"ข้าไม่สนว่าเขาจะเป็นเด็กเลี้ยงม้าหรือขอทานจางยี่ผู้นี้จะขอแนะนำเขากับเทพกระบี่ซ้ายด้วยตัวเอง"ชายหนุ่มชุดแดงกล่าวอย่างแน่วแน่
เฝิ่นเฟยและเฝิ่นถงที่ได้ยินถึงกับอ้าปากค้าง
ประโยคนี้ทำให้อู๋เซี่ยนที่ฟังอยู่ถึงกับซาบซึ้งจางยี่ผู้นี้นิสัยไม่เลวคู่ควรแก่การคบหา
"ถึงเวลาที่พวกเราต้องไปกันแล้วล่ะ ชักช้าจะไม่ทันดูการประลองสำคัญ"จางยี่ยืนขึ้นมองไปที่พวกเขาก่อนจะเดินนำออกไป
เมื่อเฝิ่นเฟยร่ำลาเฝิ่นถงเสร็จคนทั้งสามก็ออกเดินทางโดยเรือใบที่เป็นพาหนะเวทมนตร์
"พี่ชายอู๋ท่านชำนาญศาสตราใด"ระหว่างเดินทางจางยี่ก็ชวนพวกเขาพูดคุยตามประสา
"ข้าว่าน่าจะเป็นดาบ แต่ก็อยากจะลองจับกระบี่ดูเหมือนกันนะ"ชายหนุ่มตอบไปตามความรู้สึก
"เยี่ยมตอนเล็กข้าเองก็ถนัดเพลงทวนแต่พอได้จับกระบี่ข้าก็ไม่ใช้มันอีกเลย แต่หากท่านมีความสนใจด้านกระบี่ท่านมาถูกที่แล้วเพราะบอกเลยว่าในแคว้นนี้นอกจากเทพกระบี่ตะวันท่านอาจารย์ฉู่เหยียนก็ไม่เป็นสองรองใคร"
"พี่หญิงเฟย แม้ท่านจะเข้าสำนักมาทีหลังแต่เรียกข้าว่าน้องชายเถอะ"จางยี่หันไปกล่าวกับหญิงสาวทำให้เธอยิ้มออกมา
"ข้าเองได้ยินมานานว่าสำนักอรุณมีแต่พยัคฆ์ซ่อนมังกรหมอบจึงอยากสัมผัสสักครั้ง"เฝิ่นเฟยเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธเธอจึงนับถือผู้ที่แข็งแกร่ง หญิงสางเองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เข้าร่วมกับสำนักชั้นหนึ่งที่อยู่ระดับแนวหน้าของแคว้น
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอู๋เซี่ยนก็เดินไปรอบๆเรือเพื่อสำรวจ เรือใบลำนี้ชัดว่าเป็นพาหนะเวทมนตร์ แต่ไม่เห็นต้องถ่ายปราณเพื่อใช้เป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนราวกับมันเคลื่อนที่ด้วยตัวมันเอง
"ท่านสนใจเรือใบครามลำนี้หรือพี่ชาย" จางยี่ที่สังเกตเห็นถามออกมา
"ข้าเพียงสงสัยว่าเหตุใดมันจึงแล่นได้ด้วยตนเอง"ชายหนุ่มถามขณะที่ยังมองไปรอบๆ
"อาจารย์ข้ากล่าวว่ามันเป็นสมบัติวิเศษของเต๋าผู้หนึ่งหากเป็นกาลก่อนมันถึงกับสามารถแล่นข้ามมิติได้แต่เพราะชำรุดจึงกลายมาเป็นพาหนะเวทมนตร์ธรรมดาอย่างที่เห็น"
หลังจากนั้นคนทั้งสามก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระเพื่อฆ่าเวลา
ไม่นานเรือใบครามก็แล่นลงจอดกลางป่าทึบไม่ไกลมีกระท่อมไม้เก่าโทรมหลังหนึ่งตั้งเด่นอยู่กลางป่า
"พวกเราถึงแล้ว"จางยี่ไม่รอช้าก้าวนำทุกคนเข้าไปด้านในกระท่อมหลังนั้น
"น้องจางที่นี่คือ..." เฝิ่นเฟยถามด้วยสีหน้าเหลอหลา
เมื่อก้าวเข้ามาในกระท่อมก็พบว่าด้านในเป็นทุ่งหญ้าโล่งกว้างตัดสลับกับภูเขาเบื้องหน้ามีตึกไม้ตั้งอยู่จางยี่ยังไม่อธิบายอะไรต่อเขารีบเดินนำเข้าไปในตึกไม้นั้นทันที
