ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    EP-43 แพทย์อัจฉริยะ

    ชายชราตระกูลซูขมวดคิ้วมุ่น แต่ไม่นานใบหน้าก็คลายออก “บ้านหลังนี้เองก็เป็นบ้านใหญ่ ราคา 30 ล้านหยวน ในชุนเหลียนใช่ว่าใครก็ซื้อได้ เพราะงั้นคุณสวีไม่ต้องกลัวไปว่าบ้านหลังนี้จะเล็ก”

    ต้าโหวไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายผู้เฒ่าซูคือใคร แต่เมื่อเห็นว่านายผู้เฒ่าให้ความเคารพนอบน้อม เขาเองก็ควรจะพูดดีด้วย

    “ใช่แล้วครับคุณชาย สิ่งที่คุณซูพูดมานั้นถูกต้องแล้ว บ้านหลังนี้มีขนาดกว้างขวาง สิ่งปลูกสร้างภายในโอ่อ่า ด้านหลังมีวิวสวยๆ ของทะเลสาบให้ชมดู รับรองว่า...”

    “ใครถามความเห็นนายไม่ทราบ” สวีข่ายขัดจังหวะ ต้าโหวจึงรีบหุบปากสนิท ไม่กล้าผายลมเหมือนที่ทำกับลูกน้อง

    “คุณซู คุณเองก็รู้ว่าลูกสาวของคุณเดินไม่ได้ ต้องได้รับการรักษาจากผม หรือว่าคุณจะยอมแพ้ปล่อยให้เธออยู่แบบนั้นกระทั่งอายุขัยหมด แล้วตายไปอย่างน่าสังเวช?” สวีข่ายมองหน้าผู้เฒ่าซู พร้อมกับยิงคำถามเข้ากลางอก

    ผู้เฒ่าซูมีใบหน้าปั้นยาก เป็นหลานสาวของเขาที่พูดแทรกขึ้น

    “จะมากเกินไปแล้วนะสวีข่าย นายเพิ่งมาที่ตระกูลเราเมื่อเดือนก่อน การรักษายังเพิ่งเริ่มคุณป้าเองก็นอนเป็นผัก แต่นายจะเอาโน่นเอานี่ นี่นายเป็นพวกสิบแปดมงกุฎหรือเปล่า!”

    สวีข่ายหัวเราะมุมปาก “สาวน้อย การรักษาต้องใช้เวลานาน ซูเฉียนเฉียนนอนติดเตียงมานับสิบปี กระดูกและข้อต่อไม่เคลื่อนไหว เลือดลมติดขัด จำเป็นต้องชำระล้างไขกระดูกเพื่อให้ร่างกายกลับมามีสภาพปกติ จึงจะทำการรักษาได้”

    “นอกจากนั้นนะสาวน้อย การรักษาต้องใช้ยาและสมุนไพรจำนวนมาก ฉันเองก็ไม่อยากจะพูดหรอกนะ แต่ว่าทั่วโลกใบนี้นอกจากฉันก็ไม่มีใครรักษาเธอได้อีกแล้ว!”

    สวีข่ายมีความเย่อหยิ่งไม่สนหัวใคร และมองว่าทุกคนต้องเอาอกเอาใจเขา โดยเฉพาะตระกูลซูที่มีลูกสาววัย 40 ปี อย่างซูเฉียนเฉียนนอนติดเตียง

    ด้วยเทคนิคการแพทย์ของเขา คือเหตุผลที่ตระกูลซูต้องยอม

    โดยเฉพาะนายผู้เฒ่าที่ทนเห็นลูกสาวนอนติดเตียงมาถึง 10 ปีเต็ม เขาจะทนได้หรือเมื่อโอกาสมาถึงตรงหน้า

    ฉันคือแพทย์อัจฉริยะนะ!

