บทที่ 166 ผลักดัน?
“เล่ามา” ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าดุดันเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก ราวกับว่าเรื่องที่เขากำลังรอฟังอยู่นี้เป็นเพียงลมฟ้าอากาศทั่วไป
“ข้าลงโทษนางไปแล้วเจ้าค่ะ สตรีผู้นั้นมีความคิดที่ค่อนข้างประหลาดและน่ากลัว นางกระทำผิดโดยไม่รู้ว่าตนเองทำผิดด้วยซ้ำ ราวกับว่าที่นางทำอยู่นั้นถูกต้องทั้งหมด คนเช่นนี้ย่อมน่ากลัวว่าพวกเจ้าเล่ห์เพทุบายเสียอีก” วิญญาณสาวผู้งดงามกล่าวขึ้น นางยักไหล่พร้อมกับส่ายหน้าประกอบด้วย เห็นได้ชัดว่าไม่ชื่นชมคนที่ถูกกล่าวถึงมากนัก
“...........”
“แต่....ข้าไม่คิดว่านางจะหยุดหรอกนะเจ้าคะ ไม่นานก็คงจะพยายามก่อเรื่องขึ้นมาอีก ส่วนในเรื่องความสามารถนั้น นางมีเต็มเปี่ยม แถมน่าจะควบคุมองค์รัชทายาทได้หากมีโอกาส ดังนั้น...ข้าคิดว่าการส่งคุณหนูจางเข้าจวนองค์รัชทายาทโดยเร็วเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเจ้าค่ะ ปล่อยให้งูพิษทั้งสองต่อสู้กันเองจนบาดเจ็บ จะได้ไม่มีเวลามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของพวกท่าน” วิญญาณสาวกล่าวการวิเคราะห์ของตนเองออกมา
นางมีประสบการณ์มาก ก่อนหน้านี้เคยดูแลสตรีมากมายมาก่อน ย่อมรู้นิสัยของสตรีเป็นอย่างดี ท่าทางของแม่นางผู้นั้นไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ นางหลงผิดเป็นถูก เข้าใจว่าตนเองถูกต้องทุกประการ คนเช่นนี้จะไม่ยอมถอยกลับต่อให้ถูกข่มขู่มากขนาดไหน ดีไม่ดี...อาจจะพยายามหาทางแก้แค้นนางด้วยก็ได้
คิดถึงตรงนี้ รอยยิ้มเยาะก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางเพียงคิดว่าถ้าอีกฝ่ายกล้าดีมาวุ่นวายกับตน นางก็พร้อมที่จะเล่นด้วยสักหน่อย ดูว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับลูกหลานเช่นนี้จะมีอะไรดีมาสู้ตนบ้าง...
หวงซีเฉิงไม่สนใจว่าคนตรงหน้าจะต้องการเล่นสนุกอย่างไร เขาแค่รู้สึกรำคาญใจเท่านั้นที่ยังต้องเก็บอีกฝ่ายเอาไว้ ใจหนึ่งก็อยากคิดทำลายให้สิ้นซากเสียจริง!
