ไม่กี่วันต่อมาก็มีความเคลื่อนไหวจากแคว้นเหอฉีเมื่อมีการเรียกระดมพลครั้งใหญ่ นายทหารที่ได้รับอนุญาตให้กลับมาเยี่ยมครอบครัวถูกสั่งให้กลับไปประจำการโดยด่วน
มีการส่งจดหมายไปยังเมืองหมิงและเทียนเฉิน ให้ส่งทหารกลับมาประจำการ โดยให้เพิ่มกำลังอีกเป็นสองเท่าจากครั้งที่แล้วแต่ครั้งนี้ ดูเหมือนว่า ทั้งสองเมืองจะนิ่งเฉยต่อคำขอนี้ ด้วยข้ออ้างที่ว่าทหารเหล่าของพวกเขาทั้งหมด เพิ่งเดินทางกลับมาถึงบ้านความเหนื่อยล้าจะการกรำศึกและเดินทางไกล ทำให้พวกเขายังไม่พร้อมจะออกศึก พวกเขาขอเวลา 1 เดือนให้ทหารเหล่านี้ได้พักผ่อนให้เต็มที่แล้วจะกลับไปประจำการตามคำขอของทางเหอฉีอีกครั้ง
เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับทางเหอฉีเป็นอย่างมากเพราะพวกเขาต้องการจะปิดฉากสงครามครั้งนี้ให้เร็วที่สุด ลำพังทหารของเหอฉีและทหารจากเมืองที่เข้าไปยึดมา ก็มากเพียงพอที่จะประสบชัยชนะในครั้งนี้ได้ไม่ยาก แต่หากได้ทหารมีฝีมือจากอีกสองเมืองมาช่วยด้วยแล้วการชนะศึกก็ย่อมจะง่ายดายยิ่งขึ้นไปอีก
ต่อให้ไม่มีกำลังเสริมจากสองเมืองดังกล่าวแต่รัชทายาทยังไม่มีการเปลี่ยนแผน พวกเขายังคงมุ่งมันจะทำตามแผนเดิมที่จะเดินหน้าทำสงครามต่อไปโดยไม่สนใจคำแนะนำของหวังหย่งที่บอกให้อดทนรอ
แม้จะมีจำนวนทหารที่น้อยลงไปบ้างแต่ศักยภาพของกองทัพของเหอฉีในขณะนี้ทั้งจำนวนและยุทโธปกรณ์ถือว่าทัดเทียมกับเมืองหลวงแล้วการรบครั้งนี้จึงยากจะคาดเดาได้ว่า ฝ่ายใดจะประสบชัยชนะ
คุณชายชิงอวิ้นนำแผนการที่ได้วางไว้มารายงานต่อท่านอ๋องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะออกทำศึก ที่จริงก่อนหน้านี้พวกเขาพบกันหลายครั้งแล้วแม้ท่านอ๋องจะรับปากกับหวังหย่งว่าจะพักรบไว้ก่อนเพื่อรอความเคลื่อนไหวจากภายในเมืองหลวงแต่เพราะความมุ่งมั่นของรัชทายาทที่จะปิดฉากสงครามให้เร็วที่สุดทำให้ท่านอ๋องยอมใจอ่อนให้กองทัพได้เดินหน้าทำสงครามต่อไปได้แต่ทุกอย่างจะต้องได้รับการวางแผนเป็นอย่างดี ห้ามมีช่องโหว่ใดๆ รัชทายาทได้ระดมสมองของเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายให้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนวางแผน จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่าแผนการครั้งนี้จะเป็นแผนการที่ดีที่สุดโอกาสผิดพลาดแทบจะไม่มี พวกเขาวางแผนไว้ว่าจะมีการโจมตีที่พร้อมเพรียงจากทุกๆด้าน อาวุธทุกอย่างที่มีอยู่จะถูกนำไปยังแนวหน้า เครื่องยิงดินระเบิดถูกสร้างขึ้นมาหลายสิบชุดจะถูกนำไปประจำการยังจุดต่างๆ รอบกำแพงเมืองเหอผิงสงครามครั้งนี้จะเปิดฉากด้วยการระดมยิงดินระเบิดอย่างต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน เมื่อประชาชนอดทนไม่ได้จะละทิ้งบ้านเรือนหลบหนีออกมาเมื่อนั้นพลธนูจะยิ่งธนูไฟเข้าใส่ตัวเมืองจากทุกๆ ด้านเมืองทั้งเมืองจะต้องลุกเป็นไฟ ทหารจะหนีตายออกมาทางประตูเมืองที่ถูกทหารนับแสนพวกเขาล้อมไว้หมดแล้วเพียงเท่านั้นสงครามก็จะจบลง โดยชัยชนะจะตกเป็นของพวกเขาโดยไม่ยากเย็น
