เห็นสีหน้านางไม่พอใจ ทั้งยังรุกเร้า้ารู้ให้ได้ ซ่งพลันอีทนไม่ไหวได้แต่ส่งสีหน้าขอร้องอ้อนวอน
“น้องสาม อย่าทำเพื่อข้า จนต้องขัดแย้งกับท่านพ่อหรือฮูหยินเลย”
ซ่งิอีคาดว่าหากแม้ในใจจงจิ้งโหวมีตำแหน่งที่ยืนให้นางสักหน่อย ปีนั้นนางคงไม่ต้องถูกไล่ให้รีบออกไปจากบ้าน จนสุดท้ายต้องไปบำเพ็ญเพียรฝึกจิตถึงแปดปี
ซ่งิหลานมองน้องสาวผู้งดงามหยาดเยิ้มและเกิดจากฮูหยินใหญ่ ก็รู้สึกว่าในใจเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างมากแล้ว ไม่ยินยอมให้ซ่งิหลานทำเพื่อตัวเองที่มีฐานะต่ำต้อยจนมีเื่ทะเลาะเบาะแว้งกับจงจิ้งโหว ดังเช่นหิมะหนาที่มีน้ำแข็งเกาะเพิ่ม*ทำให้จงจิ้งโหวยิ่งไม่ชอบนาง นางคิดถึง่เวลาที่ดำเนินชีวิตในหลายปีเ่าั้ น้ำตาหยดหนึ่งไหลปริ่มคล้ายกับ้าร่วงหล่นลงมา ทว่ายังคงพยายามกลั้นเอาไว้ น้ำเสียงแหบแห้งพูดขึ้นว่า “ในเมื่ออย่างไรก็แต่งไปแล้ว ต่อให้ชะตาชีวิตขมขื่นอย่างไรก็จำต้องอยู่ต่อไป” นางพยายามฝืนยิ้ม ทว่ากลับพบว่ารอยยิ้มของตัวเองไม่น่าดูสักเท่าไหร่ ได้แต่หันไปมองข้างๆพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เป็สตรี ใครไม่เคยผ่านเื่อย่างนี้มาบ้าง? น้องสามก็สวดมนต์เป็ประจำ น่าจะรู้ถึงความทุกข์ยากของเวไนยสัตว์ในโลกใบนี้ ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้หรอก”
“ความทุกข์ยากของเวไนยสัตว์ ก็ไม่ใช่เหตุผลของการแกว่งเท้าหาเสี้ยน*” ซ่งิหลานพลันยิ้มเยียบเย็น
สิ่งที่นางไม่กลัวมากที่สุดก็คือการมีเื่โต้แย้งกับจงจิ้งโหว
จะอย่างไรก็ดี นางได้ชื่อว่าเป็บุตรสาวฮูหยินใหญ่แห่งจวนโหว นอกจากว่าจงจิ้งโหวไม่้าชื่อเสียงของบิดาที่เมตตาต่อบุตรแล้วเท่านั้น จึงจะมาหาเื่ฉีกหน้านาง
ยิ่งไปกว่านั้น...
“ขอเพียงท่านพูดออกมาว่าแต่งให้ใคร! ตอนนั้นเป็ฮูหยินจัดการให้ท่านหรือ?” ซ่งิอียังคงสองจิตสองใจก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาของซ่งิหลานสงบเมื่อหยุดมองครู่หนึ่งที่ใบหน้าซูบผอมของนาง
หญิงสาวที่เคยงดงามอ่อนหวาน เพียงแค่ไม่กี่ปี กลับเปลี่ยนเป็ซีดเซียวและแก่ขึ้นมากอย่างนี้ จะไม่ให้นางโมโหได้อย่างไร?
