ตอนที่ 69
นางเป็นภรรยาข้า
“ บัดซบ!!!...”
คำสบถอย่างเดือดดาลนี้ดังขึ้นจากคนถึงสองผู้
ผู้หนึ่งเป็นจิ่วโม่ตรงที่นั่งคนดู มันที่พอกล่าวจบก็กระโจนทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว พลันให้ซวงเอ๋อร์ที่พอได้สติก็ต้องร้องเรียกมันเสียงหลง หากแต่มันกลับมิได้หันมาสนใจใยดี สองเท้าที่ก้าวออกย่ำเหยียบกระบาลคน ส่งตัวขึ้นหน้าสืบไป
ส่วนอีกผู้ที่สบถคำ ย่อมต้องเป็นหานเฟิง มันที่อยู่กลางอากาศ ปั้นหน้าบิดเบี้ยว ขบคิดว่า ตนที่ไหนเลยจะคิดปลงพระชนต์องค์ชายอันใด เคล็ดบัวพิโรธผลาญฟ้าที่ตนใช้ออก ก็เพียงแค่จำกัดพลังไว้ในขอบเขตหนึ่ง ซึ่งหากเป็นมันคิดใช้ออกเอาจริง อย่าว่าแต่องค์ชาย กระทั่งทั้งสนามประลอง ก็ไม่หลงเหลือผู้คน
แล้วจะมากล่าวว่ามันคิดปลงพระชนต์องค์ชาย เช่นนี้นี่จึงเรียกว่าการกล่าวหาคำโต แต่ไหนเลยที่ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นถึงจักรพรรดิ ทั้งระดับความสำเร็จอันเหนือล้ำนั่นก็อีก แล้วตนจะมีอันใดสู้ มีอันใดไปทุ่มเถียงกับมัน หนทางให้เลือกจึงเหลือเพียงหนึ่งเดียว
หนี!!!...
หานเฟิงย่อมมิรั้งรอให้ทหารมาจับ ตระเตรียมทะยานหลบหนี หากฉับพลันนั้น กลับบังเกิดเป็นเสียงที่ดังกังวานกึกก้อง
“ โฮกกกกกกกกกกกก!!!!...”
ราวกับเสียงคำรามจากอสูรร้ายจากยุคบรรพกาล ที่พาให้หัวใจทุกคนเต้นกระหน่ำ ไม่เว้นแม้แต่หานเฟิงที่ลูกนัยน์ตาหดวูบ หากพริบตาต่อมา ก็แปรเปลี่ยนเป็นความปิติยินดี ความคิดที่จะหลบหนีก็สูญสลายไปโดยพลัน
ที่ตั้งสติได้ต่อมาก็เห็นจะเป็นองค์จักรพรรดิ มันที่พอได้ยินเสียงคำรามก็พานให้สองคิ้วขมวดมุ่น คล้ายว่ามันจะทราบรู้ว่าเสียงนั้นคือสิ่งใด
กระทั่งที่ครู่ต่อมา ทุกผู้คนก็ได้เห็นภาพที่ชวนให้ตกตะลึง เป็นบนฟากฟ้า ได้ทะยานดิ่งมาด้วยมังกรตัวเขื่อง
มังกรยาวลำตัวสีน้ำเงินเข้ม หากสังเกตดูให้ดี จะเห็นว่ามันมิใช่มังกรแต่อย่างใด
หากมันคือมวลน้ำ มวลน้ำมหาศาลที่ก่อรูปเป็นมังกร ที่กำลังพุ่งทะยานตรงมายังใจกลางลานประลอง นำพาเอาสภาวะสะกดข่มที่ทุกผู้คนต้องหวาดหวั่นขวัญผวา จนบางส่วนถึงกับต้องหมอบราบลงกับพื้นด้วยความเกรงกลัว
กระทั่งที่มังกรน้ำล่วงถึง มวลน้ำมหาศาลก็แตกกระจาย หยดน้ำสาดกระเส็น ก่อนจะระเหิดหายไปอย่างไร้ร่องรอย ที่ทิ้งไว้ก็แต่คนผู้หนึ่ง เป็นชายชราในชุดสีคราม หนวดเคราผมเผ้าขาวโพลน กลางหว่างคิ้วที่หงอกขาวมองเห็นเป็นผลึกสีฟ้าเจือจางรูปใบหลิวสามแฉก
“ หวังเฉิน คารวะท่านทูตมังกร”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับผู้มาเยือน กลับเป็นมู่หวังเฉิน หรือองค์จักรพรรดิแห่งนครร่มพฤกษา ที่ได้สติ ยกมือขึ้นป้องคารวะ กล่าวคำต่อชายชราอย่างนุ่มนวล มาด อันเกรียงไกรของจักรพรรดิ ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน
กระทั่งที่เหล่าสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ที่ด้านหลังได้สติ ก็พากันคุกเข่ากราบกราน กล่าวคำเสียงดังกังวานไปทั่วสี่ทิศแปดทาง
“ คารวะท่านทูตมังกร...”
