สามเดือนผ่านไปในพริบตา ความเงียบสงบปกคลุมทั่วแดนตะวันตก ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ดินแดนนั้นอีกต่อไป ข่าวลือชั่วร้ายเกี่ยวกับนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมของทวีปเทียนหยวน ทั้งคำกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นพวกที่ฆ่าคนไม่เลือก จับคนไปทำเป็นยา หรือการทำลายล้างที่ไร้ความปรานี ข่าวลือเหล่านี้ถูกสาดใส่จนความน่ากลัวของนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจหลายแห่งเสียอีก
ในทุกที่ที่ข่าวลือเหล่านี้แพร่กระจาย ความหวาดกลัวได้ก่อตัวขึ้นในใจของผู้คนทั้งหลาย นิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นกลายเป็นกองกำลังสุดน่าชั่วร้ายแต่ข่าวลือก็เริ่มเงียบไปเมื่อพลังวิญญาณที่ไม่คุ้นเคยได้พุ่งแพร่กระจายไปทั่วทวีปเทียนหยวน ดั่งลมพายุที่แผ่กระจายไปในทุกทิศทาง ผู้คนรู้สึกถึงความตื่นเต้นและคิดว่านี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
หนึ่งในผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์กล่าวขึ้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“มันกำลังจะเริ่มแล้วสินะ……….ไปเรียกให้ทุกคนเตรียมตัวซะ”
“ทรัพยากรทั้งหมดต้องเป็นของพวกเรา..เท่านั้น”
“พวกเรากำลังแข็งแกร่งขึ้น…”
“ข้าทะลวงผ่านคอขวดได้แล้ว…”
หลังนั้นไม่นาน วิญญาณอมตะเข้ามาในเศษโลกนี้อย่างต่อเนื่อง หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว อาวุธ ยา สมุนไพร แร่ธาตุ และทรัพยากรอื่นๆ กำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เส้นเลือดวิญญาณทั้งหลายถูกยกระดับขึ้นเป็นระดับอมตะทั้งหมด ยกเว้นเส้นเลือดวิญญาณระดับต่ำ ที่กลายเป็นระดับสูงสุดแทน
บรรดานิกายต่างๆ ที่เคยรู้สึกดีใจกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น และความก้าวหน้าที่พวกเขาได้รับ กลับต้องเผชิญกับความน่ากลัวที่ไม่คาดคิด ทันใดนั้น เรือบินขนาดใหญ่ยักษ์ได้บุกเข้ามาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว พวกมันเข้าทำลายล้างนิกายเหล่านั้นอย่างไร้ความปรานี ปล้นทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่างที่มีค่าจากพวกเขาไปในทันที ความหวาดกลัวและโกลาหลแพร่กระจายไปทั่วเศษโลกนี้อย่างรวดเร็ว เหล่านิกายที่เคยแข็งแกร่งกลับถูกทำลายล้างหรือถอยหนีไปเป็นจำนวนมาก
สงครามการนองเลือดที่ไม่มีที่สิ้นสุดเริ่มปะทุขึ้นในทุกมุมของโลก ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มกลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยเลือดและร่างที่ไร้วิญญาณ หมู่บ้านที่เคยสงบสุขถูกทำลายเป็นเศษซาก มีแต่ความหวาดกลัวและความสูญเสียที่ครอบงำไปทั่วทุกแห่ง ยกเว้นดินแดนตะวันตก ดินแดนต้องห้ามที่มีนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นอาศัยอยู่ที่นั่นมีเพียงความสงบสุข
เสียงดังก้องกังวานไปทั่วโถงของนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่น ขณะที่ระบบประกาศการ อัพเกรด
[ระบบกำลังเข้าสู่การ อัพเกรด ใช้เวลา 24 ชั่วโมง]
เจียงหยุนที่ยืนอยู่กลางห้องโถงไม่ได้แสดงท่าทีสนใจ เขาหันหน้ามองออกไปยังความมืดมิดของทิวทัศน์ภายนอกและพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“โคลนสังสารวัฏ 10 ตัว ออกไปลาดตระเวนข้างนอก ห้ามให้ใครเข้ามาในดินแดนตะวันตกภายใน 1 วันนี้ ใครฝ่าฝืน...ฆ่าซะ”
เสียงของเจียงหยุนแผ่กระจายไปทั่วทั้งโถง สิ้นเสียงคำสั่ง เหล่าโคลนสังสารวัฏทั้งสิบตนซึ่งยืนรอคำสั่งอยู่ต่างทำความเคารพพร้อมกันในท่าที่ดุดัน
“รับทราบขอรับ!”