“ในเมื่อฮูหยินเป็ผู้ตกลงเื่งานแต่ง ชั่วชีวิตของท่านย่อมต้องอยู่ในความรับผิดชอบของฮูหยิน ท่านใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ก็ควรกลับมาร้องไห้ต่อหน้าฮูหยิน ให้นางจัดการเื่นี้ให้ท่าน” ซ่งิอียินยอมคล้อยตาม นางเป็บุตรสาวของอนุที่มีความอ่อนโยนและซื่อตรงผู้หนึ่ง หากใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสุขสงบ มีพี่สาวผู้อ่อนโยนซึ่งเกิดจากอนุภรรยา ซ่งิหลานย่อมต้องปลื้มอกปลื้มใจมากแน่ ที่จริงแล้วใครๆก็ล้วนไม่ชอบให้บุตรอนุโดดเด่นเกินหน้าเกินตาบุตรฮูหยินใหญ่มิใช่หรือ? ทว่าเห็นท่าทางที่น่าสงสารของซ่งิอีอย่างนี้แล้ว ซ่งิหลานกลับหวังว่าพี่สาวจะสามารถร้ายกาจขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน ขอเพียงสักครึ่งหนึ่งของหลี่ซื่อก็ยังดี คงจะทำให้ไม่ถึงกับตกอยู่ในสภาพอย่างทุกวันนี้
นางเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อฮุ่ยซินนำชามาให้นาง ก็ดื่มเข้าไปคำหนึ่งอย่างไม่ใคร่สนใจก่อนจะพูดต่อไปว่า “นางไม่จัดการดูแลให้ท่าน แต่เ้ากี้เ้าการเื่งานแต่ง ย่อมแสดงว่าในใจของนางไม่ได้หวังดีต่อบุตรของอนุภรรยา ชื่อเสียงอย่างนี้น่าฟังอยู่หรือ? ท่านเพียงพร่ำคร่ำครวญต่อไป หากนางถึงอย่างไรก็ไม่ยอมออกหน้าเพื่อท่าน ท่านก็แค่โพนทะนาให้ชาวบ้านเขารู้กันทั่ว! คนที่ขายหน้าก็คือนาง ที่ถูกชาวบ้านตำหนิก็คือชื่อเสียงของนาง ให้เขาพูดกันไปเลยว่าฮูหยินใหญ่ใจดำอำมหิตไร้น้ำใจต่อบุตรสาวของอนุภรรยา ผู้ที่ผลักบุตรสาวของอนุเข้าสู่ขุมนรกก็คือนาง ข้าไม่เชื่อหรอกว่า นางยังจะกล้าปล่อยให้ท่านใช้ชีวิตอย่างคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงอย่างนี้ต่อไป!”
ใบหน้าของนางเต็มเปี่ยมได้ด้วยพลังที่รุนแรง ซ่งิอีพลันพูดออกมาช้าๆ บิดผ้าเช็ดหน้าในมือพูดอย่างลังเลใจขึ้นว่า “หากทำอย่างนั้น หน้าตาของจวนโหวย่อมไม่น่าดู...”
“ชีวิตของท่านจะไม่มีแล้ว ยังจะคำนึงถึงหน้าตาของผู้อื่นว่าน่าดูไม่น่าดูอีกหรือ? หากว่าชีวิตข้าไม่สุขสงบ ก็อย่าหวังว่าผู้อื่นจะมีความสุขได้!”
คำพูดของนางทำให้ซ่งิอีใจนขวัญหาย
และทำให้แขกที่นั่งจิบชากับฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ด้านนอก อย่างมีพิธีรีตอง และเป็ผู้หนึ่งซึ่งหูผึ่งคอยฟังซ่งิหลานพี่น้องพูดคุยปรับทุกข์กันอย่างแม่ทัพจ้าวถงสะดุ้งใเช่นกัน
คุณหนูสามตระกูลซ่งผู้นี้ย่อมเป็ประเภทยอมตายหรือพินาศไปด้วยกัน!
