ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 31 บุปผางามท่ามกลางเปลวเพลิง


    หลังจากที่หลางถูกหิ้วไปรักษาแล้วนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามากมาย คู่ประลองคู่อื่นๆจึงลงสนามประลองต่อทันที แต่เหล่าปรมาจารย์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมายตาศิษย์คนใดเข้าขุนเขาของตนเป็นพิเศษ เนื่องจากยังไม่เจอเด็กคนไหนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเตะตาตนนั่นเองการประลองยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงคู่ของจ้าวหลิวและฮุ่ยหวง ทั้งสองเดินเข้าลานมายังลานประลองและทำความเคารพให้กันก่อนจะเริ่มสู้กันทันทีเมื่อได้ยินเสียงระฆัง
    ร่างของจ้าวหลิวและฮุ่ยหวงวิ่งพุ่งเข้าหากันโดยไม่ลังเล ทั้งสองต่างก็เชี่ยวชาญทางด้านวรยุทธพอๆกัน ดังนั้นการประลองของคู่นี้ส่วนใหญ่จะโจมตีกันโดยใช้กระบวนท่าเสียมากกว่า อานุภาพของกระบี่ธาตุลมและอัศนีฟาดฟันกระทบกันก็พลันทำให้เกิดกระแสลมที่พัดพาสายอัสนีไปทำลายล้างสิ่งของรอบๆด้านแทน โชคยังดีที่ภายในสนามประลองถูกร่ายคาถาป้องกันเอาไว้แล้ว ดังนั้นผู้คนภายนอกจึงมิได้รับอันตรายใดๆ
    เมื่องัดกระบวนท่าออกมาฟาดฟันกันจนพอหอมปากหอมคอแล้ว ฮุ่ยหวงจึงเป็นคนแรกที่เปิดประเดิมร่ายคาถาปราณธาตุออกมาต่อสู้ หากมัวแต่ใช้กระบี่ไล่ฟันกันไปเรื่อยๆคงไม่มีทางตัดสินแพ้ชนะได้เป็นแน่ ฮุ่ยหวงร่ายคาถาในใจและใช้นิ้วเรียวแตะไปที่ริมฝีปากของตนก่อนจะพ่นลมพายุหมุนลูกใหญ่ออกมาลมพายุหมุนนั้นปะทะเข้ากับร่างของจ้าวหลิวอย่างแรง ลมหมุนก็เริ่มหมุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถเหวี่ยงร่างของจ้าวหลิวลอยไปกระแทกกับเสาหินในลานประลองอย่างแรง ทันทีที่ร่างของจ้าวหลิวถูกฟาดเข้ากับเสาหินด้วยแรงมหาศาลนั้น ก็ส่งผลให้เสาหินโค่นล้มลงมาทับร่างของจ้าวหลิวซ้ำอีกหนหนึ่ง
    ฝุ่นควันตลบอบอวลบดบังทัศนียภาพในการมองเห็นทั้งผู้ประลองและผู้ที่รับชม ทว่าร่างของเด็กหนุ่มก็ยังสามารถยืนหยัดขึ้นมาได้ บาดแผลถลอกเริ่มปรากฏชัดตามลำตัว แต่ทว่าสีหน้าของจ้าวหลิวกลับไม่ได้แสดงทีท่าว่าเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย จ้าวหลิวขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปมก่อนจะชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นเหนือหัวจนสุดแขน “อัญเชิญอัสนี!” เสียงของจ้าวหลิวเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดังและฟังชัดทันใดนั้นสายอัสนีสีม่วงก็ผ่าลงมาจากก้อนเมฆสีดำคล้ำหลายร้อยสาย สายฟ้าส่วนมากนั้นก็ดันพร้อมใจกันไปผ่าฟาดเข้าที่ร่างของฮุ่ยหวงโดยไร้ซึ่งความปราณีใดๆ กลิ่นเนื้อไหม้กระจายฟุ้งไปทั่วอากาศ...อา...ช่างเป็นกลิ่นที่มิอาจฝืนทนได้เสียจริง
