ภายในชามิวลอส ที่บ้านหลังเล็กๆที่ปูด้วยเผาแกรบดาษๆ มีหญิงสาวสองคนอยู่ภายในนั้น
สตรีที่นอนบนเตียงไม้แข็งๆเป็แม่ เธอมีใบหน้าที่สะสวย แต่ว่าตอนนี้ความสะสวยนั้นถูกบดบังด้วยอาการป่วย
มิเทร่ามีใบหน้าที่แดงก่ำ ทั่วตัวเธอมีไข้สูง ดวงตาของเธอพล่าเลือนไม่อาจมองเห็นสิ่งใดชัดเหมือนแต่ก่อน ปากของเธอหนาวสั่นขณะพยายามยกคอที่แข็งเกร็งของตนมองไปยังเด็กสาวที่มีใบหน้ากังวลเบื้องหน้า "พาเน่ แม่บอกเ้าแล้วมิใช่หรือว่าไม่ต้องมาแล้ว ทุกข์โรคนี้ของแม่ไม่มีทางรักษา ไม่มีหมอผู้ใดรู้จักมัน เ้าไม่ควรจะเสี่ยงมาติดโรคไปกับแม่"
เด็กสาวผู้เป็ลูกที่กำลังนั่งข้างเตียงมิเทร่าก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็พาเน่ สาวรับใช้ในคฤหาสน์ของอาโนอิทอส
พาเน่มีแววตาที่ดื้อรั้น กุมมือมารดาตนเองแน่นราวกับจะไม่ยอมไปไหน เธอบอก "ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งหมดหวัง เมื่อสัปดาห์ก่อนข้าได้เชิญหมอมือดีผู้หนึ่งแห่งชามิวลอสมา เขารับปากว่าจะมาหาท่าน อีกไม่นานเขาก็จะมาถึงแล้ว โรคปริศนาของท่านจะต้องหายแน่ๆ!"
พาเน่พูดแบบนั้นและไม่นานต่อมาชายชราผู้หนึ่งที่สวมชุดนักบวชก็เดินเข้ามายังเรือนบ้านอิฐซอมซ่อแห่งนี้ ชื่อของเขาคือกิอาโทส เป็หมอที่เก่งกาจที่สุดในเมืองชามิวลอส
เมื่อกิอาโทสเข้ามายังบ้านหลังนี้และเห็นอาการของมิเทร่าใบหน้าเขาก็มืดดำลง เขารีบเดินเร็วเข้าไปดูอาการเธออย่างใกล้ชิด
เขาลองแตะตามร่างกายแต่ละจุดของเธอพบว่าทั่วร่างของเธอนั้นร้อนไปหมด
บริเวณคอของเธอนั้นแข็งเกร็งราวแผ่นเหล็ก
เขาลองยื่นนิ้วออกมาแล้วให้เธอมองตามมัน เขาพบว่าดวงตาของเธอมีทัศนวิสัยที่ย่ำแย่และพบว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเธอเชื่องช้าผิดปกติอย่างมาก
กิอาโทสเอาถุงน้ำดีกระต่ายมาผสมกับน้ำผึ้ง จากนั้นใช้ขนนกจุ่มลงที่ตาของมิเทร่าเพื่อรักษาอาการภาพเบลอเธอ แต่หลังผ่านไปครึ่งชั่วยามเขาก็พบว่ามันไม่ได้ผล กิอาโทสจึงลองใช้ใบเสจตำคลุกกับโรสแมรี่และโหรพาเพื่อหาทางลดไข้เธอดู แต่ก็เหมือนเดิมหลังจากเฝ้าดูอาการระยะหนึ่งพอสมควร อาการของเธอก็ยังไม่ทุเลาลง เขาลองให้วิตามินและสมุนไพรหลายชนิดกับเธอแต่มันก็ยังไม่ได้ผล
หลังจากผ่านการรักษาถึง 4 ชั่วยามเต็ม กิอาโทสแทบจนปัญญา ในท้ายที่สุดกิอาโทสจึงต้องเดินไปหาพาเน่และบอกกับเธอตรงๆ "ข้าเสียใจด้วย โรคของมารดาเ้าเป็โรคปริศนาที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน มารดาเ้าเกินกำลังที่ข้าจะช่วยเหลือ"
ใบหน้าของพาเน่ซีดขาว "ทะ ท่านหมอ ท่านแน่ใจแล้วหรือ!? ท่านแน่ใจแล้วจริงๆหรือว่าไม่มีหนทางใดจะช่วยแม่ข้าได้? ได้โปรดท่านหมอ ท่าน้าสิ่งใดข้ายินดีจะให้ทุกสิ่ง แต่ได้โปรดช่วยแม่ข้าด้วย!"