“ข้าจะให้คนเริ่มเดินแผนการทันที เจ้าเฝ้าระวังเอาไว้ให้ดี อีกอย่าง...หลังจากนี้ นายหญิงของพวกเจ้าคงจะต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงและวงสังคมเพิ่มขึ้น ข้าจะให้เจ้าคอยดูแลเขา อย่าปล่อยให้ใครเข้ามาวุ่นวาย” หวงซีเฉิงโบกมือ
วางทุกอย่างให้คนของเขาจัดการ ขอเพียงไม่มายุ่งกับชิงหมินของเขา เช่นนั้นก็ยังเก็บเอาไว้ใช้ประโยชน์ได้อยู่ ถึงอย่างไร...ใจเย็นอาจจะทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่า
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ที่นายท่านให้ข้าเข้าร่างของคุณหนูผู้นี้ก็เพื่อเหตุผลนี้ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือเจ้าคะ? รับรองว่าในงานเลี้ยงต่างๆ ข้าจะไม่ปล่อยให้นายหญิงถูกรังแกแน่นอน”
วิญญาณของสตรีที่มากประสบการณ์ปิดปากหัวเราะ นางทำความเคารพและกลับเข้าร่างของเด็กสาวอายุไม่กี่ปีอีกครั้ง แม้ว่านายท่านจะใช้วิญญาณเพื่อจัดการกับศัตรูได้ แต่นายท่านก็ไม่อาจใช้วิญญาณได้ตลอดทุกครั้ง ดังนั้น...นางจึงมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอีกครั้งในนาม “คุณหนูสกุลกุย”
วิญญาณร้ายมากประสบการณ์ ได้รับความช่วยเหลือจากพลังหยินที่รุนแรงของนายท่านจนทำให้สามารถเข้าร่างเด็กสาวคนหนึ่งได้ นับว่าเป็นโอกาสใหม่ให้แก่นางจริงๆ แน่นอนว่านางไม่ได้เสียดายชีวิตของตนเองในชาติก่อน แต่หลายๆครั้งนางยังรู้สึกสนุกสนานกับการกลั่นแกล้งคนอื่นอยู่ โดยเฉพาะกับสตรีที่มากเล่ห์....มันสนุกที่ได้ลับคมใส่กัน
หลังจากที่รับหน้าที่สำคัญมาแล้ว วิญญาณของสตรีมากประสบการณ์ก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นางไม่ได้กลับไปที่จวนสกุลกุยในทันที หากแต่ส่งกระแสจิตของตนเองไปยังตราประทับที่วางไว้บนตัวของแม่นางผู้นั้น
“ซือซือ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ฮือๆ ซือซือ...เจ้าน่าสงสารยิ่งนัก” เสียงของสนมคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความสงสาร
นางไม่กล้าส่งคนไปให้องค์รัชทายาท ไม่กล้าบอกเขาว่ามีสนมคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและกำลังนอนอยู่ในห้องพักของสนมระดับต่ำ นี่เป็นเพราะนางกลัว...กลัวเหลือเกินว่าจะมีปัญหาอื่นตามมา
สนมอีกคนที่อยู่ที่นี่ด้วยกันรีบออกจากห้องพักนี้ทันทีที่เห็นซือซือถูกโยนมาไว้ในห้องพัก นางบอกว่ากลัวที่จะมีส่วนร่วมด้วย หากมีคนมาตรวจสอบ ให้บอกว่านางไม่อยู่ที่นี่และไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
ซือซือแม้ว่าจะได้สติบ้างไม่ได้สติบ้าง ว่ากลับจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นเอาไว้ในใจ มีเพียงสนมคนเดียวนี้ที่ช่วยเหลือนางยามที่นางช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ร่างกายภายนอกของนางไม่มีบาดแผล แต่ภายในเจ็บปวดจนอาเจียนออกมาเป็นเลือด ดังนั้นจึงเหมือนคนที่ได้รับพิษรุนแรงมา