    ฮุ่ยหวงลุกขึ้นและสะบัดเสื้อผ้าของตนหวังไล่กลิ่นไหม้นี้ออกไป แผลตามตัวของเขาราวกับถูกจ้าวหลิวเอาคืนเป็นสองเท่า ช่างเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าหวาดหวั่นยิ่ง แต่ทว่าไม้ตายของเขานั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ฮุ่ยหวงล้วงเข้าไปในช่องเก็บของที่แขนเสื้อ และเลือกหยิบใบไม้ขึ้นมาหนึ่งกำมือเขาร่ายคาถาเงียบๆและกระโดดขึ้นให้สูงมากที่สุดก่อนจะลงมือขว้างปาใบไม้เหล่านั้นไปยังทิศทางที่จ้าวหลิวยืนอยู่ จ้าวหลิวเองก็เห็นใบไม้ลอยมายังทิศทางของตนก็มิได้มีทีท่าว่าจะหลบหลีกเลยแม้แต่น้อย แต่กลับยืนดูเหล่าใบไม้ที่ค่อยๆลอยมาทางเขาทว่าผู้ใดเลยจะล่วงรู้ เหล่าใบไม้เมื่อเข้าใกล้ตัวของจ้าวหลิวก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นคมมีดเล็กๆอันแหลมคม และพุ่งตรงไปทางจ้าวหลิวด้วยความเร็วจากกระแสลมที่ฮุ่ยหวงเสกมา จ้าวหลิวมิได้ตกอกตกใจจนสติหลุดไป เขายกกระบี่อัสนีขึ้นมาและกวัดแกว่งปัดป้องเหล่าคมมีดนั้นให้ออกห่างจากตัวอย่างคล่องแคล่ว“แหม...วิชาของข้าไม่สามารถตบตาเจ้าได้เลยหรือ? หึๆ” ฮุ่ยหวงหัวเราะอยู่ในลำคอและชักกระบี่ออกมาก่อนจะพุ่งตัวไปยังจ้าวหลิว
    จ้าวหลิวก็มิใช่ฝ่ายที่ชอบรอรับแรงปะทะ ดังนั้นเขาก็พุ่งตัวไปทางฮุ่ยหวงด้วยเช่นกัน ประกายไฟสว่างวาบไปมายามเมื่อคมกระบี่สองคมปะทะกัน ทั้งสองต่อสู้กันมานานมากเสียจนคนที่ลุ้นก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ด้วยเช่นกัน
    “เจ้าเป็นแมลงสาบหรืออย่างไร? ล้มยากล้มเย็นเสียจริงนะ!” จ้าวหลิวเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งแรงฟาดกระบี่ออกไปอย่างแรงเป็นการทิ้งท้าย ก่อนจะร่ายคาถาอัสนีอีกรอบมือแกร่งของจ้าวหลิวชูขึ้นไปฟากฟ้าอันไพศาล “อัญเชิญสายฟ้าผลาญชีพ!” สิ้นเสียงตะโกนของเจ้าหลิว เมฆครึ้มหลายก้อนจากทั่วสารทิศก็พลันลอยมารวมตัวกันที่ด้านบนของลานประลอง จากที่เมื่อครู่ท้องฟ้ายังสดใสอยู่ บัดนี้กลับมืดมนและเต็มไปด้วยเสียงของฟ้าร้องคำรามอย่างน่ากลัวฮุ่ยหวงตะลึงงันกับคาถาที่จ้าวหลิวร่ายออกมา ว่ากันว่าธาตุอัสนีเป็นหนึ่งในธาตุบรรพกาล แม้จะเป็นคาถาที่อานุภาพไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ผู้ที่ถูกโจมตีด้วยสายฟ้าเหล่านั้นก็นอนหยอดข้าวต้มไปหลายเดือนเลยเช่นกัน!
