เส้นทางเหนือ สู่ฉางอัน
วันที่หนึ่งของการเดินทาง
ฟ้าก่อนรุ่งอรุณเป็สีครามเข้มที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนเป็สีอะไร
เว่ยหันเฉินนำม้าออกจากโรงม้าในเวลาที่ไก่ยังไม่ขัน เมืองเหอหยางนิ่งสนิทอยู่ในอ้อมแขนของดึกดื่น เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงกีบม้าบนหินกรวดและลมเบาที่พัดผ่านซอกตึก เขาหยุดม้าอยู่หน้าโรงเตี๊ยม รอ
ซูหลิงเยิ่นออกมาในเวลาไม่ถึงห้านาที
เธอไม่สายและไม่ทำให้รอนาน นั่นเป็จุดแรกที่เว่ยหันเฉินบันทึกไว้ในหัว ห่อผ้าบนหลังยังคงเล็กเท่าเดิม แต่เธอผูกมันให้แน่นขึ้นและจัดตำแหน่งให้อยู่ตรงกลางหลัง ไม่ขัดการเคลื่อนไหว นั่นเป็จุดที่สอง คนที่เดินหนีมาหลายเมืองรู้ว่าจะพกสัมภาระอย่างไรให้วิ่งได้ถ้าจำเป็
"ม้า?" เธอมองดูม้าสีน้ำตาล
"ผมขี่ เ้าเดิน"
ซูหลิงเยิ่นกระพริบตา "ยี่สิบสามวัน?"
"ถนนดี เดินได้ เ้าดูแข็งแรงพอ" เว่ยหันเฉินขยับบังเหียน "เดิน ขี่ ไม่มีผลต่อความเร็ว ถ้าต้องวิ่ง ผมยื่นมือลงมาดึง"
เธอมองหน้าเขาอยู่ครู่ แล้วพยักหน้า
"เข้าใจ"
ทั้งสองออกเดินทางในความเงียบ ม้าเดินช้า ๆ ซูหลิงเยิ่นเดินเคียงข้างโดยไม่ต้องให้บอก เธอปรับก้าวให้เข้ากับจังหวะม้าได้อย่างเป็ธรรมชาติ
เมืองค่อย ๆ หดเล็กลงเื้ั
แสงแรกของวันโผล่ขึ้นมาจากทิศตะวันออกในเวลาที่ทั้งสองเดินออกนอกเมืองไปได้สองลี้ ท้องฟ้าเปลี่ยนจากครามเป็ชมพูอ่อน แล้วก็ทองอ่อน ๆ ที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นราวกับมีใครค่อย ๆ เปิดผ้าม่านทีละนิด ทุ่งหญ้าสองข้างทางเปียกชื้นจากฝนคืนก่อน ต้นไผ่ข้าง ๆ ลำธารเล็กสั่นไหวตามลม
ซูหลิงเยิ่นเดินโดยมองไปรอบ ๆ ตลอด ไม่ใช่ด้วยความประหลาดใจ แต่ด้วยนิสัยของคนที่หัดสังเกตจากความจำเป็
เว่ยหันเฉินสังเกตเห็นสิ่งที่เธอทำ แต่ไม่พูด
พวกเขาเดินและขี่ในความเงียบที่ยาวนานสักพักก่อนที่ซูหลิงเยิ่นจะเปิดปาก
"ท่านเว่ยเดินทางมานานแค่ไหนแล้ว?"
"นาน"
"นานเท่าไหร่?"
"นานพอที่จะไม่นับ"
ซูหลิงเยิ่นชะงักก้าวเล็กน้อย แล้วก็เดินต่อ "ท่านพูดน้อยมาก"
"ใช่"
"...นั่นคือยืนยันว่าใช่ หรือตอบว่าใช่แล้วจบ?"
