ตอนที่ 60 – ตัดใจ
เมื่อถึงคาบพักกลางวัน ชนินทร์ก็ชักชวนทวินนาลงมาทานข้าวที่โรงอาหารด้านล่าง เช่นเคย ชนินทร์เป็นคนออกค่าอาหารให้ทวินนาอยู่แล้ว เพราะเธอไม่มีเงินสักบาท ชนินทร์ถามว่าเธอจะกินอะไรดี? ให้เธอเลือกได้ตามสบาย
“แหม ฉันเกรงใจจัง” ทวินนาพูดออกมา “ให้ฉันอดมื้อเที่ยงแล้วไปกินข้าวเย็นเลยก็ได้”
“ไม่ได้ครับ ไม่ได้ เดี๋ยวเป็นโรคกระเพราะขึ้นมาจะยุ่ง” ชนินทร์ห้ามเอาไว้ “กินเถอะครับ เดี๋ยวผมออกค่าใช้จ่ายให้เอง”
ทวินนามองเขาแล้วก็ยิ้มออกมา ก่อนจะบอกว่าอยากจะกินก๋วยเตี๋ยว ชนินทร์ก็บอกว่าใจตรงกันเลย เขาก็อยากกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกัน จึงไปต่อแถวรอซื้อ โดยให้ทวินนาไปจองโต๊ะก่อน ทวินนาจัดการหาที่นั่งและนั่งรอชามก๋วยเตี๋ยวจากชนินทร์ ทว่า ในตอนนั้นเอง เด็กสาวที่เธอปะทะด้วยเมื่อเช้าก็เดินเข้ามา
“อีแย่งแฟนชาวบ้าน!” เด็กสาวคนนั้นพูดซะเสียงดัง จนทำเอานักเรียนคนอื่นหันมามองกันหมด ทวินนาหันขวับไปทันทีแล้วก็ถอนหายใจ เธอยกมือขึ้นห้ามอีกฝ่ายเอาไว้
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่อยากทะเลาะกับใครตอนนี้” ทวินนาบอกออกมา ทำเอาเด็กสาวที่โกรธอยู่แล้ว ยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ เธอชี้หน้าทวินนาด้วยนิ้วมือ โดยที่ทวินนาก็ไม่ได้กลัวอะไรเลย
“อย่าคิดนะว่าจะเอานินไปได้” เด็กสาวคนนั้นบอกขึ้น “ต้องเป็นฉันเท่านั้นที่เป็นแฟนนิน”
“เห็นเขาบอกว่า คุณทิ้งเขาไปมีคนใหม่ไม่ใช่เหรอ?” ทวินนาถามขึ้นมา ยิ่งทำเอาเด็กสาวโกรธ เธอเงื้อมมือจะตบหน้าทวินนา แต่ทวินนาไวกว่า จับแขนข้างที่จะตบเอาไว้ ก่อนจะใช้อีกมือตบหน้าอีกฝ่ายจนล้มคว่ำไปกับพื้น
เกิดความชุลมุนขึ้นทันใด เด็กสาวคนที่ถูกตบหันหน้ามาหาทวินนาที่ท่าทางโกรธเหมือนกัน ก่อนจะลุกขึ้นแล้วตรงมากระชากเส้นผมของทวินนา ทวินนาได้ทีก็ใช้เท้าถีบเข้าที่ท้องของเด็กสาวจนล้มลงไปอีกรอบ ฝ่ายชนินทร์ที่ถือชามก๋วยเตี๋ยวมาสองชามเห็นเหตุการณ์เข้าก็ถึงกับตกใจ เขารีบวางชามก๋วยเตี๋ยวลงบนโต๊ะและถามทวินนาว่าเป็นอะไรหรือเปล่า?
