[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 7 เจ้าของที่ดิน (3.1) (รีไรต์)

    หลังจากที่บีฮยองหายตัวไป การฆ่าฟันกันจนผู้คนบาดเจ็บล้มตายบริเวณชานชาลารถไฟสายสามของชุงมูโรก็เริ่มขึ้นและนี่ก็ผ่านมาได้ประมาณสิบกว่านาทีแล้ว

            บนชานชาลารถไฟสายสามในปัจจุบันมีเพียงแค่ ‘ห้อง’ เดียวเท่านั้นถึงแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไร้ซึ่งผู้แข็งแกร่ง แต่เหล่าผู้อ่อนแอก็ไม่มีใครยอมถอยพวกเขาพุ่งเข้าฆ่าฟันกันเอง

            “ตาย! ตายซะ!”

            [เหลืออีก 30 นาทีก่อนซีนาริโอหลักที่ 3 จะเริ่มต้นขึ้น]

            ระหว่างที่รอบตัวผมแปรเปลี่ยนเป็นขุมนรกแห่งความโกลาหลผมกลับกำลังนั่งอ่าน ‘สามวิธีรอด’ อยู่เงียบ ๆ

            บางทีซีนาริโอของวันนี้อาจจะดำเนินไปตามที่ผมคิดผมต้องจดจำทุกตัวอักษรไม่ให้พลาดแม้แต่ตัวเดียวเพื่อที่จะได้รอดไปได้

            — เจ้ามัวทำอะไรอยู่เนี่ย!

            ข้อความของพวกกลุ่มดาวเองก็ดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงของบีฮยองในช่องการสื่อสารโทแกบี

            [กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ สงสัยว่าคุณกำลังทำอะไร]

            ผมปิดสมาร์ตโฟนโดยอัตโนมัติ พอลองนึก ๆ ดูแล้วยังมีเรื่องที่จนถึงตอนนี้ผมยังไม่เคยได้ฉุกคิดมาก่อน

            ทั้ง ๆ ที่พวกกลุ่มดาวก็เห็นว่าผมอ่าน ‘สามวิธีรอด’ แล้วทำไมพวกเขาถึงได้ดูไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยล่ะ

            ในนิยาย ‘สามวิธีรอด’ ฉบับดั้งเดิมมีฉากที่พวกกลุ่มดาวตั้งคำถามเกี่ยวกับความยุติธรรมขึ้นมาเมื่อได้รู้ความจริงที่ว่ายูจุงฮยอกเป็นผู้ย้อนกลับ

            ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็ควรจะพูดอะไรเกี่ยวกับการที่ผมมีไฟล์ต้นฉบับอยู่ในมือบ้างสิถึงจะเป็นเรื่องปกติ

            — เปิดโน้ตว่าง ๆนั่นค้างไว้ทำไม จะทำให้พวกกลุ่มดาวอึดอัดกันจนบ้าตายเพราะเจ้าหรือไง!]

            ...โน้ตว่าง? ผมเปิดสมาร์ตโฟนอีกครั้ง มันยังคงเป็นหน้าจอไฟล์ ‘สามวิธีรอด’ ที่ผมอ่านค้างไว้

            “พูดถึงเจ้านี่?”

            — ใช่!เปิดโน้ตไว้จดแผนรบอะไรหรือไง อยู่เฉย ๆ แบบนี้เดี๋ยวก็ได้ตายกันพอดี! เฮ้อข้าเชื่อมั่นและทำสัญญากับคนแบบนี้...

            ผมขนลุกไปหมด โทแกบีไม่สามารถอ่าน ‘ไฟล์ต้นฉบับ’ นี่ได้ถ้าขนาดโทแกบีซึ่งครอบครองอำนาจสูงสุดในการจัดการระบบยังอ่านไม่ได้พวกกลุ่มดาวเองก็คงเหมือนกันสินะ

            ถ้าอย่างนั้นนักเขียนที่มอบไฟล์นี่ให้ผม...เขาเป็นตัวตนแบบไหนกันแน่

            “อ๊ากกก!”