มุมปากซ้ายของเว่ยหันเฉินขยับขึ้นเล็กน้อย อาจจะเป็รอยยิ้มเล็ก ๆ หรืออาจจะไม่ใช่ "ทั้งสองอย่าง"
เธอถอนหายใจแ่เบา "ยี่สิบสามวันกับคนที่พูดสองคำต่อชั่วโมง"
"ถ้าไม่ชอบก็กลับได้"
"ข้าไม่ได้บ่น" ซูหลิงเยิ่นพูดเร็ว แล้วก็เงียบ แล้วก็พูดต่อช้า ๆ "แค่กำลังเตรียมใจ"
ครั้งนี้เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่บางอย่างในท่าทางของเขาผ่อนคลายลงอย่างที่สังเกตไม่ออกถ้าไม่จ้องดูนาน
พวกเขาเดินต่อไป
เที่ยงวัน หยุดพักริมลำธารในป่าสน
เว่ยหันเฉินแกะสัมภาระหลังม้าออก ผูกม้าไว้กับต้นไม้ริมน้ำ แล้วนั่งลงบนก้อนหินใหญ่ หยิบเนื้อแห้งและขนมปังแข็งออกมาครึ่งหนึ่งยื่นให้ซูหลิงเยิ่น
เธอรับโดยไม่เกี่ยง
ทั้งสองกินในความเงียบที่ต่างจากตอนเช้า เป็ความเงียบที่สบายขึ้นเล็กน้อย เหมือนคนสองคนที่เริ่มจะชินกับการมีอีกฝ่ายอยู่ในสายตา
ซูหลิงเยิ่นดูดน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วก็มองออกไปที่ลำธาร "ท่านเว่ยรู้ได้ยังไงว่าคนของตระกูลอุ้งเล็บเซาไม่ได้ตามมาคืนนี้?"
"ไม่รู้"
เธอหันมา "แล้วออกเดินก่อนรุ่งอรุณทำไม?"
"เพราะถ้าพวกเขาตามมา การออกในตอนมืดทำให้ตามยากขึ้น และถ้าพวกเขาไม่ตาม เราก็ได้เวลา" เว่ยหันเฉินแทะเนื้อแห้ง "สองกรณีล้วนได้ประโยชน์"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้าช้า ๆ "ท่านคิดแบบนี้ตลอดเวลาหรือเปล่า? คิดล่วงหน้าสองสามขั้น?"
"ไม่มีทางเลือกอื่น"
เธอมองหน้าเขา มีคำถามอีกคำถามหนึ่งอยู่ในดวงตา แต่เธอเก็บมันไว้ก่อน แล้วหันไปมองลำธารแทน
"ข้าเรียนรู้การรักษาด้วยปราณน้ำั้แ่เด็ก" เธอพูดโดยไม่มีใครถาม เหมือนการเล่าที่เตรียมไว้ "แม่ข้าเป็หมอชาวบ้าน สอนข้ามาทุกอย่างที่รู้ แต่แม่เสียชีวิตเมื่อสามปีก่อน หลังจากนั้นพ่อก็กู้หนี้ปู่เซา แล้วพ่อก็..."
เธอหยุด
เว่ยหันเฉินไม่กระตุ้นให้พูดต่อ
"ข้าหนีมาก่อนที่จะถูกพาตัวไป" ซูหลิงเยิ่นสรุปสั้น ๆ ด้วยเสียงที่เรียบกว่าที่ควรจะเป็ เสียงของคนที่เล่าซ้ำในหัวจนชาแล้ว "ฉางอันมีลุงของข้าอยู่ ถ้าไปถึงได้ก็น่าจะปลอดภัย"
เว่ยหันเฉินไม่พูดว่า "เสียใจด้วย" ไม่พูดว่า "มันจะดีขึ้น" เขาไม่พูดสิ่งที่คนส่วนใหญ่พูดในสถานการณ์แบบนี้ เพราะเขารู้ดีกว่าใครว่าคำพูดพวกนั้นไม่ได้ช่วยอะไร
"พักอีกสักครู่แล้วเดินต่อ" เขาพูดแทน "ก่อนมืดต้องผ่านช่องเขาเสี่ยวหยุน"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า
แต่ก่อนที่จะลุกขึ้น เธอพูดเบา ๆ "ขอบคุณที่ไม่พูดอะไรที่ไม่จำเป็"
เว่ยหันเฉินมองเธออยู่สองวินาที แล้วก็ลุกขึ้นไปแก้เชือกม้า
บ่ายแก่ ทางเข้าช่องเขาเสี่ยวหยุน
ช่องเขาเสี่ยวหยุนเป็ทางผ่านระหว่างแนวเขาสองลูกที่ทอดยาวขนานกัน ความกว้างของทางเพียงพอให้เกวียนสองคันวิ่งสวนกันได้แบบเฉียดฉิว หินสองข้างทางสูงชันราวกำแพง ้ามีต้นไม้เก่าแก่เอียงออกมาทอดกิ่งก้านข้ามช่องว่าง กรองแสงอาทิตย์เป็เส้น ๆ ลงมายังพื้นดิน
สวยและอันตรายในเวลาเดียวกัน
เว่ยหันเฉินหยุดม้าที่ปากทางเข้า สายตาปาดไปตามแนวหินสองข้างอย่างช้า ๆ
"มีอะไร?" ซูหลิงเยิ่นถามเงียบ ๆ เธอเริ่มเรียนรู้ว่าเมื่อไหรที่เขาหยุดโดยไม่บอกสาเหตุ มักมีสาเหตุที่ควรระวัง
"กลิ่นน้ำมันหมาก" เว่ยหันเฉินพูดเบา "คนทางเหนือทาผมด้วยน้ำมันหมาก มีสี่คน บนหินทางซ้ายสองคน ขวาสองคน ซุ่มอยู่ั้แ่อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อน"
ซูหลิงเยิ่นไม่ได้หันมองตามสัญชาตญาณ เธอยืนนิ่งโดยสายตาจ้องไปข้างหน้าราวกับไม่รู้อะไร "ตระกูลเซา?"