“นินสิต้องถามหัท ว่าหัทเป็นอะไรหรือเปล่า!?” เด็กสาวคนนั้นตะโกนดังลั่น เมื่อเห็นชนินทร์ดันไปเข้าหาทวินนา เธอลุกขึ้นยืน ตารื้นไปด้วยน้ำ “นินหมดรักหัทแล้วเหรอ?” เธอถามออกมา
“ใช่!” ชนินทร์ตอบตามตรงเลย “หัทหักอกนินไปแล้วอย่างไม่ใยดี ไม่แยแส และคราวนี้จะกลับมา? จะกลับมาทำไม? ในเมื่อนินลืมหัทไปหมดแล้ว”
ฝ่ายเด็กสาวก็กรีดร้องเสียงแหลมออกมา ทำเอาเด็กนักเรียนที่อยู่ในโรงอาหารหันมามองเป็นตาเดียว ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งหนีออกไปจากโรงอาหาร ชนินทร์เห็นดังนั้นก็ส่ายหน้า แล้วหันไปหาทวินนา
“คุณบาดเจ็บหรือเปล่า?” ชนินทร์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่ทวินนาบอกว่าเธอไม่เป็นอะไร แล้วก็บอกอีกว่า อีกฝ่ายจะตบเธอ แต่กลับถูกเธอตบเข้าเสียก่อน
“โห คุณเก่งนะ สมเป็นทหารเด็กม.ปลาย” ชนินทร์ชื่นชมพลางอมยิ้ม ขณะที่สถานการณ์วุ่นวายเริ่มคลายลง เด็กนักเรียนคนอื่น ไม่ได้มองมาที่ทั้งคู่อีกแล้ว “ขอโทษแทนหัทด้วยนะครับ เธอเป็นอะไรก็ไม่รู้? จู่ๆ จะมาขอคืนดี”
“แล้วคุณไม่คืนดีกับเขาเหรอ?” ทวินนาถามออกมา ทำเอาชนินทร์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“ก็บอกแล้วไงว่าเขาทิ้งผมอย่างไม่ใยดี” ชนินทร์บอก “แล้วตอนนี้จะกลับมา? สายไปแล้วครับ ผมหมดรักในตัวเธอหมดแล้ว”
ทวินนาถอนหายใจออกมา ก่อนจะมองชามก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับตะเกียบและช้อน ก่อนที่เธอจะใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่กินเข้าไป ชนินทร์เห็นดังนั้นจึงกินเข้าไปด้วยเหมือนกัน
ทางด้านพันธกร เขาลงมากินข้าวกับกชพรรณ แล้วก็ได้ยินคนพูดเรื่องของชนินทร์กับทวินนา แต่กชพรรณไม่ใส่ใจ เธอหันไปถามพันธกรว่าอยากจะกินอะไร?
“เอ่อ ผมอยากกินข้าวราดแกง แต่...” เขาล้วงไปในกระเป๋าและหยิบเหรียญเงินออกมา “ท่าทางราคาจะสู้ไม่ได้ซะแล้ว”
“โธ่ ฉันออกให้ก็ได้ค่ะ อาหารราคาไม่แพงนักหรอก” กชพรรณพูดยิ้มๆ และไปต่อแถวซื้อข้าวราดแกงให้พันธกรและตัวเธอเองด้วย ในตอนนั้นเอง วรรณสาก็เดินเข้ามาในโรงอาหารพอดี พอเห็นพันธกรยืนหันหลังให้อยู่ เธอก็จะเดินไปหา แต่มีบางสิ่งบางอย่างในใจหยุดฝีเท้าเธอเอาไว้ ไม่ให้ไปหาพันธกร
เธอตัดสินใจเชื่อตัวเอง แล้วก็เดินออกจากโรงอาหารไป พันธกรที่ไม่รู้เรื่องก็รอข้าวราดแกงอยู่ เมื่อกชพรรณซื้อมาได้สองจาน เธอก็ยื่นให้เขา เขารับไปพลางสูดกลิ่นของอาหารที่หอมน่ากิน ก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะแล้วเริ่มกิน
“เออ นี่ พัน” จู่ๆ กชพรรณก็ถามเขาขึ้น “เด็กสาวคนที่ชื่อวรรณสา เป็นเพื่อนของพันเหรอ?”