ด้านในตึกไม้นี้ดูร่มรื่นไม่ต่างจากด้านนอกมีไม้เลื้อยพันรอบผนังและพื้นไม่ต่างจากเรือนเพาะชำ
"ศิษย์พี่รองท่านอยู่ที่ใด" จางยี่เดินตะโกนพลางหันซ้ายทีขวาทีแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา
หลังจากผ่านไปหลายลมหายใจอู๋เซี่ยนก็ชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน
"นั่นใช่ศิษย์พี่รองที่ท่านตามหาหรือไม่" ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าฉงน
บนกิ่งต้นไม้ใหญ่ที่งอกสูงทะลุตึกไปนั้นมีร่างชายในชุดแดงคล้ายจางยี่เพียงอีกฝ่ายมีเสื้อคลุมนอกขลิบทองที่มีลวดลายของดวงตะวันอยู่แสดงถึงสถานะศิษย์ชั้นต้นของสำนักอรุณ
ชายหนุ่มผู้นี้มีผมยาวสีดำใบหน้าหล่อเหลาของเขากำลังเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าด้านบน
"ศิษย์พี่รองอาจารย์พวกเราอยู่ที่ใด" จางยี่ถามอย่างร้อนใจ
"ข้าไม่รู้" ชายหนุ่มผมยาวตอบขณะที่ไม่หันมามองพวกเขาทั้งสาม
"แล้วศิษย์พี่ใหญ่ล่ะ"
"ข้าไม่รู้"
"แล้วท่านกำลังทำอันใด"
"ข้าไม่รู้"
"หรือพวกเขาไปจุดนัดพบที่สมาคมเดือนดับแล้ว" จางยี่ยังยิงคำถามต่อไป
อีกฝ่ายก็ได้แต่ตอบมาเหมือนเดิมว่า"ข้าไม่รู้..."
"น้องจาง ชายผู้นั้นคือ..."คราวนี้เฝิ่นเฟยเป็นคนถามออกมาด้วยความสงสัย
แต่อีกฝ่ายที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ก็ยังมิวายชิงตอบแทรกขึ้นมาว่า"ข้าไม่รู้..."
จางยี่ถึงกับส่ายศีรษะก่อนจะพาทุกคนออกมาจากตึกไม้นั้น
"คนที่พวกท่านพึ่งพบคือหงลี่ศิษย์พี่รองของข้าเอง" อีกฝ่ายแถลงไข
อู๋เซี่ยนทำเพียงพยักหน้าแต่เฝิ่นเฟยเมื่อได้ยินนามนั้นถึงกับทำตาโต
"น้องจางหมายถึงราชันกระบี่หงลี่..."
จางยี่ทำเพียงพยักหน้าทำให้เฝิ่นเฟยสั่นไปด้วยความตื่นเต้น
จนอู๋เซี่ยนต้องถามออกมาด้วยความสนใจ
"อะไรคือราชันกระบี่"
"กล่าวกันว่าปัจจุบันเทพกระบี่ซ้ายแห่งสำนักอรุณมีศิษย์เอกสามคนศิษย์คนโตสมญากระบี่ไร้ใจ คนกลางสมญาราชันกระบี่คนเล็กสมญาเทพกระบี่ซ้ายน้อย..."หญิงสาวแถลงไข
จากนั้นเฝิ่นเฟยก็เล่าว่า อีกฝ่ายเคยเป็นองค์ชายรัชทายาทจากดินแดนแห่งหนึ่งแต่ด้วยใจที่ใฝ่ในด้านวิถีกระบี่จึงสละยศแล้วฝากตัวเข้าเป็นศิษย์เทพกระบี่ซ้ายของสำนักอรุณจึงได้รับสมญาว่าราชันกระบี่ อีกทั้งมีข่าวลือว่าราชันกระบี่หงลี่ไม่เคยพ่ายแพ้สักครั้งเดียว
แต่เมื่อปีก่อนในงานชุมนุมวิหารทองคำกลับพ่ายให้กับสตรีนางหนึ่งอย่างหมดรูปอู๋เซี่ยนที่ฟังอยู่ก็เกิดคำถามมากมายแต่ก็เลือกที่จะถามบางอย่างก่อน
"สตรีนางนั้นคือผู้ใดกัน" อู๋เซี่ยนถามด้วยความสนใจ
