ตอนนี้กัวเสี่ยวเล่อและผู้จัดการคนอื่นๆก็ได้เดินจากไปแล้ว หัวหน้าคนนั้นก็ถอนหายใจออกมา
เขาหันไปมองทางซูฮ่าวก่อนก้มหน้าแล้วถามว่า “คุณซู ตอนนี้คุณยังต้องการอะไรอีกหรือไม่?”
หากเป็นคนอื่นเขาจะต้องให้พนักงานต้อนรับมาดูแลแทนแล้วแต่คนที่อยู่ตรงหน้าคือผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธาน นอกจากตัวเขาเองแล้วเขาไม่วางใจให้ใครมาบริการเด็ดขาด
ซูฮ่าวหันกลับมามองเย่จื่ออี๋แล้วพูดกับหัวหน้าว่า “เพื่อนของฉันต้องการจัดงานเลี้ยงรุ่นช่วยพาพวกเราไปที่ห้องส่วนตัวระดับคิงที”
“ได้ครับๆคุณซูและคนอื่นๆ ได้โปรดตามผมมา” หัวหน้าพยักหน้าแล้วเดินนำไปที่โซนลิฟต์พร้อมกดลิฟต์ที่ไม่ใช่สำหรับลูกค้า
“คุณเย่ไปกันเถอะ ไปเรียกเพื่อนร่วมชั้นของคุณมาด้วย เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงเอง” ซูฮ่าวหันกลับมามอง แล้วผายมือให้แก่เย่จื่ออี๋ก่อนจะหันไปหาฟั่นถ่งแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้จัดการฟั่นก็มาด้วยกันเถอะมาตีเนียนดื่มกินในห้องส่วนตัวระดับคิงแบบฟรีๆ ฉันเชื่อว่าคุณคงไม่รังเกียจ ใช่ไหม?”
ทันทีที่สิ้นเสียงฟั่นถ่งก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงจนปวดแสบปวดร้อน
แก้แค้น!
นี่เป็นการแก้แค้นแน่นอน!
ก่อนหน้านี้เขาเคยด่าซูฮ่าวว่าติดตามเย่จื่ออี๋มาตีเนียนกินฟรีแต่ในตอนนี้ซูฮ่าวกลับหยิบแบล็คการ์ดของท่านประธานออกมา เขาจึงเข้าใจแล้วว่าเดิมทีอีกฝ่ายไม่สนใจเรื่องกินดื่มอะไรพวกนี้ด้วยซ้ำ
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการที่เขาดูถูกซูฮ่าวไปก่อนหน้านี้ มันกลายเป็นเรื่องที่โง่เง่ามาก
เขามองไปทางเพื่อนร่วมชั้นที่เย่อหยิ่งโดยหวังว่าอีกฝ่ายจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ แต่คิดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายจะติดตามซูฮ่าวไปในทันทีโดยที่ไม่ได้มองมาที่เขาเลย
แม่มันเถอะ ไอ้พวกกิ้งก่าเปลี่ยนสี!
“สามารถเข้าไปที่ห้องส่วนตัวระดับคิงต่อให้ถูกพูดว่ามาตีเนียนกินฟรีแล้วมันจะทำไม?” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆฟั่นถ่งพยายามโน้มน้าวใจตัวเองให้ได้มากที่สุด แล้วเดินติดตามทุกคนไปด้านหลัง
หลังจากผ่านมาสักพักหัวหน้าก็นำทุกคนมาที่ชั้นบนสุดของร้านอาหารเทียนเฉิน
เมื่อผลักบานประตูคริสตัลของห้องส่วนตัวระดับคิงเข้าไปแล้วสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขาคือห้องที่หรูหรา กว้างขวาง บนเพดานมีโคมไฟแชนเดอเลียร์ที่หรูหราประดับอยู่แสงสะท้อนทุกมุมราวกับภาพฝัน
โต๊ะและเก้าอี้สไตล์ยุโรปหรูหรางดงามบาร์ขนาดเล็กเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ออร่าของคนชนชั้นสูงแผ่กระจายออกมา
โต๊ะทุกตัวล้วนมีเครื่องลายครามสีขาววางอยู่ภายในแจกันมีดอกกุหลาบสีชมพูบานสะพรั่งงดงามประดับอยู่ซึ่งมันเข้ากับบรรยากาศอันหรูหราได้อย่างลงตัว
เสียงแซกโซโฟนดังคลออยู่ภายในร้านอาหารอย่างแผ่วเบาเหมือนกับควันที่ไร้รูปร่างแต่กลับกระจายไปทั่ว ก่อนจะครอบงำจิตใจของผู้มาใหม่อย่างเชื่องช้าทำให้จิตใจที่ประหม่าและร้อนรุ่มสงบลง
“เอื้อก!” เมื่อทุกคนกวาดสายตามองห้องส่วนตัวระดับคิงทุกคนก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอเสียงดัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
หรูหรา!
