ดินเปียกใต้มือของลั่วจวินแตกออกเป็รอยดำสามสาย
รอยนั้นไม่ได้แยกเหมือนดินแตกระแหง แต่เหมือนมีรากบางอย่างดันขึ้นจากข้างใต้ สีดำสนิทแทรกเขียวคล้ำตามขอบราวกับตะไคร่น้ำที่ถูกบดจนเป็น้ำหมึก
“ถอย!”
เสียงของเยว่หลันดังขึ้นก่อนรากเส้นแรกจะถึงข้อมือ
“อิ่นเหิน พืชอสูรระดับแก่นแท้ขั้นต้น!”
คำว่าแก่นแท้ขั้นต้นตัดความคิดทั้งหมดของลั่วจวินทิ้งทันที
เขาดึงมือกลับ รากดำเส้นหนึ่งฟาดผ่านจุดที่นิ้วเขาเคยแตะ อีกเส้นตัดต่ำเข้าหาข้อเท้าอวี้เซียว ส่วนเส้นสุดท้ายพลิกขึ้นจากใต้ใบไม้แห้งตรงหน้าเยว่หลัน ปลายรากเปิดเป็หนามเล็กสีเขียวดำก่อนหุบกลับ
อวี้เซียวกดโล่เล็กลงพื้น
รากดำกระแทกโล่จนเสียงทึบหนักดังขึ้นหนึ่งครั้ง แรงปะทะสะท้อนผ่านพื้นหินใต้เท้าเขา แต่เขาไม่ถอย
เยว่หลันยกมีดรับเส้นที่พุ่งเข้าหาตัว ปลายรากครูดผ่านคมมีดจนเกิดเสียงแหลม สีเขียวคล้ำติดอยู่บนรอยคมเพียงครู่เดียว ก่อนถูกสะบัดหลุดเป็คราบบางบนใบไม้แห้ง
ลั่วจวินดีดตัวถอยจากโคนซาหลิง ปลายรากเฉียดแขนเสื้อไปไม่ถึงครึ่งชุ่น ยังไม่แตะผิว
“อย่าให้โดนตัว” เยว่หลันกล่าวเสียงต่ำ “พิษอยู่ที่ปลายราก”
อวี้เซียวมองพื้นรอบตัวในครึ่งลมหายใจ
ด้านซ้ายเป็ดินเข้มและชื้น รากสีดำขยับอยู่ใต้ผิวดินเป็เส้นนูน ๆ เหมือนพื้นทั้งแถบมีชีพจรของมันเอง ด้านขวาเป็แนวหินแห้งสามก้อนต่อกันขึ้นไปถึงรากไม้ใหญ่ ใกล้กว่านั้นมีทางดินแคบลาดขึ้นไปทางหลังร้านหลอมยา
ซาหลิงอยู่ใกล้ระยะทำการของอิ่นเหินเกินไป
“ระดับห่างกันเกินไป ถอย” อวี้เซียวกล่าว “ข้าจะเปิดค่ายกลซานเยว่ สังเกตแสงตามแนวศร อย่าออกนอกเส้น”
เขาดึงศรดอกหนึ่งออกจากกระบอก
ศรดอกนั้นต่างจากลูกศรทั่วไป หัวศรมีร่องโลหะเล็กสามร่อง ก้านศรถูกพันด้วยเส้นเงินบาง ๆ เส้นเงินกลืนไปกับสีก้านศรจนต้องมองใกล้ ๆ ถึงเห็น
อวี้เซียวยิงศรปักลงตรงขอบหินก้อนหน้า
ทันทีที่หัวศรจมลงพื้นแห้ง แสงทองอ่อนก็วาบขึ้นจากร่องโลหะบนหัวศร ลากเป็เส้นบางไปตามผิวหินเหมือนเส้นไหมที่ถูกขึงตึง
อวี้เซียวชี้หินก้อนที่ศรปักอยู่ หันคำสั่งให้ลั่วจวินกับเยว่หลัน
“บนหินก้อนนั้น ตามข้ามา”