    สายฟ้าสีม่วงแดงสายใหญ่ก็เริ่มปรากฏออกมาให้เห็นเป็นขวัญตา จ้าวหลิวเล็งตำแหน่งของฮุ่ยหวงแล้วสะบัดมือลงราวกับออกคำสั่งให้สายฟ้าสายใหญ่ผ่าฟาดลงไปยังเป้าหมายที่เขาเล็งเอาไว้ ฮุ่ยหวงมองซ้ายมองขวาก็ไม่มีที่กำบังตัวเองเลยสักนิด รวมไปถึงรัศมีของสายฟ้าที่กินอาณาเขตไปเกือบครึ่งลานประลองแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลบหลีกสายฟ้าสายนี้ไปได้ฮุ่ยหวงกระวนกระวายและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเขาสะท้อนแสงเงาของสายฟ้า ไม่นานนักสายฟ้าก็ผ่าลงยังร่างของฮุ่ยหวงอย่างรุนแรง โชคยังดีที่จ้าวหลิวสามารถควบคุมความรุนแรงของสายฟ้าของตนเองได้ ดังนั้นการที่ฮุ่ยหวงถูกสายฟ้าผ่าลงร่างจึงไม่ถึงกับทำให้เขาตาย เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลารักษาถึงสองเดือนเท่านั้นเอง
    ในลานประลองไม่มีผู้ใดส่งเสียงออกมา ทุกคนกำลังตะลึงงันอยู่กับอิทธิฤทธิ์ของสายฟ้าเมื่อสักครู่ ศิษย์พี่ผู้เป็นกรรมการเป็นคนแรกที่ได้สติก่อนใคร “การประลองครั้งนี้ จ้าวหลิวเป็นฝ่ายชนะ!” เสียงเฮจากกลุ่มห้าดังขึ้นมาด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด ศิษย์คนอื่นๆเองก็แสดงความดีใจกับจ้าวหลิวด้วยเช่นกัน ส่วนหน่วยแพทย์ก็พากันมาหิ้วร่างของฮุ่ยหวงไปรักษา
    ที่นั่งด้านหน้าของตำหนักหลักนั้น สายตาของเฮ่อเหลียนหลิวก็พลันประกายวาบขึ้นมาด้วยความสนอกสนใจกับเด็กหนุ่มที่มีนามว่าจ้าวหลิว ปราณธาตุบรรพกาลเช่นนี้หาตัวได้ยากยิ่ง ไฉนเลยปรมาจารย์เช่นเขาจะปล่อยให้จ้าวหลิวหลุดมือของตนไปได้? ในเมื่อตัวเองมีศิษย์ที่หมายตาเอาไว้ในใจแล้วฉับพลันมุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี
    สมาชิกกลุ่มห้ามายืนรอรับจ้าวหลิวอยู่ที่ทางเข้าลานประลอง แม้ว่าร่างของจ้าวหลิวจะมีบาดแผลแต่ทว่าบาดแผลเหล่านั้นกลับไม่ทำให้เขาสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย“ต่อไปก็ตาของเฟิงมี่?” จ้าวหลิวเอ่ยถาม“ใช่ สู้กับเจ้าหลิ่งเหวินสมาชิกกลุ่มเก้า” เฟิงมี่ทำสีหน้าที่จริงจัง ไม่อยากเชื่อเลยว่าระดับของข้าดันไปสูสีกับหลิ่งเหวินนั่นจ้าวหลิวยกมือขึ้นมา เฟิงมี่ยกมือขึ้นตอบ ทั้งสองแปะมือกัน คนหนึ่งออกสนามคนหนึ่งเข้าสนาม แม้โดยปกติทั้งสองคนจะดูเหมือนไม่ถูกกันแต่ถ้าเรื่องการต่อสู้แล้ว สองคนนี้สามัคคีกันดียิ่ง