ที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้หวังหย่งเข้ามาก้าวก่ายในศึกครั้งนี้ ท่านอ๋องจำเป็นจะต้องปล่อยให้รัชทายาทเป็นคนนำทัพด้วยตัวเองโดยมีหลี่ซือและขุนพลที่พวกเขาไว้ใจได้คอยเคียงข้าง
ก่อนออกทำศึกครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นศึกใหญ่ที่มีความสำคัญต่อแคว้นเหอฉีเป็นอย่างมากหากได้รับชัยชนะย่อมหมายถึงโอกาสที่ลูกหลานของพวกเขาจะขึ้นเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่หากพ่ายแพ้กลับมา มันย่อมหมายถึงการสิ้นชาติสิ้นตระกูลก็เป็นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านอ๋องปรารถนาให้มีการบวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษเพื่อความเป็นศิริมงคล ท่านอ๋องหวังว่า บรรพบุรุษผู้ล่วงลับจะให้การคุ้มครองกองทัพของเหอฉีและจะนำชัยชนะมาสู่พวกเขาได้
พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์รวมถึงแม่ทัพนายกอง และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทุกคนท่านไปรวมตัวกันที่เนินเขาสูงใจกลางแคว้นเหอฉี พิธีถูกจัดขึ้นแบบเร่งด่วน โดยมีท่านอ๋องเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมทั้งนี้เพื่อให้พวกเขาได้ใกล้ชิดบรรพบุรุษผู้ล่วงลับผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนจะต้องนุ่งขาวห่มขาว ไร้เครื่องประดับใดๆ บรรยากาศจึงเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่กลับสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกองทัพได้เป็นอย่างดี
หลังเสร็จพิธี ท่านอ๋องได้เดินเข้าไปทักทายแม่ทัพและนายทหารทุกคนเพื่อให้กำลังใจและอวยพรให้กับพวกเขาทุกคน เมื่อมาถึงหวังหย่งท่านอ๋องกลับเดินผ่านไปเหมือนมองไม่เห็นว่ามีใครยืนอยู่ตรงนั้น
แม้จะรู้สึกโกรธและน้อยใจแต่หวังหย่งกลับชินไปเสียแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา เขาเชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าสงครามครั้งนี้จงลงเอยอย่างไรตัวเขากับแคว้นเหอฉี คงจะหมดวาสนากันเพียงแค่นี้แล้ว สิ่งที่เขาหวังก็มีเพียงแค่อยากให้ทุกคน รวมถึงภรรยาของเขาปลอดภัย และมีชีวิตต่อไปอย่างมาความสุขก็แค่นั้นเอง
หวังหย่งเดินคลอเคลียกับองค์หญิงหนิงอันกลับตำหนักโดยมีเหมยลี่เดินตามอยู่ห่างๆคนทั้งสองไม่ยอมนั่งรถม้า เพราะนานๆครั้งที่องค์หญิงจะมีโอกาสเสด็จออกมาข้างนอกเช่นนี้องค์หญิงจึงอยากจะดื่มด่ำกับบรรยากาศของแคว้นเหอฉีให้มากที่สุด