เพราะเสียงที่ดังกังวานได้เปล่งไปทั่วทิศ ฝูงชนจึงทราบ ว่าผู้มาเยือนเป็นใคร
ฉับพลันนั้นความวุ่นวายจึงบังเกิด หลายคนรีบคุกเข่ากราบกราน หลายคนตัวแข็งทื่อจับจ้องมองชายชราผู้นั้นอย่างตกตะลึง เพราะจะอย่างไร เรื่องราวของราชวงศ์มังกร ก็เป็นที่รู้กันโดยท่วนทั่ว เป็นตำนานเล่าขานที่เกรียงไกรกว่าสี่แดนผู้พิทักษ์ กระทั่งยังถูกขนานนามว่าจักรพรรดิแห่งโลกหล้า ไหนเลยที่ผู้คนจะกล้าไม่เกรงกลัว ไหนเลยที่ผู้คนจะไม่อยากคารวะกราบกราน
“ หลี่หานเฟิงคารวะอาวุโสทูตมังกร”
แล้วจึงเป็นหานเฟิงที่ร่อนลงมาจากฟากฟ้ากล่าวคำขึ้น มันน้อมคำนับเพียงเล็กน้อยตามสมควร กระทั่งว่าสภาวะของมันก็ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อชายชราที่เบื้องหน้า เมื่อเทียบกับการแสดงออกของมู่หวังเฉินที่เป็นจักรพรรดิแล้ว หานเฟิงแทบคล้ายจะมิสนใจใยดีต่อศักดิ์ฐานะของชายชราตรงหน้าแต่อย่างใด
เมื่อชายชราที่ถูกเรียกว่าทูตมังกรได้ยินคำกล่าวของหานเฟิง ก็มิสนใจผู้เป็นจักรพรรดิของอาณาจักรที่ตรงหน้า มันผินกายเข้าหา ก่อนจะกล่าวถ้อยคำวาจาต่อมัน
“ ข้าเรียกว่าหลงซุน” น้ำเสียงฟังดูอบอุ่น คล้ายดั่งอาวุโสในบ้านกล่าวคำสนทนากับบุตรหลาน
“ อาวุโสหลงซุน…” หานเฟิงป้องมือคารวะอีกครั้ง
หลงซุนพินิจชายหนุ่มตรงหน้าอย่างแน่วนิ่ง ผงกศีรษะเล็กน้อยก่อนกล่าวขึ้นต่อว่า
“ เช่นนี้เจ้าคงทราบแล้ว ว่าข้ามาเพื่อเหตุอันใด”
“ ผู้เยาว์ทราบ”
ที่หานเฟิงกล่าวว่าทราบ เป็นที่มันคาดการณ์ไว้แต่แรก ว่าการที่ธิดามังกรจัดการแข่งขันในครั้งนี้ขึ้นมา ก็เป็นเพื่อต้องการที่จะพบพานกับตน จึงขบคิดคาดเดาไปต่อว่า เช่นนั้นนางคงไม่ปล่อยให้ตนต้องถูกกลั่นแกล้งรังแก จึงสมควรวางคนไว้คอยช่วยเหลือในยามคับขัน เช่นการปรากฏตัวขึ้นมาของชายชราผู้นี้
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง
หากแต่แรกเริ่ม ก็เป็นแค่เพียงการคาดเดาอย่างคลุมเครือ มันมิถึงกับปักใจเชื่อ ต่อข้อสมมติฐานนี้ ในการประลองที่ผ่านๆมา มันจึงมิค่อยกล้าที่จะแสดงออก กระทั่งที่ประลองกับกลุ่มราชวงศ์ มันยังถึงกับต้องลังเลอยู่เป็นนาน กว่าที่จะตัดสินใจลงมือ
หากสุดท้าย กลับพบว่า เหตุการณ์เป็นเช่นที่มันคาดเดา การประลองนี้ ท้ายแล้วก็เป็นเพียงแค่บทละครฉากหนึ่ง ที่ธิดามังกรจัดขึ้น ซึ่งเป้าหมาย ก็คือตน หากถามหาเหตุผล มันก็คิดได้ข้อหนึ่งว่า...
