พลันสายตาของเฟิ่งหยูเหลือบมองไปเห็นถ้ำเล็กๆ ที่แยกออกไป เฟิ่งหยูเดินเข้าไปข้างในเขาพบกับไข่จำนวนห้าฟองที่อยู่บนแท่นบูชามันน่าจะเป็นแท่นบูชาอะไรสักอย่างที่นางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำสร้างไว้ในถ้ำที่แยกออกไปไม่ไกลนักหรือไม่ก็คงเป็นแท่นบูชาเก่าแก่ที่บังเอิญนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำพลันเอาไข่ไปวางไว้
“นี่มันแท่นบูชาอะไรกันนะ? ช่างเถอะ”เฟิ่งหยูเก็บไข่พร้อมกับแท่นบูชาทั้งหมดเข้าไปไว้ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์จากนั้นเขาเริ่มเดินออกมาจากถ้ำของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำ
ภาพที่เขาเห็นหลังจากเดินออกมาจากถ้ำนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำกลับทำให้เขาตกตะลึงเป็นอย่างมากภายนอกค่ายกลเฟิ่งหยูพบว่าสัตว์อสูรจำนวนมากกำลังทำสงครามกันก็ว่าได้เฟิ่งหยูหยุดคิดสักพักหนึ่ง
“คงเป็นเพราะนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำถูกสังหารไปพวกมันเลยคิดครอบครองดินแดนแห่งนี้แทน”
เฟิ่งหยูปกปิดกลิ่นอายและพลังปราณของเขา เขาแอบออกไปอย่างเงียบ ๆ
เพียงระยะเวลาไม่นานเฟิ่งหยูสามารถหลบเลี่ยงและออกจากดินแดนของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำเฟิ่งหยูดูแผนที่อีกครั้งพร้อมกับพุ่งทะยานไปยังเมืองที่อยู่ใกล้เขามากที่สุด
เฟิ่งหยูใช้เวลาเดินทางเพียงสามชั่วยามจึงมาถึงเมืองที่ใกล้ที่สุด
“เอาเถอะหาที่พักก่อนดีกว่า”
เฟิ่งหยูเดินหาที่พักผ่อนสำหรับคืนนี้ เพียงไม่นานเฟิ่งหยูก็ได้ที่พักเป็นโรงเตี้ยมเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองเท่าไหร่
เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จเฟิ่งหยูจึงเดินลงมาหาอะไรทานบนชั้นที่สองเมื่อเขาเดินลงมาพบว่ามีลูกค้านั่งอยู่สามสี่โต๊ะที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว เฟิ่งหยูสั่งอาหารสองสามอย่างพร้อมกับเหล้าชั้นดีมาหนึ่งขวด
ไม่นานเสี่ยวเอ้อก็นำอาหารพร้อมกับเหล้าที่เขาสั่งมาให้กับเฟิ่งหยูเฟิ่งหยูนั่งทานไปพร้อมกับมองดูด้านล่างซึ่งเป็นถนนที่มีผู้คนเดินพลุกพล่านพร้อมกับขายสินค้าตามข้างทางเขาเริ่มทานอาหารและดื่มเหล้าหมดไปหนึ่งขวด จึงสั่งเสี่ยวเอ้อนำเหล้ามาเพิ่มอีกหนึ่งขวด เขานั่งมองไปยังถนนสายเล็ก ๆที่ทอดยาวไปจนถึงประตูเมือง
“หากข้าสามารถทำให้ผู้คนที่ยากจนเหล่านี้มีกินมีใช้ได้คงจะดี”เฟิ่งหยูบ่นพึมพำขึ้นมา
“เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างนั้นหรือ”เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างๆ ตัวเขา
“ข้าเองไม่ได้อยากเปลี่ยนวิถีชีวิตพวกเขา แต่ข้าอยากให้พวกเขาเปลี่ยนวิถีดำเนินชีวิตของพวกเขาเอง”
เฟิ่งอยูตอบออกไป
“มันต่างกันตรงไหนอย่างนั้นหรือ?ในเมื่อพวกเขาเป็นพวกที่หาเช้ากินค่ำอยู่แบบนี้”
“ต่างกันสิ หากเจ้ามอบเงินให้เขาวันนี้พันเหรียญเงินเขาก็สามารถก็อาจจะอยู่ได้ไปหนึ่งเดือนแต่หากเจ้าไม่มีเงินให้เขาในเดือนต่อไป เขาก็ต้องกลับมาทำงานเหมือนเดิม จริงไหม?”