แบบนี้มันหรูหราเกินไปแล้ว!
สามารถมาทานข้าวในสถานที่ที่หรูหราขนาดนี้ได้แม้กระทั่งฝันพวกเขาก็ยังไม่กล้าฝัน!
ขนาดฟั่นถ่งก็ยังอดที่จะสูดลมหายใจเย็นๆเข้าปอดไม่ได้
แม้เขาจะเคยได้ยินจากปากของซุนฮุยมาแล้วว่าห้องส่วนตัวระดับคิงนั้นหรูหราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเก้าอี้หรือเครื่องใช้อื่นๆของแต่ละชิ้นต้องใช้เงินเก็บทั้งชีวิตของคนธรรมดาถึงจะสามารถซื้อของชิ้นนี้ได้แต่เมื่อเขาได้มาเห็นห้องส่วนตัวระดับคิงด้วยตาตนเองแล้วเขาก็ยังรู้สึกตกใจมากอยู่ดี
มิน่าล่ะถึงถูกเรียกว่าห้องส่วนตัวระดับคิงอุปกรณ์ทั้งหมดของที่นี่ทำมาเพื่อคิงโดยเฉพาะ
“คุณซูกรุณารอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะรีบเรียกเชฟมาเสิร์ฟอาหารให้ทันที” ใบหน้าของหัวหน้าประดับด้วยรอยยิ้มการค้าเขาโค้งตัวทำความเคารพ แล้วเดินออกไปด้านนอก ก่อนจะติดต่อให้พนักงานและพ่อครัวขึ้นมา
ซูฮ่าวพยักหน้า ก่อนจะนั่งลงที่ด้านข้างของเย่จื่ออี๋
คนที่เหลือยังคงตื่นเต้นยินดีพวกเขาหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปแล้วลงรูปอวดในโมเมนต์วีแชต
ความจริงแล้วเย่จื่ออี๋ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับห้องส่วนตัวระดับคิงนี้เลยเพราะความหรูหราเหล่านี้ยังห่างชั้นจากบ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นอีกไกล
เจ้าหญิงที่อยู่ในวังทุกวันเธอจะรู้สึกประหลาดใจกับป้อมปราการได้อย่างไร?
สิ่งที่เธอสนใจก็คือซูฮ่าวที่นั่งอยู่ด้านข้าง
เธอรู้เพียงแค่ว่าซูฮ่าวเป็นคู่หมั้นของไป๋เหวินหลิงประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวข่าวลือที่บอกว่า เขาเป็นคนไม่ทำงานทำการ เป็นคุณชายที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแน่นอนว่าหลังจากที่เธอได้รู้จักกับเขาเธอก็ไม่ให้ความสนใจกับข่าวลือเหล่านั้นไปนานแล้ว
แต่นอกจากเรื่องนี้ เธอก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับซูฮ่าวอีกเลย
ดังนั้นวันนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ซูฮ่าวเปิดเผยฐานะที่ไม่ธรรมดาต่อหน้าเธอ
ชื่อของหวางเฉิงเทียนเธอเคยได้ยินมาก่อนและยังรู้ด้วยว่าเขามีอำนาจสูงสุดภายในฉวนโจว การที่อีกฝ่ายมีแบล็คการ์ดของท่านประธาน นั่นหมายความว่าซูฮ่าวกับหวางเฉิงเทียนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา
ถ้าอย่างนั้นคำถามคือ ซูฮ่าวซ่อนฐานะอะไรไว้อีกบ้าง?
