุ่งออกมา ทว่าซากศาสตราโดยรอบก็พุ่งออกมาปะทะหักล้างไม่สนใจแม้จะพังทลาย... กระบี่สวรรค์โลหิต ยิ่งสั่นเทิ้มรุนแรง แผ่ไอสังหารจนความว่างเปล่าโดยรอบเริ่มบิดเบือนพร่าเลือน...

     

    เหยาซาน สูดลมหายใจลึก... แววตาสาดประกายความเชื่อมั่นว่าตนจะได้รับการปกป้องสำเหนียกตนเองไว้นานแล้วว่าตนนั้นไร้ปูมหลัง ไร้การสนับสนุนจากตระกูลดังนั้นหากต้องการยืนหยัดขึ้นสู่แนวหน้าเทียบเคียงยอดฝีมือ ก็ไม่อาจปล่อยให้โชควาสนาใดๆ หลุดมือตนไปได้!!

     

    เด็กหนุ่มระเบิดวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด พุ่งทะยานออกไปดุจลูกธนูออกจากแล่งเกิดเป็นสายลมสีเขียวโอมอุ้มพรวดพรวดโดยไร้ความกริ่งเกรง... รังสีกระบี่นับร้อยสายแทบจะพุ่งเข้ามาพร้อมๆ กัน และแน่นอนว่าซากศาสตรานับร้อย ก็ปรากฏที่ด้านหลังของ เหยาซาน ครอบฟ้าคลุมดิน!!

     

    ตูม! ตูม! ตูม!

     

    เสียงปะทะกังวานต่อเนื่อง เศษซากศาสตราบางส่วนแม้จะพุ่งเข้าใส่เหยาซาน ทว่ามันก็ถูกลดอำนาจพลังลงไปหลายส่วนแล้ว ยังพอที่จะใช้ปราณคุ้มกันและรอยสักอาคาป้องกันตัวเองได้วิ่งฝ่าคมอาวุธเผยความเหี้ยมหาญดุจพยัคฆ์กระโจน

     

    90 จั้ง 80 จั้ง... 50 จั้ง 40 จั้ง...

     

    ยิ่งเข้าไปใกล้รัศมี การปะทะก็ยิ่งรุนแรงเหนือประมาณ...จนแม้แต่ชายชราที่เฝ้ามองยังอกสั่นขวัญแขวน รู้สึกหวาดกลัวแทนตัวของ เหยาซานไม่ได้ หากพลาดพลั้งขึ้นมาอาจมิใช่เพียงแค่อาการบาดเจ็บสามัญ...

     

    กระนั้นทุกอย่างก็ยังคล้ายอยู่ในขอบเขตที่พอจะรับมือผนวกกับการเตรียมใจของเด็กหนุ่ม ที่ไม่ด้อยไปกว่า เตียมู่หยง เมื่อหลายสิบปีก่อน หรืออาจจะมีมากกว่าด้วยซ้ำเพราะเส้นทางที่บีบบังคับให้ต้องแข็งแกร่งขึ้นในเร็ววัน เพื่อช่วยเหลือ เหล่าซือผู้เป็นเสมือนบิดาอีกคน...

     

    จวบจนกระทั่ง ก้าวเข้าสู่ระยะ 10 จั้ง…(ราว 30 เมตร)

     

    อำนาจสยบอันมหาศาลของ กระบี่สวรรค์โลหิต ก็ยิ่งทบทวีมากขึ้นอีกหลายเท่า!! จากที่การสละของซากศาสตราหนึ่งเล่ม สามารถหยุดรังสีกระบี่สีดำที่พุ่งเข้ามาได้หนึ่งเส้น...ยามนี้เมื่อเข้ามาในระยะขอบเขตที่สามารถแสดงพลังแท้จริงได้

     

    เพียงรังสีกระบี่เส้นเดียว กลับต้องใช้ซากศาสตราโดยรอบถึงห้าเล่มในการที่จะหยุดมัน!! การปะทะจึงถูกร่นเข้ามาใกล้ร่างของ เหยาซาน ให้ได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้นจนอึดอัดหายใจลำบาก อีกทั้งจำนวนของรังสีกระบี่สีดำยังแทบไม่อาจชี้ชัดจำนวนได้สะท้านสะเทือนไปทั้งสุสานแห่งนี้!!