เป็นเพราะตนหายตัวไป
แต่การที่นางต้องการตามหาตัวมันนั้นย่อมต้องมีเหตุ ซึ่งเหตุ ย่อมมาจากที่มันคาดเดาอีกว่า นางต้องทราบรู้ถึงเรื่องราวการย้อนคืนกลับมาของมัน ทั้งยังไม่แน่ว่า ตัวนางอาจมีส่วนรู้เห็นข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย ดังนั้นแล้ว จึงเป็นผลให้นางทราบรู้ถึงตัวตนของมันในอดีต จึงเป็นไปได้อีกว่า อนาคต ย่อมต้องมีเรื่องราวอันสำคัญ ที่มีเพียงมันจึงสามรถกระทำ
หาไม่นางคงไม่สร้างเรื่องราววุ่นวาย คงไม่ทำให้ราชวงศ์มังกรของนางต้องเดือดร้อนจัดงาน
แต่ก็นั่นแหละ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นสมมติฐานในตอนแรก หากมันทราบรู้ว่าเป็นเช่นที่คิดจริง ตัวมันก็คงไม่เข้าร่วมการประลองนี้ให้วุ่นวาย เพราะแค่เพียงตนโผล่หน้าออกไป ให้บรรดาคนของนางได้พบเห็นก็พอ
หลังจากฟังคำ ผู้เยาว์ทราบ จากปากของหานเเฟิง ก็พาให้หลงซุนต้องผงกศีรษะ จากนั้นสองคนสนทนากันต่อ คล้ายจะลืมเลือนตัวตนอันสูงส่งอีกผู้ไป เป็นมู่หวังเฉิน ที่บัดนี้ยืนนิ่งชมมองด้วยใจที่เต้นระทึก ท่าทีของหลงซุน รวมถึงคำสนทนาของทั้งสอง รับชมรับฟังแล้วขบคิดตาม ไหนเลยที่มันจะไม่เข้าใจ มันที่เป็นถึงจักรพรรดิ ย่อมมิใช่ชนชั้นธรรมดา สติปัญญาย่อมไม่ทื่อด่านจนขบคิดสิ่งใดไม่ออก เอาเพียงแค่ท่าทีของหลงซุน รวมไปถึงคำกล่าวสนทนาครึ่งๆกลางๆนี้ มันก็ทราบกระจ่างแล้วเช่นกันว่า หลงซุนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาเพราะเหตุอันใด
ด้วยความตระหนกกลัว มันจึงกล่าวแทรกการสนทนาของทั้งสองโดยพลัน
“ ท ท่านทูติมังกร หม่อมฉันมิได้จะกระทำเช่นที่ท่านคิด”
มันกล่าวคำอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน กระทั่งคำเรียกแทนตัวยังยังใช้เพียงแค่หม่อมฉัน ศักดิ์ฐานะอันใดล้วนวางไว้ที่เบื้องล่าง เมื่อคนที่สนทนาด้วยนับเป็นตัวตนระดับตำนานที่ตนไม่อาจล่วงเกิน ถึงแม้คำ ตำนานที่ว่านี้ อาจเป็นเพียงเด็กเปิดประตูผู้หนึ่งของวังมังกรก็ตามที
“ หืม?...” หลงซุนได้ยินคำก็ผินกายกลับไปมอง กล่าวว่า “ เป็นข้าคิดอันใด?...”
คำถามนี้ยังคล้ายเป็นการหยั่งเชิงก็มิปาน หากมู่หวังเฉินที่ทราบแน่ว่าตนมิใช่คิดผิด จึงรีบกล่าวคำขึ้นต่อในทันใด
“ เป็นเมื่อครู่ที่กระหม่อมสั่งการให้ทหารจับกุมชายหนุ่มผู้นี้ หากแท้จริงมิใช้ต้องการให้มันมารับโทษ...”
“ แล้วเป็นอันใด?”