ในวังนิยมใช้พิษสังหารผู้คนมากที่สุด ดังนั้นคงจะถูกเข้าใจผิดว่าไปมีเรื่องกับผู้อื่นมา แต่สนมคนนี้ยังคงอยู่ที่นี่ ไม่วิ่งหนีเตลิดไปเหมือนกับอีกคน เช่นนั้นในอนาคต...นางจะต้องชดเชยให้แก่อีกฝ่ายอย่างแน่นอน
ซือซือใช้พลังเฮือกสุดท้ายของตนเองเพื่อเร่งการเติบโตของสมุนไพรแก้ช้ำใน ดังนั้นนางจึงไม่ตกตายง่ายๆ ตอนนี้ขอแค่ได้พักผ่อนก็น่าจะดีขึ้นแล้ว ทว่า...เสียงโอดครวญที่อยู่ข้างๆ กลับทำให้นางข่มตาลงไม่ได้
นางอยากจะไล่อีกฝ่ายออกไป แต่ก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้สักคำเดียว และนี่ก็คือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้
“จุ๊ จุ๊ น่าสงสารจริงๆ เอาล่ะ...ถือว่าข้าเมตตาเจ้าก็แล้วกัน” วิญญาณหญิงมากเล่ห์หัวเราะคิกคักเมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ ก่อนที่นางจะหายไป และปรากฏอยู่ที่เรือนด้านนอกของสนมขั้นผินคนหนึ่ง
อ่า...จะเรียกเช่นนี้ก็ยังไม่ถูกต้องนัก อย่างไรเสียองค์รัชทายาทก็ยังไม่ได้ขึ้นตำแหน่งเป็นองค์จักรพรรดิ ดังนั้นดูเผินๆแล้ว ตอนนี้มีเพียงตำแหน่ง “พระชายา” ที่ยังว่าง ตำแหน่ง “พระชายารอง” ที่ถูกถือครองโดย “สกุลเว่ย” ตำแหน่งสนมหมายเลข 1 ที่เรียกกันว่า “เฟย” โดยตำแหน่งนี้มีทั้งหมดที่รู้ๆกันอยู่คือ 4 คน ยังไม่แน่ว่าใครกันแน่ที่จะได้ขึ้นตำแหน่งหรือลงจากตำแหน่งหลังขึ้นครองบัลลัง ส่วน “ขั้นผิน” ที่กล่าวถึงนี้ เป็นคนที่อยู่ในระดับเดียวกับพระชายารอง...
ดังนั้นหน้าเรือนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย สนมผู้นี้แท้จริงแล้วมาจากตระกูลใหญ่อีกผู้ มีบิดาดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้ากรม เช่นนั้นจึงไม่อาจดูเบาได้ ในอนาคต...เขาที่ยังหนุ่มยังแน่น ก็มีโอกาสที่จะปีนป่ายไปถึงตำแหน่งท่านเจ้ากรมโดยตรงด้วย
วิญญาณหญิงเริ่มลงมือ นางมองหาสตรีที่กำลังสัปหงก ร่างกายบอบบางเพราะใช้กำลังมาทั้งวัน เมื่อเข้าสิงสู่ อีกฝ่ายก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับประกายตาที่เปลี่ยนไป ขยับเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็สามารถส่งจดหมายลึกลับเข้าห้องบรรทมของพระสนมได้แล้ว
“ขอให้สนุกกับการเล่นหมากนี้นะ”
นางกำนัลหัวเราะอย่างมีความสุขก่อนจะล้มลง นางที่เพิ่งรู้สึกตัวมองไปรอบๆ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่ ทว่าคิดไปคิดมาแล้ว อาจจะเพราะนางทำงานหนักเกินไป แม้แต่ยามข่มตานอนก็ยังละเมอพามาถึงที่นี่กระมัง...
ในขณะเดียวกัน พระสนมที่กำลังให้นางกำนัลคนสนิทสางผมให้ก็ต้องสะดุ้งตัวโยน กระดาษแผ่นหนึ่งเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนเกือบจะบาดใบหน้าที่ดูแลอย่างดีของนางอยู่แล้ว มันไปปักอยู่กับเนื้อไม้บนกระจกอย่างคาดไม่ถึง ดูก็รู้ว่าเป็นผลงานของยอดฝีมือ!