“จริงของเจ้า”
“แต่หากเจ้าเปลี่ยนเป็นสอนพวกเขา ในเรื่องที่พวกเขาถนัด”
“เออข้ายกตัวอย่างง่ายๆ เจ้าถนัดหาปลา ข้าก็ส่งเสริมให้เจ้าหาปลา และรับซื้อปลาจากเจ้า หรือหากว่าเจ้าจับปลาไม่เป็น ข้าก็สอนเจ้าให้จับปลาให้เป็นอย่างนี้ ถึงจะไม่มีเงิน แต่ก็ยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะไม่มีงาน ไม่มีเงินหรืออดตายกัน”เฟิ่งหยูอธิบาย
“เออข้าอาจจะเมาไปหน่อย เจ้าอย่าได้ถือสาข้าเลย ข้าพูดมากไปหน่อย.....”
“ข้าชักสนใจเจ้าแล้วสิ ข้าจางชิน แล้วเจ้าชื่ออะไรหละ”
“ข้าเฟิ่งหยู เชิญนั่งก่อนสิ”
เฟิ่งหยูรินเหล้าให้จางชิน........
”ดื่ม..”
“ดื่ม..”
“ข้าสนใจแนวคิดของเจ้าดี ข้ายังไม่เคยเห็นใครที่คิดได้แบบเจ้าถึงความคิดเจ้าจะแปลกกว่าคนอื่นแต่ก็สามารถนำไปใช้ได้จริง”
“ข้าก็พูดเรื่อยเปื่อยไปอย่างนั้นหละ ท่านอย่าได้ใส่ใจนักเลย”
“ดูจากการแต่งตัวของเจ้า คงมาจากเมืองอื่นสินะ”
“ข้ามาจากเมืองจินเฟิง”
“เจ้ามาจากเมืองจินเฟิงที่สามารถเอาชนะอาณาจักรตะวันฉายได้อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ข้ามาจากเมืองจินเฟิงนั้นแหละ”
“ข้ามาจากเมืองจันทร์เสี้ยว เมืองหลวงของอาณาจักรจันทร์เสี้ยว”
“ เจ้ามาพักที่เมืองนี้เจ้ากำลังจะเดินทางไปอาณาจักรหงส์เพลิงอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ข้ากำลังจะเดินทางไปอาณาจักรหงส์เพลิง เพื่อจัดการธุระบางอย่าง”
“ข้าเองก็กำลังจะเดินทางไปอาณาจักรหงส์เพลิงเช่นเดียวกัน เช่นนั้นพวกเราเดินทางร่วมกันจะดีไหมพวกเราจะได้มีเพื่อนร่วมทางและข้าเองจะคุยและศึกษาแนวคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆจากท่านด้วย”
“ได้สิงั้นพวกเราออกเดินทางในพรุ่งนี้ตอนเช้าก็แล้วกันตอนนี้มาดื่มกันต่อเถอะ”
เฟิ่งหยูและจางชินดื่มและพูดคุยกันต่อจนดึงจึงแยกกันไปพักผ่อน
รุ่งเช้าเฟิ่งหยูและจางชินออกเดินทางไปยังอาณาจักรหงส์เพลิง โดยรถม้าจางชินเป็นคนเสนอให้พวกเขาจ้างรถม้าเพื่อใช้ในการเดินทาง เฟิ่งหยูเองก็อยากจะรู้วิถีชีวิตของชาวเมืองของอาณาจักรหงส์เพลิงอีกอย่างเฟิ่งหยูเองก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร
พวกเขาใช้เวลาสิบวันในการเดินทางไปยังอาณาจักรหงส์เพลิงเมื่อถึงเมืองหน้าด่านอาณาจักรหงส์เพลิงเฟิ่งหยูและจางชินจำต้องแยกทางเพราะจุดหมายของพวกเขาต่างอยู่คนละทาง