    ร่างบางอรชรของเฟิ่งมี่เดินเข้าสนามประลองโดยไม่หวั่นไหวและไม่ตื่นเต้น ราวกับว่านางนั้นผ่านสนามการต่อสู้มามากมายจนชินชาไปเสียแล้ว ด้านหน้าของเฟิงมี่ปรากฏร่างของชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ดวงตาเหยี่ยวคม ทั้งสองทำความเคารพให้แก่กันและรอจนกระทั่งเสียงระฆังดังขึ้นหลิ่งเหวินร่ายคาถาธาตุน้ำขึ้นมาให้เป็นเกราะป้องกัน ส่วนเฟิงมี่ที่ไม่ค่อยสนใจปราณธาตุสักเท่าใดนักก็ชักกระบี่ออกมา ในตอนที่ฝึกซ้อมเฟิงมี่เก็บซ่อนรูปลักษณ์ของกระบี่ตัวเองเอาไว้ ในที่สุดวันนี้กระบี่ของนางก็จะได้ปรากฏต่อสายตาของทุกคนแล้วกระบี่ของเฟิงมี่เป็นสีแดงเพลิง เนื่องมาจากนางครอบครองธาตุไฟ การต่อสู้ในครั้งนี้นางจะหยิบใช้ทั้งวรยุทธและคาถาออกมาซัดเจ้าหลิ่งเหวินให้ร่วงไปเลย เฟิงมี่แสยะยิ้มออกมาอย่างน่าขนลุก ในที่สุดนอกจากรูปลักษณ์ที่แท้จริงของกระบี่จะปรากฏออกมาแล้วธาตุแท้ของนางก็ปรากฏออกมาด้วยเช่นกัน หลิ่งเหวินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ตอนแรกที่รู้ว่าคู่ต่อสู้ของตนเป็นสตรีเขาคิดว่าจะออมมือและทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่เมื่อเห็นท่าทีของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ขอปล่อยไม้ตายออกมาไม้ยั้งเลยแล้วกัน!
    หลิ่งเหวินร่ายคาถาธาตุไม้ ทันใดนั้นเหล่ารากไม้ทั้งหลายก็พลันทิ่มแทงพื้นปูนของลานประลองขึ้นมาขวางกั้นทิศทางของเฟิงมี่เอาไว้ เฟิงมี่เห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาก่อนจะร่ายคาถาลูกบอลไฟยักษ์และเขวี้ยงไปยังรากไม้ที่ขวางทางของนาง เฟิงมี่วิ่งทะลุเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้และฟาดฟันคมกระบี่ไปยังร่างของหลิ่งเหวินอย่างบ้าคลั่ง เกราะธาตุน้ำที่ถูกโจมตีอย่างหนักโดยธาตุไฟก็พลันเสื่อมอานุภาพของมันลงอย่างรวดเร็วธาตุไฟกำลังพิฆาตกับธาตุน้ำ แต่พละกำลังของธาตุไฟนั้นมากกว่าจึงทำให้เกราะของหลิ่งเหวินแตกสลายไปในที่สุด ดวงตาเรียวมองเห็นคมกระบี่กำลังฟาดมาที่ร่างของเขา เขาจึงได้กระโดดขึ้นไปยังด้านบน ส่งผลให้เฟิงมี่ที่ฟันได้แค่อากาศธาตุพลันหงุดหงิดขึ้นมาในใจ
