บทที่46
เศษสวะ
หลังจากชายชราผู้นั้นหลบหนีไปแล้ว
“เหตุใดต้องทำเช่นนั้น?”
เสียงใสเย็นดังขึ้นจากด้านข้างหมิงเยว่หลานยืนห่างออกไปไม่ไกล นัยน์ตาคู่งามจับจ้องมายังร่างของหยุนโม่พลางเหลือบมองศพของกวนเทียนและหลี่เฉินหยางที่นอนแน่นิ่งบนพื้นหินอย่างไร้ชีวิต
แม้แต่นาง...ยังไม่คาดคิดว่าปุถุชนธรรมดาผู้หนึ่งจะกล้าลงมือสังหารคนของกลุ่มหมาล่าเนื้อแล้วต่อด้วยนายน้อยสามของตระกูลหลี่อย่างเด็ดขาดเช่นนี้
แม้ชายผู้นี้จะถือครองอาวุธที่ทรงอานุภาพแต่สำหรับตระกูลหลี่ที่มีผู้ฝึกตนมากมายควบรวมอำนาจของทั้งกลุ่มหมาล่าเนื้อและสองตระกูลใหญ่ หากพวกนั้นคิดลงมือไล่ล่าต่อให้มีแผนการหรืออาวุธล้ำค่าเพียงใด ก็ยากที่จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกมันได้แน่นอน
ทว่า...หมิงเยว่หลานหาได้มองหยุนโม่ว่าโง่เขลา
ในทางกลับกันการที่อีกฝ่ายกล้าลงมือเช่นนี้ย่อมหมายความว่าเขามีไพ่ลับ หรือไม่ก็มีที่พึ่งพิงบางอย่างอยู่ในมือแน่นอน
หยุนโม่หมุนตัวกลับมาดวงตาใต้หน้ากากเหล็กสบมองนาง
“เหนือความคาดหมายเจ้าสินะ”เขาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะฉีกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
“อยากจะทดสอบข้าแต่ไม่คิดว่าข้าจะกล้าสังหารหลี่เฉินหยางจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
ท่าทางของเขาผ่อนคลายดั่งเพิ่งทำสิ่งเล็กน้อยที่ไม่สำคัญอันใด
ราวกับการสังหารคนทั้งสองเมื่อครู่เป็นเพียงแค่การบี้มดตัวหนึ่งใต้ฝ่าเท้าเท่านั้น
จากนั้นหยุนโม่ก็โน้มตัวเก็บของบนแผงค้าของตนอย่างไม่เร่งร้อน
มือเรียวยาวหยิบย้ายสิ่งของแต่ละชิ้นด้วยความนิ่งสงบสมเป็นบุรุษที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด
หมิงเยว่หลานเงียบไปอึดใจหนึ่งนางคลี่ยิ้มบาง มองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ใช่...นางตั้งใจจะทดสอบเขาตั้งแต่ต้น
โดยเฉพาะตอนที่นางประกาศต่อหน้าผู้คนว่าหยุนโม่คือ “สหาย” ของนาง
ทั้งที่ในความเป็นจริงนางไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวเช่นนั้นเลยด้วยซ้ำ
การกระทำของนาง เป็นบททดสอบขีดจำกัดของชายผู้นี้
แต่แน่นอนว่าหากหยุนโม่ตกที่นั่งลำบาก นางเองก็ย่อมต้องยื่นมือช่วยเหลือ
ในยามที่เขาถูกกวนเทียนลงมือเล่นงานหมิงเยว่หลานก็พร้อมจะออกหน้าปกป้องอยู่แล้ว
แต่หยุนโม่กลับลงมือสังหารกวนเทียนเสียก่อนนั่นทำให้นางประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
และเหนือไปกว่านั้น...เขายังสังหารหลี่เฉินหยางด้วยมือตนเองอีกด้วย
หลังจากเก็บของเสร็จเรียบร้อย
ก่อนจะจากไปหยุนโม่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
ผู้ฝึกตนที่ยืนมองอยู่แต่แรกต่างหลบสายตาในทันที
คนพวกนี้...ก่อนหน้านี้ยังมองเขาราวกับมดปลวกไร้ค่า
แต่ยามนี้กลับแข็งค้างราวกับถูกปลิดทิ้งศักดิ์ศรีไปต่อหน้าต่อตา
หยุนโม่หัวเราะเย็นที่มุมปาก
จากนั้นเขากล่าวด้วยเสียงเย็นชา
“เศษสวะ”
คำเพียงคำเดียว
แต่สะท้อนสะท้านไปทั่วทั้งตลาด
ผู้ฝึกตนหลายคนใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายบ้างเม้มปากแน่น บ้างขบกรามจนได้ยินเสียงกรอด
ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเดือดดาลแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยหรือแม้แต่จะขยับตัว
พวกมันต่างรับรู้แล้วว่าชายผู้นี้มิใช่คนที่พวกมันจะกระตุกหนวดได้ง่าย ๆขนาดนายน้อยสามของตระกูลหลี่ยังโดนระเบิดหัวจนนอนกลายเป็นศพอยู่ที่พื้นแบบนั้น
ผู้ฝึกตนที่ไม่มีรากฐานอย่างพวกเขาเกิดไปยั่วยุเจ้าสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่าปรากฏตัวมาจากไหนตนนี้เข้ามีหวังว่าพวกเขาคงจะโดนสังหารตายอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าไร้เสียงตอบกลับทุกคนได้แต่สะกดกั้นความโกรธภายในอกของตนเอง
หยุนโม่ไม่สนใจสายตาเหล่านั้นเขาหันหลังแล้วก้าวเดินจากไปอย่างสงบ
ร่างสูงในชุดคลุมสีเทาและหน้ากากเหล็กค่อยๆ ลับหายไปจากสายตาทุกคน
แต่เงาในหัวใจพวกมัน...ยากจะจางหายไปได้ง่ายๆ
..
เมืองอวี้หยางในยามนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายและกระแสข่าวลือที่กระพือไปทั่ว
เหตุการณ์ที่ตลาดผู้ฝึกตนในวันนี้สั่นสะเทือนไปทั้งเมือง
ผู้คนต่างเล่าขานถึงปุถุชนธรรมดาผู้หนึ่งที่สังหารกวนเทียน ผู้นำกลุ่มหมาล่าเนื้อ
และยังปลิดชีวิตนายน้อยสามแห่งตระกูลหลี่ต่อหน้าฝูงชน
ทุกผู้คนต่างเฝ้ารอคอยว่า...จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในเมืองอวี้หยางแห่งนี้
..
ภายในจวนที่พักของกลุ่มกลีบบุปผา
ในห้องโถงหลักของจวนกว้างขวางแต่ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย
เสาสีดำรองรับเพดานสูงมีพรมขนสัตว์ปูตามพื้นหิน
เครื่องเรือนไม้แกะสลักสีน้ำตาลเข้มเรียงรายอย่างมีระเบียบ
ตรงกลางห้องโถงหมิงเยว่หลานนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ชั้นดี
ข้างกายของนางคือชายชราผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่เงียบๆ ไม่ห่าง
“ไม่คิดเลยว่าเขาจะสังหารหลี่เฉินหยางจริงๆ” หมิงเยว่หลานเอ่ยขึ้นช้า ๆ ขณะที่นางขมวดคิ้วเล็กน้อยดวงตาฉายแววครุ่นคิด
“ก็แค่บุตรชายสามของตระกูลหลี่ในเมืองอวี้หยาง”ชายชราตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่นสำหรับพวกเขาแล้ว การสังหารหลี่เฉินหยางมิใช่เรื่องใหญ่อันใดนัก
ทว่าหมิงเยว่หลานกลับส่ายหน้าเบา ๆก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ “นั่นมันในมุมมองของพวกเรา...ข้ามีเบื้องหลังการสังหารหลี่เฉินหยางอาจจะมิใช่เรื่องใหญ่”
“แต่สำหรับมนุษย์ที่มิใช่ผู้ฝึกตนเรื่องนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย”
ชายชราพยักหน้าเบา ๆยอมรับในคำกล่าวของคุณหนู
ใช่แล้ว...มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งกล้าสังหารบุตรชายตระกูลหลี่ต่อหน้าสาธารณชนในเมืองอวี้หยาง
นี่คือเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ผู้คนจะคาดคิดจริงๆ
“นั่นสินะ...”