“ไว้พบกันใหม่ ขอให้ท่านโชคดีในการเดินทาง”เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมาก่อนที่พวกเขาจะแยกทางกัน
“หากท่านไปอาณาจักรจันทร์เสี้ยว พวกเราคงได้เจอกันใหม่”
เฟิ่งหยูเดินทอดน่องไปเรื่อย ๆเขาสนุกกับการเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ เฟิ่งหยูเดินชมของที่ชาวบ้านนำออกมาขายตามข้างทางเป็นระยะ ๆ สิ่งของแปลกหูแปลกตาที่เฟิ่งหยูไม่เคยเห็นในอาณาจักรเมฆาหวนเขาพบว่ามีทรัพยากรที่หายากในอาณาจักรเมฆาหวน แต่ที่อาณาจักรหงส์เพลิงแห่งนี้กลับมีวางขายกันเกลื่อนแถมราคายังถูกอีกด้วย
เฟิ่งหยูเดินไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่พักไปด้วย เขาเหลือบไปเห็นเด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณหกถึงเจ็ดขวบ ร่างกายซูบผอม เสื้อผ้าขาดวิ่นเนื้อตัวมอมแมมนำก้อนหินก้อนหนึ่งออกมาวางขาย มันเป็นก้อนหินที่มีลวดลายแปลกตาขนาดของมันเท่ากับไข่ไก่ มีผู้คนมุงอยู่สองสามคน
“เจ้าหนูหินก้อนนี้ราคาเท่าไหร่” ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม
“เม็ดยาแก้ช้ำในระดับสาม หนึ่งเม็ด” เด็กชายเอ่ยตอบ
“อะไรกัน เม็ดยาแก้ช้ำในระดับสาม เม็ดหนึ่งราคาเท่าไหร่มันหายากมากเลยนะ กะอีแค่หินก้อนเดียวนี้เจ้าจะเอาเม็ดยาระดับสามไม่แพงไปหน่อยหรือไงเจ้าหนู?”
“ข้าต้องการเม็ดยาไปรักษาพี่ชายของข้าท่านปู่ของข้าบอกว่าหินก้อนนี้มีราคามากกว่าเม็ดยาระดับสามอีกหากใครมีเม็ดยาแก้ช้ำในระดับสามหนึ่งเม็ดก็สามารถแลกหินก้อนนี้ไปได้”
“เฮอะ!ใครจะไปยอมโง่แลกเม็ดยาระดับสามกับหินก้อนเดียว”
ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับเดินจากไป คนอื่น ๆพลันเลิกสนใจพากันไปเดินดูของร้านอื่นต่อ เฟิ่งหยูเดินเข้าไปหาเด็กชายตัวน้อย
“เจ้าหนูเจ้าชื่ออะไร?” เฟิ่งหยูเอ่ยถามขึ้นมาก่อน
“ข้าชื่อโหย่วอี้ขอรับ พี่ชายต้องการหินของข้าไหม”โหย่วอี้มองเฟิ่งหยูด้วยสายตาที่คาดหวัง
“พี่ชายของเจ้าบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ พี่ชายข้าได้รับบาดเจ็บตอนออกไปล่าสัตว์อสูรตอนนี้นอนยังไม่ได้สติเลยขอรับ”
“เจ้าพาข้าไปดูเขาหน่อยจะได้ไหม หากข้าช่วยได้ข้าก็จะช่วยเขาเอง”
“พี่ชายพูดจริงๆ หรือขอรับ พี่ชายชื่ออะไร?”