    หลิ่งเหวินเห็นแล้วว่าเฟิงมี่ครอบครองเพียงแค่ธาตุไฟธาตุเดียวแน่ๆ ดังนั้นเขาซึ่งครอบครองธาตุไม้และน้ำจึงมีตัวเลือกที่ใช้ต่อสู้ได้มากกว่า ถึงแม้ว่าธาตุไฟจะพิฆาตกับธาตุไม้และเกราะน้ำของเขา แต่ทว่าหากธาตุน้ำมีปริมาณที่มากกว่า อย่างไรเสียธาตุน้ำก็จะพิฆาตกับธาตุไฟเป็นแน่หลิ่งเหวินยกยิ้มเย็นและอัญเชิญกระแสน้ำออกมาที่กระบี่ก่อนจะฟันลงไปยังตัวของเฟิงมี่ เฟิงมี่หลบได้อย่างหวุดหวิดก็จริงแต่ทว่าก็ได้รับบาดแผลเล็กน้อยตรงช่วงหน้าท้องมาเช่นกัน เฟิงมี่และหลิ่งเหวินจ้องกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ฉับพลันร่างของทั้งสองก็พุ่งปะทะเข้าหากันพลังธาตุน้ำและพลังธาตุไฟกำลังต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ราวกับทั้งคู่เป็นบ่อกักเก็บน้ำและไฟอย่างไรอย่างนั้น เฟิงมี่พุ่งตัวลงไปยังพื้นลานประลองและปักกระบี่ลงไปที่พื้น ริมฝีปากบางก็ร่ายคาถาออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อร่ายเสร็จเฟิงมี่ก็ดึงกระบี่ขึ้นมาและรีบเหาะขึ้นที่สูงอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นลาวาอันร้อนระอุก็พวยพุ่งขึ้นมาจากลานประลอง ส่งผลให้หลิ่งเหวินที่ไล่ตามเฟิงมี่มาติดๆถูกลาวาลวกเข้าที่ขาทั้งสองโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
    เสียงหัวเราะของเฟิงมี่ที่ฟังแล้วน่าขนลุกก็ดังขึ้นมา หลิ่งเหวินโมโหจนเลือดขึ้นหน้าก็ได้ร่ายคาถาธาตุไม้ เขาเรียกรากไม้จำนวนนับพันเพื่อหมายจะตรึงร่างของเฟิงมี่โดยเฉพาะเฟิงมี่ที่เห็นรากไม้กำลังมุ่งเป้ามาที่ตนจึงได้รีบเร่งความเร็วกระบี่ให้บินสูงมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะสูงมากเท่าไหร่ ใช้ความเร็วมากขนาดไหน แต่ทว่าเหล่ารากไม้พวกนี้ก็ไล่ตามนางได้ทัน รากไม้พันเข้าที่ขาของเฟิงมี่ก่อนจะฉุดรั้งลงมาอย่างแรงจนนางเสียหลักตกลงมาจากกระบี่ ไม่นานนักรากไม้รากอื่นๆก็รีบตามมาพันธนาการร่างของนางอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถดิ้นหลุดได้ ส่วนกระบี่เพลิงของนางก็กระเด็นไปตกอยู่ไกลมือของตัวเองมากโข
    หลิ่งเหวินกำลังได้เปรียบอย่างมาก ดูจากสีหน้าของเฟิงมี่ในตอนนี้ก็รู้แล้วว่านางใช้พลังปราณไปมากกว่าครึ่งในการขับเคลื่อนกระบี่ หลิ่งเหวินก้มตัวลงไปบีบคางของเฟิงมี่อย่างแรงก่อนจะเค่นเสียงหัวเราะออกมา“หมดแรงแล้วล่ะสิ? เช่นนั้นข้าจะรีบทำให้มันจบลงเร็วๆนี้เอง!” เขาไม่พูดเปล่าทันใดนั้นฝ่ามือของหลิ่งเหวินก็ครอบคลุมไปด้วยหอกไม้และลูกบอลน้ำที่ใหญ่มหาศาล