เยว่หลันยังอยู่ต่ำกว่าพวกเขาครึ่งก้าวทางด้านหลัง นางไม่ย้อนถาม เพียงดึงขลุ่ยหยกสีขาวขึ้นแตะริมฝีปาก
เสียงสั้นคมดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ใบไม้แห้งด้านหลังพลิกขึ้นพร้อมกัน รากดำสองเส้นที่เลื้อยตามมาชะงัก สีเขียวดำตรงปลายรากสั่นเหมือนถูกเสียงขลุ่ยกดไว้ แต่หยุดได้เพียงครึ่งจังหวะ
อวี้เซียวะโขึ้นหินก่อน ลั่วจวินตามขึ้นไปติด ๆ แล้วหันกลับมายื่นมือให้เยว่หลันจับ ก่อนดึงนางพ้นแนวดินชื้น
จากจังหวะนั้น เยว่หลันถูกดึงเข้ามาอยู่กลางขบวน อวี้เซียวเปิดทางด้านหน้า ส่วนลั่วจวินรั้งหลังนางไว้ครึ่งก้าว
รากดำพุ่งจากดินชื้นด้านซ้ายตัดเข้าหาหน้าแข้งลั่วจวิน
ลั่วจวินยกกระบี่ทั้งฝักรับทัน ปลายรากกระแทกฝักกระบี่แล้วดีดออก แรงะเืชาจนถึงข้อมือ แต่หนามไม่โดนผิว
ทั้งสามวิ่งต่อจากหินทันที อวี้เซียวพาเบี่ยงซ้ายปาดผ่านโคนไม้ต้นหนึ่ง เยว่หลันหมุนตัวครึ่งรอบหลบตามแนวที่เขาเปิด ลั่วจวินดึงนางออกขวาอีก่แขน ให้รากดำที่พุ่งตามมาชนลำต้นที่เยว่หลันเพิ่งตัดผ่านไป
ข้างหน้า มีต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางอยู่ อวี้เซียวทิ้งตัวต่ำลอดใต้ลำต้นนั้นไปพร้อมง้างคันธนู
ลูกธนูดอกที่สองของอวี้เซียวปักลงที่ช่องระหว่างหินกับรากไม้ใหญ่ราวกับจับวาง
แสงทองอ่อนจากศรดอกแรกแล่นไปหาแสงจากศรดอกที่สอง เส้นทั้งสองเชื่อมกันบนพื้นแห้งเป็แนวเอียง เส้นนั้นบางมาก แต่ทันทีที่รากดำข้ามเข้ามา ความเร็วของมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เยว่หลัน ด้านหลัง”
“รู้แล้ว”
เสียงขลุ่ยดังขึ้นอีกครั้ง ต่ำกว่าเดิมและสั้นกว่าเดิม คลื่นเสียงบาง ๆ แผ่ออกเป็วงสีขาวจางผ่านใบไม้แห้งด้านหลัง กดรากดำที่ไล่ตามให้ชะงักก่อนถึงแนวหิน
รากดำที่ไล่ขึ้นมาตามแนวหินชนเข้ากับแนวแสงทองอ่อน ปลายรากงอเหมือนเจอขอบแข็งที่มองไม่เห็น แต่สีเขียวดำตรงปลายหนามยังค่อย ๆ กัดผ่านเส้นแสงเข้ามา
อวี้เซียวผ่อนจังหวะการวิ่งลงครึ่งจังหวะ พร้อมเหวี่ยงโล่เล็กปัดรากเส้นนั้นลงพื้น
“ไป”
จังหวะวิ่งของทั้งสามไม่ขาด