“ อ เอ่อ คือ…”
หวังมู่เฉินกลายเป็นอ้ำอึ้ง แน่นอนว่าหาได้เป็นเช่นที่มันกล่าว แต่พอเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ ชายหนุ่มคล้ายจะมีคนหนุนหลังใหญ่โตเช่นนี้ ขบคิดได้เพียงครู่ แววตาก็สาดประกายขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดี จึงรีบกล่าวคำออกมาโดยพลัน
“ เป็นหม่อมฉันต้องการให้ชายหนุ่มผู้นี้รับข้อเสนออย่างหนึ่ง”
“ หืม? เมื่อครู่เจ้าว่าอันใดนะ หูข้าไม่ค่อยดี”
มู่หวังเฉินถึงกับคิ้วกระตุก ไหนเลยที่ผู้ฝึกตนมีคำหูไม่ดี พอกล่าวเช่นนี้มันจึงยิ่งกว่าชัดเจนแจ่มแจ้ง เป็นชายชราผู้นี้ต้องการให้มันกล่าวคำเสียงดัง ให้ผู้คนโดยท่วนทั่วได้ยินได้ฟัง แต่ไหนเลยที่มันจะหาญกล้าไม่กระทำตาม
“ เมื่อครู่ ที่หม่อมฉันต้องการที่จะจับตัวชายหนุ่มผู้นี้ หากแท้จริงแล้ว เป็นหม่อมฉันต้องการให้ชายหนุ่มผู้นี้รับข้อเสนออย่างหนึ่ง”
เสียงของมันกังวานลั่น พาให้ผู้คนที่เงี่ยหูรอฟังต้องพากันแตกตื่นตกใจ
“ ข้อเสนออันใด?” หลงซุนพยักหน้าหงึกๆ คล้ายสมใจต่อการแสดงออกของชายที่ตรงหน้า
มู่หวังเฉินสูดหายใจเข้าลึก กระทั่งที่คำตอบอันดังกังวานของมันดังสืบมา จึงพาให้ผู้คนยิ่งทวีความแตกตื่นตกใจ
“ เป็นหม่อมฉันคิดหวังให้ชายหนุ่มผู้นี้เข้าพิธีอภิเษกกับ มู่หนิงเอ๋อร์”
ผู้คนพากันส่งเสียงฮือฮาอื้ออึง หานเฟิงก็ตะลึง ไม่คิดว่าจักรพรรดิหน้าไม่อายจะมาไม้นี้ อยู่ๆก็คิดยกลูกสาวให้กับตน คนอื่นอาจสน แต่ตนย่อมตอบว่าไม่อย่างแน่นอน
หากทว่า ปากยังมิทันได้อ้าเปิด เสียงกว่าวว่า “ ไม่ได้!!!...” ก็ดังกังวานแล้ว
กังวานกึกก้องทั่วสนามประลอง ทั้งมิใช่แค่หนึ่งเสียง แต่เป็นถึงสองเสียง ที่เสียงหนึ่งนั้นจากองค์ชายสี่มู่หวังจงที่ใกล้ๆ กับอีกเสียงเป็นของรัชทายาทมู่หวังจื่อตรงที่นั่งชม ที่พอกล่าวจบก็โผทะยานเข้าสู่ใจกลางเวทีประลองอย่างรวดเร็ว
ซึ่งคำ ไม่ได้ นี้พอดังขึ้นมา ก็พาให้ผู้คนอึงงันกันไปอีกคำรบ หากจะมีก็แต่หานเฟิงที่ดวงตาสาดประกายขึ้นวูบ ภาพฉากที่โคนต้นไม้ของมู่หวังจงและมู่หนิงเอ๋อร์แวบปรากฏขึ้นมาโดยพลัน หากจะแปลกใจก็เป็นปฏิกิริยาของรัชทายาท มันไฉนรักหวงน้องสาวถึงเพียงนี้
แปลกยิ่ง...
หานเฟิงคิด หากคนอื่นมิได้คิด เรื่องราวดำมืดในวังไหนเลยที่คนนอกจะทราบรู้ บางคนกระทั่งยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาหานเฟิง ที่โชคชะตานำพาให้มันได้ตบแต่ภรรยาเป็นองค์หญิงที่งดงาม กระทั่งที่บรรดาบุรุษต่างก็จับจ้องหานเฟิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา หากกระนั้นยังมีบางคนที่ย่อยสลายเรื่องราวไม่ทัน ตีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจ ส่วนบางคนก็กำลังขบคิดสงสัย ว่าเหตุใดเรื่องราวจึงแลดูวุ่นวายถึงเพียงนี้
ทว่า มีอยู่หนึ่งคน ที่พอได้ยินคำทัดทานคัดค้านขององค์ชายทั้ง ก็บังเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างยิ่ง ซึ่งคนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก มู่หวังเฉิน
มันที่พอได้ยินคำ ก็เป็นต้องใบหน้าบิดเบี้ยว คำกล่าวนี้ หากเป็นชายหนุ่มผู้นั้นกล่าว มันย่อมไม่รู้สึกรู้สาอันใด หากแต่ที่กล่าวกลับเป็นบุตรในใส้ ไฉนพวกมันจึงไม่คิดส่งเสริมความคิดตน
“ ทำไม?!!!..”