"น่าจะใช่ ส่งคนมารอล่วงหน้าแทนการตาม" เว่ยหันเฉินลงจากม้าช้า ๆ ราวกับกำลังหยุดพักธรรมดา "เ้าอยู่ข้างม้า ถ้าฉากยุ่ง ขึ้นม้าแล้วขับตรงไป อย่าหยุดรอผม"
"แต่ —"
"อย่าหยุดรอ" เขาพูดซ้ำ น้ำหนักในเสียงปิดประตูการโต้เถียง
ซูหลิงเยิ่นกำมือแน่น แต่พยักหน้า
เว่ยหันเฉินเดินเข้าไปในช่องเขาอย่างเป็ธรรมชาติ ก้าวสบาย ๆ มือซ้ายห้อย มือขวาใกล้ด้ามดาบแต่ไม่จับ
เขาเดินเข้าไปสิบก้าว ยี่สิบก้าว สามสิบก้าว
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาหยุด
"ออกมาได้" เขาพูดเสียงปกติ ก้องเบา ๆ ในช่องเขา "รอนานพอแล้ว"
ความเงียบหนึ่งวินาที
แล้วเสียงกรวดหินกลิ้งดังจากสองข้าง ชายในเสื้อสีดำสี่คนกระโจนลงมาจากหิน สองคนทางซ้าย สองคนทางขวา ลงมาอย่างคล่องแคล่วในแบบที่บอกว่าเคยใช้ภูมิประเทศแบบนี้มาก่อน
ทั้งสี่ถือดาบ และทั้งสี่มีปราณสูงกว่าสามคนในตรอกเมื่อวาน
"ท่านเว่ย" ชายที่ลงมาก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็มืออาชีพ ไม่โกรธ ไม่ดูถูก เป็เสียงของคนที่ถือนี้ว่างานคืองาน "ปู่เซาไม่้าตัวท่าน ส่งหญิงสาวมาแล้วเราจะไม่ยุ่งกับท่าน"
"ราคาเท่าไหร่ที่ปู่เซาจ่ายพวกเ้า?" เว่ยหันเฉินถามโดยไม่ดึงดาบ
ชายคนนั้นชะงักนิดหนึ่ง "ห้าร้อยตำลึง"
"แต่ละคน?"
"รวมกัน"
"ถูกไปหน่อย" เว่ยหันเฉินพูดเงียบ ๆ ราวกับบอกกับตัวเอง "สำหรับงานแบบนี้"
"ท่านเว่ย —"
"ไม่ส่ง"
บรรยากาศเปลี่ยน
ชายคนนำพยักหน้าให้สองคนทางขวา
"ไป!"