            เสียงกรีดร้องเสียงสุดท้ายดังก้องไปทั่วในที่สุดเจ้าของ ‘ห้อง’ ประจำชานชาลารถไฟสายสามก็ถูกกำหนดเรียบร้อยแล้ว

            [กรีนโซน 1/1]

            “...อย่าเข้ามาใกล้นะครับ”

            เด็กหนุ่มชี้มีดมาทางผมอย่างทุลักทุเลน่าประหลาดใจ ผู้ชนะคือเด็กหนุ่มคนที่ช่วยนำทางพวกเราเมื่อครู่นี้นั่นเอง เด็กหนุ่มที่ผมไม่รู้กระทั่งชื่อของเขา

            “ไม่ต้องห่วงฉันไม่แย่งห้องของนายหรอก”

            ผมจงใจถอยห่างจากเด็กหนุ่มเพื่อให้เขาวางใจทันใดนั้นใครคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังผม

            “งั้นเหรอ สบายอกสบายใจจังเลยนะลุงคงอยากตายละสิท่า”

            วิธีการพูดจาไร้มารยาทแบบนี้ไม่ต้องหันหลังกลับไปมองก็รู้ได้ว่าใคร

            “เธอเองก็ดูผ่อนคลายเหมือนกัน”

            “ห้องของฉันไม่มีใครกล้ายุ่งอยู่แล้วเพราะพวกนั้นรู้ดีว่าถ้ากล้าเข้ามายุ่งจะต้องตาย”

            อีจีฮเยพูดพลางตวัดดาบซามูไรไปมา ก็จริงระดับอีจีฮเยในตอนนี้นอกจากยูจุงฮยอกหรือ ‘สมาพันธ์เจ้าของที่ดิน’ ก็แทบจะไม่มีอวตารคนไหนต่อกรเธอได้ทั้งสิ้น อีจีฮเยมองสำรวจผมอย่างพิจารณาก่อนจะเปิดปากพูดอีกครั้ง

            “ฉันไม่อยากให้ลุงตายนะเมื่อครู่นี้ที่ทำตัวอวดดีใส่อาจารย์น่ะ น่าประทับใจมาก”

            “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ตายหรอกและก็ไม่ใช่ว่าหา ‘ห้อง’ ไม่ได้แล้วจะต้องตายเสมอไปด้วย”

            ที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง ต่อให้หา ‘ห้อง’ ไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องตายเพราะในสถานีนี้ยังมีมนุษย์ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถรอดชีวิตจากเรื่องที่เป็นไปไม่ได้นั่นมาได้นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนนี้เอง

            นัยน์ตาของอีจีฮเยหรี่ลง

            “ลุงรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไร”

            “อืม”

            “ลุงแข็งแกร่ง? มากเท่าอาจารย์ของฉัน?”

            ยูจุงฮยอกปรากฏตัวขึ้นด้านหลังอีจีฮเยก่อนที่ผมจะทันได้ตอบ

            “กลับไปที่ห้องได้แล้ว”

            “อ๊ะ...ค่ะ อาจารย์!”

            อีจีฮเยจากไปทันทีอย่างเชื่อฟัง ยูจุงฮยอกที่ตั้งใจจะหมุนตัวเดินจากไปเช่นกันจ้องหน้าผม

            “คิดจะสู้กับพวกสัตว์ประหลาด?”

            ผมยักไหล่ไม่ยี่หระอะไร

            “แกจะตาย พวกสมาชิกกลุ่มแกก็ด้วย”

            “เดี๋ยวก็รู้”

            แววตาของยูจุงฮยอกที่เหลียวกลับมามองผมก่อนเขาจะเดินห่างออกไปแฝงไว้ด้วยอารมณ์บางอย่างที่ผมไม่อาจรู้ได้ขึ้นมาวูบหนึ่งแต่ผมไม่ได้เปิดใช้งาน[มุมมองนักอ่านพระเจ้า]

            อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เราไม่ใช่ว่าจะต้องถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

            [เหลืออีก 20 นาทีก่อนซีนาริโอหลักที่ 3 จะเริ่มต้นขึ้น]

            ได้ยินเสียงคนเดินลงมาจากบันไดทางเชื่อมไปยังรถไฟอีกสายอีฮยอนซองอีกิลยอง และยูซังอา...พวกเขาต่างก็มีสีหน้าหม่นหมองผลลัพธ์คงจะเป็นเหมือนที่ผมคาดการณ์เอาไว้ ยูซังอาเปิดปากพูดด้วยใบหน้าเศร้าหมอง

            “หา...ห้องไม่ได้เลยค่ะ”

            “ไม่เป็นไรครับว่าแต่คุณฮีวอนล่ะครับ”

            “เรื่องนั้นเห็นว่าจะลองต่อรองกับพวกคนชั้นบนดูน่ะ...”

