ชาวบ้านทุกคนต่างก็สามัคคีกัน เพราะครอบครัวของเด็กบางคนก็อยู่ที่นี่ด้วย เมื่อมารดาของต้าจูตำหนิโม่เจิ้งหนาน พวกเขาก็เริ่มผสมโรง และไม่นานผู้ใหญ่ทั้งหมู่บ้านต่างก็เออออเห็นพ้องกัน
ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโม่เจิ้งหนานเป็นฝ่ายผิดที่เอาขนมมาที่สำนักศึกษา
ถังหูลู่มีทั้งผลไม้และน้ำตาล ไม้นึงก็ราคาตั้งสิบเหวิน บ้านไหนจะมีเงินซื้อของฟุ่มเฟือยเช่นนั้นให้ลูก ๆ ได้กัน?
นี่มันไม่ใช่การยั่วให้คนอยากกินหรอกหรือ?
แม้แต่คนในหมู่บ้านตุ้นเจียก็คิดเช่นเดียวกัน ทุกคนเหลือบมองโม่เจิ้งหนานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ซ่งจินเหยากระแอมเบา ๆ ในลำคอ ขัดจังหวะพวกเขาแล้วพูดว่า “ถ้าเช่นนั้น...เจ้าจะบอกว่าหากมีใครนำของดีมา คนอื่น ๆ ก็ควรรุมเข้าไปแย่ง ทำร้ายและขโมยของสิ่งนั้นมาใช่หรือไม่? ถ้าเช่นนั้น จุดประสงค์ของสำนักศึกษาก็ไม่ใช่เพื่อสอนให้เด็ก ๆ มีมารยาท รู้จักความถูกต้อง ความซื่อสัตย์และความละอายใจ แต่เพื่อสอนให้พวกเขาซ่อนสิ่งมีค่าของตัวเองให้ดี ๆ ใช่หรือไม่? เช่นนั้นหรือ?”
นี่มัน…
ทุกคนต่างมองหน้ากัน คำถามนี้ทำให้พวกเขาพูดไม่ออก สำนักศึกษาไม่ได้มีไว้เพื่อสอนเด็ก ๆ ให้อ่านเขียนเท่านั้น แต่คุณธรรมเหล่านี้...ก็ควรได้รับการอบรมสั่งสอนเช่นกัน หากทุกคนขโมยของได้เมื่อไรก็ตามที่เห็นว่าเป็นสิ่งของมีค่า แบบนี้ชุมชนของพวกเขาจะไม่ตกอยู่ในความโกลาหลหรอกหรือ?
“ลูกชายของข้า โม่เจิ้งหนาน วันนี้ถูกกลั่นแกล้งถึงเพียงนี้ แต่พวกท่านทั้งหลายในฐานะผู้ใหญ่และผู้อาวุโส นอกจากจะไม่รู้สึกละอายใจ กลับภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกันรังแกเด็ก ข้าขอถามพวกท่านหน่อยเถิด แล้วความยุติธรรมอยู่ที่ไหน? หรือพวกท่านคิดว่าหมู่บ้านตุ้นเจียของพวกเราไม่มีใครหนุนหลัง หรือเพราะบ้านข้าตัดขาดจากตระกูลโม่นานแล้ว พวกเราไม่มีใครปกป้อง ก็เลยคิดว่ารังแกกันได้ตามใจชอบสินะ?”
นั่นไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของพวกเขา พวกเขาแค่รู้สึกว่าการที่โม่เจิ้งหนานนำถังหูลู่มาที่สำนักศึกษานั้นไม่เหมาะสม
ส่วนพวกชาวบ้านหมู่บ้านตุ้นเจีย พอฟังมาถึงตรงนี้ก็พากันโกรธขึ้นมา ตอนมาถึงที่นี่ พวกเขาก็ได้ยินซ่งจินเหยาพูดคำพูดนั้นแล้ว
ถึงแม้จะรู้สึกว่าโม่เจิ้งหนานก็มีความผิดอยู่บ้าง แต่เขาก็แค่เด็กคนหนึ่งที่เคยขาดการอบรมดูแลมาก่อนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ลูกหลานหมู่บ้านตุ้นเจียไม่เคยมีใครเป็นคนเลวร้ายโดยกำเนิด
เมื่อได้ยินชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงดุด่าโม่เจิ้งหนาน พวกเขาก็เริ่มโกรธบ้างแล้วเหมือนกัน และยิ่งสามัคคีกันมากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าต้าจูกับเด็กคนอื่น ๆ แต่ละคนล้วนตัวใหญ่และแข็งแรงกว่า ในขณะที่โม่เจิ้งหนานทั้งตัวเล็กทั้งผอมแห้ง แถมใบหน้าก็มีแต่คราบสกปรกและเต็มไปด้วยบาดแผล
สัญชาตญาณในการปกป้องเด็กของพวกเขาถูกปลุกขึ้นมาทันที
นี่คือเด็กของหมู่บ้านตุ้นเจียของพวกเขาเชียวนะ ถูกคนอื่นรังแกจนเป็นขนาดนี้...นี่เท่ากับเป็นการดูหมิ่นคนทั้งหมู่บ้านตุ้นเจียเลยไม่ใช่หรือ?