สองคนพุ่งจากขวา หนึ่งคนจากซ้าย และคนที่สี่วนมาจากด้านหลังในวงโค้งกว้าง กลยุทธ์สี่ทิศที่ฝึกมาดี
เว่ยหันเฉินดึงดาบ
ชิงก์! —
ดาบออกจากฝักในจังหวะที่คนแรกเข้าถึงระยะ ใบดาบปาดขึ้นในแนวตั้ง
กริ๊ง! —
ดาบสองเล่มชนกัน ประกายไฟกระเด็นในช่องเขา เว่ยหันเฉินหมุนตัวออกด้านข้างโดยไม่ถอย ปล่อยให้แรงดาบผ่านไปแล้วดาบของเขาตามลงไปเคาะหัวไหล่
ป้อก! —
ไม่ใช้คม ใช้สันดาบ ชายคนแรกหมุนออกพร้อมกับสะบัดไหล่
คนที่สองเข้ามาทันที ดาบฟาดมาสองครั้งต่อเนื่อง แนวตั้งและแนวนอน
แช็ก! — กริ๊ก! —
เว่ยหันเฉินรับทั้งสองด้วยดาบเล่มเดียว ข้อมือสวิงเปลี่ยนมุมสองครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที ปราณในร่างกายเริ่มขยับขึ้นมา ยังไม่เต็มที่ แค่พอให้ฝีเท้าและข้อมือเร็วกว่าที่ตาเห็น
คนที่สามเข้ามาจากซ้าย ดาบปาดเข้าเอว
วิ้ง! —
เว่ยหันเฉินกระโจนขึ้น ดาบปาดผ่านใต้เท้า เขาลงมาบนหลังมือที่ถือดาบของคนที่สาม เหยียบลงน้ำหนักสั้น ๆ
อุ๊บ! —
ข้อมือพับ ดาบหลุดลงดิน
คนที่สี่ที่วนมาจากหลังพุ่งเข้ามาในจังหวะที่เว่ยหันเฉินยังอยู่กลางอากาศ ดาบยิงตรงมาที่หลัง
ฮึ่ม —
เว่ยหันเฉินบิดตัวในอากาศ ดาบเฉือนผ่านเสื้อคลุมด้านข้าง ริ้วผ้าเทาขาดออกเป็แผ่น แต่ไม่ถึงเนื้อ เขาลงพื้นพร้อมกับหมุนตัว ดาบกวาดออกในแนวต่ำ
แกร็ก! —
แบนดาบกระแทกเข้าที่หน้าแข้งของคนที่สี่ ชายคนนั้นเซออกแล้วล้มลงข้าง ๆ
สามวินาที
สี่คน สี่ทิศ ทั้งหมดหมดความคล่องตัว
ชายคนนำที่ยืนดูอยู่ั้แ่ต้นถือดาบขึ้น สายตาประเมินใหม่ ปราณของเขาเริ่มพุ่งขึ้น — ชั้น 3 จิ้นตัน แสงทองอ่อน ๆ ห่อหุ้มรอบร่าง
"ท่านฝีมือดีกว่าที่คิด" เขายอมรับ "แต่ลองดูอันนี้"
ปราณทะลักออกเต็มที่ รวมกันที่ดาบ ใบดาบสั่นไหวจนมองเห็นด้วยตาเปล่า
"ดาบสายฟ้าอ่าวทิศ!"
เขาพุ่งออกมา
ดาบเคลื่อนเร็วมากจนดูเหมือนมีสามเส้นในเวลาเดียวกัน พุ่งตรงมาที่หัวใจเว่ยหันเฉิน
ก้อง!!!
เสียงดังสนั่นช่องเขา
เว่ยหันเฉินไม่ถอย มือซ้ายยกขึ้น ฝ่ามือแบนรับดาบที่วิ่งมาด้วยปราณเต็มที่ ปราณชั้น 4 ในร่างของเขาเปิดออกน้อยกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ กองลงที่ฝ่ามือ
แรงกระทบกระเจิงออกสองข้าง
ดาบในมือชายคนนำสั่นอย่างรุนแรง มือของเขาชาออกทั้งสองข้าง เขาถอยสามก้าวก่อนจะตั้งตัวได้
แล้วเงยขึ้นมามองเว่ยหันเฉิน
ฝ่ามือของชายตรงหน้าไม่มีแผล แม้แต่รอยแดงก็ไม่มี
"นาย..." เขาหายใจหยาบ "นายชั้น..."