กิอาโทสเต็มไปด้วยความรู้สึกลำบากใจ เขาส่ายหน้า "เด็กน้อย การแพทย์ในชามิวลอสแห่งนี้ยังอ่อนด้อยนัก ในเมืองชนบทเล็กๆแห่งนี้คงจะไม่มีผู้ใดจะรักษามารดาเ้าได้ หากเ้าปรารถนาจะช่วยนางจริงๆก็มีแต่ต้องลองไปเสี่ยงดวงที่เมืองหลวง ที่นั่นน่าจะมีหมอและปราชญ์เก่งๆที่รู้ที่มาของโรคที่มารดาเ้าเป็อยู่ แต่นั่นก็ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงตาม" กิอาโทสพูดออกมาด้วยความเสียใจ เขารู้อยู่แล้วว่าพาเน่ไม่มีกำลังเงินพอจะพามิเทร่าไปรักษาที่เมืองหลวง เขาตบไหล่เธอเพื่อปลอบประโลมเบาๆก่อนจะจากไป
พาเน่รู้สึกว่าโลกนี้มันหมุนเคว้งไปหมด ในหัวขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกราวกับโลกทั้งใบของเธอกำลังจะล่มสลาย เธอตั้งใจทำงานหาเงินก็เพื่อที่จะเชิญหมอเก่งๆมารักษาแม่เธอ เธอทนอยู่กับอาโนอิทอสก็เพื่อแม่ของเธอ แต่เธอไม่นึกเลยว่าทั้งๆที่พยายามไปมากขนาดนั้นแต่สุดท้ายมันก็ไม่มีทางใดช่วยแม่เธอได้ พาเน่หันมองแม่ที่นอนป่วยบนเตียงแล้วในใจรู้สึกอยากร้องไห้
เช้าวันรุ่งขึ้นพาเน่ไปทำงานตามปกติ ระหว่างทางไปยังห้องทำงานของอาโนอิทอส เธอก็เห็นข้ารับใช้กลุ่มหนึ่งกำลังคุยอะไรบางอย่างกันอยู่
"ข้าได้ยินว่าจู่ๆเมื่อคืนก็มีฟ้าผ่าลงมาที่คฤหาสน์ ทั้งๆที่ไม่มีฝนหรือเมฆครึ้มใดๆ แต่ฟ้ากลับผ่าลงมา รู้หรือไม่ผู้ที่ถูกฟ้าผ่าคือเ้าชายด้วยนะ!"
"อ้า! นั่นจะต้องเป็ลางร้ายบอกเหตุบางอย่างที่ทวยเทพส่งมาแน่นอน! ไม่มีทางที่จะมีฟ้าผ่าโดยปราศจากสัญญาณใดๆได้! ทวยเทพกำลังพิโรธ!"
"อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ถึงจะฟังดูไม่น่าเชื่อแต่หลังจากรู้ว่าท่านอาโนอิทอสถูกฟ้าผ่า มันก็ทำให้ข้าเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่านี่จะต้องเป็สารจาก์แน่ๆ ดูเหมือนทวยเทพเองก็มิอาจทานทนต่อความเลวร้ายของท่านอานิโอทอสได้ พวกเขาจึงได้ลงโทษท่านอาโนอิทอสด้วยทัณฑ์แห่ง์!"
ตอนที่พาเน่ได้ยินแบบนั้นก็ตกตะลึง เธอรีบเข้าไปหาข้ารับใช้สาวคนนั้นที่กำลังคุยเื่อาโนอิทอสถูกฟ้าผ่าอยู่แล้วพาเน่ก็รีบถามอย่างร้อนรน "เมื่อครู่เ้าบอกว่าเ้าชายถูกฟ้าผ่าอย่างนั้นหรือ!? ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด!? เขาเป็อะไรหรือไม่!?"