เขากระสับกระส่าย รู้สึกว่าตัวเองไม่กล้านั่งรับฟังความจริงต่อไปแล้ว ทว่าเห็นฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจแม้แต่น้อย กลับแฝงไว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มบางเบา ยังยกนิ้วโป้งขึ้นกับแม่ทัพใหญ่ใต้เท้าผู้นี้
นางนั่งรออย่างสงบ ได้ยินคำพูดเหลวไหลเนรคุณอย่างนั้นกลับยังไม่รีบเข้าไปสั่งสอนหลานสาวตัวดี ฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้ยังสามารถนั่งรออย่างสงบได้จริงๆ
“ท่านแม่ทัพดื่มชา?” ฮูหยินผู้เฒ่าให้สาวใช้ผู้งดงามนำชามารินให้แก่จ้าวถง ยิ้มและพูดว่า “ชานี่มาจากสวนซานตงซึ่งเป็ที่นิยมในหมู่สตรี เล่ากันว่าหญิงสาววัยแรกแย้มเป็ผู้เด็ดยอดอ่อนของใบชามาอบให้แห้ง รสชาติยังไม่เหมือนกับชาอื่นทั่วไป พอเข้าปากก็ชุ่มฉ่ำละมุนละไม ให้นักเสาะแสวงหาใบชาชั้นดีดื่มแล้วยังไม่ค่อยคุ้นชิน รู้สึกว่าไม่เหมือนกับชาทั่วไปทำให้ผู้อื่นดื่มแล้วไม่ค่อยจรุงใจ เพียงแต่ชาดีหายาก ดื่มมากสักหน่อยก็สามารถลิ้มรสที่ยอดเยี่ยมดีงามอย่างแท้จริง ไม่เชื่อท่านแม่ทัพลองชิมดู” นางยิ้มให้อย่างอบอุ่น
จ้าวถงในใจสั่นสะท้าน สีหน้ากลับเรียบเฉย
เขาใช้มือทั้งสองข้างรับถ้วยชา ทั้งแอบคิดว่าแท้จริงแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวไม่ใช่ไฟที่ใกล้มอด ทั้งชิมชาอย่างสงบ
เขาจิตใจสงบแล้ว ทว่าซ่งิอียังคงตื่นตระหนกเหมือนเก่า อย่างไรก็ตามนอกจากความหวาดหวั่นแล้ว อดไม่ได้ที่อยู่ๆก็ใจอ่อนขึ้นมา ปรากฏความซาบซึ้งใจและสบายใจขึ้นหลายส่วน
“ยินยอมคิดการณ์วางแผนเพื่อข้า คงมีเพียงน้องสามแล้ว” แม้นางจะไม่ใช่ประเภทไปตายเอาดาบหน้าอย่างซ่งิหลาน ทว่านางซาบซึ้งใจต่อสิ่งที่น้องสาวทำเพื่อตัวเองทั้งหมดจริงๆ
แม้ว่าซูบผอมซีดเซียว ทว่ายังคงมีท่าทางของสตรีที่สง่างามหลงเหลืออยู่เมื่อเผชิญหน้ากับน้องสาวกลับวางลงหลายส่วน เห็นซ่งิหลานตบหลังมือตัวเองเบาๆ อมยิ้มพูดขึ้นว่า “หากใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสงบ ข้าก็ไม่อยากนำเื่สกปรกโสมมในครอบครัวกลับมาจวนด้วย เพียงแต่คิดถึงความสัมพันธ์ั้แ่แรกเริ่มกับน้องสาม ต่อให้ต้องให้อนุเป็ผู้จัดการ ก็ยังคิดอยากมาเยี่ยมเยียนเ้า เมื่อครู่เ้าถามข้า ข้าแต่งเข้าจวนไหนตระกูลใคร ที่จริงก็ไม่ใช่ผู้อื่น คือบ้านฮวายเซียงป๋อ” เห็นซ่งิหลานชะงักไปเล็กน้อย นางฝืนยิ้มพูดเสียงเบาว่า “คือบุตรชายลูกอนุภรรยาบ้านฮวายเซียงป๋อ”
“ข้าจำได้ตอนที่ยังไม่ได้จากเมืองหลวงไปเคยได้ยินว่า ฮวายเซียงป๋อแต่งองค์หญิงชางผิงพระขนิษฐาต่างพระมารดาของฮ่องเต้?”