“ข้าชื่อเฟิ่งหยู เดินทางมาจากเมืองจินเฟิง อาณาจักรเมฆาหวนข้าพอรู้เรื่องโอสถอยู่นิดหน่อย เจ้าพาข้าไปเถอะ”
“ขอรับพี่ชาย”
โหย่วอี้เก็บก้อนหิน แล้วรีบนำเฟิ่งหยูเดินจากไปทันทีใช้เวลาไม่นานเฟิ่งหยูเดินทางมาถึงที่พักของโหย่วอี้ ซึ่งเป็นเพียงบ้านหลังเล็ก ๆซอมซ่อ
“ท่านปู่ ท่านปู่ข้าพาพี่ชายเฟิ่งหยูมารักษาพี่โหย่วจื่อ”
“โหย่วอี้ เจ้าพาเขามารักษา แล้วเจ้ามีค่ารักษาให้เขาอย่างนั้นหรือ? พวกเราไม่มีเงินสักเหรียญแล้วนะ”
เสียงชายชราดังออกมาจากภายในบ้านเฟิ่งหยูได้ยินดังนั้นจึงชวนโหย่วอี้เข้าไปในบ้าน
“ไม่เป็นไรหรอก ผู้น้อยมิได้ต้องการเงินหรือค่าตอบแทน”
เฟิ่งหยูตอบกลับไปพร้อมกับเดินเข้าไปภายในบ้านโดยมีโหย่วอี้เดินนำหน้าภายในบ้านมีชายหนุ่มอายุใกล้เคียงกับเฟิ่งหยูนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงใบหน้าของเขาซีดขาว ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงโดยมีชายชราเป็นผู้ดูแลอยู่ไม่ห่าง
“ขอข้าดูอาการหลานชายของท่านหน่อย”
ชายชราลุกออกมาให้เฟิ่งหยูเข้าไปดูอาการของหลานชาย เฟิ่งหยูจับชีพจรและสำรวจดูอาการบาดเจ็บของโหย่วจื่อ
“พี่ชายข้าเป็นยังไงบ้างพี่เฟิ่งหยู”
“เขาบาดเจ็บภายในไม่น้อยคงต้องได้รับการรักษาสักสองสามวันถึงจะหายเป็นปกติ”
เฟิ่งหยูหยิบเม็ดยาแก้ช้ำในระดับเจ็ดขึ้นมาป้อนให้กับโหย่วจื่อ
“เม็ดยาระดับเจ็ด” ชายชราพอเห็นก็รู้ทันที
เมื่อได้ยินเสียงชายชราเฟิ่งหยูหันกลับไปมองที่ชายชราทันที
“ท่านรู้จักเม็ดยาระดับเจ็ด แสดงว่าท่านไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาเอาไว้ข้าช่วยหลานชายของท่านก่อน เราค่อยมาคุยกันที่หลัง”
ชายชราพยักหน้าตอบรับ
หลังจากเฟิ่งหยูป้อนเม็ดยาไปเพียงไม่นานสีหน้าที่ซีดเซียวของโหย่วจื่อพลันเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นเลือดลมของเขาเริ่มกลับมาเป็นปกติ โหย่วอี้และชายชราเห็นดังนั้นจึงยิ้มขึ้น
“ขอบคุณ คุณชายเฟิ่ง”
เฟิ่งหยูจึงเดินออกมาพร้อมกับมอบเม็ดยาระดับเจ็ดให้กับชายชราอีกสองเม็ดพร้อมกับเอ่ย
“ตอนนี้ข้ายังไม่มีที่พัก คงต้องรบกวนพวกท่านช่วยจัดหาที่พักและอาหารให้ข้าสักหน่อย”
“ได้ขอรับพี่เฟิ่งหยู ข้าจะจัดการที่พักให้ท่านเอง”
ยังไม่ทันที่ชายชราจะเอ่ยตอบอันใด โหย่วอี้พลันวิ่งออกไปเตรียมที่พักให้เฟิ่งหยูแล้วเฟิ่งหยูยื่นเหรียญทองถุงหนึ่งให้กับชายชรา
“ท่านช่วยจัดหาอาหารและสุรา ให้ข้าสักหน่อย”
ชายชรารับถุงเงินพร้อมกับเปิดดูเงินในถุงนั้น
“ร้อยเหรียญทอง มันมากไปสำหรับพวกเรา คุณชายท่าน.....”
“ท่านจัดเตรียมที่พักและอาหารอย่างดีให้เราก็พอท่านไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ๆ แล้วก็ข้าขอสุราอย่างดีนะหากเงินในถุงไม่พอก็บอกข้าได้” เฟิ่งหยูพลันชิงพูดก่อนที่ชายชราจะพูดจบ
“ได้ ได้ ข้าจะจัดอาหารและสุราอย่างดีให้ท่าน” ชายชราพูดพร้อมกับเดินจากไป