ทางที่อวี้เซียวเปิดไม่ได้กว้างพอให้วิ่งเต็มฝีเท้า ต้องเหยียบหิน ปาดข้างโขดหิน เหยียบรากแห้ง แล้วะโข้ามช่องดินชื้นที่รากดำคอยฉวยอยู่ใต้ผิวดิน
อวี้เซียวแตะหินก้อนถัดไปก่อนใครครึ่งก้าว ลูกธนูในมือถูกยิงออกไปแทบพร้อมฝีเท้า เยว่หลันตามแสงทองอ่อนด้วยก้าวสั้น ๆ ส่วนลั่วจวินคุมจังหวะอยู่ด้านหลังไม่ให้ขบวนหลุดเส้น
เสียงน้ำไหลดังขึ้นทางขวา
อวี้เซียวไม่หันไปมอง
“เสียงหลอก”
“ใช่” เยว่หลันตอบทันที
อวี้เซียวสั่งต่อ “ทางซ้ายหนึ่งก้าว ระวังรากแห้ง”
ลั่วจวินรอเยว่หลันข้ามก่อน แล้วพลิกตัวตามไปกลางอากาศ
รากดำแทงขึ้นตรงที่เท้าเขาเพิ่งพ้นไป ปลายรากแตกเป็หนามเล็กจำนวนมาก สีเขียวคล้ำซึมอยู่ตรงปลายหนามเหมือนหยดน้ำพิษ ก่อนทั้งหมดจะหุบลงใต้ดิน
เสียงขลุ่ยดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เสียงไม่คมเท่าก่อน แผลเก่าทำให้ลมหายใจของเยว่หลันสะดุดเล็กน้อยหลังเป่า
ลั่วจวินขยับประกบหลังเยว่หลันอีกครึ่งก้าว แล้วกันช่องด้านข้างให้นางวิ่งต่อ
อวี้เซียวปักศรดอกที่สามเข้าที่ดินแห้งข้างรากไม้ใหญ่
เส้นทองอ่อนสามจุดเชื่อมกันทันที
แสงไม่ได้สว่างพอจะไล่เงาในป่า แต่พอให้เห็นแนวทางที่อวี้เซียวเลือกไว้บนพื้นแห้ง เส้นค่ายกลบางเหมือนใยไหม พาดผ่านหิน รากไม้แห้ง และช่องดินที่ยังพอเหยียบได้
“ข้ามเส้นนี้แล้ววิ่ง” อวี้เซียวกล่าว “ค่ายกลนี้ต้านพวกมันได้ไม่นาน”
รากดำหลายเส้นฟาดขึ้นพร้อมกัน
เส้นหนึ่งชนโล่อวี้เซียวจนแขนเขาสั่น
อีกเส้นฟาดเข้าหาเยว่หลัน นางยกขลุ่ยรับเฉียง เสียงกระทบดังแข็งจนมือข้างนั้นสั่น แต่ปลายรากไม่แตะผิว
เส้นสุดท้ายกวาดเข้าหาลั่วจวินต่ำมาก
ลั่วจวินะโข้าม แต่จังหวะลงปลายเท้าช้าไปครึ่งก้าว
รากดำเส้นถัดไปที่พุ่งขึ้นมา อยู่ในตำแหน่งที่ลั่วจวินไม่สามารถเบี่ยงตัวหลบได้ทัน
เป็เสียงขลุ่ยของเยว่หลันที่เป่าออกมารั้งรากเส้นนั้นไว้ครึ่งจังหวะพอดี ทำให้ลั่วจวินดีดตัวหลบได้ทัน
“อย่าออกนอกแนว”
อวี้เซียวสั่ง
ลั่วจวินพยักหน้าตอบ
ก่อนจะเหลือบมองไปทางเยว่หลัน นางกำลังยกหลังมือเช็ดเืที่ไหลออกมาที่มุมปาก
ลั่วจวินเข้าใจทันทีว่านางฝืนยื้อรากเส้นนั้นให้เขา
ทั้งสามวิ่งตามแนวศรที่เหลือ