คำกล่าวที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองจึงพลันต้องหลุดปากออกมา
มู่หวังจงทำเป็นเมินเฉยต่อท่าทีของผู้เป็นพ่อ นั่งคุกเข่าก้มหน้ากล่าวคำว่า “ จะอย่างไรก็ไม่ได้...”
ส่วนรัชทายาทมู่หวังจื่อที่รีบบึ่งทะยานมานั้น ซึ่งพอถึงก็คุกเข่าที่ตรงหน้าพร้อมกล่าวคำ “ เสด็จพ่อโปรดคิดให้ถี่ถ้วน”
มู่หวังเฉินที่ได้ยินคำทัดทานจากบุตรชาย ซ้ำสอง ก็เรียกพาให้อารมณ์โทสะโหมกระพือขึ้น มันมิสนใจแล้วว่าด้านหลังจะเฝ้ามองไว้ด้วยผู้ใด ตนกล่าวคำเสียงดังออกมาอย่างขุ่นเคือง
“ ข้าจะคิดเห็นเช่นไรแล้วข้องเกี่ยวอันใดกับพวกเจ้า...”
“ ย่อมเกี่ยว!!...”
กลับเป็นสองเสียงที่ดังประสานกันของทั้งหวังมู่จื่อและหวังมู่จง มันสองที่พอกล่าวจบ ก็พลันต้องเหลียวหน้าจับจ้องมองกัน ต่างก็เห็นสายตาที่แน่วแน่มุ่งมั่น จึงพยักหน้าให้กันด้วยสำนึกขอบคุณ
...เจ้าช่างเป็นน้องที่ประเสริฐนัก หากว่าเรื่องราวครานี้ผ่านไปได้ด้วยดี ข้าจะบอกความจริงต่อเจ้า ว่านางคือภรรยาของข้า และข้า จักตอบแทนน้ำใจอันประเสริฐของเจ้าอย่างงาม...
นี่จึงเป็นที่รัชทายาทขบคิด
...ท่านช่างเป็นพี่ที่ประเสริฐนัก หากว่าเรื่องราวครานี้ผ่านไปได้ด้วยดี ข้าจะบอกความจริงต่อท่าน ว่านางคือภรรยาของข้า และข้า จักตอบแทนน้ำใจอันประเสริฐของท่านอย่างงาม...
ส่วนนี้จึงเป็นที่องค์ชายสี่ขบคิด
“ บัดซบ!!...” แล้วนี่จึงเป็นคำสบถที่เสียจริตของบิดามัน
องค์จักรพรรดิถึงกับเสียจริตแล้ว สบถถ้อยคำเช่นนี้ต่อหน้าสาธารณชนอย่างไม่เกรงกลัวคำครหา เห็นชัดว่ามันมีโทสะยิ่ง
“ พวกเจ้ากล้าเห็นแย้งกับข้า…”
มู่หวังเฉินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน สองมือสองไม้สั่นสะท้านด้วยความโกรธ มิรู้จะทำอย่างไรกับบุตรชายทั้งสองที่ดีแต่นั่งก้มหน้า ยิ่งมาก็ยิ่งพานให้มันโมโหเดือดดาล หากคนผู้อื่นเห็นแย้งก็แล้วกันไปเถอะ จับพวกมันกุดหัวก็สิ้นเรื่องสิ้นราวไป หากนี้กลับเป็นบุตรในใส้ บุตรชายของตน แต่ดันมาเห็นแย้งกับตัวเอง เพราะว่าลูกชู้ผู้หนึ่ง
เป็นลูกชู้ตัวดีที่ตนควรจะสับสังหารไปตั้งเนิ่นนาน หากที่คงเก็บไว้เป็นเสี้ยนหนามตำตา ก็ล้วนเป็นเพราะมันสองบอกกล่าว เพราะเห็นแก่ความรักฉันท์พี่น้องของพวกมัน จึงละเว้นให้อภัย ให้โอกาสให้พวกมันได้อยู่ร่วมกัน ครุ่นคิดว่าสักวันหนึ่ง ค่อยจับให้นางได้ตบแต่งออกไป จักได้ไม่มีเสี้ยนหนามอันใดมาทิ่มตำตาให้เห็นอีก