ข้ารับใช้สาวคนนั้นใสีหน้าพาเน่ แต่สักพักเธอบอก "เขาไม่เป็อะไร ข้าได้ยินว่าหลังจากโดนฟ้าผ่าท่านที่ปรึกษาฟีโรโซฟอสนำตัวเขาหาหมอทันที ตัวเขาเพียงแค่ชาชั่วครู่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพาเน่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
สาวรับใช้มองพาเน่อย่างแปลกประหลาด "เ้าดูดีใจที่เ้าชายไม่เป็อะไรนะ ทำไมจึงได้โล่งใจแบบนั้น ทั้งๆที่เขาทำเื่เลวร้ายกับเ้าไว้เยอะมากแท้ๆ"
พาเน่ตอบ "ตอนนี้งานต่างหายาก และเ้าชายก็เป็ที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของเรา หากเขาเป็อะไรไปจะเกิดอะไรขึ้นกับเรานอกจากโดนไล่ออก?"
เมื่อพาเน่บอกเช่นนั้น สาวรับใช้คนอื่นๆก็ก้มหน้าลงและเพิ่งตระหนักได้
สาวรับใช้คนที่ดูมีหน้าดีใจที่อาโนอิทอสถูกฟ้าผ่าเมื่อครู่มองพาเน่ด้วยแววตากังวล "ถ้าเช่นนั้นเราก็แย่แล้วล่ะ เพราะดูเหมือนฟ้าผ่าเมื่อคืนจะส่งผลกระทบบางอย่างต่อสมองเ้าชาย ทำให้เขากำลังเพี้ยนไป"
พาเน่มองสาวรับใช้ตรงหน้าอย่างสับสน "เ้าหมายความว่าอย่างไร?"
สาวรับใช้บอก "เ้าชายอาจจะไม่าเ็ภายนอกก็จริง แต่ภายในของเขาดูเหมือนจะาเ็ไม่น้อย ข้าได้ยินว่าหลังจากโดนฟ้าผ่าเมื่อคืน ตอนนี้เขาเสียสติไปแล้ว เขาราวกับถูกผีเข้าสิง บุคลิกของเ้าชายเปลี่ยนไปเป็คนละคนั้แ่รับเื่ของชาวเมืองพ่อลูกผู้นั้นจนถึงตอนนี้เขานั่งอยู่บนโต๊ะทำงานรับเื่ร้องเรียนปัญหาต่างๆมากมายจากชาวเมืองคนอื่นๆโดยไม่พัก แม้แต่อาหารก็ไม่ยอมเสวย พวกเ้าเคยเห็นเขาตั้งใจทำงานขนาดนี้หรือไม่?"
สาวรับใช้คนอื่นๆต่างส่ายหน้าอย่างตะลึง
พาเน่ก็ไม่อยากเชื่อจึงเดินไปดูอาโนอิทอสในห้องทำงาน และตอนที่เธอไปถึงเธอก็เห็นอาโนอิทอสกำลังนั่งอยู่หน้ากองเอกสารเื่ร้องเรียนที่ถูกส่งมาจากชาวเมืองมากมายผ่านลายมือฟีโรโซฟอส
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ที่หน้าประตูนั้น พาเน่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้นและลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เพราะพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปกระทันหันของอาโนอิทอสบวกกับอารมณ์ที่แปรปรวนของเขาเสมอมา ทำให้เธอไม่รู้ว่าตอนนี้ผีตัวไหนเข้าเขา เธอไม่รู้ว่าถ้าเธอทะเล่อทะล่าเข้าไปจะทำให้เขากลับไปเป็เ้าชายที่ขี้โมโหเหมือนเมื่อก่อนและอารมณ์เสียใส่เธออีกไหม
แต่พาเน่ไม่มีทางเลือกเพราะต้องเข้าไปทำความสะอาดตามหน้าที่ เธอจึงจับไม้กวาดแล้วเข้าไปในห้องนั้น
ในใจของเด็กสาวตื่นเต้นขณะรอดูสีหน้าเขาว่าจะชักหน้าใส่เธอเหมือนปกติไหม แต่ไม่ว่าจะกวาดถูตรงนั้นนานแค่ไหนเขาก็ไม่พูดอะไร ไม่มองเธอเลยด้วยซ้ำ เขาเอาแต่มองเอกสารตรงหน้า
พาเน่รีบปัดกวาดเช็ดถูแล้วออกไปจากห้องนั้น ตอนที่ออกไปก็รู้สึกแปลกประหลาดเพราะเป็ครั้งแรกที่อยู่กับอาโนอิทอสระยะเผาขนแล้วไม่โดนเขาด่าว่าสักคำ
บ่ายวันนั้นพาเน่มีหน้าที่นำอาหารไปให้อาโนอิทอส เธอรับเสต็กแซลมอนกับซุปผักโขมจากครัวแล้วตรงไปที่ห้องอาโนอิทอส เมื่อมาถึงห้องเธอเคาะประตูสองครั้ง "ฝ่าา หม่อมฉันนำอาหารเที่ยงมาให้เ้าค่ะ"
"....."