ระหว่างทางพวกเขาพบกับพระชายาเฟยหรงที่เสด็จกลับมาทางเดียวกันองค์หญิงพยายามหลบหน้า แต่ดูเหมือนจะไม่ทันพระชายารีบเดินเข้ามาหาคนทั้งสองก่อนที่พวกเขาหนีได้ทัน
“แหมมม อะไรจะช่างบังเอิญเช่นนี้”พระชายาทักทายมาแต่ไกล “พี่สะใภ้ไม่นึกเลยว่าจะพบกับเจ้าสองคนที่นี่ พวกเรานี่ใจตรงกันเหลือเกินข้าอยากจะออกมาเดินชมเมืองเช่นนี้มานานแล้วได้มีพวกเจ้าทั้งสองคนเดินเป็นเพื่อนคงจะดีไม่น้อย”
แม้อยากจะหนีไปให้ไกลๆแต่เมื่อเห็นว่าหนีไปไหนไม่ได้แล้ว องค์หญิงก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรม
“เสด็จพี่ไปไหนเสียละจึงปล่อยให้พี่สะใภ้ต้องกลับตำหนักเพียงคนเดียวเช่นนี้” องค์หญิงถามแบบขอไปที
“โอ้ยยย เสด็จพี่เขามีภารกิจเยอะเขาต้องรีบไปประชุมวางแผนสงครามร่วมกับพวกแม่ทัพเขาไม่ได้ว่างมาเดินชมตลาดเช่นสามีของเจ้าหรอก”
หวังหย่งแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินที่พระชายาพูดออกมา
“โอ้ยยย วันนี้อากาศช่างร้อนเสียจริงๆพวกเราทำพิธีอยู่นานสองนาน ตัวข้าร้อนไปหมดแล้ว ข้าอยากจะหาที่สงบๆ สบายๆพักผ่อนสักแป๊บก่อนจะกลับตำหนัก พวกเจ้าคงไม่ว่าอะไรหากพี่สะใภ้จะขอไปพักผ่อนในสวนของเจ้าสักหน่อย”
“ไม่ได้” หวังหย่งและองค์หญิงแทบจะตอบออกมาพร้อมกัน
“นึกแล้วว่าพวกเจ้าทั้งสองคนจะต้องปฏิเสธแต่ไม่เป็นไรหรอก ไหนๆ พี่สะใภ้ก็ต้องผ่านทางนั้นอยู่แล้ว ต่อให้พวกเจ้าไม่ต้อนรับพี่สะใภ้ก็ต้องขอแวะสักหน่อยนะ” พูดจบพระชายาก็รีบออกเดินนำคนทั้งสองตรงไปยังตำหนักในทันที
“คนอะไรหน้าด้านชะมัด”องค์หญิงบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจยิ่งนัก พวกเขาทำได้เพียงแค่เดินตามหลังพระชายากลับตำหนักไป
เมื่อกลับมาถึงตำหนักกลับพบว่าเด็กรับใช้ต่างนั่งร้องห่มร้องไห้รอพวกเขาอยู่หน้าตำหนัก
“พวกเจ้าเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น” องค์หญิงถามด้วยความสงสัย
“องค์หญิงเพค่ะ ให้อภัยหม่อมฉันด้วย”เด็กรับใช้คนหนึ่งตอบพลางร้องไห้สะอื้น “หลังจากที่ท่านทั้งสองออกไปแล้ว ก็มีพวกชุดดำปิดหน้า มันบุกเข้ามาหลายคนฮืออออ มันจับพวกเรามัดไว้ แล้วเข้าไปรื้อค้นข้าวของข้างไหนตำหนักพอพวกมันได้บางอย่างไป มันก็มาแก้มัดพวกเราแล้วหนีกลับไปพวกหม่อมฉันไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร ได้แต่ออกมานั่งอยู่ตรงนี้รอให้องค์หญิงเสด็จกลับมาเพค่ะ ฮือออ”
ได้ยินดังนั้นหวังหย่งเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งเข้าไปสำรวจภายในตำหนักเขาพบว่า ข้าวของต่างๆ ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย หวังหย่งเดินสำรวจจนทั่วก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดหายไป ที่สำคัญ ตำหนักแห่งนี้ไม่มีของมีค่าใดให้พวกเขาต้องบุกเข้ามารื้อค้นเช่นนี้ ที่สำคัญนี่คือตำหนักขององค์หญิง คนพวกไหนกันที่กล้าบุกเข้ามาเช่นนี้