เว่ยหันเฉินเอาดาบเข้าฝัก ไม่ตอบคำถามที่ยังไม่เสร็จ
"บอกปู่เซาว่าครั้งหน้าต้องส่งคนชั้น 4 อย่างน้อย" เขาพูดเรียบ "และถ้าส่งมาอีก ผมจะไม่ใช้สันดาบ"
ชายคนนำกลืนน้ำลาย รวบลูกน้องที่าเ็พากันถอยออกจากช่องเขาอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าค่อย ๆ เบาลงจนหายไป
ซูหลิงเยิ่นยืนอยู่ที่ปากช่องเขา มือยังจับบังเหียนม้าอยู่
เธอไม่ขึ้นม้าขับหนี
เว่ยหันเฉินเดินกลับมา มองดูเธออยู่ครู่ "บอกว่าถ้าฉากยุ่งให้ขับหนีไป"
"ฉากไม่ได้ยุ่งเลย" ซูหลิงเยิ่นตอบ เสียงนิ่ง แต่มีบางอย่างสั่นเล็กน้อยในนั้น ทั้งจากความกลัวที่ยังค้างอยู่และบางอย่างอีกอย่างที่ยากจะชื่อ "ท่านจัดการได้หมดในสามนาที"
"สี่นาที"
"สามนาทีครึ่ง"
มุมปากของเว่ยหันเฉินขยับ แล้วเขาก็รับบังเหียนม้าจากเธอ "เดินต่อ ก่อนมืดต้องออกจากช่องเขา"
เธอพยักหน้าและเดินตาม แต่มือซ้ายยกขึ้นไปััที่หน้าอกชั่วครู่ ผลึกเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้ออุ่นขึ้นเล็กน้อยในตอนที่การต่อสู้เกิดขึ้น และเย็นลงทันทีที่มันจบ
เหมือนใครบางคนเกร็งขึ้นแล้วก็หายใจออก
พระอาทิตย์ตกดินก่อนที่พวกเขาจะผ่านช่องเขาได้ครึ่งทาง พวกเขาหยุดตั้งค่ายในโพรงหินขนาดพอดีที่เว่ยหันเฉินเลือกโดยไม่ลังเล เป็ที่ที่มีหลังคาหิน กันลมได้สามทิศ มองเห็นทางเข้าออกได้ไกล
ไฟเล็ก ๆ จากกิ่งไม้แห้งที่หาได้ในช่องเขา
ซูหลิงเยิ่นนั่งใกล้ไฟ มือถือขนมปังกรอบที่หักแบ่งจากก้อนเดียวกัน กินโดยมองไฟ
"ท่านเว่ย" เธอพูดหลังจากเงียบมานาน
"อะไร"
"พวกที่ปู่เซาส่งมาจะหยุดได้ไหม?"
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่อีกฟากของไฟ ตาจ้องออกไปยังความมืดข้างนอก "ขึ้นอยู่กับว่าปู่เซา้าตัวเ้ามากแค่ไหน"
"มาก" เธอตอบช้า "มากกว่าแค่หนี้ธรรมดา"
เว่ยหันเฉินยกตามอง
ซูหลิงเยิ่นนิ่งอยู่ครู่ ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่าง แล้วก็ยกมือขึ้นแตะที่หน้าอกซ้าย "ปู่เซาเคยบอกว่า ข้ามีบางอย่างในตัวที่เขา้า ข้าไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เขาพูดถึงมันตลอด"
เว่ยหันเฉินไม่แสดงสีหน้า แต่กล้ามเนื้อใต้ขากรรไกรขยับเล็กน้อย
สายเืพิเศษ
ตรงกับที่เขาสังเกตเห็นั้แ่ในตรอก — ปราณของซูหลิงเยิ่นมีลักษณะแปลกที่เขาไม่เคยพบในคนทั่วไป สะอาดเกินไป บริสุทธิ์เกินไป เหมือนน้ำที่ไหลมาจากแหล่งที่ลึกมากจนไม่มีตะกอน
"เ้ารู้ว่ามีบางอย่างในตัว" เขากล่าว ไม่ใช่คำถาม
"รู้สึกได้มาตลอด" เธอพารับ "แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร"
เว่ยหันเฉินหยุดนิ่ง ในหัวกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่ควรพูดและไม่ควรพูด แล้วในที่สุดก็เลือกคำที่น้อยที่สุด
"ถึงฉางอันก่อน แล้วค่อยหาคำตอบ"
ซูหลิงเยิ่นมองหน้าเขา รู้ว่าเขาพูดน้อยกว่าที่รู้อยู่ แต่ก็พยักหน้า
"ตกลง"
ไฟค่อย ๆ ลุกระลอกในลม เสียงสนเหนือศีรษะไหวอยู่เบา ๆ ความมืดในช่องเขารอบนอกทึบและเงียบ
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ยามแรก ให้ซูหลิงเยิ่นนอนหลับ เขาหันหน้าออกไปยังทางเข้าโพรงหิน หูคอยรับเสียงที่ไม่ควรมี ตาคอยสังเกตความเคลื่อนไหวในความมืด
มือซ้ายวางบนเข็มขัด ใกล้กับกระเป๋าที่ซ่อนกล่องไม้เล็กอยู่
ผลึกข้างในไม่สั่น
เย็นสบาย
อย่างน้อยคืนนี้ก็ผ่านไปได้
เว่ยหันเฉินหายใจออกเบา ๆ มองดาวที่ทอดยาวเหนือช่องเขา แล้วก็กลับมานิ่งอย่างที่เขาถนัด — นิ่งแบบที่พร้อมเคลื่อนไหวได้ทุกเมื่อ นิ่งแบบที่เห็นทุกอย่างโดยไม่ต้องพยายาม
วันแรกจบลง
ยังอีกยี่สิบสองวัน