พันธกรถึงกับหยุดกินข้าวไปในทันที เขายกแก้วน้ำพลาสติกขึ้นจิบ ก่อนจะตอบ “อืม” เขายอมรับ ฝ่ายกชพรรณที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากก็พูดขึ้นมาก่อน
“ทำไมดูเขาไม่เป็นมิตรกับพรรณเลยล่ะ?” กชพรรณถาม “ที่มาแนะนำตัวน่ะ ไม่ได้มีความยินดีเลย พรรณสัมผัสได้เลย ทำไมล่ะ? ทำไมเขาถึงดูไม่เป็นมิตรกับพรรณ?”
พันธกรไม่อยากบอกความจริงเลย ว่าจริงๆ วรรณสาชอบเขา และเรื่องที่เธอมาทำท่าไม่ดีใส่กชพรรณ ก็อาจจะเป็นเพราะความหึงหวงก็ได้ เขาไม่อยากบอกเรื่องนี้ให้แก่กชพรรณรู้ จึงตอบอ้อมๆ ไป
“เขาอาจจะอารมณ์เสียจากที่อื่นมาก็ได้ พรรณไม่ได้ผิดอะไรหรอก” พันธกรบอก แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองโกหกไม่เก่งเลย ฝ่ายกชพรรณก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“นั่นสิ พรรณไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกเอง” กชพรรณบอก “เขาคงอาจจะอารมณ์เสียมาจากที่อื่นจริงๆ ก็ได้เนอะ”
พันธกรพยักหน้าพลางกินข้าวต่อ โดยไม่รู้เลยว่า วรรณสาเข้าไปในห้องน้ำหญิง ก่อนจะปล่อยโฮออกมา เธอเสียใจจริงๆ ที่พันธกรอยู่กับผู้หญิงคนอื่น เธอร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น ในตอนนั้นเอง ทวินนาก็เข้ามาในห้องน้ำพอดีเหมือนกัน เธอเห็นวรรณสาร้องไห้ก็รู้สึกตกใจระคนแปลกใจ เธอรีบเดินเข้าไปหาวรรณสา
“น้องสา ร้องไห้ทำไม?” ทวินนาถามอย่างแปลกใจ วรรณสาที่เห็นทวินนาก็รีบเช็ดน้ำตาและหยุดร้องไห้ ก่อนจะบอกกับทวินนา
“ไม่มีอะไรค่ะ ไม่มีอะไร” วรรณสาโกหกไม่เก่งเลย ฝ่ายทวินนาก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับบอก
“ร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้ ยังบอกไม่มีอะไรอีกเหรอ?” ทวินนาพูดขึ้นพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ แต่วรรณสาไม่ได้รับ ทวินนาที่สงสัยอยู่ก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมต้องร้องไห้?
“หรือเป็นเรื่องน้องพัน?” ทวินนามองเธอดูเหมือนจะจับผิด แต่จริงๆ ไม่ใช่ เธอไม่ได้มองวรรณสาแบบนั้น วรรณสาทำสีหน้าเศร้า ก่อนจะบอก
“หนูรู้ความรู้สึกของพี่แล้วค่ะ ว่าตอนโดนปฏิเสธมันเป็นยังไง?” วรรณสาบอกออกมา ทวินนาที่ได้ยินดังนั้นเลยถามออกมา
“น้องสาไปสารภาพกับน้องพันมาเหมือนกันเหรอ?”
“เปล่าค่ะ แค่ได้ยินเขาพูดเฉยๆ” วรรณสาบอก “สาไม่มีความกล้าขนาดพี่นาหรอก ที่จะไปสารภาพตรงๆ ได้ สาทำไม่ได้หรอก แต่ตอนนี้สารู้แล้วว่าพันก็ไม่ได้คิดอะไรกับสาเลย”
น่าแปลก ทวินนาน่าจะสมน้ำหน้าวรรณสาเสียที่ไม่ได้พันธกรไป แต่ในใจเธอไม่ได้เป็นเช่นนั้น เธอออกจะเห็นใจวรรณสาขึ้นมาที่รู้ความจริง วรรณสายกมือปาดน้ำตาหยดสุดท้ายออกไป ก่อนจะบอก
“พี่คงสาแก่ใจแล้วล่ะสิ” วรรณสาบอก แต่ทวินนาส่ายหน้าออกมา ทำเอาเธองุนงง
“ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เรื่องวันนั้นมันหายไปจากใจหมดแล้ว” ทวินนาบอกตามจริง “นี่พูดจริงนะ พี่ไม่ได้สนใจน้องพันอีกต่อไปแล้ว”
“เอ๊ะ?” วรรณสาออกจะสงสัย “ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะคะ?”