ชายชรารำพึงเบา ๆ
“เบื้องหลังของตระกูลหลี่แห่งเมืองอวี้หยางแม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่นัก
แต่คุณชายใหญ่ของตระกูลหลี่ก็เป็นหนึ่งในศิษย์ของสำนักเก้าเมฆา...”
น้ำเสียงของชายชราขาดห้วงไปเล็กน้อยแต่แฝงเร้นเจตนาเตือนภัยชัดเจน
หมิงเยว่หลานพยักหน้า
“เจ้ามีความเห็นอันใดหรือไม่?”
ชายชราหันมามองก่อนจะถามด้วยเสียงต่ำ
“คุณหนูจะให้บ่าวเฒ่าลงมืออันใดหรือไม่ขอรับ?”
หมิงเยว่หลานส่ายหน้า
รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากนางดวงตาคู่งามฉายแววแน่วแน่ “หยุนโม่ผู้นี้...กล้าลงมือเช่นนี้แสดงว่าไม่เกรงกลัวตระกูลหลี่เป็นแน่”
“พวกเราไม่จำเป็นต้องลงมืออันใดทั้งสิ้น”
ชายชราพยักหน้าเชื่อฟังจากนั้นทุกอย่างก็ตกสู่ความเงียบอีกครั้ง
ในห้องโถงมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา
และเงาแห่งความคิดที่ยากจะคาดเดา
แขวนลอยอยู่ในอากาศอันสงบเงียบนี้
…
และในวันเดียวกันหลังจากที่เกิดเรื่องได้ไม่นานข่าวกระจายไปอย่างรวดเร็วทางด้านของตระกูลหลี่เป็นฝ่ายที่รู้ข่าวนี้ก่อนผู้คนภายในเมืองเสียอีก
ณ ทิศเหนือของเมืองอวี้หยาง
ไม่ห่างจากตลาดผู้ฝึกตนนัก มีคฤหาสน์ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่อันกว้างขวาง
กำแพงสูงใหญ่ที่ก่อจากศิลาดำสลักอักขระค่ายกลป้องกันอย่างแน่นหนา
ประตูไม้หนาหนักถูกประดับด้วยหัวสิงห์ทองเหลืองที่ขู่คำรามแม้ยามเงียบ
หลังคาจั่วซ้อนลดหลั่นเรียงรายงดงามดั่งวังตระกูลสูงศักดิ์
ที่แห่งนี้คือ"จวนตระกูลหลี่" หนึ่งในสองคฤหาสน์ใหญ่ที่โดดเด่นและทรงอำนาจที่สุดในเมืองอวี้หยาง
ในบริเวณจวนมีผู้ฝึกตนสวมเกราะหนังสีดำคุมเชิงตามจุดต่าง ๆ กว่าแปดสิบชีวิต
ล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นต่ำ!
พวกมันยืนประจำตำแหน่งนิ่งสงบเฝ้าระวังภัยจากทุกทิศทางโดยไม่เปิดช่องว่างแม้แต่น้อย
เงียบขรึมแต่แฝงด้วยกลิ่นอายคมดาบที่พร้อมจะสังหารผู้บุกรุกในทันที