เสียงของพวกมันดังกึกก้อง ก่อนที่ร่างทั้งหมดจะหายวับไปในความมืดภายนอก ด้วยความรวดเร็วและไม่มีเสียงใดๆ เหลือไว้เบื้องหลัง
เจียงหยุนยิ้มเบาๆ พลางมองดูความเงียบสงบของโถงนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่น ก่อนจะหันไปหาโคลนสังสารวัฏที่ยืนคอยอยู่ข้างกาย เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยอำนาจ
“ตอนนี้กองกำลังของเราเป็นยังไงบ้าง?”
โคลนสังสารวัฏตอบเสียงดังฟังชัด ขณะยืนตรงด้วยท่าทีสง่างาม
“ตอนนี้ทั้งโคลนและคนในสำนัก รวมกันเรามีโคลนสังสารวัฏทั้งหมด 13 ตน แต่ละตนล้วนอยู่ในระดับจักรพรรดิสูงสุด และมีร่างกายเหนือศักดิ์สิทธิ์ถึง 3 ร่าง อีกทั้งยังมีร่างกายศักดิ์สิทธิ์อีก 3,310 ร่าง ซึ่งล้วนอยู่ในระดับจักรพรรดิสูงสุดทั้งหมด ทั้งจากโคลน เจ้าแห่งยอดเขาหรือศิษย์บางคน”
เจียงหยุนพยักหน้าอย่างพอใจ ขณะที่โคลนสังสารวัฏยังคงรายงานต่อไป
“นอกจากนี้ เรายังมีร่างกายจักรพรรดิอีก 108,834 ร่าง ซึ่งมีระดับจักรพรรดิตั้งแต่ขั้นที่ 3 ถึง จักรพรรดิระดับสูงสุด และยังมีร่างกายราชาจำนวน 902,480 ร่าง ซึ่งอยู่ในระดับกึ่งจักรพรรดิตั้งแต่ขั้นที่ 3 ถึง 9 เกือบทั้งหมดมาจากศิษย์ที่เข้ามาใหม่”
ขณะที่โคลนสังสารวัฏพูดต่อ
“และในที่สุด เรายังมีร่างกายสวรรค์มากกว่า 10 ล้านร่าง โดยที่ระดับต่ำสุดนั้นคือ ราชานักบุญขอรับ”
เจียงหยุนยิ้มเล็กน้อยพร้อมคิดว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงมากมายเพื่อเสริมสร้างพลังและกองกำลังของตน เขาใช้แต้มวายร้ายจากระบบจำนวนมหาศาลเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและขยายอำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เจียงหยุนเริ่มต้นด้วยการซื้อร่างศักดิ์สิทธิ์กว่า 2,000 ร่างและร่างกายจักรพรรดิอีก 100,000 ร่างจากระบบ เพื่อมอบให้กับเหล่าโคลนที่เป็นเจ้าแห่งยอดเขาทั้งหมดที่ยังไม่มีร่างกายศักดิ์สิทธิ์และพวกผู้อาวุโสต่างๆ การเสริมพลังนี้ใช้แต้มวายร้ายไปถึง 1,400,000 ล้านแต้ม ทว่าเขายังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขายังใช้แต้มวายร้ายอีก 200,000 ล้านเพื่อซื้อต้นกำเนิดร่างกายแห่งความว่างเปล่าถึง 206 ร่าง พร้อมวัสดุสำหรับปรุงยาเพื่อเตรียมการกลั่น
เจียงหยุนตัดสินใจที่จะทำการกลั่นต้นกำเนิดร่างกายแห่งความว่างเปล่ากับกระดูกทุกชิ้นในร่างกายของเขา ทั้ง 206 ชิ้น การกลั่นนี้ไม่เพียงแค่เสริมพลังให้กับเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการแทนที่กระดูกศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิม ด้วยกระดูกแห่งความว่างเปล่า เขาทำลายกระดูกศักดิ์สิทธิ์เก่าทิ้งไปทันที โดยไม่ลังเล และเริ่มกระบวนการหลอมรวมกระดูกแห่งความว่างเปล่าให้เข้ากับร่างกายของเขา