     

    อำนาจนี้แม้แต่ชนชั้นราชันย์อย่าง เตียมู่หยง เมื่อหลายสิบปีก่อนยังได้รับบาดเจ็บหนักในการฝ่าทะลวงเข้าไป แน่นอนว่าไม่ใช่ระดับที่ เหยาซานจะสามารถเข้าไปได้!! แม้ซากศาสตราจำนวนมากนับพัน ๆเล่มจะพุ่งเข้ามาหยุดยั้ง แต่ก็ยังมีรังสีกระบี่บางเส้นที่สามารถหยุดรอดการหักล้างรอบด้านตรงเข้าหา เหยาซาน แผ่ไอสังหารรุนแรง

     

    ชั่วพริบตานั้นเอง...  กลับมีลำแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งตรงมาจากทิศทางที่ห่างไกลตลอดเส้นทางที่พุ่งผ่าน ซากศาสตราบนพื้นล้วนสะท้านสะเทือนสั่นไหว อำนาจสยบที่เก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดบัดนี้ถึงคราวเจิดจรัสเมื่อเห็นถึงโอกาสอันดีงาม

     

    ลำแสงสีทองนั้น หากพิจารณาโดยละเอียด ก็จะพบว่าแท้จริงแล้วมันเป็นกระบี่ทื่อไร้คมสีทองเล่มหนึ่ง คมมีดของมันเต็มไปด้วยรอยบิ่นตลอดทั้งเล่มทว่ารูปลักษณ์โดยรวมคล้ายยังสมบูรณ์ดีพร้อม จะมีก็แต่โกร่งกระบี่(จุดเชื่อมต่อระหว่างด้ามจับและใบมีด) ที่แตกหักไปแล้วจนทำให้กระบี่เล่มนี้ไร้ซึ่งเอกลักษณ์พิเศษใด ๆ

     

    ขณะที่รังสีกระบี่สีดำพุ่งเข้ามาใกล้ เหยาซาน... ลำแสงกระบี่สีทองเล่มนี้ก็ปะทะหักล้างอำนาจสยบดุจสายฟ้าที่ผ่าลงมา จนทำให้รังสีกระบี่สีดำแตกสลายไปทว่าตัวกระบี่สีทองเล่มที่ปรากฏนี้ กลับยังคงความสมบูรณ์ไม่บุบสลายมากไปกว่าเดิม!!

     

    ผู้อาวุโสเถิง เบิกตากว้างโดยพลัน...

    “กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์!!

    1 ใน 9 จิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ต้องสาป!!”

     

    สุสานแห่งศาสตรานั้นครอบคลุมอาณาเขตพื้นที่ รัศมีหลายสิบลี้ตลอดหลังขุนเขาลูกที่สองเต็มไปด้วยซากศาสตราโบราณจากสงครามมากมายนับไม่ถ้วน และคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าในหมู่ซากศาสตราเหล่านั้นสิ่งที่ทรงอำนาจที่สุดย่อมเป็น กระบี่สวรรค์โลหิต เล่มนี้

     

    ทว่า...ซากศาสตราในทุก ๆ เล่ม ก็ใช่ว่าจะมีพลังเทียบเท่ากันหมดซากศาสตราบางเล่มเป็นของทหารกล้าสามัญ บางเล่มเป็นของผู้คุมนายกอง บางเล่มเป็นของยอดขุนพลและบางเล่มเป็นของแม่ทัพใหญ่ ที่สละชีวิตภายในสงครามครั้งสุดท้ายก่อนที่เผ่ามนุษย์จะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...

     

    ตำนานของ กระบี่สวรรค์โลหิต ย่อมเป็นที่น่าครั่นคร้ามมากที่สุดทั้งยังได้รับฟังความเป็นมาจากปากของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน โดยตรง... แต่ในหมู่จิตวิญญาณแห่งศาสตรามากมายเหล่านี้ตามบันทึกตลอดหมื่นปีของสำนักสายลมประจิม ยังคงมีซากศาสตราอันเป็นจิตวิญญาณที่ต้องสาปอีก9 เล่ม ถึงจะมีพลังลดหลั่นลงมาจาก กระบี่สวรรค์โลหิต แต่ก็เรียกได้ว่าเหนือกว่าซากศาสตราอื่นๆ เกือบทั้งหมด...