“คุณเย่เป็นอะไรไปหรือ?” เมื่อเห็นว่าเย่จื่ออี๋จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ซูฮ่าวก็รู้สึกมึนงงไปเล็กน้อย
“ไม่…ไม่มีอะไร” เย่จื่ออี๋ใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะเบี่ยงสายตาออกไปแล้วถามขึ้นว่า “คุณซูทำไมคุณถึงมีแบล็คการ์ดของท่านประธานได้ล่ะ?”
“คือว่า… ” ซูฮ่าวชะงักไปเล็กน้อย
ครั้งที่แล้วพนักงานของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวได้ล่วงเกินหวางเฉิงเทียนที่ศาลาซวีสุ่ยหลานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เขาจึงต้องโทรหามู่หรงฉินทำให้หวางเฉิงเทียนได้รับแรงกดดันมากขึ้น แบล็คการ์ดของท่านประธานใบนี้ หวางเฉิงเทียนก็ได้ส่งมาให้เขาเพื่อแทนคำขอโทษ
เดิมทีเข้าได้มอบแบล็คการ์ดของท่านประธานให้กับไป๋เหวินหลิงแต่เมื่อบริษัทของเธอกลับคืนสู่สภาพปกติสถานะของเธอก็แข็งแกร่งจนไม่ต้องพึ่งบัตรใบนี้ในการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ดังนั้นเธอจึงคืนมาให้เขา
ในเรื่องนี้มีน้อยคนนักที่จะรู้แต่เมื่อเย่จื่ออี๋ถามขึ้นมา เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
“ไม่เป็นไรค่ะคุณซูคุณไม่ต้องตอบแล้ว ฉันแค่รู้สึกสงสัยเล็กน้อยเท่านั้น” เธอเห็นว่าซูฮ่าวมีท่าทางลังเลเย่จื่ออี๋จึงรีบโบกมือปฏิเสธ
เธอไม่ใช่คนที่ชอบซักไซ้ไล่เลียงในเมื่อซูฮ่าวไม่อยากพูด เธอก็ไม่บังคับอีกฝ่าย
“คุณซูฉันเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ซื้อกล่องดินสอให้กับเฉียวเฉี่ยวเลยคุณรอฉันสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันจะไปห้างที่ด้านข้างหน่อย”
“โอเค” ซูฮ่าวชะงักไปแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรหลังจากที่เย่จื่ออี๋ออกไปแล้ว เขาก็ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ
ด้านนอกมีเชฟที่กำลังจัดเรียงอาหารเข้ามาในห้องส่วนตัวระดับคิงอาหารทุกชนิดส่งกลิ่นหอมยั่วยวน ทำให้น้ำย่อยของทุกคนเริ่มทำงาน
แม้ว่าพวกเขาจะอยากลองชิมอาหารมากแต่เจ้ามืออย่างซูฮ่าวไปห้องน้ำพวกเขาก็ไม่กล้าแตะต้องอาหารในขณะที่อีกฝ่ายยังไม่มาดังนั้นทุกคนจึงทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังและรอจนกว่าซูฮ่าวจะออกมาจากห้องน้ำ
“เฮ้ๆๆ นายคิดว่าแบล็คการ์ดท่านประธานของคุณซูคนนั้นจะเป็นของเขาเองหรือเปล่า?” ในขณะที่ว่างไม่มีอะไรทำผู้ชายหลายคนก็คาดเดาขึ้นมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ฉันว่าไม่ใช่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงเด็กอายุยี่สิบกว่า เขาจะมีแบล็คการ์ดท่านประธานที่หวางเฉิงเทียนมอบให้กับตนเองได้อย่างไร? ฉันว่าเขาอาจจะเก็บบัตรใบนี้มาได้หรือไม่ก็เป็นบัตรของเย่จื่ออี๋ ไม่ว่าอย่างไรเย่จื่ออี๋ก็ขับรถลัมโบร์กินี เรเบนตัน เกรงว่าฐานะของเธอจะไม่ธรรมดา”
อีกคนหนึ่งคล้อยตามด้วยความริษยา “ฉันเองก็คิดแบบนั้นไม่แน่ว่าคุณซูคนนี้อาจจะเป็นเด็กเลี้ยงของเย่จื่ออี๋ เฮ้อฉันก็อยากถูกเลี้ยงเหมือนกันนะ หลายปีที่ผ่านมานี้ฉันทำงานเหนื่อยมากสุดท้ายก็ได้แค่หาเงินเลี้ยงชีพตัวเอง ฉันไม่อยากจะพยายามแล้วอยากให้มีคนรวยมาช่วยฉัน!”