กระทั่งที่วันนั้นมาถึง บุรุษที่คู่ควร มีเบื้องหลังความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา มันที่ถ้าสามารถตบแต่นางออกไปได้ ไม่เพียงแค่กำจัดเสี้ยนหนาม หากยังได้ลูกเขยอันประเสริฐมาอีกผู้หนึ่ง พอคิดได้ยามนั้นยังถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น หากแค่เพียงครู่ ความดีใจกลับพลันต้องกลายเป็นความเดือดดาล เมื่อไอ้เจ้าลูกชายตัวดีทั้งสองกลับเห็นต่าง กล่าวคำทัดทานมันอย่างไม่เกรงกลัว แล้วจะมิให้มันโมโหเดือดดาลได้อย่างไร
“ กล่าวออกมา พวกเจ้ามีเหตุผลใดจึงเห็นแย้งกับข้า…” มู่หวังเฉินกล่าวตวาดเสียงดัง
“ ……………..” หากทั้งสองยังคงก้มหน้าเงียบ ต่างคนต่างก็มีคำตอบของตัวเองในใจ แต่คำตอบนั้นไม่อาจแพร่งพรายออกมา
“ ก็ได้ ในเมื่อพวกเจ้าต่างก็ไม่คิดจะให้นางตบแต่ง เช่นนั้นก็ไม่ต้องตบแต่ง”
ทั้งสองได้ยินพลันยินดี เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นบิดาด้วยสำนึกขอบคุณ หากความยินดีนั้นกลับอยู่ได้เพียงครู่ เพราะคำกล่าวต่อมาของผู้เป็นบิดา นำพาให้มันสองต้องหน้าหม่นสีลงไปในทันใด
“ แต่ข้าจะยกให้นางเป็นสาวใช้อุ่นเตียงของมันไป”
มู่หวังเฉินกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปที่หานเฟิง ต้องบอกว่า เป็นมันโกรธจนเสียสติแล้ว กล่าวคำไม่ยั้งคิดแล้ว ทั้งคำกล่าวก็ดังมิใช่เบา สิ้นคำจึงได้เรียกเป็นเสียงฮือฮาขึ้นจากฝูงชน กระทั่งหานเฟิงที่อยู่ๆก็มีสิ่งที่คล้ายจะเป็นโชควาสนามาประเคนส่งให้ถึงเบื้องหน้า ก็ยังอดไม่ได้ที่ต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
“ ไม่ได้!!!...”
หากยังคงมีคำกล่าวแย้งที่ดังประสานขึ้นจากทั้งสองคน ย่อมเป็นสองพี่น้องมู่หวังจื่อและมู่หวังจง แต่จะกล่าวไป วันนี้ สองพี่น้องช่างมีใจตรงกันยิ่งนัก
“ บัดซบ!!! พวกเจ้าจะทัดทานข้าไปถึงเมื่อใด...”
“ เสด็จพ่อโปรดพิจารณาด้วย จะอย่างไรน้องห้าก็มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง ท่านยกนางให้เป็นสาวใช้เช่นนี้ นี่จึงเป็นที่เสื่อมเสียเกียรติต่อราชวงศ์เราแล้ว”
กลับเป็นรัชทายาทมู่หวังจื่อที่ยังคงมีสติดี กล่าวแย้งอย่างมีเหตุผล
ทว่า มันมีเหตุผล หากบิดามันที่ยามนี้ถูกความขุ่นแค้นบดบังสายตา เหตุผลอันใดก็ไม่ต้องมากล่าวต่อหน้ามันแล้ว มันที่กระทั่งกล่าวเรื่องที่มิควรจะกล่าวออกมาเสียงดัง
“ องค์หญิงบิดาเจ้า!!! นางเป็นลูกชู้ นังลูกชู้ตัวดีของมารดานางกับไอ้เจ้าองครักษ์บัดซบนั่น”
คำกล่าวนี้เรียกเป็นเสียงฮือฮาจากฝูงชนขึ้นมาอีกคำรบ เดิม คำครหานี้ก็แพร่กระจายไปทั่ว ผู้คนหยิบยกมาคุยกันอย่างสนุกปาก แต่ใครบ้างจะยึดถือเป็นจริงเป็นจัง กระทั่งที่วันนี้ คำกล่าวที่แพร่กระจายกลับดังออกมาจากปากขององค์จักรพรรดิเอง แล้วจะมิให้พวกมันตกตะลึงกันได้อย่างไร
