คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 44 การหวนคืนของมันโภคัย

    ผืนทะเลส่องประกายระยิบระยับยามเมื่อต้องแสงแรกแห่งอรุณรุ่ง ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียง ก้าวเดินช้าๆ มายังหาดทรายด้านหน้าหมู่บ้าน เพื่อส่งเสด็จราชามันตรา และราชินีมันปนิตา ก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทาง

    “หม่อมฉันมีของสิ่งหนึ่ง อยากมอบให้ทั้งสองพระองค์ไว้ใช้ป้องกันตัว” กล่าวจบหญิงชราก็ยกมือขึ้น หยิบยันต์โปร่งใสที่เก็บอยู่ในแหวนมิติออกมา อักษรสีทองบนแผ่นยันต์ส่องประกาย ราวกับแสงดาวกลางท้องฟ้าในยามราตรี

    “ยันต์นี้ เคยเป็นของที่เทพีน้ำค้างเหมันต์ ประทานไว้กับท่านปู่ของหม่อมฉัน” หญิงชรากล่าวพลางมอบให้ทั้งสองพระองค์คนละแผ่น “มันมีอานุภาพสูง สามารถคุ้มครองชีวิตทั้งสองพระองค์ได้ ในแดนมนุษย์นี้ มีอยู่เพียงสองแผ่นนี้เท่านั้น ที่สำคัญคือ เมื่อใช้แล้วมันจะสลายหายไปภายในครึ่งชั่วยาม”

    นางเงยหน้ามองทั้งคู่ด้วยแววตาจริงจัง “ยันต์นี้มีโอกาสใช้ได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นทั้งสองพระองค์ควรใช้ในยามคับขันเท่านั้น เวลาจะใช้ให้โยนยันต์นี้ใส่ศัตรูแล้วรีบหนีทันที”

    ราชามันตรารับยันต์มากุมไว้ในมือพลางยิ้มบางๆ “เราซาบซึ้งใจยิ่งนัก ท่านผู้เฒ่า”

    ราชินีมันปนิตายกยันต์ขึ้นมาแนบอก “พวกเราจะเก็บรักษายันต์นี้ไว้อย่างดีที่สุด ขอบคุณท่านจริงๆ” นางกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ท่านผู้เฒ่า โปรดดูแลสุขภาพด้วย”

    หญิงชราส่ายหน้าพร้อมหัวเราะเบาๆ “ยายแก่เช่นหม่อมฉัน ไม่ตายง่ายๆ หรอกเพคะ ทั้งสองพระองค์รีบไปเถิด”

    ราชามันตราหันไปกล่าวกับพระราชินี “ไปเถิด…อาณาจักรสุริยันจันทรารอเราอยู่”

    ทั้งสองกุมมือกันแล้วเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังทวีปกลาง ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียงมองตามด้วยรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความปลาบปลื้มใจ “ไม่นึกเลยว่าคนที่เคยเป็นศัตรูกัน วันนี้จะกลายมาเป็นคู่รักที่มั่นคงถึงเพียงนี้” สายลมยามเช้าโอบไล้ชายหาด เสียงคลื่นกระซิบแผ่วราวกำลังร้องเพลงสรรเสริญเรื่องราวความรักครั้งนี้…

    ราชามันตราและราชินีมันปนิตาค่อยๆลดระดับความสูงลงมาจากฟากฟ้า แรงลมพัดกรูเข้ามากระทบสองร่างจนเสื้อผ้าปลิวสะบัด เมื่อเท้าแตะพื้นถนนหินที่ทอดยาวหน้าคฤหาสใหญ่ สายตาของทั้งสองก็พบกับป้ายที่มีข้อความว่า คฤหาสตระกูลหวัง  ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่ทำการค้ามาหลายชั่วอายุคน นับได้ว่าเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรสุริยันจันทราเลยทีเดียว

    แต่สิ่งที่ทั้งสองเห็นตรงหน้า กลับมิใช่ความคึกคักดังเช่นครั้งก่อน หากแต่เป็น ความเงียบงัน ที่เย็นเยียบและน่าขนลุก ประตูบ้านเรือนตลอดสองฟากถนนปิดสนิท ไร้แสงจากโคมไฟ ไร้เสียงผู้คน แม้แต่สุนัขจรจัดที่ปกติมักจะเห่าหอนใส่ผู้มาเยือนก็ไม่ปรากฏแม้แต่เพียงเงา