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆที่ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา
ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็เหมือนกับสุนัขตัวหนึ่ง
“อย่าว่าแต่นายเลยฉันก็คิดไม่ถึงว่าเย่จื่ออี๋จะมีงานอดิเรกในการเลี้ยงเด็กแบบนี้ ตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยเธอดูสะอาดบริสุทธิ์ราวกับดอกบัวขาว1!”
“เหอะๆผู้หญิงเหล่านี้ชอบเสแสร้งอยู่แล้ว แต่บนเตียงกลับกรีดร้องเสียงดังมากกว่าใครภรรยาของเพื่อนฉันก็เป็นแบบนี้ชอบแอบไปหาผู้ชายผิวดำที่มีกระปู๋ใหญ่และทำเรื่องอย่างว่าเก่งเธอไม่ชอบที่เพื่อนของฉันไม่สามารถทำให้เธอถึงใจได้และเย่จื่ออี๋ก็น่าจะยังไม่พอใจในเรื่องนี้”
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะต้องหาผู้ชายที่กำยำอย่างฉันสิซูฮ่าวคนนั้นตัวผอมบาง แค่โดนลมก็ปลิวแล้วมองเพียงครู่เดียวก็รู้แล้วว่าเขาเป็นโรคไตบกพร่อง ไม่เสร็จภายในห้านาทีก็เก่งมากแล้ว”
“รสนิยมส่วนตัวน่ะสังคมในตอนนี้ ชายชาย หญิงหญิงต่างยอมรับกันได้หมดแล้วยังจะมีอะไรที่เป็นไปไม่ได้กัน”
………………..
เสียงซุบซิบดังขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าเสียงนั้นจะเบา แต่ทุกคนก็ได้ยิน
“พอแล้วอย่าคิดว่าซูฮ่าวกับเย่จื่ออี๋ไม่อยู่แล้วพวกนายจะสามารถพูดจาไร้สาระทำร้ายคนอื่นได้” รุูมเมทเสี่ยวฟังและคนอื่นๆพูดขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจ และมีใบหน้าเย็นชา
นี่ไม่ได้เจอกันแค่หนึ่งปีแม้กระทั่งเพื่อนในสมัยมหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว เขาเริ่มดูถูกคนอื่นและประจบประแจงเอาหน้า งาช้างไม่งอกออกจากปากสุนัข2
อีกทั้งพวกเขายังสงสัยว่าแบล็คการ์ดท่านประธานนี้เป็นของซูฮ่าวหรือไม่ทั้งๆ ที่ตนเองก็ใช้บัตรของอีกฝ่ายเข้ามาในห้องเพื่อกินฟรี พวกเขาควรจะพูดขอบคุณสิไม่ใช่พูดจาให้ร้าย ริษยา และสงสัยคนอื่น
“เฮ้ๆๆ เสี่ยวฟัง ปากมันก็อยู่บนตัวของฉัน เธออย่ามายุ่งไม่เข้าเรื่องได้ไหม” เมื่อโดนผู้หญิงคนหนึ่งสั่งสอนแบบนี้กลุ่มที่ซุบซิบนินทาก็เก็บสีหน้าของตนเองไม่อยู่แล้ว
“นั่นสิเธอมาพูดจาทำตัวดี แต่ความจริงแล้วเธอก็คิดแบบนั้นใช่ไหมล่ะ!”