ทันทีที่หลิ่งเหวินปาหอกไม้และลูกบอลน้ำไปยังร่างของเฟิงมี่ กระบี่เพลิงของนางก็ลอยเข้ามากปกป้องผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว คมกระบี่ที่ถูกฟาดฟันออกไปพร้อมๆกับเปลวเพลิง ส่งผลให้หอกไม้เหล่านั้นมอดไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน ส่วนลูกบอลน้ำเมื่อสัมผัสเข้ากับเปลวไฟที่ร้อนแรงก็พลันระเหยกลายเป็นไอไป
    กระบี่รีบเร่งพุ่งไปตัดรากไม้เหล่านั้นด้วยความเร็ว ร่างของเฟิงมี่ที่เป็นอิสระจากรากไม้เหล่านั้นแล้วก็รีบรับกระบี่กลับเข้าสู่มือของตน หลิ่งเหวินตกใจแต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้“ตัดสินกันเลยหรือไม่?” เฟิงมี่แสยะยิ้มและตั้งท่าเตรียมพร้อมกับการต่อสู้หนสุดท้ายหลิ่งเหวินหัวเราะและพยักหน้ารับคำก่อนจะชักกระบี่ออกมา
    ทั้งสองพุ่งตัวเข้าหากันและกวัดแกว่งกระบี่ใส่กันอย่างไม่ออมมือ ร่างทั้งสองเคลื่อนไหวเร็วมากเสียจนมิอาจจับตามองได้ทัน คมกระบี่ฟาดฟันกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใครจนกระทั่งทั้งสองเงื้อกระบี่ขึ้นสูงเหนือหัวเพื่อร่ายคาถาของตนที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง ในที่สุดการฟาดฟันครั้งสุดท้ายก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เฟิงมี่ตวัดกระบี่เพลิงของตนออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี ในคมดาบนั้นมีเปลวเพลิงมากมายออกมาจากกระบี่ ส่วนหลิ่งเหวินเมื่อตวัดกระบี่วารีด้วยแรงของตนแล้ว สายน้ำมากมายก็แฝงออกมากับคมกระบี่ด้วยเช่นกัน
    กระบี่ธาตุน้ำและธาตุไฟกำลังต่อสู้กัน สายน้ำที่สัมผัสกับธาตุไฟส่วนหนึ่งก็ระเหยขึ้นกลายเป็นไอ เช่นเดียวกันกับเปลวเพลิงที่ร้อนแรงของเฟิงมี่กำลังถูกดับด้วยสายน้ำของหลิ่งเหวิน แต่หลิ่งเหวินยังมีพลังลมปราณเหลืออยู่ผิดกับเฟิงมี่ที่ลมปราณหมดไปแล้ว ดังนั้นหลิ่งเหวินจึงเพิ่มสายน้ำเข้าไปทำลายล้างเปลวเพลิงของเฟิงมี่ทันทีสายน้ำพุ่งตรงมายังร่างของเฟิงมี่ และใช้ข้อได้เปรียบเรื่องกระแสน้ำพัดพาร่างบางไปกระแทกกับเสาหินเหมือนกับจ้าวหลิว เมื่อสายน้ำเลือนหายไปแล้วร่างของเฟิงมี่ก็นอนแน่นิ่ง แม้จะยังหายใจอยู่แต่ทว่านางก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก เนื่องจากนางใช้แรงและลมปราณของตนอย่างบ้าคลั่ง นั่นจึงทำให้ร่างกายของนางอ่อนล้าเกินไปนั่นเอง“หลิ่งเหวินชนะ!” เสียงโห่ร้องอย่างยินดีดังกระหึ่มขึ้นทั่วลานกว้าง และเฟิงมี่ก็ถูกพาตัวไปรักษาดั่งเช่นศิษย์คนอื่นๆที่บาดเจ็บ