    ราชินีมันปนิตาขมวดคิ้ว พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ “เมืองใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงเงียบราวกับเมืองร้าง...” นางกล่าวอย่างแผ่วเบาด้วยความระแวดระวัง

    กลิ่นคาวโลหิตเจือกลิ่นกำมะถันลอยมากับสายลม ราชามันตรากำด้ามกระบี่ในมือไว้แน่น สายตาคมกริบจับจ้องไปยังคฤหาสน์ตระกูลหวังที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แต่กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าเย็นเยียบ ราวกับกำแพงสูงนั้นมิได้ปกป้องทรัพย์สมบัติ หากแต่กักขังบางสิ่งอันชั่วร้ายเอาไว้

    เมื่อทั้งสองก้าวเข้าใกล้ประตูใหญ่ กลับพบว่า บานประตูไม้โอ๊กหนาทึบถูกเปิดแง้มค้างไว้ โดยไร้ซึ่งเงาของยามเฝ้าประตู สิ่งนี้เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับตระกูลการค้าผู้มั่งคั่งเช่นนี้

    ราชามันตราเอื้อมมือผลักประตูช้าๆ บานไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังสะท้อนก้องในความเงียบงัน ขณะเดียวกัน ความเย็นยะเยือกประหนึ่งกำลังเหยียบย่างเข้าสู่ถ้ำปีศาจก็ถาโถมเข้ามา

    “เสด็จพี่รู้สึกหรือไม่...เพคะ” ราชินีมันปนิตาเอ่ยเสียงเบา ทว่ามือเรียวกลับกำพัดประจำกายแน่นจนสั่น

    “กลิ่นอายปีศาจ... ชัดเจนยิ่งนัก” ราชามันตราตอบ พลางเหลือบตามองภรรยาของตน “แต่ถึงอย่างไร เราต้องติดตามคัมภีร์กลับมาให้ได้ มันจะต้องอยู่ที่นี่แน่ๆ”

    ทั้งสองสบตากันแล้วก้าวเท้าข้ามผ่านบานประตูเข้าสู่เขตตระกูลหวัง ทันทีที่ก้าวพ้นบานประตู เสียงลมที่เคยพัดก็พลันหายไปสิ้น ราวกับทั้งโลกถูกดูดกลืนเข้าสู่ความเงียบงันอันลึกลับ

    ณ อาคารคลังสมบัติตระกูลหวัง เงาสีดำจากภายนอกอาคารพุ่งไปภายในอย่างรวดเร็ว มันมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ร่างเงาสูงใหญ่สีดำไร้ซึ่งรูปร่างหน้าตา "นายท่าน... มีผู้บุกรุกเข้ามา"

    "ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา… ข้ากำลังอยากคุยกับพี่ชายข้าอยู่พอดี ในเมื่อเขากล้ามาพบข้าเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ควรให้เขาได้กลับออกไปอีก ฮ่าๆๆๆ" ร่างนั้นกล่าวด้วยเสียงโหยหวน

    ราชามันตรากับราชินีมันปนิตา ก้าวเดินมาถึงลานหินที่ทอดตรงเข้าสู่อาคารคลังสมบัติ เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังก้องในความเงียบ ราวกับว่าทั้งเมืองกลายเป็นบ้านตุ๊กตาที่ไร้สิ่งมีชีวิต กลิ่นอายปีศาจที่แผ่ซ่านรอบบริเวณยิ่งชัดเจนขึ้นในทุกย่างก้าว

    “เสด็จพี่ น้องรู้สึกเหมือนมีสายตานับร้อย กำลังจ้องมองพวกเราจากเงามืด” มันปนิตากล่าวเสียงแผ่ว แววตากวาดมองไปรอบๆ แต่พบเพียงกำแพงเงียบงันและความมืดเท่านั้น

    แต่ถ้าสังเกตดีๆ เงามืดนั้นหาใช่เงาที่เกิดจากธรรมชาติไม่ เพียงแต่เกิดจากการรวมตัวของเงาที่มีรูปแบบคล้ายเงาคนจำนวนมากมารวมกัน