โดยปกติแล้วพวกเขาก็ไม่ค่อยจะเอ็นดูเด็ก ๆ กันสักเท่าไร โดยเฉพาะลูกของคนอื่น เวลาเด็ก ๆ ทะเลาะกันก็ยิ่งรังเกียจเด็กคนอื่นมากกว่าเดิม แต่ตอนนี้มันต่างออกไป แม้ว่าโม่เจิ้งหนานจะไม่ได้ดีเด่อะไรนัก แต่เขาก็เป็นเด็กในหมู่บ้านของพวกเขาเอง
ดังนั้น พวกเขาจะต้องยืนหยัดร่วมใจปกป้องคนของตัวเอง
ภายใต้การนำของเหล่าเซี่ยว พวกเขาเริ่มตำหนิบิดาของต้าจู “เจ้าเป็นพ่อคนแท้ ๆ ทำไมไม่รู้จักสั่งสอนลูกให้ดี? อะไรกัน เห็นขนมของคนอื่นก็อิจฉา ถึงขั้นจะไปแย่งเขา? มันมีเหตุผลที่ไหนกัน? นี่ถ้าเด็ก ๆ ของพวกเราก็กินถังหูลู่เหมือนกันล่ะ?”
“ถูกต้อง! ตอนนี้หมู่บ้านของเรากำลังพัฒนาไปได้สวย พ่อของเจิ้งหนานทำให้พวกเรามีเงินเลี้ยงดูครอบครัว อย่าว่าแต่ถังหูลู่เลย แม้แต่ขนมแพง ๆ เจิ้งหนานก็สามารถซื้อกินได้!”
“พวกเจ้าไม่มีปัญญาซื้อกินก็เลยอิจฉา จนต้องมาแย่งขนมของเจิ้งหนานเลยรึ? น่าขันจริง ๆ ตั้งแต่เมื่อไรที่ความจนทำให้เจ้าเป็นคนเลว”
ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ในขณะที่ซ่งจินเหยาจ้องมองโม่เจิ้งหนานด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง แม้นางจะไม่ได้ชอบเด็กมากนัก แต่เด็ก ๆ เหล่านี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
ทั้งเชื่อฟังและมีเหตุผล จะหาเด็กดีเช่นนี้ได้จากที่ไหนอีก? นางจะใจร้ายปล่อยให้พวกเขาโดนรังแกได้อย่างไร?
นางจับมือของโม่เจิ้งหนานเบา ๆ และเอ่ยขึ้น “มาเถอะ ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยว่ากัน เมื่อเจ้าได้รับบาดเจ็บก็ต้องรีบทำแผลทันที อย่าปล่อยเอาไว้ เข้าใจไหม?”
มือเล็ก ๆ ของโม่เจิ้งหนานถูกซ่งจินเหยากุมไว้แน่น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองซ่งจินเหยา เขาก็เห็นพี่ชายกำลังอุ้มน้องสาวตัวน้อยอยู่ไม่ไกล พลันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาทันที
ซ่งจินเหยาพูดกับเหล่าเซี่ยวเพียงไม่กี่คำ เหล่าเซี่ยวถึงกับตบหน้าอกของเขาอย่างหนักแน่น
“อย่าห่วงเลย ที่นี่มีพวกเราอยู่ พวกเราจะทวงความยุติธรรมให้เจิ้งหนานเอง เจ้ารีบพาเด็ก ๆ กลับไปพักผ่อนเถอะ รีบพาไปดูอาการ จะปล่อยให้พวกเขาเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บไม่ได้นะ”
ระหว่างทางกลับบ้าน ซ่งจินเหยานิ่งเงียบไม่พูดอะไร เด็ก ๆ ทั้งสามก็เงียบด้วยเช่นกัน
ในใจของโม่เจิ้งหนานรู้สึกหวาดกลัว เขาสงสัยว่าซ่งจินเหยากำลังแสดงละครให้คนอื่นดูอยู่หรือเปล่า ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว นางจะดุด่าเขาหรือไม่?
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของเขาก็เริ่มแดงก่ำ
หลังจากเงียบไปนาน ซ่งจินเหยาก็เอ่ยถาม “เจ้าเอาถังหูลู่ไปที่สำนักศึกษาหรือ?”
“อ้ะ?” โม่เจิ้งหนานก้มหน้าด้วยความอาย “ขะ…ข้า…”
ซ่งจินเหยาจึงกล่าวต่อ "เจ้าเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'เดิมคนไร้ซึ่งความผิด แต่เพราะมีหยกจึงถูกกล่าวโทษ[1]' ไหม?"