องค์หญิงวิ่งตามหวังหย่งเข้ามาติดๆเมื่อเห็นสภาพภายในตำหนัก องค์หญิงถึงกับเขาอ่อน ทรุดตัวลงไปโดยไม่รู้ตัว เหมยลี่รีบเข้ามาประคององค์หญิงไปนั่งบนเก้าอี้
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด.”เสียงพระชายาที่วิ่งตามหลังองค์หญิงมาติดๆ หวีดร้องออกมาดังลั่นไปทั่ว
“พระชายาใจเย็นๆ เพค่ะ”นางรับใช้รีบเข้ามาปลอบพระชายา
“ใครกันที่ทำกับพวกเจ้าได้ถึงเพียงนี้” พระชายายืนตัวสั่นตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
หลังจากที่ตั้งสติได้องค์หญิงมีรับสั่งบางอย่างกับเหมยลี่ ก่อนที่หล่อนจะพยักหน้ารับทราบแล้ววิ่งเข้าไปยังห้องนอนขององค์หญิง ก่อนที่จะหล่อนจะวิ่งออกมาพร้อมกับกล่องเปล่าๆ ใบหนึ่ง
เห็นเช่นนั้นองค์หญิงร้องไห้เสียงดังออกมาจนหวังหย่งต้องรีบเข้ามาปลอบ พร้อมกับโอบกอดองค์หญิงไว้
“มันคืออะไร” หวังหย่งหันไปถามเหมยลี่ที่ยืนตัวสั่น จ้องมองกล่องที่ว่างเปล่าตาไม่กระพรบ
“หยกเพค่ะ” เหมยลี่ตอบกลับมาเบาๆ
“หยก หยกอะไร ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย” คำตอบของเหมยลี่ไม่ได้ทำให้หวังหย่งเข้าใจอะไรเลย
“หยกที่ท่านพี่มอบให้กับน้องเพค่ะ”องค์หญิงตอบโดยที่น้ำตายังไหลไม่ยอมหยุด “เมื่อเช้าก่อนออกจากตำหนักไปหม่อมฉันเก็บหยกชิ้นนั้นไว้ในกล่องใบนี้ แต่ตอนนี้มันไม่อยู่แล้วโจรพวกนั้นมันเอาไปแล้วเพค่ะ” องค์หญิงปล่อยโฮออกมาเสียงดัง จนเด็กรับใช้คนอื่นๆอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้ตามองค์หญิงไปด้วย
ได้ยินดังนั้นหวังหย่งแทบทรุดลงกับพื้นสมบัติชิ้นเดียวจากแม่ของเขา ที่เขาพกติดตัวมาตลอด บัดนี้ถูกใครก็ไม่รู้เอาไปเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่า คนพวกนั้นตั้งใจจะมาค้นหาหยกชิ้นนั้นโดยเฉพาะมันมีความสำคัญอะไร ที่ต้องทำกันถึงขนาดนี้ คิดเช่นนั้นแล้วหวังหย่งก็แสดงความโกรธแค้นออกมาจากสีหน้าของเขา
“เพราะเช้านี้องค์หญิงต้องไปทำพิธีการนุ่งขาวห่มขาวไร้เครื่องประดับ องค์หญิงจึงถอดเครื่องประดับทุกอย่างให้หม่อมฉันเก็บไว้พร้อมๆ กับหยกชิ้นนั้นเพค่ะ คุณชายอย่าโกรธองค์หญิงไปเลยนะเพค่ะเป็นความผิดของหม่อมฉันเองที่เก็บรักษาไม่ดีเอง คุณชายโปรดลงโทษหม่อมฉันด้วย”เหมยลี่เห็นความโกรธของหวังหย่ง ด้วยความเป็นห่วงองค์หญิงหล่อนจึงขอรับผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น
“ไม่มีใครจะถูกลงโทษทั้งนั้นจนกว่าข้าจะสืบหาความจริงเสียก่อน” หวังหย่งกล่าวขึ้นพร้อมกับหันไปหาพระชายาที่ยืนตกใจอยู่ “เกิดเรื่องเช่นนี้ กระหม่อมเกรงว่าจะให้การต้อนรับพระชายาไม่ได้แล้ว ขอเชิญเสด็จกลับไปก่อนจะดีกว่า”