และแน่นอน ที่ตกตะลึงย่อมมิใช่เพียงแค่ชาวบ้าน เพราะยังมีมู่หวังจื่อและมู่หวังเฉิน ที่พอฟังคำก็พลันต้องใบหน้าซีดเผือด สองปากอ้าค้างอยู่เป็นนาน แต่ยังก็ไม่หมดเพียงแค่นั้น ยังมีคนที่ตกตะลึงมากที่สุด ซึ่งก็คือเจ้าตัวที่ถูกกล่าวถึง มู่หนิงเอ๋อร์ ที่บัดนี้แทบจะเป็นลมล้มพับอยู่ตรงที่นั่งชมส่วนราชวงศ์
มู่หนิงเอ๋อร์ที่บัดนี้ที่ทั้งร่างส่ายไหวโอนเอน กัดฟันกรอดอย่างขุ่นเคือง ที่ขุ่นเคืองมิใช่องค์จักรพรรดิ หากเป็นสองบุรุษที่ไม่รู้กาละเทสะ เข้าขัดขวางการพระราชทานงานอภิเษกของนาง นางรึอุตส่าห์ดีใจ ที่บิดาแต่ในนาม จะพระราชทานงานอภิเษกมาให้ ทั้งบุรุษผู้นั้นก็ยังแลคล้ายว่าจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา นางรึก็ยินดีที่จะได้เป็นฝั่งเป็นฝา ยินดีที่จะได้มีหลักยึดเหนี่ยวอันมั่นคง แต่นี่กระไร บุรุษสองคนของนางกลับมาก่อกวนจนเรื่องราววุ่นวาย มันช่างน่าโมโหนัก
“ ส เสด็จพ่อ… ท ท่านกล่าวอันใด นี่ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือ?!!!...” ผู้กล่าวเป็นรัชทายาท มันเองก็กล่าวคำเสียงดังกังวาน คล้ายจะทุ่มเถียงกับผู้เป็นบิดาสักยกหนึ่ง
“ ใช่!!! ข้าบ้า ข้าเป็นบ้า ข้ามันโง่เง่าที่ถูกเมียรักที่ทุกค่ำคืนคอยตระกองกอดคิดไม่ซื่อ แอบสวมหมวกเขียวให้แก่ข้า ทั้งยังกำเนิดธิดาที่หาใช้สายโลหิตมาให้ข้ารักหวงเลี้ยงดู ข้ารึก็โง่งมเลี้ยงดูจนกระทั่งเติบใหญ่ โดยไม่เคยมีความคิดระแคะระคาย แล้วเจ้าดู พวกเจ้าดู นางที่ข้าอุตส่าห์รักถนอม แต่กลับทำกับข้าเช่นนี้ เจ้าว่าข้าสมควรเป็นบ้าหรือไม่?...”
คำกล่าวของมู่หวังเฉินเต็มไปด้วยความโมโหเดือดดาน ทั้งลึกๆข้างในยังอัดแน่นไปด้วยความเจ็บแค้น เป็นนางที่รักหักหลังมัน แอบสวมหมวกเขียวให้กับมัน กำเนิดธิดาที่หาใช้สายโลหิตของมันให้มันเลี้ยง เท่านี้ก็เจ็บแค้นมากพอแล้ว หากมาบัดนี้ กลับพบว่าบุตรในใส้ทั้งสองกำลังอ้อนวอนร้องขอ เพื่อนังลูกชู้นางนั้น ความอัดอั้นตันใจที่ต้องทนแบกรับจึงพลันระเบิด ยามนี้จึงมิสนหน้าคร่าตา กล่าวคำวาจาต่อหน้าสาธารณชนโดยไม่คิดอับอาย
“ ใช่ ข้าบ้า ข้ามันบ้า ข้ามันโง่ ข้ามันโง่ ฮา ๆ ๆ ๆ..."
มู่หวังเฉินหัวร่อราวกับคนบ้าเสียสติ แน่นอน มันย่อมมิได้บ้าหรือเสียสติ หากเป็นเพราะความอัดอั้นตันใจที่มิอาจระบาย ได้ระเบิดออกมา มันที่แม้จะมีศักดิ์ฐานะสูงส่งเป็นถึงจักรพรรดิผู้ครองอาณาจักร หากมันก็มิได้ต่างอันใดไปจากปุถุชนคนธรรมดาผู้หนึ่ง มีรัก โลภ โกรธ หลง มีเศร้าโศกยินดี ไหนเลยที่เรื่องราวความผิดหวังที่ประดังประเดเข้ามา จะไม่ทำให้คนผู้หนึ่งต้องคล้ายจะกลายเป็นบ้าไป เป็นจักรพรรดิแล้วอย่างไร จักรพรรดิก็คน จะขาดสติบ้างไม่ได้เชียวหรือ?