"เซียนหญิงน้อยแห่งสำนักเมฆา" จางยี่เป็นฝ่ายตอบแทรกออกมา
"เซียน...หญิงงั้นเหรอ" ชายหนุ่มทวนซ้ำพร้อมเค้นความทรงจำ
"อะไร นี่เจ้าไม่รู้จักเซียนหญิงน้อยแห่งสำนักเมฆางั้นเหรอ" เฝิ่นเฟยทำหน้าราวเห็นพวกบ้านนอกเข้ากรุง
จากนั้นเธอก็อธิบายให้ฟังว่าไม่นานมานี้เป็นเพราะการปรากฏตัวของหญิงสาวนางหนึ่งทำให้ทวีปฉางอันต้องสั่นสะเทือนเพราะข่าวลือบอกว่าเธอผู้นั้นเป็นถึงครึ่งเซียนที่กลับชาติมาเกิด
ก่อนที่อู๋เซี่ยนจะถามอะไรต่อเฟิ่นเฟยก็หันไปพูดกับจางยี่ต่อ
"ดังนั้นศิษย์พี่รองของท่านจึงเศร้าซึมแบบนั้นสินะ"
"แต่ที่ข้าเห็นเหตุใดเขาจึงยิ้มแปลกๆ เล่า" อู๋เซี่ยนสวนขึ้นมา
"ที่ศิษย์พี่รองเป็นเช่นนั้นเพราะดันไปสารภาพรักกับอีกฝ่ายแล้วถูกปฏิเสธมาน่ะสิ..."จางยี่ลดเสียงลงขณะพูด
สุดท้ายในเมื่อไม่สามารถหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากหงลี่ได้จางยี่จึงอาสาพาคนทั้งสองเข้าไปในเมืองเดือนดับ
ณประตูจวนเจ้าเมือง
"หยุด ที่นี่เป็นจวนเจ้าเมืองห้ามผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต"ยามเฝ้าประตูกล่าวตามหน้าที่
"ข้ามาขอพบเจ้าเมืองตงกุย" จางยี่เอ่ยสั้นๆ
ยามเฝ้าประตูเมื่อได้ยินประโยคนั้นก็เริ่มประเมินอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะหันมามองหน้ากัน
"เจ้าหนูหากจะมาก่อกวนจงรีบถอยกลับไปเสียแล้วข้าจะไม่เอาความ"ยามเฝ้าประตูคนแรกพูดด้วยท่าทางไม่พอใจ นี่เป็นการเริ่มงานวันแรกของเขาแทนที่จะราบรื่นกลับต้องมาพบพวกก่อกวนเอาเสียได้
เมื่อได้ยินประโยคนั้นคนทั้งสามก็หันมาซุบซิบกัน
"นายท่านคุณชายท่านนี้มีนามว่าจางยี่เป็นศิษย์คนเล็กของเทพกระบี่ซ้าย..."อู๋เซี่ยนเสนอเป็นคนเจรจาพร้อมชี้ไปที่ชุดที่ชายหนุ่มใส่
"เห๊อะคิดว่าข้าผู้นี้โง่หรือไร พวกเจ้ามาถึงก็มาขอพบเจ้าเมืองซ้ำอีกแอบอ้างนามเทพกระบี่ซ้ายรู้หรือไม่ว่าโทษที่พวกเจ้ากำลังจะได้รับมันหนักหนาเพียงใด รีบไสหัวกลับไปก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน"ยามเฝ้าประตูกล่าวอย่างดุร้าย
สิบห้านาทีต่อมา
ภายใต้ศาลาเก่าริมน้ำ
"บ้าจริง ทำไมพวกเราไม่บุกเข้าไปเสียเลยไยต้องหนีออกมาแบบนี้ด้วย"จางยี่เริ่มเสียอารมณ์
แม้แต่เฝิ่นเฟยที่เงียบมาตลอดก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
หากพูดถึงสถานะตัวเองที่เป็นถึงศิษย์สำนักอรุณก็ไม่ควรจะยอมถอยออกมาเช่นนี้
"น้องชายจางบอกข้าเองมิใช่เหรอว่าอาจารย์ท่านจะประลองกันใกล้ศาลาแห่งนี้ในย่ำรุ่งพวกเราก็มาถูกที่แล้วนี่"
อู๋เซี่ยนพูดพลางกัดซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย
จนกระทั่งรุ่งสางมีสองร่างในชุดคลุมสีเหลืองร่อนกายมายังลานกว้างใกล้จุดที่พวกเขาอยู่
เมื่ออีกฝ่ายเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทำให้คนทั้งสามเห็นได้ถนัดตาผู้ที่นำมาเป็นชายชราร่างสูงที่มีผมขาวโพลนเพียงแค่อีกฝ่ายยืนนิ่ง กลับมีพลังแปลกประหลาดจากร่างอีกฝ่ายยังทำให้คนทั้งสามรู้สึกกดดันส่วนอีกร่างเป็นหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่ติดตามมาอย่างใกล้ชิด
"คนผู้นั้นคือเทพกระบี่ตะวัน" จางยี่กล่าวอย่างเคร่งขรึม
เมื่อถูกเรียกชายชราจึงปรายตามาครั้งหนึ่งก่อนที่จะหลับตาสงบนิ่งไม่พูดอะไร
"เวลานี้ทำไมอาจารย์ยังไม่มานะ" จางยี่เริ่มเป็นกังวล
ไม่นานร่างในชุดแดงเพลิงก็ก้าวเข้ามายังบริเวณประลองอย่างเชื่องช้าหากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าชายผู้มาใหม่นี้มีแขนซ้ายเพียงข้างเดียว
"ไม่ผิดแน่เขาผู้นี้คือเทพกระบี่ซ้าย" อู๋เซี่ยนที่เฝ้าดูอยู่คิดในใจ
ขณะที่เทพกระบี่ตะวันแผ่แรงกดดันออกมาราวกับเทพเซียนแต่เทพกระบี่ซ้ายดูไม่ต่างจากคนแก่ท่าทางใจดีคนหนึ่งเท่านั้น
หลังจากทั้งสองยืนประจันหน้ากันแล้วหญิงสาวที่ติดตามเทพกระบี่ตะวันมาก็ถอยออกมาก่อนจะเดินมาทักทายพวกเขาทั้งสาม
"สวัสดีทุกท่านข้าหลานเอ้อเป็นศิษย์ท่านอาจารย์เค่อลี่"หญิงสาวแนะนำตัวอย่างมีมารยาท
"ข้าจางยี่ศิษย์คนเล็กอาจารย์ฉู่เหยียน" จางยี่ทักทายกลับ
เมื่อสนทนากันครู่หนึ่งก็ทราบว่าแท้จริงเทพกระบี่ตะวันมีชื่อจริงว่าเค่อลี่ส่วนหลานเอ๋อนั้น เป็นคนที่มาจากแคว้นหมอกโชคชะตาทำให้หญิงสาวฝากตัวเข้าเป็นศิษย์เทพกระบี่ตะวันตั้งแต่มีอายุได้สามขวบปี
ขณะที่คนทั้งสี่พูดคุยกันอย่างออกรสนั้น
"ฉู่เหยียนร้อยปีที่ผ่านมาเพลงกระบี่กลืนตะวันของข้าได้บรรลุถึงระดับใหม่แล้วฉะนั้นในครั้งนี้สมญานามเทพกระบี่ข้าจะใช้มันแต่เพียงผู้เดียว" ขณะกล่าวชายชุดคลุมเหลืองกล่าวมวลอากาศก็บิดเบี้ยวก่อนที่พลังบางอย่างจะก็แผ่ขยายออกมาอย่างน่ากลัวกว่าเดิม
"ฮ่าๆ นี่เจ้าคิดว่าร้อยปีที่ผ่านมาข้านั่งเฉยๆงั้นรึ" เมื่อกล่าวจบคลื่นพลังในแบบเดียวกันก็แผ่ออกมาจากร่างของชายแขนเดียว
แรงกดดันจากคนทั้งสองทำให้ในรัศมีร้อยเมตรกลายเป็นจุดอันตรายไม่สามารถเข้าใกล้ได้เพราะจะถูกคลื่นพลังเหล่านั้นเฉือนร่างกายออกเป็นชิ้นๆ
อู๋เซี่ยนเฝ้าเริ่มมองอากาศที่จับตัวเป็นรูปเงากระบี่โปร่งแสงพวกนั้นอย่างไม่กระพริบตา
"ทำไมพวกเขาจึงไม่ซัดกระบวนท่าใส่กัน" เฝิ่นเฟยถามออกด้วยความสนใจ
"ปรมาจารย์ทั้งสองกำลังจะต่อสู้กันด้วยรังสีกระบี่"หลานเอ้อกล่าวขณะใช้สายตาเคร่งขรึมมองไปยังชายชราทั้งสอง