“อืม...” ทวินนากอดอกแล้วก็ตอบ “ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในใจพี่ตอนนี้ มีแค่ใครคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่น้องพัน ไม่รู้เหมือนกัน อธิบายไม่ถูก”
วรรณสาออกจะแปลกใจที่ทวินนาไม่ได้สมน้ำหน้าเธอ ฝ่ายทวินนาก็เอามือตบบ่าวรรณสาที่ตัวเตี้ยกว่าเธอเล็กน้อย “ยอมรับเสียเถอะ ยอมรับความจริงซะ ไหนๆ มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหม? เราก็ได้แต่ตัดใจและยอมรับมัน”
“ค่ะ หนูจะพยายามตัดใจ” วรรณสาบอกแก่ทวินนา “หนูจะพยายามยอมรับความจริงให้ได้”
“อือ ดีแล้ว” ทวินนากล่าวพลางถอนหายใจออกมา “คงแปลกใจล่ะสิว่าพี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องน้องพันอีกแล้ว?”
“ค่ะ แปลกใจ ยอมรับ” วรรณสาบอก “หรือพี่นามีคนใหม่?”
ทวินนานึกถึงชนินทร์ น่าแปลก หลังจากเจอชนินทร์ เธอก็ชักจะลืมๆ เรื่องของพันธกรไปแล้ว เรื่องของพันธกรไม่ได้เข้ามายุ่งรบกวนในหัวสมองเธออีกต่อไป เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่เธอลืมเรื่องพันธกรไปแล้ว
“คนใหม่เหรอ?” ทวินนาตั้งคำถามให้ตัวเอง “ไม่หรอก แต่พี่เจอคน...” แล้วเธอก็ตัดสินใจไม่บอกวรรณสาดีกว่า ฝ่ายวรรณสายกมือปาดน้ำตาอีกครั้ง ก่อนจะพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง
“ถึงเวลาที่ต้องตัดใจแล้วสินะ” วรรณสาบอกออกมา “หนูจะทำให้ได้”
“อืม เอาใจช่วย เอ่อ” ทวินนาบอกบางอย่างแก่วรรณสา “ขอโทษนะที่ทำร้ายน้อง ขอโทษที่เผลอตบหน้าน้องไป แถมยังฉีกรูปน้องพันกับน้องคมอีก พี่ขอโทษนะ ให้อภัยพี่ด้วย”
“หนูไม่ได้โกรธเคืองอะไรพี่เลย หนูเข้าใจ ผู้หญิงด้วยกัน” วรรณสาตอบ “หนูรู้ว่าการถูกปฏิเสธมันเจ็บปวดแค่ไหนก็คราวนี้ หนูไม่โทษพี่หรอก”
“เออ ค่อยโล่งใจหน่อย” ทวินนายกมือกุมอกแล้วก็เอามือลง ก่อนจะบอกลาวรรณสา “ไปล่ะ เจอกันที่บ้านคุณน้าภาเย็นนี้ ไม่รู้จะมีอะไรให้กิน”
“ค่ะ” วรรณสายินดีที่เธอกับทวินนาเข้าใจกันเสียที เพราะเธอก็ไม่สบายใจเหมือนกันที่ทวินนาโกรธเธอ ทั้งสองจับมือกัน ก่อนที่ทวินนาจะออกจากห้องน้ำหญิงไป
ตอนเย็น พันธกรก็ขอยืมเงินของกชพรรณ เพื่อจะซื้ออาหารในโรงอาหารไปฝากพสุเหมือนเช่นเคย แต่กชพรรณไม่ได้บอกว่าให้ยืม เธอบอกว่าเอาไปได้เลย ไม่ต้องคืน พันธกรได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเกรงใจ
“แหม คนไม่มีอาชีพ จะเอาเงินมาจากไหนล่ะ?” กชพรรณพูดออกมา แล้วก็เหมือนจะรู้ตัว เธอเลยยกมือแตะปากตัวเอง ก่อนจะบอก “ขอโทษนะ พัน พรรณลืมไปว่าพันมาจากอาณาเขตอื่น เอ่อ...”