“คือองค์หญิงท่านนั้น”
“สู่ขอองค์หญิงที่เคารพ ยังมีบุตรชายจากอนุภรรยา ขวัญกล้าไม่เบาเลยนะเ้าคะ”
พระขนิษฐาของกานหยวนตี้ฮ่องเต้ องค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ แต่งกับฐานันดรศักดิ์อย่างนี้ เช่นนั้นฮวายเซียงป๋อแท้จริงแล้วก็คือพระเทวัน*แล้ว
พระเทวันคืออะไร?
พระเทวันฟังดูแล้วสูงส่ง แท้จริงก็คือข้ารับใช้เบื้องหน้าของราชวงศ์ กระทั่งองค์หญิงยังไม่แต่งเพื่อนำเข้าบ้าน แต่ใช้คำว่า “เคารพ” องค์หญิงก็สร้างพระตำหนักอยู่ที่อื่น พระเทวัน้าพบหน้าสักครั้ง ยังต้องไปเข้าเฝ้า
นี่เป็การแสดงให้เห็นว่าระหว่างพระเทวันและองค์หญิงใหญ่ใครมีฐานะสูงส่งใครมีฐานะต่ำต้อยกว่ากัน
ฐานันดรศักดิ์อย่างนี้ คาดไม่ถึงว่าฮวายเซียงป๋อยังกล้าแต่งอนุภรรยา ศีรษะนี้ไม่้าแล้วใช่หรือไม่?
“องค์หญิงชางผิงยึดมั่นในคุณธรรมซื่อตรงจริงใจ รู้ว่าในใจของนายท่านป๋อบ้านข้ายังมีสตรีที่รักใคร่เอ็นดูอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงยินยอมตามความปรารถนา แม่สามีของข้าก็คือสตรีที่อยู่ในใจนายท่านป๋อนั่นเอง แม้ว่าฐานะไม่เอื้ออำนวยให้สามารถตบแต่งเข้ามาเป็ฮูหยินใหญ่ได้ ทว่าเมื่อองค์หญิงยินยอม ปีนั้นจึงแต่งเข้ามาเป็อนุเรือนรอง ได้ในทุกสิ่งที่้า องค์หญิงชางผิงและนายท่านป๋อปีหนึ่งก็แทบจะไม่ได้พบหน้ากัน มีเพียงแม่สามีท่านนั้นและนายท่านป๋อที่ใช้ชีวิตเคียงคู่อยู่ด้วยกันในแต่ละวัน” ซ่งิอีเห็นั์ตาของซ่งิหลานกลอกไปมา ดูเหมือนมีประกายระยิบระยับของหมู่ดาว แม้ว่างามงด ทว่ากลับทำให้ผู้อื่นพูดไม่ออกถึงความรู้สึกเหน็บหนาวนั่น หลุบศีรษะลงพูดขึ้นอย่างอ่อนแอว่า “นายท่านป๋อมักจะพูดกับพวกเราบรรดาสะใภ้ทั้งหลายเมื่ออยู่ต่อหน้าว่า แม่สามีถึงแม้เป็อนุภรรยา แต่ว่าในใจเขาเปรียบดั่งสามีภรรยาที่แต่งงานกันครั้งแรก ไม่อนุญาตให้พวกเราละเลยแม่สามี”
ไม่อย่างนั้น พวกนางบรรดาสะใภ้ทั้งหลายเมื่ออยู่ต่อหน้า ไหนเลยจะต้องมีการเตรียมตัวเพื่ออนุคนหนึ่งซึ่งเป็แม่สามี?