ไม่มีเสียงตอบรับจากอาโนอิทอส
"ขออนุญาตนะเ้าคะ" เมื่ออาโนอิทอสไม่ตอบ พาเน่จึงเปิดประตูเข้าไป และเหมือนกับเมื่อตอนเช้า 6 ชั่วโมงก่อน อาโนอิทอสก็ยังคงให้ความสนใจแต่กองเอกสารเบื้องหน้า เขาไม่แตะต้องอาหารรอบก่อนหรือแตะต้องอาหารรอบนี้ เขาไม่มองเธอ เอาแต่มองเอกสารตรงหน้า แต่ดูเหมือนคราวนี้จะเป็เอกสารตัวใหม่ เพราะมันไม่ใช่รายงานร้องเรียนจากชาวเมืองอีกแล้ว
ถ้าตามปกติพาเน่คงจะรีบเดินออกจากห้องนี้ไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าอาโนอิทอสในตอนนี้ดูน่าสนใจกว่าแต่ก่อน เธอจึงอยู่ในห้องนั้นนานขึ้น เธอยืนอยู่ข้างๆเขาอย่างสงสัยใคร่รู้และดูว่าเขากำลังทำอะไรตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่อาโนอิทอสกำลังดูอยู่เหมือนจะเป็แผนที่บางแห่ง
"ฝ่าา ท่านทรงกำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือเ้าคะ?" ด้วยความอยากช่วยเหลือ เด็กสาวจึงเอ่ยถามออกไป
อาโนอิทอสตอบ "ข้าพเ้ากำลังศึกษาแหล่งที่ตั้งและภูมิศาสตร์ของเผ่าพันธุ์ใต้พิภพ แม่นางน้อย หรือว่าท่านพอจะรู้ว่าฐานทัพของเผ่าพันธุ์ใต้พิภพอยู่ที่ใด?"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวล เสียงสดใสไพเราะ ปราศจากความเหย่อหยิ่งและเ็าเหมือนที่ผ่านมา นี่มันไม่เหมือนกับเ้านายของเธอที่เธอรู้จักแม้แต่น้อย นี่เป็ครั้งแรกที่พาเน่ได้รับการตอบรับแบบเป็มิตรจากอาโนอิทอสพาเน่รู้สึกแตกต่างไปจากทุกที เธอรู้สึกไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าเ้าชายเ็าคนนั้นจะพูดคุยกับเธอดีๆ
แล้วข้าพเ้ากับแม่นางน้อย..ทำไมวิธีการพูดของเขาถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนั้น? หรือเขาจะถูกฟ้าผ่าจนเสียสติไปอย่างที่ข้ารับใช้คนอื่นว่ากันจริงๆ
อย่างไรก็ตาม พาเน่ตอบคำถามของอาโนอิทอสและชี้จุดยังตำแหน่งที่ตั้งฐานทัพของเผ่าใต้พิภพ "ทิศใต้จากชามิวลอสลงไปที่เกาะเอซโทรซห่างจากวาซิลาส 3000 ไมล์ เป็อาณาจักรทมิฬที่เผ่าพันธุ์ใต้พิภพอาศัยอยู่เ้าค่ะ"
อาโนอิทอสมองตำแหน่งที่พาเน่ชี้แล้วเผยสีหน้าที่จริงจัง จากนั้นเริ่มศึกษาภูมิประเทศรอบๆ "ที่อาณาจักรทมิฬของพวกใต้พิภพตั้งอยู่ละติจูดเกือบ -90 องศาเหนือ ที่นั่นเมื่ออยู่ในเดือนหนาวจะมีค่าความหนาวติดลบเฉลี่ยถึง -40 องศาเผ่าพันธุ์ใต้พิภพสามารถอาศัยอยู่ในที่แบบนั้นได้อย่างนั้นหรือ?"
พาเน่มองอาโนอิทอสอย่างสับสนที่เขาถามเื่สามัญที่ทุกคนรู้อยู่แล้วแบบนี้ เธอบอก "พวกเผ่าพันธุ์ใต้พิภพมีร่างกายที่เป็กึ่งะ ทนต่อความหนาวเย็น ถึงแม้ร่างจะถูกแช่แข็งแต่เมื่อฤดูร้อนมาเยือนพวกมันก็จะขยับได้ตามปกติ สิ่งเดียวที่พวกมันหวาดกลัวก็คือเปลวไฟ เื่นี้เ้าชายน่าจะทรงทราบอยู่แล้วมิใช่หรือเ้าคะ?"
อาโนอิทอสนิ่งไปชั่วครู่ราวกับกำลังคิดบางอย่าง สักพักเขาชี้ไปทีู่เาไฟ 7 ลูกที่ล้อมรอบอาณาจักรทมิฬของพวกใน้พิภพ แล้วถามพาเน่ "ถ้าหากเป็เช่นนั้น เมื่อเผ่าพันธุ์ใต้พิภพหวาดกลัวเปลวไฟ งั้นโดยรอบอาณาจักรมีธารลาวาจากูเาไฟ จะเกิดอะไรขึ้นหากเราะเิมัน พวกเผ่าพันธุ์ใต้พิภพสามารถรอดพ้นจากลาวาได้หรือไม่? ร่างกายของพวกมันทนความร้อนที่องศากี่ฟาเรนไฮต์?"
"หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าองศากับฟาเรนไฮต์หมายถึงสิ่งใด แต่ถ้าหม่อมฉันจำไม่ผิด เคยมีอัศวินที่เคยประมือกับเผ่าพันธุ์ใต้พิภพรอดชีวิตกลับมาบอกว่าหากตัดคอไม่ได้ ก็ให้ใช้เปลวไฟจากลูกธนูหรือคบเพลิงแทน เพียงแค่นั้นก็สามารถปลิดชีพมันได้เ้าค่ะ หม่อมฉันคิดว่าหากโดนลาวาพวกมันก็ไม่น่าจะรอด อย่างไรก็ตาม การจะทำใหู้เาไฟะเิเป็เื่ฝืนธรรมชาติ มีเพียงเทพเ้าเท่านั้นที่จะบรรดาลได้ อีกอย่างพวกเผ่าพันธุ์ใต้พิภพก็มีบาเรียเวทย์มนต์กางไว้รอบอาณาจักร ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรืออันตรายใดจะผ่านม่านบาเรียนั้นได้แม้แต่ทวยเทพก็ตาม"
อาโนอิทอสมีสีหน้าที่ครุ่นคิด แต่ในแววตาเขาปรากฏแสงสว่างราวกับค้นพบไอเดียดีๆบางอย่างขึ้นมา สักพักรอยยิ้มเขาผุดขึ้น
พาเน่รู้สึกว่านี่เป็ครั้งแรกที่ได้คุยกับอาโนอิทอสนานขนาดนี้โดยที่เธอไม่โดนอีกฝ่ายด่า และเป็ครั้งแรกที่เธอเห็นเขายิ้ม
"ฝ่าาเ้าคะ...มีอะไรทรงอยากถามอีกหรือไม่เ้าคะ?" พาเน่ถามไป
อาโนอิทอสส่ายหน้า
เมื่อเห็นอาโนอิทอสไม่มีธุระอะไรกับเธออีกแล้ว เด็กสาวจึงค่อยๆเดินออกจากห้องไป แต่ว่าตอนที่ขากำลังจะก้าวพ้นประตูนั้น
อาโนอิทอสก็พูดกับเธอ "แม่นางน้อย ท่านช่วยข้าพเ้าได้มากจริงๆ ข้าพเ้าขอขอบคุณจากใจจริง"
ขาที่กำลังจะก้าวออกจากห้องนั้นก็ไปแข็งข้าง หูของเธอเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ใบหน้างามของดรุณีน้อยค่อยๆหันไปมองชายหนุ่มด้านหลังที่กำลังยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความตะลึงราวกับไม่อยากเชื่อว่าเธอจะได้ยินคำพูดนั้นจากปากของชายตรงหน้าเธอจริงๆ
แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ อาโนอิทอสก็ยังทำให้เธอรู้สึกตะลึงไม่หยุด เมื่อเขาบอกเธอว่า "แม่นางน้อยช่วยเหลือข้าพเ้าครั้งนี้ใหญ่หลวงจริงๆ ภารกิจของข้าพเ้าคงจะเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คาด เพื่อเป็การตอบแทน ข้าพเ้าจะมอบสิ่งที่แม่นางน้อยปรารถนาหนึ่งอย่างเป็ของขวัญ แม่นางน้อยขอสิ่งใดก็ได้ตราบเท่าที่ไม่เป็การทำร้ายเพื่อนมนุษย์ผู้อื่น"