“กรี๊ด!! พระ พระสนมเจ้าคะ ข้าจะรีบไปตามทหารหลวงมาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!!” นางกำนัลตกใจจนขนหัวลุก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในห้องบรรทมยังมีคนคิดจะลอบทำร้ายพระสนมได้
นางกำนัลคนอื่นๆรีบเข้ามาปกป้อง หวังให้เจ้านายของตนเองไม่ถูกโจมตีเป็นครั้งที่สอง เพราะไม่อย่างนั้น...ต้องเป็นพวกนางนี่แหละที่จะได้รับบาดเจ็บแทน
พระสนมหรี่ตาลง นางมองดูกระดาษแผ่นเดียวแต่สามารถทำให้ปักบนเนื้อไม้ของกระจกหนาได้ เช่นนั้นอีกฝ่ายต้องมีฝีมือไม่น้อย หากต้องการสังหารนางจริง คงไม่พลาดท่าตั้งแต่แรก และตอนนี้...ชีวิตของนางคงจะถูกทำลายไปแล้ว
นี่ก็หมายความว่า อีกฝ่ายไม่ได้ต้องการให้ตนเองตาย
“ไม่ต้องไป เอามาให้ข้า” นางตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าถ้าแจ้งทหารหลวงแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ดีไม่ดีอาจจะลากเรื่องที่เป็นปัญหาเข้ามาก็ได้ นางมองดูกระดาษ...สีกระดาษเช่นนี้ย่อมเป็นกระดาษจากในวัง หากตรวจสอบให้ดีย่อมต้องรู้ว่ามีที่มาจากตำหนักไหน ทว่า...ทันทีที่เปิดอ่าน นางก็เม้มริมฝีปากแน่นอย่างชั่งใจ
ยามนี้ไม่จำเป็นต้องไปตามหาที่มาของกระดาษแล้ว เนื่องจากเจ้าของกระดาษแผ่นนี้ต้องการเปิดเผยตัวตนของตนเองตั้งแต่แรก
“ใครคือสนมซือซือ” พระสนมเอ่ยถามเสียงเย็น
“สนมซือซือหรือเจ้าคะ ไม่เคยได้ยินชื่อเลยเจ้าค่ะ...”
“หม่อมฉันเคยได้ยินนะเจ้าคะ ดูเหมือนจะเป็นสนมที่เพิ่งเข้ามาในวังเจ้าค่ะ”
“เพิ่งเข้ามาหรือ?”
“เจ้าค่ะ นางเป็นสาวชาวบ้าน แต่มีความสามารถมาก ได้ยินว่าช่วยเหลือองค์รัชทายาทในการเพาะปลูกพืชและสมุนไพรด้วยเจ้าค่ะ นางมีความสามารถในการเพาะปลูกที่ยอดเยี่ยมเจ้าค่ะ”
“มิน่าเล่า...” พระสนมพึมพำออกมา
นางมองดูแขนของตนเองที่มีรอยบาดแผลลากยาวตั้งแต่ท้องแขนจนถึงรักแร้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มองเห็นได้ง่ายนัก แต่ทุกครั้งที่ร่วมหลับนอนกับองค์รัชทายาท พระนางก็จะไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย ดังนั้น...ทุกครั้งจึงขอองค์รัชทายาทสวมชุดชั้นในเอาไว้ 1 ตัวเพื่อปกปิดรอยแผลนี้
แม้ว่าองค์รัชทายาทจะบอกว่ารอยแผลนี้ก็ไม่เป็นอะไร สุดท้ายแล้วมันเป็นรอยแผลที่นางได้ช่วยเหลือเขาเอาไว้ แต่สตรี...มีหรือที่จะยอมรับให้ผู้อื่นเห็นข้อบกพร่องของตน
นางขยำจดหมายแล้วโยนเข้ากองไฟ ตรัสออกคำสั่งเสียงเย็น
“เจ้าไปหาสนมผู้นั้น มอบยารักษาให้แก่นาง หลังจากที่นางหายดีแล้ว ให้มาพบข้าที่ตำหนักด้วย”
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว พระสนมก็ตรัสออกคำสั่ง นางกำนัลคนอื่นๆไม่เข้าใจนัก แต่สุดท้ายก็รับคำสั่งอย่างว่าง่าย