ซ่งิอีคิดถึงแม่สามีที่ปฏิบัติต่อนางอย่างดูแคลน ใบหน้าก็พลันซีดขาว
“ท่านแต่งให้ไอ้คนสารเลวซึ่งเป็เพียงบุตรอนุ?” ซ่งิหลานกระทั่งเรียกพี่เขยก็คร้านจะพูด เอ่ยปากถามออกไป
นางผลักถ้วยชาที่อยู่ข้างมือออกไปอีกด้าน แขนกลมกลึงวางลงไป ประคองใบหน้าของตัวเอง รู้สึกมีความหมายแฝงอยู่หลายส่วน
เห็นรอยยิ้มแฝงความนัยดั่งกระแสคลื่นซัดสาดออกมาจากท่าทีเอื่อยเฉื่อยของนาง ซ่งิอีละล่ำละลักตอบรับออกไป
“เขาคือบุตรชายคนรองของอนุภรรยา มีพี่ชายและน้องชายอย่างละหนึ่งคน ล้วนเกิดจากมารดาคนเดียวกัน แล้วยังมีบุตรสาวนาง นาง นาง...”
“รังแกท่านหรือ?”
“อื้ม” ซ่งิอีหัวเราะเสียงขื่น รู้สึกอับอายขายหน้าตัวเองจริงๆ
ความพ่ายแพ้ในการดำเนินชีวิต วันนี้พูดออกมา ทำให้ในใจนางรู้สึกอับอายขายหน้าเป็อย่างมาก แต่ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าซ่งิหลาน นางยังรู้สึกว่า ไม่ว่าจะขายหน้ามากเพียงไร ภายในใจของนางกลับสุขสงบนัก
น้องสาวเติบโตแล้ว วันนี้ ยังรู้จักปกป้องนางด้วย
“นับเป็รังพวกสถุนจริงๆ”
คนที่สูงส่งจริงๆ มีเพียงยิ่งถ่อมตัวยิ่งอ่อนโยน นี่ถึงจะเป็บุคลิกของคนที่สูงส่งจริงๆ
มีเพียงพวกที่ไม่ได้สูงส่งอย่างแท้จริง เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงแต่เพิ่งมีโอกาสได้รับสิ่งที่ดีอย่างฉับพลันกลับะโเหยียบขึ้นมาบนศีรษะผู้อื่น เพราะเกรงว่าผู้อื่นจะมองข้ามนาง ถึงได้เหยียบย่ำรังแกผู้ที่อ่อนแอไร้กำลังต่อต้านดังนี้ พิสูจน์ว่าตัวเองสูงส่งอย่างจอมปลอม
เห็นได้ชัดว่า แม่สามีของซ่งิอีผู้มีฐานะเป็อนุภรรยาผู้นี้ ก็คือคนประเภทหลัง
“ฮวายเซียงป๋อและองค์หญิงใหญ่ชางผิงความสัมพันธ์เป็อย่างไรบ้าง?...ช่างเถอะ หากมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ก็คงจะไม่ใช่หนึ่งปีพบหน้ากันหนึ่งครั้ง” ซ่งิหลานหัวเราะเยาะเย้ย เห็นพี่สาวมองมาที่ตัวเอง้าพูด ก็โบกมือพูดอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “พี่หญิงใหญ่ไม่จำเป็ต้องกังวลใจเพื่อข้า หรือข้ายังต้องกลัวคนสารเลวเ่าั้อีกหรือ? เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าคนสารเลวเ่าั้จะมอบโอกาสอันงามนี้ให้ข้า ข้าย่อมต้องคว้าโอกาสที่พวกเขาหยิบยื่นให้เอาไว้ ยังนับว่าเป็ความโชคดีของพวกเขาด้วย” ริมฝีปากงามของนางยกขึ้นเล็กน้อย สายตามีความรู้สึกหลากหลายปนเปดั่งกระแสคลื่นซัดสาด ฟันกัดลงบนริมฝีปากแดงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “คนดีย่อมได้รับสิ่งที่ดีจริงๆ ข้าควรจะขอบคุณพวกเขาให้มาก”
“น้องสามกำลังพูดถึงอะไร?” ซ่งิอีไหนเลยจะมีความคิดกลับกลอก ในสมองเหมือนมีม่านหมอกปกคลุมเมื่อถามออกมา
“องค์หญิงใหญ่ชางผิงและฮวายเซียงป๋อมีบุตรธิดาด้วยกันหรือไม่?”