“พวกนาย… ” เสี่ยวฟังได้ยินดังนั้นก็โกรธจนหน้าเขียว
เพื่อนร่วมชั้นโง่เง่าเห็นดังนั้น ก็รีบพูดคลี่คลายสถานการณ์ “ทุกคนอย่าทะเลาะกันเลยนะ ใจเย็นๆ กันหน่อยเดี๋ยวคุณซูเข้ามาได้ยินคำพูดแบบนี้ เขาอาจจะโกรธเอาได้นะ เมื่อถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะร้ายแรงขนาดไหน”
ทันทีที่สิ้นเสียงทุกคนก็เงียบปากและไม่ได้พูดอะไรอีก
เพียงคำพูดเดียวก็สามารถทำให้พนักงานต้อนรับกัวเสี่ยวเล่อเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการได้เห็นได้ชัดว่าแบล็คการ์ดของท่านประธานพิเศษขนาดไหนคนแบบนี้ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะยั่วโมโหได้
ผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้พูดอะไรแต่ดวงตาของพวกเธอกลับเปล่งประกาย
หากพวกเธอสามารถเอาชนะใจซูฮ่าวได้ถ้าอย่างนั้นทั้งชีวิตนี้ก็จะมีแต่ความหรูหรามั่งคั่ง บ้านหรูรถหรูก็มีทั้งหมดและมีฐานะที่คนธรรมดาไม่สามารถเทียบเคียงได้
ยิ่งคิดมากเท่าไรภายในแววตาของพวกเธอก็มีความร้อนแรงลุกโชนขึ้น จนแทบอยากจะพุ่งตัวเข้าไปที่ห้องน้ำแล้วปลดเปลื้องเสื้อผ้าของซูฮ่าวภายในนั้น
เมื่อฟั่นถ่งที่นั่งอยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้นใบหน้าที่ย่ำแย่ของเขาก็กลับกลายมาเป็นปกติ
ถูกต้องก็เป็นอย่างที่เพื่อนร่วมชั้นเหล่านั้นพูดนั่นแหละ เสื้อผ้าของซูฮ่าวไม่หรูหราไม่ได้มีออร่า แล้วจะเป็นเจ้าของแบล็คการ์ดของท่านประธานได้อย่างไร
ส่วนเย่จื่ออี๋แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีเงินแต่แบล็คการ์ดของท่านประธานใบนี้ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินก็สามารถได้มาดังนั้นบัตรใบนี้อาจจะไม่ใช่ของเธอ
“เมื่อกี้นี้คนแซ่ซูทำฉันเจ็บช้ำมากฉันจะต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมาให้ได้” ฟั่นถ่งกัดฟันและพิจารณาอย่างละเอียด ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็สว่างวาบ
เขาจำได้ว่าซุนฮุยมีเบอร์โทรศัพท์ของหวางเฉิงเทียนปกติแล้วเขาก็จะติดต่องานกับหวางเฉิงเทียนเป็นประจำ แค่คิดก็รู้แล้วว่าใครที่เป็นเจ้าของแบล็คการ์ดของท่านประธานตัวจริง
หากเขามั่นใจได้ว่าแบล็คการ์ดของท่านประธานใบนี้ไม่ใช่ทั้งของซูฮ่าวและเย่จื่ออี๋ถ้าอย่างนั้นเขาก็มีโอกาสตอบโต้ชายหญิงสารเลวคู่นี้แล้ว
แต่ถ้าบัตรใบนี้เป็นของหนึ่งในสองคนนี้เขาจะก็พาทั้งสองคนนี้ไปทำความรู้จักกับซุนฮุยเมื่อถึงตอนนั้นซุนฮุยจะต้องซาบซึ้งในบุญคุณของเขาและมอบผลประโยชน์ที่มากกว่านี้ให้เขาแน่นอน
เงื่อนไขนี้มีแต่ได้ไม่มีเสีย!
เมื่อคิดได้ดังนั้นฟั่นถ่งก็รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาทันทีและส่งข้อความไปหาซุนฮุย…
………………..
1ดอกบัวขาว (白莲花) เป็นคำแสลงจีน หมายถึงผู้หญิงที่ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง
2งาช้างไม่งอกออกจากปากสุนัข (狗嘴里吐不出象牙) หมายถึงเรื่องดีๆ จากปากคนเลว