ตอนที่ 121 สมาคมนักเวทเมืองเจเฮริส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินติดต่อมาร์เทลให้มารับแล้วเดินแยกกับเคลบี้ตรงนั้น
ในขณะที่เขากำลังเดินๆ อยู่นั้น จู่ๆ เขาก็สะดุดลม ทำให้ร่างเสไปตรงหน้า
โชคดีที่มือสามารถยันผนังได้
เคลบี้เห็นเด็กน้อยเชิดหน้าขึ้นอย่างไร้อารมณ์ แล้วเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ภาพนี้ทำให้เคลบี้ถึงกับส่ายศีรษะออกมา
“ไม่มีใครในโลกที่สมบูรณ์จริงๆ แม้แต่พวกอัจฉริยะก็ตาม” เคลบี้กล่าวออกมาเหมือนเห็นสัจธรรมของโลก สายตาของเขานั้นมีความเห็นใจซ่อนอยู่
เมอร์ลินเดินออกมาจากอาคารไม่นาน มาร์เทลก็มาถึง
แต่ก่อนที่เมอร์ลินจะก้าวออกไปนั้น เม็ดฝนก็ตกลงมา
ช่วงนี้อากาศดูชื้นเป็นพิเศษและมีฝนตกลงมาบ่อยๆ
“คุณรออยู่ตรงนั้นนะครับ” มาร์เทลกล่าวก่อนจะเรียกร่มในแหวนเก็บของของเขาออกมา
ร่มสีดำกางออกแล้วลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา มาร์เทลปั่นจักรยานมาหยุดอยู่ตรงหน้าเมอร์ลิน ร่มคันนั้นก็ยังติดตามมาด้วยโดยที่ไม่ต้องจับ
เมอร์ลินไม่ได้ประหลาดใจแต่อย่างใด
“ไว้มีโอกาสผมจะซื้อร่มต้านฝนให้นะครับ” เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
ร่มสีดำคันนี้เป็นแค่ร่มธรรมดา มันไม่ใช่วัตถุเวทมนตร์ หากเป็นร่มเวทมนตร์มันย่อมสามารถต้านทานเม็ดฝนได้ ที่บ้านของออสตินก็มีร่มแบบนั้นอยู่คันหนึ่ง
“ครับ” มาร์เทลกล่าวอย่างไม่คิดอะไร
เขาไม่ความคิดเห็นกับคำพูดของคุณชายน้อยพริสตันผู้นี้
“พวกเราไปกันเถอะครับ” เมอร์ลินกล่าวพร้อมกับขึ้นซ้อนจักรยาน
มาร์เทลปั่นจักรยานออกไปด้วยความเร็วที่ช้ากว่าปกติ แต่ถึงอย่างนั้นสายลมที่พัดเข้ามาพร้อมกับร่มที่เคลื่อนที่สวนทางก็ทำให้รูปทรงของร่มนั้นเปลี่ยนไป
มาร์เทลต้องพยายามรักษาสมาธิเป็นอย่างมากเพื่อควบคุมร่มคันนี้
“ครั้งหน้าผมจะเตรียมเสื้อกันฝนมาให้ครับ” เมื่อคิดได้มาร์เทลก็เอ่ย การเดินทางด้วยจักรยานมันไม่ควรใช้ร่มจริงๆ
“คุณปั่นจักรยานไปเถอะ เดี๋ยวผมจะควบคุมร่มให้เอง” เมอร์ลินเอ่ย
มาร์เทลไม่ขัดคำสั่ง เขาปลดเวทแรงโน้มถ่วงของตัวเองออก แล้วเมอร์ลินก็สามารถรับช่วงได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เขายังสามารถควบคุมร่มได้ดีอีกด้วย การควบคุมร่มของเมอร์ลินดูเหมือนจะทำได้ดีกว่าการใช้มือจับด้วยซ้ำ
ปั่นจักรยานได้ไม่นาน สายฝนก็หยุดลง แต่พวกเขาก็ยังเดินทางไม่ถึงสมาคมนักเวท
สมาคมนักเวทเมืองเจเฮริสไม่ได้อยู่กลางเมือง ตำแหน่งของมันตั้งอยู่ชานเมืองเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เวลาเดินทางพอสมควร
น่าเสียดายที่บ้านพักของพวกเขาไม่เหมาะที่จะสร้างคอกม้า ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงใช้รถม้าในการเดินทาง ส่วนพาหนะเวทมนตร์น่ะหรอ ค่าใช้จ่ายของมันไม่ใช่อะไรที่เมอร์ลินจะรับได้ไหว ต่อให้ได้รับมา เขาก็ไม่ต้องการจะจ่ายเงินซื้อหินเวทที่เป็นเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษา ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย
งบหนึ่งล้านวอยส์ แม้เมอร์ลินจะไม่ได้ใช้อะไรไปมาก แต่มันก็ค่อยๆ ร่อยหร่ออยู่ดี
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงอาคารของสมาคมนักเวท รูปทรงของมันดูเหมือนว่าจะไม่ต่างไปจากสมาคมนักเวทที่เมืองวินเซนเท่าไหร่ มันยังคงมีรูปร่างเป็นอาคารทรงกลมและมีเส้นสายสีทองเคลื่อนไหวไปมาอย่างงดงามเช่นกัน
แม้ประสบการณ์ล่าสุดที่เมอร์ลินไปยังสมาคมนักเวทจะไม่ค่อยดีนัก แต่เมอร์ลินก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด
เขานำเข็มกลัดสีทองหนึ่งดาวของตัวเองออกมาแล้วกลัดมันตรงหน้าอก ก่อนจะเดินไปพร้อมมาร์เทล
ความจริงในสมาคมนักเวท หากไม่ใช่จอมเวทผู้คนก็ไม่ได้สนใจมากนัก
ที่แรกที่เมอร์ลินเดินไปคือแผนที่ของอาคาร ซึ่งตั้งอยู่โดดเด่นหน้าทางเข้าเมื่อผ่านพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้ามาก็จะเห็นมัน
มีคนจำนวนไม่น้อยที่มุงมันอยู่ โชคดีที่แผนที่นี้มีขนาดใหญ่ถึงสิบตารางเมตร ต่อให้คนมุงแค่ไหนก็สามารถมองเห็นแผนที่
เมอร์ลินมองมันครั้งหนึ่งเท่านั้นก่อนจะละสายตาออกมา เพราะเขาจำมันได้แล้ว
“ไปที่โซนร้านค้ากันเถอะ” เมอร์ลินกล่าวกับมาร์เทล
มาร์เทลติดตามไปอย่างเงียบๆ ขณะเดียวกันสายตาของเขายังคงสอดส่องอยู่ตลอดเวลา
เมอร์ลินสามารถหาซื้อวัสดุเวทจากที่นี่ได้สองที่ นั่นคือโซนร้านค้าและโซนประมูล
โซนร้านค้าจะรับซื้อขายวัสดุเวททั่วไป พวกเขาจะซื้อในราคาถูกและขายในราคาตลาดอย่างยุติธรรม แต่เพราะการรับซื้อในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดนี้เองจึงทำให้ข้างนอกมีการซื้อขายเหมือนตลาดมืด
นักเวทและอัศวินที่ทำอาชีพนักผจญภัยสามารถนำวัสดุมาขายที่นี่ได้ หากพวกเขาไม่คิดมากเรื่องราคาขาย
เมอร์ลินเดินมาโซนร้านค้า
ร้านค้าเหล่านี้ต่างจากร้านค้าทั่วไป มันมีลักษณะเป็นช่องที่มีพนักงานประจำอยู่ แบ่งออกเป็นโซนซื้อและโซนขายอย่างชัดเจน
ในการขายพวกเขาจะไม่ให้เห็นสินค้า ผู้ซื้อต้องแจ้งของที่ต้องการกับพนักงานแล้วพนักงานจะนำของออกมาจากหลังร้านให้เอง ส่วนโซนขายพวกเขาจะมีโต๊ะใหญ่ไว้วางสินค้าเพื่อประเมินราคา ไม่ว่าสินค้าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็สามารถนำมันมาวางบนโต๊ะได้ทั้งสิ้น
เมอร์ลินเห็นคนนำซากสัตว์อสูรตัวใหญ่เท่าช้างวางอยู่บนนั้นแล้วมีพนักงานกำลังเดินไปรอบๆ เพื่อประเมินมันอยู่
เขาละความสนใจไปจากมัน ก่อนจะเดินตรงไปที่ช่องการซื้อซึ่งมีนับสิบช่อง และมีผู้มาใช้บริการอยู่ตลอด
เขาต่อแถวได้ไม่นานก็ถึงคิวของเขา
“ผมต้องการซื้อวัสดุเวทคาถาคัดลอกครับ” เมอร์ลินเอ่ยความต้องการออกไปตรงๆ
พนักงานสาวยิ้มและเอ่ย “วัสดุเวทคาถาคัดลอกเป็นสินค้าขายดี ตอนนี้มีราคาอยู่ที่หนึ่งแสนสามหมื่นห้าพันวอยส์ต่อหนึ่งชุดค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการกี่ชุดคะ?”
นี่เป็นราคาตลาดในตอนนี้ ซึ่งในอนาคตราคาของมันอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะมันเป็นสินค้ายอดนิยม
“หนึ่งชุดครับ” เมอร์ลินตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งตามสไตล์
มาร์เทลที่อยู่ข้างๆ พลันเลิกคิ้วขึ้นแต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เขาไม่คิดว่าเมอร์ลินจะสั่งซื้อแค่ชุดเดียว
‘นี่เขามั่นใจขนาดนี้เลยหรอว่าจะสามารถทำสำเร็จภายในครั้งเดียว’ เขาคิดในใจ
ต่อให้เป็นอัจฉริยะนักเวท การจะจารึกเวทให้สำเร็จภายในครั้งเดียวก็ยังถือว่ายากมาก
อย่างไรก็ตามมาร์เทลนั้นตกใจกับราคาวัสดุเวทคาถาคัดลอกเลยจริงๆ แม้จะเป็นแค่ระดับหนึ่ง แต่ราคาของมันก็ไม่ด้อยไปกว่าวัสดุเวทของเวทระดับสองเลย
เพราะวัสดุเวทมีราคาแพงแบบนี้นี่เองจึงทำให้มาร์เทลต้องทำงานหาเงินอย่างกระตือรือร้นเช่นนี้
การซื้อขายเป็นไปอย่างรวดเร็ว พนักงานไม่ได้ตั้งคำถามกับการซื้อขายของลูกค้า ต่อให้เมอร์ลินจะซื้อแค่ชุดเดียวเธอก็ไม่ได้ถามถึงเหตุผลหรือเสนอขายให้มากกว่านี้ เธอมีความเป็นมืออาชีพเป็นอย่างมาก
หลังจากเมอร์ลินได้รับวัสดุเวทชุดนั้นมาแล้ว เขาก็ตรงไปที่ห้องจารึกเวทในทันที