“ไม่เห็นจะเป็นไรเลย พรรณจะขอโทษทำไม? พรรณไม่ได้ทำอะไรผิดเลย” เขาบอกแล้วก็รับเงินมาจากกชพรรณ “แล้ววันหลัง พันจะเอาเงินมาคืนให้”
“ไม่ต้อง...” กชพรรณจะบอกออกไปแล้ว แต่พันธกรก็วิ่งไปยังโรงอาหารก่อน ก่อนที่โรงอาหารจะปิด เขาซื้อข้าวกับแกงไปฝากพสุ เขาเดินออกจากเขตโรงเรียน ซึ่งตอนนั้นกชพรรณก็กลับบ้านไปแล้ว เขาเลยมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาล ขึ้นไปยังห้องพักคนไข้รวม แล้วก็เจอพสุนั่งเฝ้าแม่ที่กำลังนอนหลับเหมือนเคย
“ไง ไอ้ดิน?” พันธกรเข้ามาแตะบ่าของพสุ พสุหันหน้ามา ก่อนจะบอกเรื่องหนึ่งกับพันธกร
“ไอ้พัน แม่ไม่ตื่นขึ้นมาเลย ตั้งแต่เช้าละ” พสุบอกกับพันธกร “จะเป็นอะไรหรือเปล่าวะ? เมื่อกี้ฉันก็เรียกหมอมาให้ดูแล้ว เขาบอกว่าไม่เป็นไร”
“เออ งั้นก็เชื่อหมอเถอะ” พันธกรบอกให้พสุสบายใจ “ถ้าหมอบอกว่าไม่เป็นไรก็คือไม่เป็นไร เออ นี่ ฉันซื้อข้าวกับแกงมาฝากอีกแล้ว”
แล้วพันธกรก็ไปขอชามจานจากนางพยาบาล ก่อนจะเทแกงอย่างหนึ่งใส่ในชามให้พสุพร้อมกับข้าวสวย พสุรีบตักกินเข้าไปอย่างหิวโหย ทำเอาพันธกรมองเพื่อนอย่างแปลกใจ
“แกไม่ได้กินข้าวเที่ยงเหรอ?” เขาถาม พสุก็พยักหน้าอย่างยอมรับ
“เฮ้ย ทำไมทำแบบนั้น?” พันธกรต่อว่าพสุ “ขืนเป็นโรคกระเพราะขึ้นมาจะทำไง? ทำไมแกไม่ไปหาอาหารกลางวันกิน นี่คงเป็นมาหลายวันแล้วล่ะสิ? หรือแกไม่มีเงิน?”
“เงินน่ะมี” พสุบอก “แต่ฉันอยู่ห่างจากแม่ไม่ได้เลย”
พันธกรได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา แม่ของพสุยังคงนอนหลับไม่รู้สึกตัวอยู่ ดูไปก็น่าเป็นห่วงจริงๆ เพราะปกติ แม่ของพสุต้องตื่นขึ้นมาแล้ว พันธกรไม่อยากกลับไปบ้านของณปภาเลย เขาไม่อยากเจอหน้าวรรณสา
พันธกรคุยอยู่กับพสุเสียนานจนถึงเวลาหกโมงเย็น พสุมองนาฬิกาข้อมือแล้วก็ถาม “ทำไมวันนี้แกอยู่เย็นจัง? ปกติจะรีบกลับบ้านไปไม่ใช่เหรอ?”
“เอ่อ” พันธกรไม่อยากบอกเลยว่าเขาไม่อยากเจอหน้าวรรณสา แต่ก็กลัวพสุจะต่อว่าเอาอีก เขาเลยเปลี่ยนเรื่องเป็นอย่างอื่นแทน “แล้วแกไม่ดีใจเหรอที่ฉันอยู่คุยกะแก?”