อวี้เซียวเร่งนำแล้วปักศรระหว่างก้าว แสงทองอ่อนวาบขึ้นทุกครั้งที่หัวศรแตะพื้นแห้ง เยว่หลันรักษาระยะอยู่กลางขบวน ส่วนลั่วจวินตามหลังนางไว้ครึ่งก้าว รากดำที่หลุดผ่านแนวเข้ามาถูกโล่ของอวี้เซียวปัดออกระหว่างวิ่ง
ทุกครั้งที่เส้นทองอ่อนวาบขึ้น รากดำจะช้าลงเพียงครึ่งลมหายใจ พอให้พวกเขาข้ามช่องตายไปอีกช่อง
อิ่นเหินไม่ได้ไล่ด้วยลำตัว มันปิดทาง ยกพื้นตรงจุดที่เท้ากำลังจะลง แล้วทำเสียงน้ำจากด้านที่ไม่มีน้ำเพื่อดึงสายตา ก่อนปล่อยรากจริงจากอีกด้าน
อวี้เซียวไม่ตามเสียง
เขาดูพื้น
“ขึ้นรากไม้”
อวี้เซียวข้ามขึ้นรากไม้แห้งก่อน เยว่หลันแตะปลายเท้าตามขึ้นตรงกลาง ลั่วจวินดันหลังนางผ่านจุดนั้นแล้วบิดไหล่หลบรากที่ฟาดตามมา
รากดำกวาดผ่านใต้เท้าพวกเขาไป ปลายหนามครูดหินจนเกิดรอยเขียวคล้ำเป็ทาง
“ลงหิน”
ทั้งสามลงหินก้อนถัดไปโดยไม่ตัดจังหวะ อวี้เซียวใช้ปลายเท้าแตะผิวหินแล้วดีดตัวต่อ ศรของเขาปักตามทันแทบทุกครั้ง แต่จำนวนศรในกระบอกลดลงเร็วเกินไป
เยว่หลันเป่าขลุ่ยอีกครั้งจากกลางขบวน เสียงนี้ต่ำและสั้นมาก เพียงทำให้รากที่อยู่ใกล้หลังพวกเขาชะงักก่อนฟาดลง
โล่เล็กของอวี้เซียวรับแรงกระแทกระหว่างวิ่ง แขนเขาสั่นไปครึ่งจังหวะ แต่ฝีเท้ายังพาแนวศรต่อไปข้างหน้า
“ขวา” อวี้เซียวกล่าว
ลั่วจวินมองขวา
ไม่มีทาง
มีแต่พุ่มไม้เตี้ยกับดินชื้น
“ขวา!” อวี้เซียวสั่งซ้ำ
ศรค่ายกลดอกสุดท้ายพุ่งออกไป ปักทะลุพุ่มไม้เตี้ยแล้วดึงกิ่งไม้แห้งให้แหวกออก แสงทองอ่อนจากหัวศรเผยร่องดินแห้งที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ แคบพอให้ผ่านได้ทีละคน
อวี้เซียวพุ่งถึงปากร่องก่อน แล้วหมุนตัวกลับมายกโล่ปิดช่อง ให้เยว่หลันผ่านเข้าไปกลางร่อง ลั่วจวินตามประกบหลังนาง
รากดำพุ่งเข้าปากร่องดิน
อวี้เซียวกดโล่รับไว้ตรงปากร่อง
แรงกระแทกทำให้เข่าข้างหนึ่งแทบแตะพื้น แสงทองอ่อนจากศรค่ายกลดอกสุดท้ายสั่นแรงจนเกือบดับ
ลั่วจวินหันกลับไปช่วย แต่เยว่หลันคว้าแขนเสื้อเขาไว้
“ถอย”
“เขายังอยู่หลัง”
“เขาเปิดทางให้เรา ถ้าเ้าหยุด ทางก็ขาด”
ลั่วจวินกัดฟัน แล้วถอยต่อ
โล่เล็กดังขึ้นอีกครั้ง