     

    ทั้ง 9 ศาสตราที่ต้องคำสาป ล้วนไม่มีประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด จึงไม่มีชื่อเรียกเฉพาะและได้ถูกเรียกขานตามรูปลักษณ์ของพวกมันในแต่ละเล่ม แน่นอนว่าตลอดเวลาที่ก่อตั้งสำนักสายลมประจิมมากว่าหนึ่งหมื่นปีศาสตราที่ต้องสาปทั้ง 9 เล่ม คงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ศาสตราต้องสาปเหล่านี้ได้เคยเลือกสรรผู้เป็นนายด้วยตนเองเมื่อรู้สึกพึงพอใจ

     

    ซึ่งคนล่าสุดที่ได้ครอบครอง 1 ใน 9 ศาสตราที่ต้องสาป ก็คือเตียมู่หยง เป็นกระบี่สีเงินเล่มหนึ่งซึ่งภายหลังก็ได้ถูกนำไปซ่อมแซม จนกลับมามีสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้งทั้งยังเป็นกระบี่คู่กายของ เตียมู่หยง จวบจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าการซ่อมแซมจะไม่อาจฟื้นฟูวิทยากรโบราณของกระบี่ให้คืนมาได้สมบูรณ์แต่มันก็ยังมีพลังไม่ด้อยไปกว่าอาวุธอักขระระดับสูง...

     

    ในปัจจุบันนี้ศาสตราต้องสาป เหลือเพียงแค่ 3 เล่มสุดท้าย และหนึ่งในสามเล่มนั้นก็คือกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ เล่มที่ปรากฏขึ้นมานี้... แสงสีทองตลอดเล่มของมัน สะดุดตามากกว่าตัวกระบี่สมกันชื่อเรียกที่ถูกตั้งขานขึ้นมาใหม่

     

    กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ เล่มนี้หลังจากที่ช่วยเหลือ เหยาซาน แล้วมันเคลื่อนไหวผิดแผกไปจากซากศาสตราเล่มอื่น ๆ ด้วยการที่มันลอยหมุนวนช้า ๆเบื้องหน้าของ เหยาซาน คล้ายกำลังอวดโฉมที่งดงามของตน ถึงแม้ตัวกระบี่สีทองคร่ำครึเล่มนี้จะดูเก่าแก่อย่างมากหากแต่รังสีกระบี่ที่แผ่ล้นนั้นถือว่าน่าตกใจยิ่ง...

     

    เหยาซาน จากที่กำลังตื่นตะลึก ก็เริ่มเผยรอยยิ้มเจือจาง...

    “เข้าใจแล้ว... เช่นนั้นเราทั้งคู่ก็ช่วยกับปราบพยศ กระบี่สวรรค์โลหิตเล่มนั้นด้วยกัน!!”

     

    เด็กหนุ่มดวงตากลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง หยิบคว้ากระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ฟาดฟันรังสีกระบี่สีดำจนแหลกสะบั้นพลางร่นระยะมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อจิตวิญญาณของเหยาซาน และกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์เชื่อมประสานกัน พลานุภาพก็ระเบิดออกมารุนแรงแผ่ซ่านรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสดุจดวงตะวันกลางสุสาน

     

    แม้กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ จะเป็นศาสตราที่เทียบชั้นกระบี่สวรรค์โลหิต ไม่ได้... แต่ทว่าหากใช้ต่อกรกับรังสีกระบี่ไม่ได้ปะทะเข้ากับ กระบี่สวรรค์โลหิตตรง ๆ ก็นับว่าไม่เกินมือ มีอำนาจสยบไอสังหารได้อย่างเหนือชั้นทั้งยิ่งได้รับการช่วยเหลือเกื้อหนุนจากซากศาสตราโดยรอบ ก็ทำให้การร่นระยะของเหยาซาน เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

     

    จวบจนกระทั่งมาหยุดยืนเบื้องหน้า กระบี่สวรรค์โลหิต!! ทั่วร่างของ เหยาซาน เวลานี้เต็มไปด้วยบาดแผลหลายสิบแห่ง แม้แต่รอยสักอาคมคุ้มกายก็ยังไม่อาจปกป้องได้สมบูรณ์ถึงกระนั้นก็ไม่มีบาดแผลร้ายแรง เฉกเช่น เตียมู่หยง เมื่อหลายสิบปีก่อน... ทำเอาผู้อาวุโสเถิง ที่เฝ้ามองดูอยู่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเบิกโปน...