    ราชามันตรากระชับกระบี่ในมือแน่น “ระวังตัวไว้ นี่มิใช่กลิ่นอายปีศาจธรรมดา… มันเหมือนวิญญาณจำนวนมาก ที่ถูกชักนำมารวมกันที่นี่โดยเจตนาของใครบางคน”

    เมื่อก้าวมาถึงเบื้องหน้าตัวอาคารคลังสมบัติ ตึกใหญ่โตตั้งตระหง่านเสมือนภูผาท่ามกลางเงามืด ประตูเหล็กสีดำบานใหญ่ แง้มออกเล็กน้อยเบื้องหน้า ราวกับคำเชิญชวนให้ผู้มาเยือนก้าวเข้าสู่ห้วงลึกแห่งความลับที่แฝงเร้นอยู่ภายใน

    ราชินีมันปนิตาเหลือบมองราชามันตรา ฝ่าบาทพยักหน้าเล็กน้อยพอเป็นสัญญาณ นางจึงเอื้อมมือผลักบานประตูให้เปิดออก

    แอ๊ดดดด…

    เสียงบานพับโลหะโบราณเสียดสีกันดังสะท้อนก้องในความรู้สึก ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับกลิ่นอับชื้น เมื่อบานประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นเพียงความมืดทึบที่คล้ายจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งอยู่เบื้องหน้า ทันทีที่ทั้งสองก้าวพ้นธรณี บานประตูก็ปิดลงโดยพลัน

    ปัง!

    ราชามันตราหันกลับไป ใช้พลังผลักอย่างเต็มแรง แต่บานประตูกลับแน่นหนาดั่งภูผา ไม่แม้แต่จะสั่นไหวท“ดูเหมือนว่า… เราจะไม่มีทางถอยอีกแล้ว” เสียงของเขาหนักแน่น แต่แฝงความกังวลที่ยากจะปิดบัง

    มันปนิตาก้าวเข้ามาใกล้ จับมือของเขามากุมไว้อย่างอ่อนโยน แววตาแน่วแน่เปล่งประกายท่ามกลางความมืด “ตราบใดที่เรายังอยู่เคียงกัน น้องก็ไม่หวั่นเกรงสิ่งใดทั้งนั้น” คำพูดนั้นทำให้ความกลัวที่โอบรัดอยู่รอบตัวคลายลงไปชั่วขณะ ทั้งสองจึงพากันก้าวเดินลึกเข้าไปทีละก้าว

    ความมืดค่อยๆ เปิดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน เบื้องหน้าคือบ่อกลมขนาดมหึมา เพลิงสีดำพวยพุ่งขึ้นสูง เสียงแตกเปรี๊ยะของเปลวเพลิงดังราวกับปีศาจกำลังหัวเราะเย้ยหยัน แผ่ไอร้อนระอุออกมาแผดเผา  กลิ่นอายปีศาจภายในสถานที่นี้ก็ยิ่งชัดเจนกว่าเดิมหลายเท่า

    แต่ท่ามกลางเพลิงนรกนั้น… กลับมี ภาชนะรูปร่างคล้ายน้ำเต้าใบใหญ่ ลอยอยู่กลางบ่อ เปล่งแสงเรืองรองบางเบา แสงนั้นเต้นเป็นจังหวะดังหัวใจกำลังเต้น พลังปฐมวิญญาณแผ่วเบาลอยออกมาให้สัมผัสได้

    ราชามันตราดวงตาหรี่ลง เพ่งมองอย่างระแวดระวัง “คัมภีร์ปฐมวิญญาณ… ต้องอยู่ในนั้นแน่”

    แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไป เงาดำสูงใหญ่พลันก่อตัวขึ้นเหนือเปลวเพลิง รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ไร้เค้าโครงชัดเจน จากนั้นเพียงชั่วลมหายใจ เงานั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นร่างชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำ ดวงตาสีโลหิตลุกวาบราวเปลวไฟจากขุมนรก

    “ฮ่าๆๆ… ในที่สุดท่านก็มาซะทีนะพี่ชาย ผู้เป็นสุดที่รักของข้า” เสียงนั้นดังจนสั่นสะเทือนไปทั้งห้อง ราชามันตราชะงัก “มันโภคัย… เป็นเจ้าเองหรือ? เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าถึงอยู่ในสภาพนี้”

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3) ที่คุณอ่าน

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.13M 4052
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405