อวี้เซียวถอยเข้าร่องดินมาได้ในจังหวะสุดท้าย รากดำที่ตามเข้ามาถูกขอบร่องแห้งบีบให้เลื้อยช้าลง
“มันไม่ชอบดินแห้ง” อวี้เซียวกล่าว
“ไม่ใช่ไม่ชอบ” เยว่หลันแก้ “มันแค่เลือกจุดที่รากมันเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า”
อวี้เซียวไม่เถียง
ร่องดินแห้งพาพวกเขาขึ้นเนินสั้น ๆ
เสียงน้ำปลอมดังไล่หลังอยู่ตลอด แต่ไม่ใกล้เท่าเดิม
รากดำยังแทงขึ้นมาเป็บาง่ ทว่าทุกครั้งมันช้าลงกว่าตอนอยู่ลึกกว่านี้เล็กน้อย
เยว่หลันเหลือบมองรากที่ไล่หลังมา แล้วพูดเร็ว
“อีกไม่กี่่ตัวก็พ้นอาณาเขตมันแล้ว”
อวี้เซียวไม่หันกลับไป
“ตามเส้นศร อย่าออกนอกแนว”
ลั่วจวินขยับตามเส้นศร
และในจังหวะนั้นเองที่เขาเห็นซาหลิงอีกต้นอยู่ข้างร่องดินด้านซ้าย
ดอกเล็กสีขาวอมม่วงอยู่ใต้พุ่มเตี้ย นอกเส้นศรไปไม่ถึงสามก้าว รากดำหลายเส้นเลื้อยอยู่รอบโคนดอก แสงเขียวคล้ำที่ปลายรากหรี่ลงแล้วสว่างขึ้นเป็จังหวะ เหมือนมันตั้งใจวางดอกนั้นไว้ให้เห็น
ถ้าพวกเขาก้าวต่อไปตามเส้นศร ซาหลิงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
อวี้เซียวเห็นสายตาของลั่วจวิน
“ลั่วจวิน อย่า”
รากดำกระแทกค่ายกลอีกครั้ง เส้นทองอ่อนด้านหลังสั่นจนบางลง
เยว่หลันเป่าขลุ่ยซ้ำ เสียงขาดใน่ปลาย มืออีกข้างกดผ้าคลุมตรงแผลโดยไม่ตั้งใจ
ลั่วจวินจึงเบี่ยงออกนอกเส้นศร
“ลั่วจวิน!”
เสียงอวี้เซียวตามมาพร้อมเสียงสายธนูธรรมดา
ศรดอกหนึ่งปักเฉียดพื้นด้านหน้าลั่วจวิน หัวศรกระแทกรากดำเส้นแรกให้เบี่ยงออกจากหน้าอกเขา ไม่มีแสงค่ายกลวาบขึ้นมาอีก
ลั่วจวินไม่หยุด
เขาพุ่งผ่านศรดอกนั้นไปอีก่ตัว แล้วทิ้งน้ำหนักลงต่ำ เข่าข้างหนึ่งไถลไปบนดินแห้งจนหยุดข้างซาหลิงพอดี
ลั่วจวินใช้มือขวากดดินใกล้โคนดอก รวบคมแผ่ออกเป็วงเล็กที่สุดเท่าที่ทำได้
ซาหลิงมีรากจริงบางมาก
สิ่งที่หนาและหนักคือรากดำที่รัดอยู่รอบมัน
ลั่วจวินเลื่อนปลายนิ้วขวาไปตามช่องว่างระหว่างรากอสูรกับรากสมุนไพร แล้วบิดข้อมือในทิศตรงข้ามกับแรงรัด
รากดำดีดขึ้นทันที
เยว่หลันเป่าขลุ่ยอีกเสียงเพื่อกดจังหวะนั้นไว้
เสียงขลุ่ยขาดก่อนจังหวะจะสุด
อวี้เซียวะโเตือนจากด้านหลัง
“ระวัง!”