    “นี่นาย...!” ซูเมิ่งหรันกระทืบเท้าระคนโกรธเกลียด แต่ถึงอย่างนั้นหล่อนก็ทำอะไรเขาไม่ได้

    ในขณะนั้นรถคันหนึ่งได้ขับเข้ามา

    ไป๋จิงถิงกระพริบตาปริบๆ มองผู้มาใหม่ด้วยใบหน้าร้อนผ่าว

    Ferrari Portofino M คันสีแดงโดดเด่น เสียงเครื่องยนต์คำรามเหมือนกับอสูรกายทำให้ผู้หญิงอย่างเธอใจสั่น

    กระจกถูกลดลงมา มองเห็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งนั่งอยู่หลังพวงมาลัย

    “จอดรถขวางทางทำไม ไม่รู้หรือไงว่ามันเกะกะ” หลินอู๋เฉินโวยวาย ค่อนข้างหงุดหงิดจนแสดงผ่านสีหน้า

    ความจริงภายในพื้นที่จัดสรรบ้านพักหงถิงถนนกว้างขวาง แต่รถสองคันไม่ขับชิดฟุตบาทหากแต่จอดกลางถนนทั้งสองคัน ดังนั้นรถคันที่สามจึงไม่มีที่ให้ขับผ่าน

    “พวกเรากำลังจะคุยธุระกัน นายไม่เกี่ยวขอเตือนว่ารีบๆ ออกไปซะ นอกจากนั้นคนที่อยู่ข้างหน้าคือนายผู้เฒ่าตระกูลซู” บอดี้การ์ดของซูเมิ่งหรันเดินมาบอก แถมยังจงใจแสดงความเย่อหยิ่ง

    หลินอู๋เฉินหัวเราะมุมปาก ยื่นมือออกมาตบหน้าบอดี้การ์ดทีหนึ่ง “ตระกูลซูอะไรไม่รู้จัก ตอนนี้พวกนายขวางทางฉันอยู่!”

    “นี่นาย...!” บอดี้การ์ดเลือดกลบปาก แต่ไม่กล้ามีเรื่องด้วย

    ถึงเขาจะกล้าอวดอ้างบารมีตระกูลซูแต่อีกฝ่ายขับรถ Ferrari Portofino M มันไม่ฉลาดหากยังดึงดัน นอกจากนั้นถ้าหากตระกูลซูไม่อยู่ข้างเขาก็เป็นเรื่องยากที่จะรอดจากความตาย

    “จอดขวางแล้วทำไม ตรงนี้เป็นจุดตัดผ่านของบ้านหลังใหญ่ ราคา 30 ล้านหยวน หรือนายกำลังจะบอกว่าซื้อบ้านราคา 50 ล้านหยวน ถึงต้องผ่านถนนเส้นนี้!” ซูเมิ่งหรันแต่เดิมอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอเห็นว่ามีคนเข้ามาสอดก็โพล่งสนับสนุนบอดี้การ์ดวัย 30 เศษ

    “ก็ใช่น่ะสิ บ้านราคา 50 ล้านหยวนนั่นเป็นของฉัน แล้วเธอจะทำไมมีปัญหาอะไรไหม!” หลินอู๋เฉินลงมาจากรถ ท่าทางเย่อหยิ่งเผด็จการแม้แต่ผู้หญิงสวยๆ ตรงหน้าก็ไม่มีข้อยกเว้น

    “อะไรนะ บ้านหลังนั้นเป็นของนาย...” ซูเมิ่งหรันตกตะลึง ใบหน้าเธอขมวดเป็นปมมุ่น สีหน้าปั้นยากถึงขีดสุด

    ต้องรู้ก่อนนะว่าต่อให้เป็นผู้เฒ่าซูก็ยังไม่สามารถซื้อบ้านหลังนั้นได้

    ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน 50 ล้านหยวน แต่ตอนที่ซื้อบ้านต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา

    นอกจากนั้นต้องมีทรัพย์สินอย่างต่ำห้าพันล้านหยวน!

    นั่นหมายความว่าชายหนุ่มตรงหน้า เป็นเศรษฐีทรงอำนาจ!