“ดีใจสิ” พสุบอก “ทั้งคม ภัทร และชัยก็เป็นเพื่อนฉันทั้งหมด ฉันไม่มีวันลืม” พสุบอกเสียงจริงจัง พันธกรได้ยินอย่างนั้นก็ยินดี ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมา
“ที่แกไม่อยากกลับ...” พสุคาดเดาขึ้นมา “เพราะกลัวเจอหน้าสาใช่ไหมล่ะ? ถึงอยู่โยงกับฉันยาวขนาดนี้?”
พันธกรถึงกับเงยหน้าขึ้นมามองพสุทันทีที่พสุรู้ใจเขา เขาทำหน้าไม่ถูก ก่อนจะเอ่ยออกมา “เอ่อ...” เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรดี? พสุเห็นดังนั้น ก็บอกออกมา
“นึกแล้ว” พสุพูด “นี่ กลับไปปรับความเข้าใจกันซะ เป็นแฟนกันไม่ได้ เป็นเพื่อนกันก็ได้นี่”
“แกไม่ใช่ฉัน แกไม่รู้หรอกว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้าหน้าสา” พันธกรตอบออกมา “ตอนนี้ฉันมองหน้าเธอไม่ติดอีกต่อไปแล้ว พอรู้แบบนี้ น้าภาก็หาว่าฉันใจร้าย”
“ก็แกใจร้ายจริงๆ นี่หว่า” พสุบอกออกมา ทำเอาพันธกรทำท่างอน แต่พสุไม่ได้สนใจ เขาพูดต่อ “ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเข้าหาทันทีเลย แล้วก็ปรับความเข้าใจกัน เอาให้รู้เรื่องกันไปเลยว่าจะเป็นยังไง? มันดีกว่าคาราคาซัง ใช่ไหม?”
ที่พสุพูดมันก็ถูก ใช่แล้ว มันคาราคาซัง หากสถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของพันธกรตอนนี้ก็คือ เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาวรรณสาเลย เรื่องให้พูดกันน่ะหรือ? เป็นไปไม่ได้
“เออ แกพูดถูก” พันธกรบอกออกมา “ใช่ มันคาราคาซัง แต่ฉัน...ช่างมันเหอะ”
พสุส่ายหน้าแล้วก็ตักแกงเข้าปากไป พันธกรเลยนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เขาเลยลองถามพสุดู “เออ แกมีเงินนี่หว่า ส่วนฉันมาจากอาณาเขตอื่น ไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท นี่แกงนี่ก็ยืมเงินเขามาซื้อ แกช่วยหาทางออกให้ฉันหน่อยสิ ฉันอยากมีเงิน”
“ก็ประกอบอาชีพสิ” พสุพูดออกมาเหมือนมันง่ายๆ พันธกรได้ฟังก็ถอนหายใจ เขาจะไปทำอะไรได้ล่ะ?
“ไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะเว้ย ฉันพูดจริงๆ” พสุบอก “ถ้าอยากได้เงินก็ต้องทำงาน จะมาอยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอกนะ”
“จริงเหรอ?” พันธกรถามพสุอีกที “งั้นฉันควรจะทำอะไรล่ะ?”
“จะไปรู้เหรอ?” พสุตอบออกมาแบบกวนๆ ทำเอาพันธกรไม่พอใจนิดหน่อย แต่เขาก็รีบไล่ความคิดนั้นไปเสีย และพูดกับพสุต่อ
“ฉันควรจะทำอะไรดีล่ะ? ประกอบอาชีพน่ะ?” เขาถามความเห็นจากพสุ “กับข้าวฉันก็ทำไม่เป็น เสื้อก็เย็บไม่เป็น ทำงานบ้านก็ไม่เป็น เป็นอย่างเดียวคือเล่นกีต้าร์ หรือฉันต้องไปเปิดหมวกเล่นกีต้าร์?”