ผ่านไปไม่นาน เจียงหยุนได้หลอมรวมกระดูกแห่งความว่างเปล่าทั้ง 206 ชิ้นเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายจักรพรรดิอมตะแห่งความว่างเปล่า ส่งผลให้ความแข็งแกร่งของเขาพุ่งขึ้นไปจนถึงขีดสุด ความสามารถของเขาทวีคูณอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจะถูกขับไล่ออกไปด้วยพลังแห่งความว่างเปล่าที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ต่อมาคือหลังการทดสอบ 3000 เส้นทางสิ้นสุดลง ศิษย์แต่ละคนก็ได้เลือกยอดเขาที่เหมาะสมกับตนเองแล้ว ในแต่ละยอดเขาจะมีศิษย์ประมาณ 1,000 ถึง 4,000 คน และชุ่ยเมิ่งเลือกยอดเขาแห่งเสียงเพลง ในขณะที่หญิงชราเลือกยอดเขาเดียวกัน ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปที่ยอดเขาด้วยความตื่นเต้นและความสงสัยในใจ
ระหว่างที่เดินขึ้นยอดเขา หญิงชรากล่าวกับชุ่ยเมิ่ง
"คุณหนูเลือกถูกแล้วจริงๆ ที่มาอยู่นิกายนี้ ข้าไม่เคยเห็นที่ไหนที่มีการฝึกฝนอย่างเข้มงวดเช่นนี้มาก่อน การทดสอบ 3000 เส้นทางก็ช่างละเอียดอย่างน่าเหลือเชื่อ และยังมีรูปแบบเวลาที่แตกต่างจากที่ข้าเคยได้ยินมาอีกด้วย"
ชุ่ยเมิ่งพยักหน้าด้วยสีหน้าครุ่นคิด
"ใช่... นิกายนี้เริ่มจะน่ากลัวและแข็งแกร่งขึ้นในทุกวัน การฝึกฝนและบททดสอบทั้งหมดมันสามารถสร้างอัจฉริยะระดับสูงได้หลายคนแน่นอน"
ไม่นานจากนั้นทั้งสองเดินมาถึงยอดเขาแห่งเสียงเพลง พวกนางได้ยินเสียงขลุ่ยที่บรรเลงขึ้นมา เสียงนั้นไพเราะและอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยพลังอย่างน่าประหลาด ทันใดนั้น หญิงชรารู้สึกถึงกระแสพลังที่ทะลวงผ่านร่าง ทำให้นางทะลวงระดับไปสู่จักรพรรดิสูงสุดในทันที ส่วนชุ่ยเมิ่งเองก็สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงภายใน ร่างกายและจิตใจของนางถูกยกระดับขึ้นสู่ระดับนักบุญ
ศิษย์หลายคนที่มาพร้อมกับพวกนางก็ก้าวตามเข้ามาในพื้นที่นั้นด้วย เมื่อก้าวเข้ามา พวกนางพบหญิงสาวที่งดงามสง่า มีรูปร่างสมส่วน และดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงบสุข นางกำลังนั่งเล่นขลุ่ยอยู่ด้วยท่าทางที่อ่อนโยน ชุ่ยเมิ่งรู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้าของตนเอง หัวใจของนางเต้นแรงจนเกือบจะหลุดออกมาจากอก นางไม่เคยเห็นหญิงใดที่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย
หญิงสาวงามที่เล่นขลุ่ยอยู่นั้นหยุดบรรเลงและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