“มีบุตรชายหนึ่งคน เพียงแต่องค์หญิงใหญ่ชางผิงและหลี่กุ้ยเฟยไม่ค่อยจะญาติดีต่อกัน ด้วยเหตุนี้ฝ่าาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญต่อนางมากไปกว่าองค์หญิงท่านอื่น ตอนนี้คุณชายท่านนั้นยังไม่ถูกฝ่าาพระราชทานยศข้าราชการชั้นสูง เพียงแค่พร่ำเรียนเขียนอ่านอยู่ในพระตำหนักขององค์หญิง”
ซ่งิอีเห็นว่าคิ้วของซ่งิหลานโค้งขึ้นด้วยรอยยิ้ม รีบร้อนพูดขึ้นอย่างไม่สบายใจว่า “น้องสาม อย่าทำเพื่อข้า จนตัวเองล่วงเกินจวนฮวายเซียงป๋อเข้าอย่างเด็ดขาด”
นางลังเลครู่หนึ่ง ก้มศีรษะลงพูดเสียงเบาว่า “คุณชายท่านนั้น เป็เพื่อนร่วมเรียนข้างกายองค์ชายห้า ฝ่าาเองก็ให้ความสำคัญต่อฮวายเซียงป๋อมาโดยตลอด กระทั่งโปรดปรานมากกว่าองค์หญิงใหญ่ชางผิง”
ไม่เช่นนั้น ทำไมจะสามารถทนมองฮวายเซียงป๋อเอ็นดูอนุคนโปรด โดยไม่ออกหน้าเพื่อองค์หญิงใหญ่ชางผิงล่ะ?
“ครึ่งหนึ่งเพื่อพี่หญิงใหญ่ ทว่าอีกครึ่งหนึ่งเพื่อตัวข้าเอง”
ใต้หล้านี้ย่อมไม่มีการกำหนดมาที่สมบูรณ์แบบมากไปกว่านี้อีกแล้ว ซ่งิหลานยิ้มตาหยีลุกขึ้นลูบใบหน้าที่ซูบผอมลงของซ่งิอี เดินออกไปนอกฉากบังลม คารวะฮูหยินผู้เฒ่าอย่างมีมารยาทเล็กน้อย
“พี่น้องคุยเล่นปรับทุกข์กันเสร็จแล้ว?” ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดอกตัญญูของคุณหนูสาม
“เสร็จแล้วเ้าค่ะ หลานเองก็ควรลงมือได้แล้ว” ซ่งิหลานหันมาตอบรับอย่างตรงไปตรงมา แย้มยิ้มกับจ้าวถงที่ริมฝีปากเหมือนกำลังจะโดนตะคริวกินเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นงดงามบาดตา ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเ็าและยาพิษ
“ดูข้ากลับมาครั้งนี้จะจัดการเขายังไง!”
*雪上加霜หิมะหนาที่มีน้ำแข็งเกาะเพิ่ม หมายความว่า เพิ่มความยากลำบากเข้าไปอีก
*自讨苦吃แกว่งเท้าหาเสี้ยน หมายความว่า หาเื่ใส่ตัว
*驸马พระเทวัน หมายความว่า น้องเขย
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/cbd7c044802f07a826abd2eff68d73da
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ยอดพธูแห่งยุคที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก #ยอดพธูแห่งยุค #readAwrite ด้วยน้า