    “หลี่หลิน”“อ๋า?”“ถึงตาของเจ้าแล้ว” จ้าวหลิวพูดเตือนสติเด็กสาวตัวน้อย“อื้ม ข้าไม่ลืมหรอก” เด็กสาวเอ่ยตอบ แต่เมื่อเห็นสภาพที่สะบักสะบอมของเฟิงมี่เข้า ก็พลันทำให้ขาเล็กๆทั้งสองของตนก้าวไม่ออกเสียดื้อๆ มือไม้สั่นไปหมด มือแกร่งของเจ้าหลิวแตะเบาๆที่บ่าของข้า ใบหน้าเล็กๆหันไปทางเขาอย่างช้าๆ“ไม่ต้องประหม่าไป เจ้าครอบครองถึงหกธาตุอย่างไรเสียก็ได้เปรียบกว่าเห็นๆ” “...” “แพ้ชนะไม่สำคัญ เจ้าเพียงสู้ให้สุดความสามารถของเจ้าก็พอแล้ว” เจ้าหลิวส่งยิ้มอันอบอุ่นมาให้ข้า นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเกิดความรู้สึกใจเต้นตึกตักขึ้นมานิดๆ
    คู่ต่อสู้ที่ข้าสุ่มได้ก็คือเด็กหนุ่มจากกลุ่มสอง รูปร่างของเขาผอมบางดูอ่อนแอเสียจนข้าที่เห็นเขาแวบแรกก็เผลอคิดว่าเป็นหญิงสาว ข้าและหนุ่มน้อยทำความเคารพให้กันและกัน รอจนเสียงระฆังดังขึ้นจึงเริ่มการประลอง ตามแผนการของข้า ข้าจะรอให้อีกฝ่ายพุ่งตรงมายังทิศทางของข้าก่อน และจะใช้คาถาธาตุดินสร้างกำแพงขึ้นมาขังตัวเขาเอาไว้ หลังจากนั้นก็เสกไฟออกมาเผาฝ่ายตรงข้ามเสีย แต่จนแล้วจนรอดก็หาได้มีความเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้นไม่ กลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างรอให้ศัตรูพุ่งตัวเข้ามาโจมตีเพื่อหาช่องโหว่
    เด็กหนุ่มผู้นี้ตามที่ข้าได้ยินมาจากหมิงซิน เห็นว่าเขานั้นครอบครองธาตุน้ำ? ธาตุอะไรบ้างที่พิฆาตกับน้ำ หัวสมองเล็กๆของข้ากำลังคำนวณถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หากเด็กคนนั้นครองธาตุน้ำ เช่นนั้นตัวข้าต้องใช้ธาตุดินเข้าควบคุม หึๆ ในขณะที่หลี่หลินกำลังหัวเราะได้ใจอยู่นั้น อยู่ๆคมกระบี่ก็จ่อเข้าที่คอหอยของนางอย่างรวดเร็วแต่ไม่ว่าจะจ่อช้าหรือเร็วก็ไม่ส่งผลใดๆต่อข้าทั้งนั้น ร่างกายเล็กๆหงายหลังหลบคมกระบี่ได้อย่างหวุดหวิดก่อนจะก้มลงและหมุนตัวเตะตัดขาของเด็กหนุ่มอย่างชำนาญ อุตส่าห์ได้มีชีวิตขึ้นมาใหม่แล้ว ไม่มีทางที่ข้าจะตายอีกรอบเป็นแน่ ถ้าข้าตายอีกหน...ข้าจะไม่มีทางได้ลิ้มรสอาหารทุกชนิดในโลกของยุทธภพอีกเลยก็เป็นได้!