            ก่อนที่ผมจะทันได้พูดอะไรจองฮีวอนก็เดินกระแทกเท้าเสียงดังปึงปังกลับลงมา

            “คืนละสองพันเหรียญ? ล้อเล่นหรือไง อยากจะจัดการพวกมันจริง ๆ”

            จองฮีวอนพ่นลมหายใจฟืดฟาดด้วยความโมโห

            “คุณดกจารู้มั้ยคะว่าพวกชั้นบนมันว่ายังไง ไม่...”

            “จู่ ๆก็เพิ่มค่าเช่าใช่มั้ยล่ะครับ”

            “ระ...รู้อยู่แล้วเหรอคะ”

            เรื่องนี้คาดเดาได้อยู่แล้วในเมื่ออีกยี่สิบนาทีให้หลังถ้ายังหาห้องไม่ได้คนที่จะตายก็คือพวกผู้เช่าอำนาจสิทธิ์ขาดในการชี้เป็นชี้ตายจึงอยู่ที่พวกเจ้าของที่ดินดังนั้นพวกเขาย่อมต้องเพิ่มค่าเช่าเป็นเรื่องธรรมดา

            “คุณดกจาเจออะไรบ้างมั้ยคะ”

            “ไม่ครับผมเองก็หาไม่ได้เหมือนกัน”

            “อา...”

            ผมมองสำรวจใบหน้าของสมาชิกกลุ่มทีละคนสุดท้ายก็ถึงเวลาต้องเลือกแล้ว

            “มีอยู่สองทางเลือกครับ”

            คำว่าสองทางเลือกทำให้นัยน์ตาของคนในกลุ่มเปล่งประกายแต่วิธีที่ผมกำลังจะเสนอออกไปอาจจะเป็นการทรยศความคาดหวังของพวกเขา

            “ทางเลือกแรกเป็นวิธีที่ง่ายมากที่จะช่วยให้พวกเราทุกคนรอดครับ”

            จองฮีวอนหรี่ตาลงพลางเอ่ยถาม

            “ปกติเวลาแบบนี้ต้องพลิกล็อกเลือกทางที่สอง...อีกอันคืออะไรคะ”

            “ทางเลือกที่สองเป็นวิธีที่ยากมากครับและมีโอกาสสูงมากที่ใครสักคนในกลุ่มของพวกเราอาจจะตาย”

            “งั้นเอาวิธีแรกก็แล้วกันค่ะ”

            “คนอื่น ๆ ล่ะครับ คิดยังไง”

            อีฮยอนซองตอบก่อนเป็นคนแรก

            “ถ้าทุกคนรอดไปได้ผมว่าวิธีแรกก็ดีนะครับ”

            อีกิลยองเองก็พยักหน้าเห็นด้วย คนที่ลังเลมีแค่ยูซังอา

            “...ขอฟังก่อนได้มั้ยคะว่าวิธีการที่ว่านั่นคืออะไร”

            ผมพยักหน้าหลังจากนั้นจึงเดินนำพวกเขาขึ้นบันไดไปยังทางเชื่อมสู่รถไฟสายสี่

            “วิธีแรกคือนั่นครับ”

            สมาชิกกลุ่มมองตรงไปยังบริเวณที่ผมชี้นิ้วไปตรงนั้นมีชายหญิงทั้งหมดห้าคนกำลังยืนตัวสั่นระวังภัยรอบตัว

            [กรีนโซน 5/5]

            “ ‘ห้อง’ ที่พวกเขาครอบครองอยู่มีขนาดสำหรับห้าคนพอดีครับและค่าสถานะของพวกเขาแต่ละคนไม่ได้สูงอะไร ว่ากันตามตรงพวกเราไม่จำเป็นต้องลงมือสู้กันทุกคนก็...”

            “เดี๋ยวค่ะ นี่คุณดกจา...”

            “ครับฆ่าพวกเขาแล้วแย่งเอาห้องมาคือทางเลือกแรก”

            เสียงนิ่งสงบของผมทำให้สมาชิกกลุ่มตัวสั่นระริกจองฮีวอนมีสีหน้าราวกับได้รับบาดแผลทางใจอย่างหนัก

            “...คิดว่าวิธีแบบนั้นไม่มีใครรู้เหรอไงคะ”

            “ถ้าพี่ว่าอย่างนั้นผมทำได้นะครับ”

            อีกิลยองเสนอตัวเป็นคนแรก

            “ผมไม่กลัวหรอก ผมทำเองครับ”

            “ไม่ได้นะกิลยองอา!”