“เจ้าจะต้องสืบออกมาให้ได้นะว่าใครมันทำกับน้องหญิงของข้าเช่นนี้” พระชายามีรับสั่งกับหวังหย่ง
“หม่อมฉันจะต้องสืบหาคนผิดมาลงโทษให้จงได้พระชายาโปรดวางใจ” หวังหย่งรับคำสั่งจากพระชายาด้วยความเต็มใจ
คล้อยหลังพระชายาไม่นานเหมยลี่รีบวิ่งไปปิดประตู พร้อมกับวิ่งมาหาองค์หญิงที่ตอนนี้ดูเหมือนจะคลายความโศกเศร้าเป็นปลิดทิ้ง
เหมยลี่รีบล้วงเข้าไปในแขนเสื้อของตัวเองพร้อมกับหยิบเอาหยกชิ้นหนึ่งออกมา องค์หญิงรับมันไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า
“เกิดอะไรขึ้น ข้าไม่เข้าใจ ไหนเจ้าบอกว่าโจรพวกนั้นมันเอาไปแล้ว”หวังหย่งแปลกใจที่เห็นหยกชิ้นนั้นอีกครั้ง
“ให้องค์หญิงอธิบายเองเถอะเพค่ะ”เหมยลี่ตอบกลับไป
“เป็นน้องที่ผิดเอง” องค์หญิงค่อยๆ อธิบาย “น้องดีใจที่ท่านพี่มอบหยกชิ้นนี้ให้กับน้องเพราะน้องเห็นมาตลอดว่า ท่านพี่จะพกมันติดตัวอยู่ตลอดเวลา เช่นนั้นแล้วน้องจึงพกหยกชิ้นนี้ติดตัวอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน หลายวันมานี้มีผู้คนเข้าออกตำหนักของเรามากมาย บางคนก็ขอชื่นชมความงามของหยกชิ้นนี้บางคนก็แอบมองด้วยความอิจฉา น้องจึงเกิดความกังวลว่าอาจจะมีใครคิดไม่ซื่อกับก็เป็นไปได้ ยิ่งมีพิธีบวงสรวงบรรพบุรุษนุ่งขาวห่มขาวห้ามใส่เครื่องประดับด้วยแล้ว น้องยิ่งเป็นกังวลเป็นอย่างมากเพราะพิธีแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนน้องคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับหยกชิ้นนี้อย่างแน่นอน เมื่อวันก่อนน้องจึงให้เหมยลี่ เอาหยกชิ้นนี้ไปให้ช่างมีฝีมือในเมือง ทำเลียนแบบขึ้นมาชิ้นหนึ่งเมื่อเช้าน้องเก็บของเลียนแบบชิ้นนั้นไว้ในกล่องเก็บไว้ที่ห้อง ส่วนของจริงน้องให้เหมยลี่พกติดตัวไป เครือญาติอย่างพวกเรา ย่อมเป็นพี่จับตาของทุกคนแต่นางกำนัลเช่นเหมยลี่ คงไม่มีใครคอยไปเฝ้าจับตาดู เช่นนี้แล้วหยกชิ้นนี้จึงปลอดภัยเพค่ะ”
“เจ้าฉลาดมากจริงๆ”หวังหย่งชมองค์หญิงด้วยความจริงใจ “แต่ข้าเห็นร้องไห้เสียงดังซะลั่นเลยไม่นึกเคยรู้มาก่อนว่าเจ้าจะแสดงบทบาทได้เก่งขนาดนั้น”
“บัดนี้ใครก็ตามที่เอาไปย่อมคิดว่าเป็นหยกของจริง ยิ่งได้พระชายาไปช่วยยืนยันอีกคนต่อไปพวกนั้นก็คงจะไม่เข้ามาวุ่นวายกับหยกของท่านพี่อีกแล้ว”องค์หญิงยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ
“หยกชิ้นนี้มันสำคัญมากขนาดไหนกันคนพวกนี้ถึงได้กล้าบุกเข้ามาในตำหนักขององค์หญิงโดยไม่เกรงกลัวโทษประหารชีวิตเช่นนี้”หวังหย่งตั้งข้อสังเกตพร้อมกับหันไปถามองค์หญิง “เจ้าสงสัยใครเป็นพิเศษหรือเปล่า”
“ไม่มีเพค่ะ” องค์หญิงตอบกลับไปโดยที่หล่อนพยายามหลบหน้าไม่ให้หวังหย่งสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้า