    เด็กหนุ่มที่ถูกหลี่หลินสกัดขาเข้าก็ล้มลง ครานี้ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์ที่บอบบางและอ่อนแอจะหายไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะและรีบพุ่งตัวมายังหลี่หลินหมายที่จะใช้กระบี่ฟาดฟันร่างของเด็กสาวตัวน้อยให้ได้ ใช่...ในเมื่อใช้พลังปราณธาตุได้ไม่คล่อง ก็งัดวรยุทธออกมาต่อสู้เสียเลย
    หลี่หลินตกใจแต่ก็เบี่ยงตัวหลบทัน คมกระบี่ฟาดไปทางซ้ายข้าหลบไปทางขวา คมกระบี่ฟาดไปทางขวาข้าก็หลบไปทางซ้าย ฟาดข้างบนข้าหลบล่าง ฟาดข้างล่างข้าก็หลบบน หึ อ่อนหัด! เด็กหนุ่มเหวี่ยงกระบี่ไปรอบๆตัวอย่างส่งเดชโดยไม่สนทิศทาง ดังนั้นหลี่หลินจึงร่ายคาถาธาตุไม้ขึ้นมากักขังเด็กหนุ่มเอาไว้ คุกไม้ที่หลี่หลินร่ายออกมานั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ต่อให้ใช้กระบี่คมๆฟันเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง ก็ไม่มีทางที่จะทำให้คุกไม้พังทลายลง เด็กหนุ่มเมื่อตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็กระวนกระวายเหวี่ยงกระบี่ฟันออกไปมั่วๆ จนกระทั่งเขาทนไม่ไหวจึงได้ร่ายคาถาธาตุน้ำเรียกสายน้ำมาสาดซัดเข้าไปที่คุกไม้ คุกไม้ที่โดนกระแสน้ำอันรุนแรงโจมตีเข้าก็พลันแตกหักอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง หลี่หลินจึงร่ายคาถากำแพงธาตุดินขึ้นมาป้องกันตัว กำปั้นเล็กทุบลงที่พื้นลานประลอง ก่อเกิดเป็นกำแพงดิน...ขนาดเล็ก
    เด็กหนุ่มเห็นเข้าก็หลุดขำออกมาก่อนจะจับกระบี่ให้มั่นคง และมุ่งตรงมาหมายจะจบการประลองนี้ลงและรับเอาชัยชนะหนนี้ไป แต่ทว่าผลจากการทำลายล้างคุกไม้เมื่อครู่ทำให้น้ำที่เกิดจากการร่ายคาถาของเด็กหนุ่มเปียกปอนไปทั่วพื้นหินประลอง เด็กหนุ่มที่ออกตัววิ่งด้วยความเร็วก็พลันลื่นล้ม เขาตกใจเล็กน้อยแต่ก็ยังทรงตัวได้อยู่ แล้วเขาก็ออกวิ่งอีกครั้ง คราวนี้เขามั่นใจแล้วว่าจะไม่ลื่นบนพื้นหินนี้อีกเป็นครั้งที่สอง แต่ทว่าขาของเขากลับสะดุดเข้ากับกำแพง...ไม่สิ เนินดินขนาดย่อมๆที่เด็กสาวได้สร้างขึ้น คราวนี้เขาไม่สามารถกลับมาทรงตัวได้เหมือนครั้งก่อนๆอีกแล้ว สายตาด้านหน้าของเขามีเพียงพื้นหินที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเท่านั้นไม่นานนักเสียงดัง‘โป๊ก’ก็ดังขึ้นมา พร้อมๆกับที่ร่างของเด็กหนุ่มนอนแน่นิ่งไป“เอ๊า...” เสียงอุทานหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากรูปกระจับ เมื่อศิษย์พี่เห็นว่าร่างของสมาชิกกลุ่มสองนั้นไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป มิหนำซ้ำกองเลือดก็ยังไหลนองเต็มพื้นเสียขนาดนั้น ดังนั้นการประลองครั้งนี้จึงทำให้หลี่หลินเป็นผู้ชนะ
    ลานประลองเงียบกริบไปครู่ใหญ่ มิน่าเชื่อว่าการต่อสู้เช่นนี้จะเกิดขึ้นจริงๆในโลกยุทธภพ แม้แต่ผู้ที่เป็นฝ่ายชนะเองก็ยังอึ้งค้างตัวแข็งค้างไปตามๆกัน เรียกได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นช่างแพ้ได้อย่างอนาถยิ่งนัก...“หลี่หลินเป็นฝ่ายชนะ!”

    เมื่อได้ยินเสียงของศิษย์พี่ประกาศผลออกมา จึงทำให้ลูกศิษย์คนอื่นๆพลันได้สติและส่งเสียงเฮออกมาด้วยความยินดี...

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ) ที่คุณอ่าน