    ไม่ใช่แค่ซูเมิ่งหรันเท่านั้นที่เข้าใจข้อนี้ แม้แต่บอดี้การ์ดโง่ๆ เองก็เข้าใจ ดังนั้นเขาจึงรีบหลบฉากไปด้านหลัง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่ทรงพลัง

    “ปรากฏว่าบ้านหลังนั้นเป็นของนาย” สวีข่ายเดินเข้ามาหา พร้อมกับกล่าว “ผู้เฒ่าซูมัวรีรออะไรอยู่ ซื้อบ้านต่อจากเขาสิ”

    ผู้เฒ่าซูตอบสนองทันที แต่ไม่ใช่ว่าเขาเกรงกลัวสวีข่าย แท้จริงกำลังหวั่นเกรงชายหนุ่มตรงหน้าต่างหาก

    “สวัสดี ผมเป็นผู้นำตระกูลซูคนปัจจุบัน เมื่อครู่นี้น้องชายสวีข่ายแค่ล้อเล่น ดังนั้นอย่าถือสา”

    “ผู้เฒ่าซู!”

    “ใจเย็นๆ สวีข่าย เรื่องนี้ค่อยคุยกันทีหลัง” เจ้าบ้านตระกูลซูเกือบจะตะโกนดุ แต่ต้องยั้งใจไว้ “อาหลี่ รีบย้ายรถสิ มันขวางทางนะรู้ไหม”

    “เข้าใจแล้วครับ เข้าใจแล้วครับ” บอดี้การ์ดวัย 30 เศษไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเข้าไปในรถแล้วขยับให้ชิดฟุตบาททันที

    ทางด้านต้าโหวเองก็เช่นกัน ต่อหน้าชายหนุ่มที่เป็นปริศนา ในฐานะผู้ดูแลบ้านพักเขามีมุมมองที่กว้างใหญ่ ดังนั้นจึงไม่กล้ามีปากมีเสียง ใครชี้ให้ไปไหนก็ไปทางนั้น

    เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย หลินอู๋เฉินก็กำลังจะกลับเข้าไปในรถ แต่ตอนนั้นเองหญิงสาวสวมชุดสูททางการเดินเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มหวาน

    “ให้ฉันแนะนำตัวก่อนค่ะ ฉันคือผู้จัดการบ้านพักติดทะเลสาบหงถิง ไป๋จิงถิง คุณผู้ชายเพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ดังนั้นฉันอยากจะแนะนำส่วนต่างๆ ให้รู้จัก ไม่ทราบว่าจะรบกวนคุณผู้ชายหรือเปล่าคะ”

    “อีกะหรี่!” ซูเมิ่งหรันเห็นผู้จัดการเดินเข้าไปก็เข้าใจทันทีว่าหล่อนหวังสิ่งใด ดังนั้นจึงมองด้วยความรังเกียจ

    ไป๋จิงถิงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

    ต่อหน้าคนร่ำรวยตัวจริง หากมีโอกาสก็ต้องคว้าไว้จริงไหม

    นอกจากนั้นเขายังครอบครองบ้านพักราคา 50 ล้านหยวน เมื่อมองจากจุดนี้ใครบ้างจะไม่หวั่นไหว

    ด้วยสถานะทางสังคมของอีกฝ่าย มันต้องยิ่งใหญ่กว่าตระกูลซูเป็นแน่แท้

    “ขึ้นมา แต่ถ้าหากเธอทำตัวไร้ประโยชน์ ฉันจะโยนเธอออกไปจากรถทันที” หลินอู๋เฉินเหลือบมองครู่หนึ่งแล้วกลับเข้าไปในรถหรู

    “เข้าใจแล้วค่ะ” ไป๋จิงถิงแทบจะวิ่งเข้าไป แต่ต้องแสร้งสงวนกิริยามารยาทของกุลสตรี เข้าไปนั่งอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางอันสูงส่ง

    Ferrari Portofino M ส่งเสียงคำรามเหมือนสัตว์ร้าย มันพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า ทิ้งให้คนด้านหลังมองตาปริบๆ

    “เฮ้อ...เห็นทีหลังจากนี้ คงต้องพูดดีกับเธอหน่อยแล้ว” ต้าโหวเริ่มคิดเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง

    ทันทีที่เห็นไป๋จิงถิงก้าวเท้าเข้าไปในรถคนรวย ไม่แปลกหากเขาจะมองว่าเธออาจจะกลับมาพร้อมสถานะใหม่

    “คุณซู นี่มันหมายความว่ายังไง ทำไมถึงไม่ซื้อบ้านหลังนั้นให้ผม!” สวีข่ายระบายความโกรธที่อัดอั้นออกมา

    ผู้เฒ่าซูนวดขมับตัวเอง ก่อนจะตอบว่า “คุณสวี เรื่องบางอย่างใช่ว่าจะใช้เงินแก้ปัญหาได้ สถานะของชายหนุ่มคนเมื่อครู่ไม่ใช่ธรรมดา ผมเกรงว่าอาจเหนือกว่าตระกูลซูของผม”

    “หึหึ แล้วยังไงล่ะ หรือว่าคุณไม่อยากให้ลูกสาวหายจากอัมพาต ลุกขึ้นเดินได้อย่างคนอื่นเขา”

    “เรื่องนั้น...“ ผู้เฒ่าซูไม่สามารถตอบสนองได้เป็นเวลานาน

    ความจริงแล้วเขาอยากเห็นซูเฉียนเฉียนเดินได้อีกครั้ง แต่ถ้าหากเทียบกับเงินที่ต้องเสียไป หรือไปขัดขานักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่สู่การล้มละลายของบริษัทฯ เขาเลือกถอยออกมา แล้วปล่อยให้ลูกสาวมีชีวิตอยู่บนเตียงดีกว่า

    เมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าซูไม่ตอบคำถาม สวีข่ายก็ส่งเสียงเฮอะออกมา

    “ก็ได้ตอนนี้ผมจะถอยให้คุณ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรักษาซูเฉียนเฉียนจนหาย บ้านหลังนั้นจะต้องเป็นของผม!”

    “ได้!” ผู้เฒ่าซูถอนหายใจโล่งอก

    ที่เขาตอบตกลงใช่เพราะสัญญาแล้วก็ต้องทำ เพียงแต่มองว่าไม่แน่บางทีสวีข่ายอาจล้มเหลว เหมือนหมอคนอื่นๆ ที่เข้ามาหาเขาหลายสิบปี

    สวีข่ายยิ้มพึงพอใจ แล้วเดินเข้าไปในบ้านราคา 30 ล้านหยวน

    ซูเมิ่งหรันไม่ได้สนใจสวีข่าย แต่เดินเข้ามาหาตาเฒ่าซู

    “คุณปู่คะ ตัวตนของคนเมื่อครู่คือใคร คุณปู่รู้จักหรือเปล่าคะ”

    “ปู่เองก็ไม่รู้ ไม่คุ้นหน้าเลย” ผู้เฒ่าซูส่ายศีรษะ แล้วหันไปมองผู้ดูแลบ้านพักริมทะเลสาบ “ต้าโหว คุณรู้หรือเปล่าว่าเจ้าของบ้านราคา 50 ล้านหยวนคือใคร”

    “เอ่อ...ความจริงข้อมูลนี้เป็นความลับ แต่เพราะเป็นคุณซูผมเองก็ไม่กล้าปิดบัง ความจริงแล้วคุณคนเมื่อครู่มีบ้านพักหนึ่งหลัง ราคา 20 ล้านหยวนที่ตระกูลซ่งโอนย้ายให้ ภายหลังเขาจึงซื้อบ้านราคา 50 ล้านหยวนด้วยเงินของตัวเอง” ต้าโหวไม่กล้าโกหก และถึงแม้จะปิดบังมันก็ไร้ความหมาย ต่อหน้านายผู้เฒ่าการก้มหัวให้ดูจะเป็นวิธีฉลาดที่สุด

    “เขาเกี่ยวข้องกับตระกูลซ่งงั้นเหรอ แต่ตระกูลซ่งในชุนเหลียนก็แค่ตระกูลอันดับ 2 มันน่าแปลกนะ...” ผู้เฒ่าซูบ่นงึมงำกับตัวเอง