“ไม่มีใครเอาเงินให้หรอก” พสุบอกออกมาเลย แล้วเขาก็ทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ “เอาแบบนี้ไหมล่ะ? น้าภาทำอาหารอร่อยใช่ไหม? ทำไมไม่ชักชวนเธอให้เปิดร้านขายอาหารตามสั่งล่ะ แล้วแกก็เป็นบริกรหรือพนักงานก็ได้ แกจะได้มีเงินเดือนไง”
“เออ น่าสนใจ” พันธกรเองก็เห็นดีด้วย “เพราะลำพัง ฉันก็ไม่มีเงินอยู่แล้ว เปิดร้านอาหารก็ดีเหมือนกัน ฉันจะลองกลับไปถามน้าภาดู”
“เออ ดีแล้ว” พสุกินข้าวจนหมดจาน ก่อนจะบอกกับพันธกร “แกกลับไปเถอะ ไม่ได้ไล่นะ แต่กลัวน้าภาจะเป็นห่วงมากกว่า”
“นั่นสิ” พันธกรมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง พบว่าใกล้จะทุ่มหนึ่งแล้ว “เออ ค่ำละ ฉันไปก่อนละกัน”
แล้วพันธกรก็เดินออกจากโรงพยาบาล ตอนนั้นก็มืดค่ำแล้ว เขาเดินกลับไปบ้านณปภา ก็พบว่าพวกเพื่อนๆ ของเขากำลังรับประทานอาหารอยู่ ณปภาที่สังเกตเห็นเขาเข้า ก็รีบเรียกเขาเข้ามาในบ้าน เพื่อจะมากินข้าว
“น้องพันหายไปไหนมา? กลับเย็นจัง” ณปภาถาม พันธกรจึงบอกว่าไปเยี่ยมพสุกับแม่ของเขามา แล้วเขาก็คิดว่าตัววรรณสาจะเชื่อหรือเปล่าว่าเขาไปจริงๆ? ไม่ได้ไปเที่ยวกับกชพรรณ พันธกรแอบเหลือบตามองวรรณสา แต่เธอไม่ได้มองมาที่เขาเลย
แล้วพันธกรก็กินข้าวเย็นพร้อมๆ กับคนอื่นจนหมด แล้วเขาก็รอจนถึงเวลาที่วรรณสากับณปภาทำงานล้างจานเสร็จ ก่อนจะเข้ามาพูดกับณปภา โดยที่วรรณสาขึ้นห้องไปแล้ว
“เปิดร้านขายอาหารเหรอ?” ณปภาถามพันธกรขึ้นมา “ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน?”
“คือ...” พันธกรพยายามอธิบายออกมา “ผมอยากมีงานทำน่ะครับ จะได้มีเงินติดตัวไว้บ้าง ไม่ทราบในอาณาเขตนี้มีรับสมัครงานพาร์ทไทม์หรือเปล่าครับ?”
“มีน่ะมี แต่คงเต็มไปแล้ว แต่ละคนก็อยากได้เงินกันทั้งนั้น” ณปภาบอกออกมา “แล้วน้องพันบอกว่าจะให้น้าเปิดร้านอาหารตามสั่งเหรอ?”
“ครับ แล้วผมจะทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟ ไม่ก็ช่วยทำอาหารให้เอง” พันธกรอาสาขึ้นมา “ขอให้มีรายได้บ้างสักนิดก็ยังดี ผมไม่อยากรบกวนเพื่อน”
ณปภาทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะบอก “มันก็ได้หรอก” ทำเอาพันธกรดีใจ แต่เขาก็ต้องหุบยิ้มเมื่อเธอบอกออกมาว่า “แต่จะมีใครมาซื้อหรือเปล่า? แล้วก็เรื่องโต๊ะเก้าอี้อีก มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะตั้งร้านอาหารขึ้นมาได้”
“หรือครับ?” พันธกรถอนหายใจออกมา ท่าทางเขาจะหมดหวังแล้ว ณปภาที่เห็นดังนั้น เธอก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“จริงด้วย” เธอพูดออกมา “มีร้านขายพิซซ่าที่นี่ด้วย วันนี้น้าเดินผ่าน เห็นเขาประกาศรับสมัครเด็กเสิร์ฟแน่ะ ลองไปดูสิ เผื่ออาจจะได้งานก็ได้”
“พิซซ่า?” พันธกรไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร? ณปภาเลยอธิบายออกไปว่าเป็นอาหารต่างประเทศ แล้วก็บอกลักษณะของพิซซ่าออกไปให้พันธกรรับรู้ จนพันธกรถึงกับทึ่ง
“หืม? อาณาเขตนี้มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอเลยนะครับ” พันธกรพูดแล้วยิ้ม “ก็ได้ครับ ผมจะลองไปสมัครพรุ่งนี้ดู”
“จ้ะ อ้อ” ณปภานึกอะไรอีกอย่างขึ้นมาได้เลยถามพันธกร “แล้วเรื่องน้องสาล่ะ?”