            คนที่คว้าไหล่ของอีกิลยองเอาไว้คือยูซังอาผมมองเธอ จงใจพูดเสียงเฉยชา

            “พวกเขาเองก็ลงมือฆ่าคนอื่นเพื่อให้ได้ห้องนั่นมาเหมือนกันครับบอกตามตรงนะครับถ้ายังทำแบบนี้ต่อไปพวกเราไม่มีทางเอาชนะซีนาริโอในวันข้างหน้าได้แน่ครับ”

            “คุณดกจา”

            จองฮีวอนเอ่ยขัดขึ้นมา

            “ฉันฆ่าคนอื่น ๆ ในสถานีกึมโฮฉันฆ่าพวกเขาเพราะฉันต้องการและไม่เสียใจเลยที่ลงมือฆ่า แต่ว่า...”

            จองฮีวอนพูดต่อด้วยสีหน้าเจ็บปวด

            “ต่อให้กลายเป็นฆาตกรแต่ฉันก็ไม่ได้ชอบที่จะฆ่าใครหรอกนะคะ ฉันไม่อยากเป็นปีศาจ”

            “...”

            “...คุณดกจาครับผมอยากทราบวิธีที่สอง”

            ผมหลับตาลงหลังจากได้ยินคำพูดของอีฮยอนซอง

            “ผมเข้าใจความคิดของทุกคนแล้วครับ”

            ใช่แล้ว แค่นี้ก็มากพอ

            “งั้นพวกเราเลือกทางที่สองก็แล้วกันครับ”

            คำพูดของผมทำให้สีหน้าของสมาชิกกลุ่มพลันสดใสขึ้นทันตาอันที่จริงผมคิดจะใช้วิธีที่สองมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

            การฆ่าใครคนหนึ่งเพื่อให้ตัวเองรอดอาจเป็นวิธีที่ดีทว่าการใช้แต่วิธีง่าย ๆแบบนั้นตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกสุดท้ายก็จะไม่อาจได้รับความสนใจจากพวกกลุ่มดาว

            เพียงแต่เพื่อที่จะใช้วิธีที่สองนี่พวกเราจำเป็นต้องเตรียมใจให้พร้อม

            ไม่ใช่แค่ผม แต่เป็นคนทั้งกลุ่มเพราะอย่างนั้นผมถึงได้จำเป็นต้องลองทดสอบให้แน่ใจก่อนว่าพวกเขาพร้อมมากพอ

            คนพวกนี้...ผมจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาคิดอะไร

            จองฮีวอนหัวเราะ

            “นึกอยู่แล้วเชียวถ้ายังไงก็จะเลือกทางที่สอง แล้วจะมาทดสอบกันทำไมคะ”

            “ผมไม่ได้ตั้งใจจะทดสอบหรอกนะครับไม่ว่าทุกคนจะเลือกทางไหนผมก็เคารพในการตัดสินใจอยู่แล้ว”

            ผมเอ่ยพลางลูบหัวอีกิลยองที่เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยแววตาไม่สบายใจเล็กน้อยยูซังอาถอนหายใจก่อนจะเปิดปากพูด

            “คุณดกจาเจ้าเล่ห์มากจริง ๆ นะคะ”

            “ขอโทษด้วยนะครับที่ผมไม่ใช่คนดีนัก”

            “แล้ววิธีที่สองคืออะไรคะ”

            “วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องฆ่าใครทั้งสิ้นครับแต่มันเป็นวิธีที่ยากพอตัว”

            สีหน้าจริงจังของผมพานทำให้สีหน้าของคนในกลุ่มนิ่งเกร็งตามไปด้วย

            “หากเลือกวิธีที่สองทุกคนจะต้องทำตามคำแนะนำของผมอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ครับ ต่อให้มันฟังดูเป็นไปไม่ได้ก็ต้องเชื่อมั่นและทำตามเท่านั้นถ้าหากมีใครคนใดไม่เชื่อใจผมขึ้นมาละก็...”

            “...”

            “พวกเราทุกคนจะตายครับ”