"ข้าขอแนะนำตัว ข้าคือเจ้าแห่งยอดเขาเสียงเพลง รุ่นที่หนึ่ง เมิ่งซี ต่อจากนี้ไป ฝากตัวด้วยนะ"
ทุกคนในที่นั้นดูเหมือนจะถูกมนต์สะกดอยู่ชั่วขณะ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ก่อนที่จะค่อย ๆ คุกเข่าลงแล้ว ทยอยตอบรับคำแนะนำของเมิ่งซี "ข้าฝากตัวเช่นกันขอรับ"
เมิ่งซียิ้มอย่างอ่อนโยน หัวเราะเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
"เอาล่ะ พวกเจ้า เลือกเครื่องดนตรีที่เจ้าจะฝึกกันเถอะ "
ต่อมา เจียงหยุน ยังเผาวิญญาณจักรพรรดิสูงสุดบางส่วน เพื่อเป็นตัวกระตุ้นในการสร้างรูปแบบเวลาของเขาเอง เพื่อเร่งเวลาให้กับเหล่าโคลนที่มีร่างกายศักดิ์สิทธิ์ได้เพาะปลูกจนถึงระดับสูงสุด
เจียงหยุนรู้สึกถึงพลังของตนที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ และเขาเริ่มทำการตรวจสอบและดึงความทรงจำบางส่วนจากเหล่าผู้อมตะที่ยอมทำลายการเพาะปลูกของตนเพื่อเข้ามาในเศษโลกใบนี้เพื่อปกป้องนายน้อยเหวิน
จากการตรวจสอบนั้น เขาได้พบข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับโลกเทียนหยวนที่แท้จริง และทำให้เขาเข้าใจระดับการเพาะปลูกและระบบต่าง ๆ ในโลกนั้นได้มากขึ้น โดยเขาได้ซักถามข้อมูลเพิ่มเติมจากปาจื้อ และจากการรวบรวมข้อมูล เจียงหยุนจึงทราบว่าในโลกเทียนหยวนที่แท้จริง การแบ่งระดับการเพาะปลูกมีทั้งหมด 12 ระดับ ได้แก่
กึ่งอมตะอมตะอมตะที่แท้จริงอมตะปฐพีอมตะสวรรค์อมตะแห่งความลับราชาอมตะนักบุญอมตะอมตะผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดกึ่งจักรพรรดิอมตะจักรพรรดิอมตะแต่ละระดับยังแบ่งออกเป็นสี่ขั้นย่อย: ต่ำ, กลาง, สูง, และสูงสุด
นอกจากนั้น เขายังได้เรียนรู้ว่าระดับทักษะในการฝึกตนและการต่อสู้ในโลกเทียนหยวนถูกแบ่งออกเป็นสี่ ประเภทหลัก คือ อมตะ, เต๋า, สูงสุด, และจักรพรรดิอมตะ และแต่ละประเภทก็มีการแบ่งออกเป็นระดับย่อยอีกสี่ขั้นเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ ต่ำ กลาง สูง ไปจนถึงสูงสุด
ระดับของอาชีพต่างๆ เช่น นักปรุงยาและนักจัดรูปแบบก็ถูกแบ่งออกเป็น อมตะ, สูงสุด, และจักรพรรดิอมตะ อีกเช่นกัน ในขณะที่ระดับของยาและอาวุธถูกแบ่งออกในลักษณะเดียวกัน โดยทั้งหมดนี้มีการจัดระดับตั้งแต่ต่ำ กลาง สูง ไปจนถึงสูงสุด
เขายังพบว่ามีระดับของร่างกายพิเศษที่แตกต่างกันออกไปในโลกเทียนหยวน เช่น ร่างกายอมตะ, ร่างกายเต๋า, ร่างกายสูงสุด, และร่างกายจักรพรรดิอมตะ ซึ่งแต่ละระดับนั้นเป็นที่ต้องการอย่างมากในการต่อสู้และการฝึกฝน