จังหวะนั้นลั่วจวินตัดสินใจคว้าลงไปตรงโคนซาหลิงด้วยมือขวา รากดำของอิ่นเหินยังรั้งรากสมุนไพรไว้ใต้ดิน พอเขากระชากขึ้น ดินชื้นก็แตกกระจาย รากอสูรเส้นนั้นถูกลากโผล่ขึ้นมาตามแรงดึง เขาไม่มีเวลามองว่าปลายนิ้วเกี่ยวได้อะไรบ้าง มือซ้ายคว้ากระบี่ทั้งฝักขึ้นมา ก่อนดีดตัวเองถอยกลับทางเข้าเส้นทางเดิม
รากดำเส้นหนึ่งแทงขึ้นจากใต้ใบไม้แห้ง ใบไม้แตกกระจายขึ้นมาบังสายตาอยู่พริบตาเดียว ปลายหนามสีเขียวดำเฉียดผ่านแขนเสื้อขวาของลั่วจวินจนผ้าสะบัด
ลั่วจวินยกกระบี่ทั้งฝักรับทัน แต่ปลายรากอีกเส้นที่เล็กกว่าซ่อนอยู่ใต้ดินชื้นข้างมือขวา
มันดีดขึ้นใต้แขนเสื้อขวาของเขา แล้วหายกลับลงไปในใบไม้ที่แตกกระจาย
ลั่วจวินกำมือขวาทันที กดชายแขนเสื้อทับข้อมือนั้นไว้ ใบไม้กับดินที่แตกขึ้นเมื่อครู่ร่วงลงมาปิดพื้นรอบโคนดอกจนมองไม่ออกว่าเขาคว้าอะไรทันหรือไม่
อวี้เซียวเข้าถึงตัวเขาพอดี
สายตาอวี้เซียวจับอยู่ที่รากดำซึ่งพุ่งตามมา ไม่ได้อยู่ที่แขนขวา
“กลับเข้าเส้น!”
ลั่วจวินพยักหน้า
เขากระโจนกลับเข้าร่องดินแห้ง
รากดำหลายเส้นกระแทกลงบนจุดที่เขาเพิ่งผ่าน ใบไม้แห้งแตกกระจาย ดินชื้นพุ่งขึ้นเป็ก้อน สีเขียวดำแล่นใต้ผิวดินเป็วงกว้างก่อนหายไป
เยว่หลันหันขลุ่ยกลับด้าน ใช้ตัวขลุ่ยกระแทกรากเส้นหนึ่งที่พุ่งเข้าหาหลังลั่วจวิน
นางรับได้ทัน แต่แรงะเืทำให้ไหล่ขวานางตกลงเล็กน้อย
ลั่วจวินประคองนางไว้ครึ่งจังหวะ
“ไปต่อ”
ทั้งสามวิ่งต่ออีกไม่กี่่ตัว
รากดำพุ่งตามมาถึงขอบร่องดินแห้ง แล้วหยุดเหมือนชนกำแพงที่มองไม่เห็น ปลายรากบิดอยู่กับพื้น สีเขียวดำตรงหนามสว่างวูบหนึ่งก่อนค่อย ๆ ถอยกลับไปใต้ใบไม้
ลั่วจวินยังเก็บมือขวาไว้ใต้แขนเสื้อ
มือขวาใต้แขนเสื้อกำแน่นกว่าเดิม แต่เขาไม่ปล่อยให้ฝีเท้าผิดจังหวะ
เขาจำไว้แล้ว ชื่อนี้
อิ่นเหิน
พืชอสูรที่ซ่อนต้นจริงไว้ที่ใดสักแห่ง แล้วใช้รากดำทั้งป่าคุมอาณาเขตแทนตัวมันเอง
ครั้งนี้ระดับเขายังต่ำเกินไป
แต่เขาจะจำเสียงน้ำปลอม จำรากดำ จำสีเขียวดำที่ปลายหนาม และจำดินชื้นที่มันใช้เป็ทางไว้
สักวันหนึ่ง เขาจะย้อนกลับมาเอาคืน
หลังจากนั้น เส้นทางในป่ายืดออกเป็่ยาว