     

    เมื่อ เหยาซาน เข้ามาในรัศมีเอื้อมมือ... แม้ กระบี่สวรรค์โลหิต จะยังคงสั่นไหวอย่างรุนแรงทว่ามันกลับไม่อาจปล่อยรังสีกระบี่สีดำโจมตีเฉกเช่นก่อนหน้านี้ได้อีกแล้วราวกับว่าพลานุภาพที่น่ากลัวของมันมีเงื่อนไขบางอย่าง เมื่อถูกเข้ามาใกล้ในระยะที่เหมาะสมมันจำต้องให้การยอมรับในตัวผู้ที่เข้ามาถึง ไม่อาจเสียมารยาทลอบโจมตี...

     

    จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับ เหยาซาน ว่าจะสามารถดึง กระบี่สวรรค์โลหิต ขึ้นมาได้หรือไม่เพียงเท่านั้น!! และดูเหมือนว่า จิตวิญญาณของซากศาสตราทั่วทั้งสุสานรวมไปถึงกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ในมือ จะพยายามกู่ร้องให้กำลังใจ เหยาซาน อย่างที่สุด

     

    “ลำบากมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าย่อมมิอาจกลับไปมือเปล่า!!” เหยาซาน เผยแววตาคมกล้า ปักกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ไว้ข้างกายชั่วคราวก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างจับที่ด้ามกระบี่สวรรค์โลหิตแนบแน่น ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดดึงมันขึ้นมา!!

     

    “ย๊ากกกกก!!”

     

    กระบี่สวรรค์โลหิต สั่นเทิ้มไม่หยุด มองเห็นได้ชัดว่ามันค่อย ๆถูกยกจากพื้นขึ้นมาได้ราว ๆ 1 ชุ่น แล้ว(1นิ้ว)... ซึ่งมันได้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลระลอกหนึ่ง กระจายออกไปทุกทิศทางดุจดังคลื่นยักษ์เป็นเงาหมอกสีดำ

     

    ผู้อาวุโสเถิง กำหมัดแนบแน่นด้วยความตื่นเต้น การยกขึ้นมาได้ 1 ชุ่นนั้นมีความหมายแตกต่างไปจากการมาของ เตียมู่หยง เมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างมหาศาล!! เพราะในครั้งนั้น เตียมู่หยง มิอาจขยับยกได้แม้แต่ครึ่งชุ่น!! แน่นอนว่ามันมิใช่เพราะ เตียมู่หยง มีพละกำลังด้อยกว่า เหยาซานแต่มันเป็นเพราะความไม่คู่ควรกับกระบี่สวรรค์โลหิตเสียมากกว่า

     

    ระลอกแห่งหมอกดำเริ่มหนาทึบมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีอำนาจคุกคามกระจัดกระจายจนถึงตอนนี้ ผู้อาวุโสเถิง แทบไม่อาจมองเห็นอะไรได้แล้วจากรัศมี 100 จั้งที่ตนยืนเฝ้าดูอยู่ แม้แต่สัมผัสลมปราณก็ยังถูกลดทอนไปหลายส่วนเผยความเป็นกังวลอยู่ห่าง ๆ

     

    เหยาซาน แผดเสียงคำรามก้องดัง เส้นโลหิตทั่วร่างปูดบวมจนแทบจะปริแตก...เด็กหนุ่มสัมผัสได้จากสัญชาตญาณว่าตนนั้นมีอำนาจที่สามารถครอบครองสิ่งนี้ได้และการยกมันขึ้นมาก็มิใช่เรื่องที่ยากเย็น...