พันธกรถึงกับหุบยิ้มไปในทันที ก่อนจะขอตัวณปภาออกไป แต่ณปภารั้งเขาไว้ด้วยคำพูด
“น้องพันต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยนะ” ณปภาพูดเสียงเข้ม แสดงถึงความจริงจัง “อย่าปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ ไปปรับความเข้าใจกับน้องสาซะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
ณปภาพูดแล้วก็เดินไปทางอื่นเลย พันธกรเดาเอาว่าเธอคงจะโกรธเขา แต่จะทำให้ทำอย่างไรล่ะ? ก็เขาเข้าหน้าวรรณสาไม่ติดจริงๆ นี่?
คืนนั้น ในห้องพวกหนุ่มๆ ปฏิคมก็ยังไม่ยอมคุยกับพันธกร แต่พันธกรเองก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้ว จะไม่พูดก็เรื่องของปฏิคม ในตอนนั้นเอง ทรัพย์สินก็พูดขึ้นมา
“วันนี้น้องนามีเรื่องกับคนอื่นอีกแล้ว” ทรัพย์สินเปรยขึ้นมา ทำเอาทุกคนในห้องหันไปฟัง
“เรื่องอะไรหรือครับ?” ปฏิคมถามขึ้น
“เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอีกแล้วน่ะสิ คราวนี้ เจ้าทุกข์มาบอกพี่โดยตรงเลย” ทรัพย์สินถอนหายใจออกมา “พี่ไม่อยากลงโทษน้องนานะ เห็นเป็นพวกเดียวกัน แต่น้องนาก็สร้างเรื่องไม่หยุดเสียที”
พันธกรสงสัยว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเขาอีกหรือเปล่า? ที่ทวินนามีเรื่องกับเพื่อนครั้งก่อนก็เป็นเพราะเขา แต่ทรัพย์สินก็ไม่ได้บอกออกมาว่าเกี่ยวข้องกับเขา? พันธกรเลยไม่ว่าอะไร
“พี่นาเองก็ร้ายเหมือนกันนะ” ภัทรบอกออกมาขณะนั่งอยู่บนเตียง “เห็นเรียบร้อยแบบนั้น ไม่คิดว่าจะกล้ามีเรื่องกับคนอื่น”
“นั่นสิ” วาสุกรีเองก็เห็นด้วย “แปลกจริงๆ เธอเป็นคนเรียบร้อยแบบน้องสาไม่ใช่เหรอ?”
พันธกรหันขวับมามองวาสุกรีทันทีที่เขาพูดชื่อวรรณสาออกมา ฝ่ายปฏิคมก็แอบเหลือบมองพันธกร พอเห็นเขามีปฏิกิริยาเมื่อได้ยินชื่อวรรณสา ปฏิคมก็แดกดันพันธกรขึ้นมาทันที “รู้สึกกับเขาเป็นเหมือนกันเหรอ?”
“อะไร? ไอ้คม?” พันธกรหันหน้าจากวาสุกรีมาหาปฏิคม “จะมีเรื่องอีกเหรอ?”
“เอาล่ะ พอเถอะ” ทรัพย์สินห้ามศึกระหว่างเพื่อนเอาไว้ “พี่ว่านอนหลับกันดีกว่า นี่ก็จะสามทุ่มแล้ว พี่ว่าเรานอนหลับพักผ่อนกันเถอะ”