อวี้เซียวยังนำตามร่องดินแห้งที่พอใช้ได้ ศรค่ายกลหมดลงแล้ว เหลือเพียงโล่เล็กกับสายตาที่กวาดพื้นล่วงหน้า เยว่หลันอยู่กลางขบวน ลมหายใจของนางสั้นลงทุกที ส่วนลั่วจวินตามอยู่ด้านหลัง มือขวายังซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ
พวกเขาผ่านโขดหินเตี้ย ข้ามรากไม้แห้ง และอ้อมแอ่งดินชื้นอีกหลายจุด กว่าจะได้ยินเสียงเตาดินเผาจากทิศร้านหลอมยาแทรกเข้ามาในลม
แนวไม้ด้านหน้าเปิดออกเป็ช่องแคบ
กลิ่นสมุนไพรขมจากร้านหลอมยาปะทะเข้ามาพร้อมควันขาวจากเตาดินเผา
อวี้เซียวลดฝีเท้าลง
“ถึงหลังร้านแล้ว”
ทันทีที่ทั้งสามพ้นชายป่า
ความเงียบที่ตามมาหนักกว่าตอนมีเสียง
อวี้เซียวพาทั้งสองอ้อมตามชายคากลับไปหน้าร้านหลอมยาเหมือนตอนออกมา เตาดินเผาข้างร้านยังมีควันขาวลอยต่ำอยู่เหนือปากเตา
ม่านผ้าเก่าหน้าร้านขยับเบา ๆ เมื่อลมจากป่าตามมาถึง
อวี้เซียวยกม่านขึ้น
แม่เฒ่าเซวียยืนอยู่หลังโต๊ะไม้กลางห้อง
นางไม่ได้ถือครก ไม่ได้ถือกระด้ง เพียงเงยหน้าขึ้นเมื่อม่านผ้าถูกยกออก
สายตานางมองลั่วจวินั้แ่เท้าที่ก้าวเข้ามาจนถึงแขนขวาที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ ก่อนเลื่อนขึ้นมาที่ใบหน้าเขา
สีหน้าแม่เฒ่าเซวียไม่เปลี่ยน
“เข้ามา”
อวี้เซียวก้าวนำเข้าไปก่อน ตรวจห้องด้วยสายตาเร็ว ๆ แล้วหันกลับมารับลั่วจวินกับเยว่หลัน
เยว่หลันก้าวข้ามธรณีประตูได้เอง แต่ไหล่ขวาของนางแข็งกว่าปรกติ
ลั่วจวินตามเข้ามาเป็คนสุดท้าย
เมื่อเท้าแตะพื้นไม้ของร้าน ลั่วจวินชะงักไปครึ่งก้าว
มือซ้ายของเขาคว้าขอบโต๊ะไว้ก่อน นิ้วทั้งห้าแข็งเกร็งจนข้อกระดูกขึ้นชัด
อวี้เซียวมองมือซ้ายของเขาเป็อันดับแรก
ไม่มีดอกสีขาวอมม่วง มีเพียงนิ้วที่กดขอบโต๊ะจนซีด
อวี้เซียวหันกลับมา
“ลั่วจวิน?”
ลั่วจวินสูดลมหายใจเข้า แต่หน้าอกกลับหยุดค้างไปครู่หนึ่ง
มือซ้ายที่เกร็งอยู่หลุดจากขอบโต๊ะ
ร่างของเขาเอียงลงทันที
เยว่หลันเห็นพอดี
นางก้าวเข้ามาช้อนร่างลั่วจวินไว้ก่อนที่เขาจะล้มลงไปกองบนพื้น
แรงถ่วงทำให้แผลเก่าของนางตึงจนสีหน้าเปลี่ยนไป แต่เยว่หลันไม่ปล่อย
ลั่วจวินที่หมดสติ ศีรษะซบลงบนไหล่เยว่หลันพอดี