ระดับของเส้นเลือดวิญญาณอมตะก็เช่นกัน ถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับ: ต่ำ กลาง สูง และสูงสุด ซึ่งแต่ละระดับมีอัตราส่วนที่แตกต่างกัน (1,000:100:10:1) ทำให้เห็นได้ชัดเจนถึงความหายากและคุณค่าของเส้นเลือดวิญญาณแต่ละระดับ
และโลกนี้แบ่งออกเป็นหลายทวีปมากโดยบางดินแดนก็มีทะเลมาขวางกั้นเส้นทางไว้พร้อมกับพวกสัตว์ทะเลที่สุดแสนจะอันตรายมากและสถานที่อันตรายอีกมากมายโดยมีการจัดลำดับทวีปต่างๆ เช่น
ทวีประดับต่ำมีหลายแสนทวีป ปกครองโดยกองกำลังกึ่งอมตะหลายกองกำลังรวมกันอยู่หลายพันแห่งโดยเป็นทวีปที่มีจิตวิญญาณเบาบางและเส้นเลือดวิญญาณอมตะน้อยและมีมากสุดอาจจะเป็นแค่เส้นเลือดวิญญาณอมตะระดับต่ำ
ทวีประดับกลางมีหลายหมื่นทวีป ปกครองโดยกองกำลังอมตะรวมกันอยู่หลาย 100 กองกำลัง โดยเป็นทวีปที่มีจิตวิญญาณดีขึ้นมาหน่อยและเส้นเลือดวิญญาณอมตะไม่น้อยหรือมากเกินไปและอาจจะเห็นเส้นเลือดวิญญาณอมตะระดับกลางบางทั่วไป
ทวีประดับสูงมีหลายร้อยทวีป ปกครองโดยกองกำลังกึ่งจักรพรรดิอมตะรวมกันอยู่หลาย 10 กองกำลัง โดยเป็นทวีปที่มีจิตวิญญาณหนาแน่นและเส้นเลือดวิญญาณอมตะก็ค่อนข้างมากและสามารถเห็นเส้นเลือดวิญญาณอมตะระดับสูงได้ทั่วไป
ทวีประดับอมตะ 10 ทวีป ปกครองโดยกองกำลังจักรพรรดิอมตะบางทวีปอาจจะปกครองแต่เพียงผู้เดียวหรือบางทวีปอาจมีประมาณ 2 ถึง 5 กองกำลัง โดยเป็นทวีปที่มีจิตวิญญาณอุดมสมบูรณ์เส้นเลือดวิญญาณอมตะมากมายและเส้นเลือดวิญญาณอมตะระดับสูงสุดมีหลายหมื่นเส้น
เมื่อเจียงหยุนทราบข้อมูลทั้งหมดที่เขาได้จากปาจื้อและจากการค้นหาความทรงจำของผู้อมตะที่ยอมเสียสละการเพาะปลูกเพื่อเข้ามาในเศษโลกใบนี้ เขาได้รู้ว่าต้นเองได้มาอยู่ที่ทวีปอมตะของราชวงศ์ฟีนิกซ์เพลิง เขายืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์แสดงออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นว่า
"ไปเรียกทุกคนมาที่นี่เดี๋ยวนี้"
ไม่นานนัก ศิษย์ในสำนักทั้งหมดรวมถึงเจ้าแห่งยอดเขาทุกคนก็รวมตัวกันอยู่เบื้องหน้าเขา ทันทีที่พวกเขามาถึง เจียงหยุนใช้ดวงตาแห่งวิญญาณของเขาสำรวจดูผู้คนที่ยืนอยู่รอบตัวแต่มันกลับยังคงแสดงเครื่องหมาย??? แต่เจียงหยุนก็เลิกสนใจในทันที
เขาเริ่มสร้างรูปแบบขนาดใหญ่ยักษ์ขึ้นกลางอากาศ รูปแบบนั้นส่องแสงเรืองรองและเปล่งประกายอย่างลึกลับ เจียงหยุนใช้ดวงวิญญาณระดับจักรพรรดิและอมตะที่พังทลายลงมาเป็นเชื้อเพลิงให้กับรูปแบบของเขา เปลวเพลิงวิญญาณสาดส่องเป็นประกายพร้อมกับกลิ่นอายของความเก่าแก่และพลังอันลึกลับ ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบๆ รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของพลังที่ไม่อาจคาดเดาได้