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เคยได้ยินมาก่อน ที่สำนักศึกษาพวกเขาเรียนแค่การอ่านเขียนขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนเด็กที่โตกว่าถึงจะเรียนสี่ตำราและห้าคัมภีร์[2] กัน
ซ่งจินเหยาอธิบาย “เมื่อเจ้าพกสมบัติติดตัวไปด้วย เจ้าอาจดึงดูดหมาป่าหิวโหยให้เข้ามา ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าทำผิดที่เอาของดีมาอวด แต่ข้าจะบอกว่า ถ้าเจ้าปกป้องมันไม่ได้ เจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะซ่อนมันไว้ เข้าใจหรือไม่?”
โม่เจิ้งหนานยังคงมึนงงอยู่ ฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เขาเพียงก้มศีรษะพูดเสียงเบา "ข้าจะไม่เอาขนมไปที่สำนักศึกษาอีกแล้ว ท่านน้า อย่าโกรธเลยนะ..."
“ข้าไม่ได้โกรธ” ซ่งจินเหยากล่าว “แต่ข้ากำลังสอนว่าเจ้าควรทำอย่างไร เจิ้งหนาน เจ้ายังเด็ก และพวกเขาก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่อยู่กันเป็นกลุ่ม สองหมัดมิอาจสู้สี่เท้า เจ้าไม่สามารถปกป้องขนมของเจ้าได้ และไม่สามารถปกป้องตัวเองได้”
“อืม…”
“แต่จำไว้ว่าเจ้ายังมีท่านพ่อ มีข้าและมีพี่ชาย พวกเราทุกคนจะคอยสนับสนุนเจ้าเสมอ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็อย่ากลัว มาหาพวกเราได้ทันที พวกเราจะช่วยเจ้าเอง เข้าใจไหม?”
“ท่านน้า…” โม่เจิ้งหนานเงยหน้ามองนาง น้ำตาไหลนอง
ซ่งจินเหยาเอ่ยถาม “เจ็บมากไหม? คราวหน้าหากสู้ไม่ได้ก็วิ่งหนีนะ ขนมไม่ได้สำคัญขนาดนั้น หากเจ้าชอบ วันหลังข้าจะซื้อให้อีก แต่ถ้าเจ้าบาดเจ็บ พวกเราทุกคนจะเป็นห่วง”
โม่เจิ้งหนานเช็ดน้ำตา หัวเราะออกมาทั้งที่ยังสะอื้น "อืม ตกลง ข้า...ข้าไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้น ท่านน้า ข้าจะบอกให้ พวกนั้นตีข้าเจ็บมาก แต่ข้ามีวิธีจัดการ ข้าทำให้พวกเขาชนกันเอง ต้าจูก็เลยกลิ้งตกเนินเขาไปและกระแทกกับหินเข้าพอดี พวกเขาหลายคนก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้าสักเท่าไรเลย!”
ด้วยเหตุนี้ ซ่งจินเหยาจึงตระหนักได้ว่า เหตุใดอาการบาดเจ็บของต้าจูจึงดูเหมือนถูกชนมากกว่าจะถูกตี และทำไมเด็กโตพวกนั้น ถึงแม้จะรวมตัวกันเผชิญหน้ากับโม่เจิ้งหนานตัวน้อยที่ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ก็ยังได้รับบาดเจ็บกลับไปอยู่ดี
นางหัวเราะ "เจิ้งหนาน เจ้านี่ก็ฉลาดจริง ๆ"
โม่เจิ้งหนานผายอกอย่างภาคภูมิใจ แต่เมื่อบาดแผลดึงรั้ง เขาก็ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด รีบจัดท่าทางให้ถูกต้องและไม่ขยับตัวอีก
“โชคดีที่เช้านี้ข้าซื้อยามาให้พี่ชายของเจ้าแล้ว เราจะใช้บางส่วนกับเจ้าด้วย ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้น ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอในเมือง”
“ท่านพ่อ…”
เสียงของโม่ซีซีตัวน้อยดังขึ้น ซ่งจินเหยาเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นโม่หงเชินขับเกวียนเทียมลาเข้ามาพอดี
เนื่องจากย้อนแสง ทำให้มองเห็นใบหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ทุกคนเหมือนจะรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมารอบตัวของเขาได้ โม่เจิ้งหนานที่เพิ่งหัวเราะได้เมื่อครู่นี้ ตอนนี้กลับรีบหดตัวและวิ่งไปหลบอยู่หลังซ่งจินเหยา
.
.
.
[1] เดิมคนไร้ซึ่งความผิด แต่เพราะมีหยกจึงถูกกล่าวโทษ (匹夫無罪,懷璧其罪) (pǐ fū wú zuì, huái bì qí zuì) สำนวนนี้สื่อว่า บางครั้งการเป็นเจ้าของสิ่งมีค่าหรือความสามารถพิเศษอาจนำภัยมาสู่ตัวเองได้ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม
[2] สี่ตำราและห้าคัมภีร์ (四書五經) (Sìshū Wǔjīng) เป็นชุดหนังสือคลาสสิกของลัทธิขงจื๊อที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษาของชนชั้นสูงในจีนโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ราชวงศ์และขุนนาง การศึกษาสี่ตำราและห้าคัมภีร์นี้มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังคุณธรรม ความรู้ และความสามารถในการปกครองให้กับชนชั้นปกครอง
.
.
.