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ ซือซือไม่ได้รู้เลยว่ามีผู้หวังดี(?) ที่คิดแทนตนเอง ขนาดยื่นข้อเสนออย่างไม่กลัวตายให้กับพระสนมระดับสูง เพื่อที่จะกลายเป็น “คนของสนมคนสำคัญ” หลังจากนี้...ซือซือย่อมได้เดินบนเส้นทางที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น แต่จะสดใสหรือไม่ก็ยังไม่รู้ได้
พระสนมขั้นผินผู้นี้ มีอำนาจมากในพระราชวังองค์รัชทายาท ขนาดพระชายาองค์ก่อนก็ยังต้องไว้หน้านางส่วนหนึ่ง ในขณะที่...ผู้ครอบครองตำแหน่งพระชายารองก็มีระดับเทียบเท่ากับอีกฝ่ายเท่านั้น ก่อนหน้านี้...เป็นการแข่งขันกันระหว่างพระชายา พระชายารอง และสนมผู้นี้ เวลานี้พระชายาไม่อยู่แล้ว จึงเหลือนางและพระชายารองที่เขม่นกัน
เพียงแต่...พวกนางไม่ได้รู้เลยว่าอีกไม่นานนี้ ทั้งหมดจำเป็นต้องรวมหัวกันเพื่อจัดการ “พระชายาคนใหม่” จากสกุล “จาง” นั่นเป็นเพราะ...พวกนางเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย และตำแหน่งจักรพรรดินีก็อาจจะไม่มาถึงนางก็ได้ หากพระชายาสกุลจางยังคงอยู่ดี
อีกทั้ง ว่าที่พระชายาคนใหม่นี้เพ่งเล็ง “สนมซือซือ” มากที่สุด ทันทีที่พบว่าซือซือเป็นคนของผู้ใด สนมขั้นผินผู้นี้ย่อมไม่รอดเงื้อมือไปได้ สุดท้าย...ต่อให้ไม่อยากจะร่วมหัวจมท้าย พวกนางทั้งสองก็ต้องติดตามกันเป็นเงาอยู่ดี โดยที่พระสนมไม่ได้รู้เลยว่าตนเองเป็นเพียงเหยื่อเท่านั้น
ผู้หวังดีที่อุตส่าห์ช่วยชี้แนะแนวทางให้นางเรื่องแผลเป็น กลับต้องการสร้างปัญหาจากความวุ่นวายนี้ ทำให้ซือซือไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะไปยุ่งกับคนของผู้อื่นอีก
วังหลังขององค์รัชทายาทจะวุ่นวายหรือแตกเป็นเสี่ยงๆแล้วอย่างไร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเขาเสียหน่อย....
ทางด้านซือซือนั้นไม่รู้เรื่องนี้ นางรู้ตัวอีกทีหลังจากหมดสติไป นั่นก็คือมีถ้วยยาขมวางเอาไว้ ในขณะที่สหายสนมด้วยกันยิ้มร่ามองนางทั้งสองคนราวกับต้องการประจบประแจง
“ซือซือ เจ้าฟื้นแล้วหรือ? ยานี้ของดี เจ้าดื่มก่อนเถอะ” สนมที่หายตัวไปเพราะกลัวตายเมื่อวาน วันนี้กลับเข้ามานวดแข้งนวดขาของนางเสียแล้ว
ซือซือไม่เข้าใจ ทอดสายตามองสนมอีกคน และทางนั้นก็อธิบายให้แก่นางฟัง
“พระสนมส่งคนมาดูแลเจ้าเมื่อคืน เป็นพระกรุณาของพระนางอย่างแท้จริง เจ้าจึงสามารถนอนหลับได้อย่างดี”
“ใช่แล้วซือซือ เหตุใดเจ้าไม่บอกพวกข้าเล่าว่าเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระสนมน่ะ ไม่อย่างนั้น...ชีวิตพวกเราคงจะดีกว่านี้ไปนานแล้ว”
“พระสนมหรือ?”
“ใช่ เจ้าอย่ามาทำหน้าตาไม่รู้เรื่องหน่อยเลย ถ้าเจ้าไม่สนิทกับพระสนม พระนางย่อมไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเจ้าแน่ มาเถอะ...รีบดื่มยานี้เสีย พระสนมกล่าวว่า...ถ้าเจ้าหายดีแล้ว ให้เจ้าไปพบพระนางที่ตำหนัก” สนมผู้นั้นกระตือรือร้นอย่างมาก
ซือซือมองท่าทางประจบประแจงนี้ด้วยความรังเกียจ ทว่า...เรื่องยารักษา อย่างไรนางก็ต้องขอรับเอาไว้ ไม่อย่างนั้น...คงอีกนานกว่าที่นางจะฟื้นตัวให้กลับมาดีขึ้น
………………………….