ยิ่งมา คำกล่าวของมู่หวังเฉินก็ยิ่งทำให้บรรดาชาวบ้านที่รับฟังต้องอึ้งทึ่ง และเห็นใจ เป็นเรื่องราวน่าสังเวชเกินไป แม้ก่อนนี้จะได้ยินได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้มาบ้างแล้ว หากพอฟังจากปากเจ้าตัว ฟังจากน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้นที่บาดลึก จึงอดไม่ได้ที่พวกมันจะรู้สึกสังเวชใจขึ้นมา
จักรพรรดิหนอจักรพรรดิ เป็นถึงตัวตนอันสูงส่ง คิดหวังสิ่งใดก็ได้ดั่งใจปราถนา กลับมิวาย ต้องพบเจอกับเหตุการณ์เรื่องราวที่พาให้จิตใจชอกช้ำระทม รักหนอ แค้นหนอ...
ช่างน่าสังเวชนัก...
ความเงียบงันบังเกิดขึ้นโดยรอบ ฝูงชนเงียบเป็นเป่าสาก ใครบ้างไม่อยากจะพูด เรื่องราวล้วนน่าเก็บกลับไปสนทนา หากทว่ายามนี้อยู่ต่อหน้าเจ้าตัว เงียบไว้จึงเป็นดี เรื่องราวจักได้ไม่เดือดร้อนมาถึงตน
ส่วนองค์ชายทั้งสองก็ได้แต่นั่งปั้นน่าหน้าบิดเบี้ยว เรื่องราวอันสมควรเป็นความลับกลับถูกตีแผ่ออกจากปากของบิดาตนเอง เช่นนี้ยังจะเหลือหน้าตาอันใดให้รักษาอีก เกียรติยศศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลใยมิจบสิ้นลงด้วยลมปากเพียงคำเดียว
มันช่างน่าโมโหนัก หากติดก็ตรงที่คนตรงหน้าเป็นบิดาของตน...
ทว่า ความเงียบงันนี้ก็เป็นอยู่ได้ไม่นาน เพราะต่อมามันก็ถูกแทนที่ด้วยถ้อยคำกล่าวที่ดังกังวานก้อง ยังคงเป็นถ้อยคำของมู่หวังเฉิน เป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยสำนึกฆ่าฟันเย็นเยียบ
“ ข้าจะฆ่านังลูกชู้นั่น...”
เมื่อที่ควรเป็นความลับ หาได้เป็นความลับแล้ว ก็มิจำต้องเก็บเสี้ยนหนามที่ตำตานี้ไว้อีก ตนเป็นถึงจักรพรรดิ จะปล่อยให้เสี้ยนหนามนี้ตำตาอยู่ต่อไปได้อย่างไร ต้องฆ่าทิ้งให้สิ้นซาก ให้สมกับความเจ็บแค้นจากการที่มารดาของนางได้กระทำ
หากสิ้นคำกล่าวนั้น กลับตามมาด้วยคำ “ ไม่ได้!!!...” ที่ดังกังวาน
ยังคงเป็นคำกล่าวจากองค์ชายทั้งสอง เป็นมันสองที่ทะลึ่งตัวขึ้น จับจ้องมองคนที่เป็นบิดาตรงหน้าอย่างเดือดดาน
สามคนพ่อลูก สบตาจ้องประสาน สองเหลืออดเดือดดาน หนึ่งขุ่นแค้นโกรธเคือง
กระทั่งที่มู่หวังเฉินเป็นฝ่ายเปิดปากกล่าววาจาขึ้น
“ ทำไม?...”
คำ คำนี้เรียบง่าย น้ำเสียงคล้ายดั่งการไต่ถามเรื่องราวอันไม่จำเป็น หากทว่า ในแววตาคู่นั้น คือความไม่ยินยอม ที่ไม่ว่าคำตอบของบุตรชายทั้งสองตรงหน้าจะออกมาเช่นไร มันก็มิคิดวางมือจากไป มันที่อย่างไรก็ต้องสับสังหารนังลูกชู้ให้สมใจอย่างแน่นอน
กระทั่งที่คำตอบขององค์ชายทั้งสองดังออกมาพร้อมกัน จึงได้พาให้โลกหล้าเงียบงันในบัดดล
“ เพราะนางเป็นภรรยาข้า!!!...”