เขาโยนสมุนไพรหลายชนิดที่รวบรวมไว้อย่างดีเข้าไปในกลางของรูปแบบนั้น กลิ่นหอมของสมุนไพรกระจายตัวไปทั่ว ทำให้บรรยากาศรอบๆ กลายเป็นสีสันสดใสและบริสุทธิ์ จากนั้นเจียงหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
"พวกเจ้าจงดูดซับพลังเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดภายในเวลา 1 วันซะ"
ก่อนที่ศิษย์และเจ้าแห่งยอดเขาจะตั้งตัวทัน เจียงหยุนโบกมือเรียกโคลนอีก 8 ล้านตัวให้ปรากฏออกมา โคลนเหล่านี้กระจายตัวไปทั่วพื้นที่ พวกมันเริ่มเพาะปลูกพลังวิญญาณและดูดซับพลังจากสมุนไพรที่เจียงหยุนได้ปล่อยออกมา พร้อมๆ
ในนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่น บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยออร่าและพลังวิญญาณอมตะที่แผ่กระจายไปทั่ว ทุกมุม ทุกจุดของนิกายถูกอาบไปด้วยพลังจากดวงวิญญาณอมตะที่ดึงดูดมาจากโลกภายนอก และเส้นเลือดวิญญาณอมตะที่กำลังพัฒนาอยู่ ร่างกายพิเศษของผู้คนในนิกายก็เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสงออร่าที่เปล่งประกายจากร่างกายพวกเขายิ่งทำให้บรรยากาศภายในนิกายดูน่าขนลุกและลึกลับยิ่งขึ้น
เวลาภายในนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งวันภายนอก แต่ภายในกลับผ่านไป 1 ล้านวัน วิญญาณจักรพรรดิสูงสุดถูกเผาไปถึง 1,440 ดวงเพื่อเร่งรัดกระบวนการพัฒนาพลังและการเติบโตของศิษย์ทั้งหมด ตอนนี้ในนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นเหมือนทวีปอมตะขนาดเล็กเลยก็ว่าได้ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทุกอย่างแล้วทุกคนที่นั่นได้ยกระดับร่างกายพิเศษขึ้นไปคนละ 3 ระดับ เช่นคนที่มีร่างกายสวรรค์ก็ได้ยกระดับไปจนถึงร่างกายศักดิ์สิทธิ์ หรือ คนที่ร่างกายศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ยกระดับไปจนถึงร่างกายสูงสุดทันทีและบางคนที่ค่อนข้างพิเศษก็จะถูกยกระดับไปที่ร่างกายจักรพรรดิอมตะทันที
ทุกคนในนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นได้มีการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกันต่ำสุดคือจักรพรรดิระดับสูงสุดและระดับสูงสุดคือ อมตะสวรรค์ระดับสูงสุด เจียงหยุนยิ้มพร้อมพูดขึ้น
“พวกเจ้าแบ่งคนเป็น 5 ส่วนเท่ากันๆ โดยผู้นำคือเจ้าแห่งยอดเขา และไปรวบรวมทรัพยากรหรือจัดการปัญหาในใจของพวกเจ้าให้หมดแต่ภายใน 1 วัน จงรวบรวมทรัพยากรทั้งหมดมาซะ ใครกล้าขัดขืนหรือไม่ทำตาม……ฆ่าให้หมด”
เสียงของทุกคนตอบรับขึ้นมา
“พวกเราจะไม่ทำให้ท่านเจ้านิกายผิดหวัง”
พวกเขาแยกย้ายและแบ่งกลุ่มกันไปในทันทีและเดินทางออกจากนิกายในทันที