     

    ทว่าการที่มิอาจขยับได้มากกว่า 1 ชุ่นนั้นมันเกิดจากความดื้อดึงของกระบี่สวรรค์โลหิต ที่ไม่อยากยอมรับผู้เป็นนาย ขัดขืนดิ้นรนอย่างสุดความสามารถ!! จิตวิญญาณแห่งกระบี่ย่อมรู้เต็มอกตั้งแต่ที่ เหยาซาน ปรากฏตัวขึ้นในสุสานว่าเด็กคนนี้คือผู้ถูกเลือกแห่งยุคสมัย เป็นผู้ที่มีโชควาสนามากพอจะเป็นนายของมัน

     

    ทว่าจิตวิญญาณแห่งกระบี่กลับไม่ยอมรับในความอ่อนแอของ เหยาซาน ณ เวลานี้!! อยากให้ถึงวันที่ เหยาซาน แข็งแกร่งเทียบเท่านายทั้งสองคนก่อนหน้านี้ของมันเสียก่อนมันถึงจะสามารถยอมรับการถูกกวัดแกว่งควบคุม เป็นความพยศดื้อรั้นของจิตวิญญาณที่เย่อหยิ่งและทรงอำนาจ...

     

    “ไอหนู ปล่อยข้าควบคุมร่าง!!เป็นเพียงแค่กระบี่คร่ำครึเล่มหนึ่ง กล้าดียังไงถึงดื้อรั้นกับผู้เป็นเจ้าของแบบนี้มันต้องถูกจองจำในขุมนรกจนกว่าจะหายพยศ!!” เฒ่าชีเปลือยเผยความไม่สบอารมณ์ กับความพยศของจิตวิญญาณแห่งศาสตรานี้

     

    เมื่อ เหยาซาน เห็นว่าตำแหน่งของ ผู้อาวุโสเถิง ในเวลานี้ ไม่มีทางมองเห็นหรือสัมผัสการคงอยู่ของตนได้จึงยินยอมเป็นร่างสถิตให้กับ เฒ่าชีเปลือย เพื่อปราบกระบี่เล่มนี้...พริบตานั้นเองดวงตาของเด็กหนุ่มแดงฉานขึ้น เผยรัศมีไอทมิฬออกมาพร้อมพลานุภาพสะกดข่มสะท้านฟ้าสะเทือนดินถาโถมไปยัง กระบี่สวรรค์โลหิต ตัวกระบี่ถึงกับสั่นระรั่วแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความดื้อด้าน

     

    เฒ่าชีเปลือย จึงระเบิดพลังดึงพรวดเดียวจน กระบี่สวรรค์โลหิต หลุดออกจากตำแหน่งที่เคยปักไว้...ถึงกระนั้นจิตวิญญาณกระบี่ก็ยังดื้อรั้นไม่ยินยอม ตวัดคมกระบี่เข้าหาผู้เป็นนาย ตัดปอยผมของเด็กหนุ่มไปส่วนหนึ่งทั้งยังทิ้งรอยแผลเล็ก ๆ ไว้บนแก้ม

     

    เฒ่าชีเปลือย ในร่างเด็กหนุ่มกัดฟันดังกรอด...

    “อยู่ดีไม่ว่าดี!!เช่นนั้นข้าก็จะจองจำเจ้าจริง ๆ ดังที่ลั่นวาจา และจะคอยแง่มหูฟังเสียงเรียกของเจ้าที่ดังก้องขึ้นมาจากขุมนรก เพื่อวิงวอนข้า!!”

     

    เฒ่าชีเปลือย กัดปลายลิ้นก่อนจะพ่นเลือดสดจำนวนหนึ่งออกไป เลือดสดเหล่านั้นก่อเกิดเป็นอักขระลวดลายสีแดงหลายร้อยตัวอักษรเรียงต่อกันจนคล้ายเป็นสายโซ่สีแดง โอบรัดพันธนาการไปยังตัว กระบี่สวรรค์โลหิต เล่มนี้...

     

    “ผนึกตรวนโลหิต!!”

     

    แสงสีแดงจากโลหิตสว่างวาบขึ้น บีบรัดไปยังกระบี่สวรรค์โลหิตด้วยความแนบแน่นราวกับสะกดทั้งพลังและอำนาจทั้งหมดของมันเอาไว้ เสียงกรีดร้องของจิตวิญญาณแห่งกระบี่ดังไม่เป็นภาษาจากนั้น เฒ่าชีเปลือย ก็ยัดมันเข้าไปในแหวนมิติด้วยใบหน้าเดือดดาล

     

    “อยู่ในนั่นไปจนกว่าจะยอมรับเจ้าเด็กนี่เป็นนาย... แล้วข้าจึงจะปล่อยเจ้าออกมา!!”

     

    .................................................

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน