“ท่านองค์รัชทายาทใหญ่โปรดระงับพระทัยเอาไว้ก่อนยังคงพาข้านักพรตเข้าไปก่อน เพื่อจะจัดการเด็ดหัวของเจ้าโจรผู้นี้แล้วนำกลับมาถวายให้แก่ท่านองค์รัชทายาทอีกทั้งยังสามารถล้างแค้นให้แก่ผู้ที่ฆ่าลูกศิษย์ของข้าพเจ้าไปได้ในคราวเดียว”
นักพรตชิงฮวางผสานมือคารวะ กล่าวออกมาด้วยความมุ่งมั่นเด็ดขาด
ฉู่อิงพยักหน้า แล้วเอ่ยปากกล่าว: “เมื่อมีท่านเซียนลงมือจะต้องง่ายดายแน่นอน”
นักพรตชิงฮวางเองก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะมาเสวนาอย่างเกรงอกเกรงใจกับฉู่อิงแล้วจึงได้หันกายโดยที่คว้ากระบี่คู่กายมุ่งหน้าวิ่งไปยังทางด้านของเจวี๋ยหวู่หมิงไป
ฉู่อิงที่กำลังมองไปที่เงาหลังของนักพรตชิงฮวางภายในแววตาพลันสาดเป็นประกายเจิดจ้า โบกมือแล้วกล่าว: “มิใช่ว่าได้จัดตั้งกองพลปืนไฟขึ้นมาอีกกองหรอกงั้นหรือ?ล้วนแต่จงติดตามไป ค่อยดูสถานการณ์เอาไว้ หากว่านักพรตเฒ่าไม่ไหวเช่นนั้นก็ให้ใช้ปืนไฟทันที จัดการพวกเขาให้ตายทั้งหมดไป”
“ผู้กล้าผู้เยี่ยมยุคล้วนแต่เป็นสิ่งต้องห้าม เหล่าคนในยุทธภพล้วนแต่ไม่สามารถหันไปพึ่งพาได้ ขอเพียงในมือข้ายังมีปืนไฟจึงถือเป็นผู้ถูกต้อง”
ฉู่อิงใช้มือแตะลูบไปที่ปืนในมือโดยที่ไม่ทันรู้ตัวแล้วเอ่ยขึ้นมาอย่างเย็นชา
“รับด้วยเกล้า!”
ผู้ดูแลรับผิดชอบในกองพลปืนไฟรับคำทันทีอีกทั้งยังได้สั่งการกำลังพล ติดตามนักพรตชิงฮวางไป
เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงคนเดียวก็สามารถทำลายทัพหน้าลงได้แล้วอีกทั้งยังดูเหมือนว่ายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยด้วยซ้ำ บุกตะลุยโจมตีใส่ข้าศึกตะลุยจนมาถึงยังภายในใจกลางทัพหลัง
เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็สังหารไปแล้วกว่านับร้อยคนแล้ว
เพียงการฆ่าฟันจนนองเลือดเป็นสายธาร จนมีแต่กองซากศพกองกันเกลื่อนกลาด
แม้แต่ขวานคล้องโซ่ที่หลอมติดไว้เอาไว้ด้วยกันก็ยังต้องขาดลงแล้ว
บนคมขวาน ยังได้เกิดเป็นรอยบิ่นขึ้นนับไม่ถ้วนเห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเอามาใช้ได้อีกแล้ว
เจวี๋ยหวู่หมิงจึงได้โยนขวานทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจจากนั้นก็กระโจนพุ่งออกไปใช้แค่เพียงร่างกายเข้าปะทะกับกองทัพใหญ่จนเกิดเป็นกลิ่นคาวเลือดอันคละคลุ้ง
“หยุด!”
เพียงการตวาดออกมาเพียงคำเดียวนักพรตวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเป็นเซียนทันใดนั้นก็กระโดดเข้ามาขวางอยู่เบื้องหน้าของเจวี๋ยหวู่หมิง
เจวี๋ยหวู่หมิงมีอย่างที่ไหนที่จะไปสนใจแม้กระทั่งฝีเท้าก็ยังแทบจะไม่ได้ลดความเร็วเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งยังมุ่งหน้าตรงดิ่งพุ่งเข้าใส่ไปในทันที
นักพรตชิงฮวางเพียงทอสีหน้าเขียวคล้ำวูบใช้สองมือกุมเข้าไปที่ฝักกระบี่ แล้วยื่นขวางไว้ทางด้านหน้าตะโกนออกมาเสียงดังกังวาน: “จงหยุดยืนอยู่ตรงนั้นให้แก่ข้าผู้ชรา!”
“เปรี้ยง!”
เมื่อได้สิ้นเสียงลง ทั้งสองคนก็เข้าปะทะกันในทันที
เจวี๋ยหวู่หมิงหยุดเท้าลงครู่หนึ่งแต่กลับเป็นนักพรตชิงฮวางที่ใบหน้าขาวซีด ถูกซัดจนกระเด็นไกลออกไปหลายสิบก้าวในทันทีมิหนำซ้ำบนพื้นยังถูกทิ้งรอยเท้าเอาไว้เป็นทางยาว
ทหารผมเปียทางด้านหลังของนักพรตชิงฮวางที่ถูกแผ่นหลังของนักพรตชิงฮวางกระแทกชนใส่ ต่างก็ถูกซัดจนลอยกระเด็นออกไปตาม ๆกัน
จากพลังอันมหาศาลที่ถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายแต่ละคนถึงกับกระอักเลือดและได้รับบาดเจ็บสาหัส
แต่ยังโชคดีที่ยังมีสิ่งที่ช่วงลดทอนพลังนักพรตชิงฮวางจึงค่อยสามารถใช้ประโยชน์จากส่วนนี้เพื่อเพิ่มน้ำหนักจนกระทั่งสามารถที่จะหยุดร่างเอาไว้ได้อย่างมั่นคงได้
“ช่างเป็นวิถีพลังมหาศาลเสียจริงนะ”นักพรตชิงฮวางที่กำลังมองไปที่เจวี๋ยหวู่หมิงซึ่งอยู่ทางด้านหน้าก็ได้มองเพื่อทำการประเมิน จนกระทั่งยืนยันได้แล้วว่าเจวี๋ยหวู่หมิงได้ฝึกฝนจนเกิดเป็นสิ่งที่เหนือกว่าพลังวัตรไปแล้ว
“จากตามที่ข้าผู้ชรารู้มาใต้หล้านี้ยอดฝีมือที่มีการฝึกฝนแนวทางนี้จะมีแค่เพียงเส้าหลิน……”
ยังไม่ทันจะรอให้นักพรตชิงฮวางโอ้อวดจนเสร็จเจวี๋ยหวู่หมิงได้กระทืบเท้าลงพื้นอีกครั้งไปหนึ่งเท้า
ด้านบนของพื้นพลันเกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นคลื่นแรงระเบิดกระจายออกมาวินาทีนั้นเจวี๋ยหวู่หมิงพลันดีดออกดุจกระสุนปืนใหญ่ พุ่งโถมโจมตีใส่ออกไปอีกครั้ง
“หากยังไม่อยากตาย ก็จงไสหัวไปซะ!”
เจวี๋ยหวู่หมิงกู๋ร้องออกมาด้วยความเดือดดาลและทรงอำนาจจนคล้ายกับว่าเป็นดั่งเทพสงครามที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง พร้อมกับกระแทกเข้าใส่ในทันที
“เปรี้ยง!”
นักพรตชิงฮวางที่มีกำลังภายในท่วมท้นไปทั้งร่างยังคิดว่าน่าจะเพียงพอที่จะบดขยี้เจวี๋ยหวู่หมิงลงได้
แต่เขากลับคิดผิดไปแล้ว
ครั้งนี้ เจวี๋ยหวู่หมิงได้เสริมพลังเพิ่มเข้าไปอีกสองส่วนแม้แต่คชสารก็ยังต้องถูกกระแทกชนจนกระเด็น ยิ่งยังต้องไปพูดถึงร่างกายมนุษย์อีกงั้นหรือ?
น่าเสียดายที่นักพรตชิงฮวางจะไม่ได้มีจุดเด่นในด้านวิชากระบี่ก็ได้ถูกเจวี๋ยหวู่หมิงกระแทกชนเข้าใส่จนแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากการถูกรถบรรทุกชนเข้าใส่อย่างรุนแรง
วินาทีนั้น นักพรตชิงฮวางได้กระเด็นลอยออกไปอีกครั้งอีกทั้งยังถึงกับกระอักเลือดทั้งที่ยังลอยอยู่วินาทีที่กระแทกชนเข้ากับพื้นยังถึงกับมีเลือดไหลรินออกมาจากทวารทั้งเจ็ด
“นักพรตชิงฮวางไม่ไหวแล้ว รีบยิงปืนไฟเร็ว!”
ผู้ควบคุมกองทัพปืนไฟโฮ่วจินทันทีที่พบว่าเป็นเช่นนี้จึงได้ออกคำสั่งไปในทันที
“ปังปังปัง……”
พลทหารหลายร้อยนาย จนปิดล้อมเจวี๋ยหวู่หมิงกับนักพรตชิงฮวางทั้งสองเอาไว้ตรงกลางยิงปืนหอกเข้าใส่จนวุ่นวาย ประดุจเหมือนกับกระสุนสายพิรุณโหมซัดสาด
หลังจากนั้น เสียงปืนเมื่อหยุดลงทั่วทั้งสนามรบก็ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงัด
กลุ่มควันอันหนาแน่นพลันสลายหายไปพลันลอยกระจายไปทั่วทั้งสนามรบ จนปกคลุมเงาร่างของทั้งสองคนเอาไว้
ท่ามกลางเวหา ยังถึงกับถูกเข่นฆ่าไปเป็นสายจนเงียบเชียบกันอย่างไร้ที่เปรียบ
หรือแม้แต่บนเมืองหวู่หลิงในที่ห่างไกลออกไปแม้กระทั่งเสียงของกลองศึกก็ยังต้องหยุดลงกันจนสิ้นแม้กระทั่งหัวใจของพลทหารกองทัพหมิงทั้งหมดก็ยังแทบจะกระดอนไปจนถึงคอหอยกันแล้ว
“จบสิ้นกันแล้ว เป็นปืนไฟ!” เหอหยงฝูถึงกับทอแววตาทั้งสองข้างจับจ้องมองไปที่หมอกควันหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ นั้นอยู่ แม้แต่บนใบหน้าก็ยังปรากฏสีหน้าของความสิ้นหวังกันออกมา
คนหลายร้อยคน ได้ยิงปืนไฟกันอย่างพร้อมเพรียงนี่นับเป็นภาพที่น่าแตกตื่นกันถึงเพียงใดกัน
ต่อให้เป็นนักพรตชิงฮวางแม้จะอยู่ในสภาวะครบถ้วนสมบูรณ์จนสามารถปลดปล่อยกำลังภายในออกสู่ภายนอกได้อย่างสมบูรณ์ก็ยังไม่กล้าที่จะบอกได้ว่าจะสามารถรอดพ้นถอยหนีออกมาได้เต็มปาก
บัดนี้ เขาซึ่งถูกเจวี๋ยหวู่หมิงทำร้ายจนบาดเจ็บมาก่อนหน้าอวัยวะภายในล้วนแต่เสียหายอย่างหนักหน่วงแม้แต่ลมหายใจก็ยังยากปรับให้กลับคืนมาได้แล้วยังคาดไม่ถึงว่าจะถูกคมหอกอีกนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้ามาอีก
ราวกับแทบจะไม่มีเวลาให้ตั้งตัวได้ทันท่วงทีภายในร่างชิงฮวางที่ถูกคมหอกหลายสิบสายทิ่มแทงเข้าใส่ พลันสิ้นใจตายลงในทันที
รอบบริเวณล้วนแต่กองเต็มไปด้วยปลอกกระสุนปืนแม้จะต้องฆ่านักพรตชิงฮวางไปด้วยแต่ที่สำคัญก็คือต้องจัดการกับเจวี๋ยหวู่หมิงนั้นเอง
“ที่แท้ก็เป็นหอกดินปืน!”
เจวี๋ยหวู่หมิงสาดแววตาเป็นประกายสีแดงฉานออกมาภายใต้ช่วงวิกฤติกาล กลับพบว่าเขาแทบจะไม่ได้ทุกข์ร้อนแตกอย่างไร เพียงใช้ออกมาด้วยกระบวนท่าเดียวเท่านั้น
พลังแห่งกระแสเลือดพลุ่งพล่านจนเกิดเป็นพลังอันแข็งกร้าวออกมาจากภายในกาย
ในระหว่างที่เจวี๋ยหวู่หมิงขยับมือเดิมทีนักพรตชิงฮวางก็ร่างพรุนดั่งรังแตนไปกันแล้ว
ร่างของยอดยุทธ์ที่ก้าวจนถึงขั้นที่สามารถใช้ลมปราณภายในสู่ภายนอกได้เช่นนี้ย่อมต้องมีกลิ่นอายเลือดที่เปี่ยมไปด้วยชีวิต บริสุทธิ์ผุดผ่องจนเรียกได้ว่าล้ำค่ายากประเมินได้เลยทีเดียว
“โล่โลหิต!”
เจวี๋ยหวู่หมิงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบากางมือผนึกพลังจนเกิดเป็นโล่ปราณสีเลือดขึ้นมา ขวางไว้ทางด้านหน้า
“ตึงตึงตึง……”
กระสุนมากมายนับไม่ถ้วนทันทีที่กระแทกเข้าใส่โล่ปราณสีเลือดถึงกับหยุดชะงักลงในทันทีจนเกิดเป็นเสียงที่เกิดจากสายฝนพิรุณโปรยปรายดังออกมาเป็นสายแต่กระนั้นต่อให้ยิงกระสุนดั่งสายฝนเข้าไปอีกก็ยังคงถูกหยุดเอาไว้อีกอยู่ดีแต่โล่สีเลือดนั้นแทบจะไม่มีริ้วรอยหรือขยับสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
เคล็ดโล่โลหิตกลับยังถือเป็นแค่การขยายพลังออกมาเพียงส่วนเล็กส่วนน้อยเพียงอย่างหนึ่งของเคล็ดกายาหลอมโลหิตเท่านั้นแต่ด้วยอำนาจของเคล็ดวิชานี้ เจวี๋ยหวู่หมิงก็แทบจะไม่เห็นการโจมตีของปืนไฟทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะกับในช่วงยุคสมัยนี้ที่ตัวปืนไฟเองนั้นเรียกได้ว่าล้าหลังเป็นอย่างยิ่งย่อมต้องมีพลังทำลายที่ยังห่างไกลจากโลกยุคหลังไปจนห่างไกล
หลังจากนั้นในที่สุดการยิงในระลอกแรกของกองพลอาวุธปืนไฟก็ได้หยุดลง
เจวี๋ยหวู่หมิงพ่นสิ่งที่คล้ายกับควันจาง ๆ ลอยออกมาในเวลาเดียวกันเขาก็ได้ทำการป้องกันเอาไว้จนทำให้เลือดบริสุทธิ์ของนักพรตชิงฮวางถูกหลอมไปจนหมดสิ้น
ยอดยุทธ์ยอดฝีมือที่สามารถอยู่ในขั้นใช้กำลังภายในสู่ภายนอกแห่งยุคกลับต้องมลายหายดับสูญไปเสียเช่นนี้ แม้กระทั่งซากศพก็ยังไม่หลงเหลือ!
.
.
.