มัทรีมองสายน้ำที่ไหลเอื่อยอยู่ตรงหน้าความเป็หญิงทำให้ไม่สามารถตอบตรงๆ ได้ตามใจคิด แม้จะก๋ากั่นแค่ไหนเขียนนิยายรักหวานแหววมาก็หลายเื่ทว่าเมื่อเจอกับเื่จริงเข้าก็เล่นเอาเธอทำตัวไม่ถูกหญิงสาวได้แต่นึกก่นด่าตัวเองอยู่ในใจตอนถามยังกล้าถามครั้นพอถามไปแล้วกลับมาเข้าตัวจนน่าเจ็บใจ
“ผมจะถือว่าการเงียบคือคำตอบว่าตกลง”เทพทัตสรุป
หญิงสาวยังไม่ทันได้เอ่ยปากแย้งหรือทำอื่นใดชายหนุ่มกลับเอนตัวลงนอนดื้อ ๆ ใช้สองมือรองศีรษะต่างหมอน
มัทรีเห็นอย่างนั้นจึงส่งหมอนที่เธอนำไปวางรวมกันไว้ด้านหนึ่งให้ชายหนุ่มยื่นมือรับไปหนุนอย่างง่าย ๆ แต่ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจหรือไม่เมื่อปลายมือของเขาไล้ผ่านปลายนิ้วของเธอผะแ่ จนหญิงสาวต้องรีบกระตุกมือกลับแล้วไขว้ไปซ่อนไว้ด้านหลังขณะที่ยังรู้สึกถึงความผ่าวร้อนวนเวียนอ้อยอิ่ง
“ขอบคุณครับ”เขาแอบมองตักนุ่ม ๆ ของหญิงสาวตาปรอย ก่อนจะมีแววมาดหมายผุดขึ้นในใจ
“ไปอดหลับอดนอนที่ไหนมาคะ”เธออดถามไม่ได้ ลืมเื่ที่ชายหนุ่มทึกทักไปเองเมื่อครู่เสียสนิท
“เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับครับมัวแต่คิดถึงใครบางคนอยู่”
มัทรีอมยิ้มกับมุกห้าบาทสิบบาทที่ชายหนุ่มอุตส่าห์เอามาหว่านเล่นถึงกระนั้นเธอก็บ้าเขินตาม แม้เขาจะไม่ได้ระบุว่าคิดถึงใคร
“ปกติผู้กองพูดแบบนี้บ่อยหรือคะ”
เทพทัตลืมตาขึ้นมองเธอแวบหนึ่งก่อนจะปิดเปลือกตาลงใหม่
“กับบางคนเท่านั้นครับเห็นเขาเขินแล้วน่ารักดี” ชายหนุ่มยิ้ม แต่ไม่ยอมลืมตา จึงไม่เห็นว่าตนเองถูกหญิงสาวขว้างค้อนวงใหญ่เข้าใส่
“หลับตาแบบนี้คงเห็นหรอกค่ะ”เธอรู้ว่าไม่ควรท้า แต่อดใจไม่ไหว
“ผมรับรู้ด้วยใจครับถ้ามองมากไปผมกลัวว่าเขาจะยิ่งอาย ะโลงน้ำแล้วดำหายไปเลย”ครานี้รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น แม้จะยังหลับตาอยู่ดังเดิม
แต่ที่แน่ๆ คือเขารู้ใจเธอมากเกินไปทั้ง ๆ ที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน
เพราะความเขินจัดผสมความกลัวว่าเขาจะดักทางให้เธอได้อายไม่หยุด มัทรีจึงไม่ต่อคำและเมื่อเป็ดังนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ได้ยั่วแหย่อะไรต่อ ได้แต่ปล่อยให้ความรู้สึกทำหน้าที่แทนคำพูดไม่นานนักหญิงสาวก็ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขา
มัทรีแอบมองใบหน้าคมสันนั้นยามหลับไล่ั้แ่หน้าผากกว้าง คิ้วเข้มที่พาดเฉียงเหนือดวงตาที่ปิดสนิท หากหญิงสาวยังจดจำถึงดวงตาดำคมที่มองมาอย่างลึกซึ้งแฝงความหมายก่อนที่เขาจะหลับได้ดีเธอมองเรื่อยมาถึงจมูกโด่งเป็สันที่บางครั้งเธอก็อยากจะจับมันบีบด้วยความมันเขี้ยวจนมาถึงเรียวปากหนาที่เธอมองอยู่นานแล้วก็ต้องรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวเพราะจินตนาการบ้าบอของตัวเอง
ครั้นเห็นว่าเขาหลับจริงมัทรีจึงหยิบสมุดกับปากกาที่มักจะพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเสมอออกจากย่ามหญิงสาวหันหน้าไปทางแม่น้ำมองดูคนพายเรือขายของจำพวกถั่วต้ม ฝักบัว และของขบเคี้ยววนเวียนไปตามแพที่มีคนมาจับจองพักผ่อน หลังจากนั้นเธอจึงนั่งเหยียดขาบ้าง ก่อนจะจรดปากกาเขียนเื่ราวต่อจากที่เขียนค้างเอาไว้
มัทรีหลงเพลิดเพลินอยู่ในโลกจินตนาการของตัวเองอยู่นานเท่าไรไม่อาจรู้ได้มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อรับรู้ว่ามีสายตาจ้องมองพร้อมกับการขยับตัวเบา ๆ ของใครบางคนหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองแล้วพบว่าเทพทัตกำลังนั่งขัดสมาธิมีหมอนวางบนตักและเท้าคางมองเธออยู่
“ตื่นนานแล้วหรือคะ”คำถามของเธอทำให้เกิดรอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากของอีกฝ่าย
“เพิ่งตื่นครับเห็นมัทกำลังเพลินก็เลยไม่เรียก”
“ไม่น่าเกรงใจเลยนะคะเผื่อผู้กองอยากกลับเร็ว” สีหน้ากระดากนิดหนึ่งไม่แน่ใจว่าเขาจะทันเห็นไหมว่าระหว่างที่เขียนบาง่บางตอนเธอก็เผลอยิ้มไปด้วย
“วันนี้ผมว่างไม่มีธุระที่ไหน”
“แต่เ้าของแพเขาคงอยากไล่เราแล้วมั้งคะ”มัทรีก้มดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ เธอกับเขาใช้เวลาอยู่ตรงนี้กว่าสามชั่วโมงทีเดียว
“งั้นก็กลับกันดีกว่าครับ”ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ไม่มีท่าทีงัวเงียของคนเพิ่งตื่นนอนเลยบางทีเขาอาจจะตื่นมานานกว่าที่มัทรีคิดเสียอีก
หญิงสาวเก็บสมุดกับปากกาลงย่ามแล้วลุกตามชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบให้เธอเดินนำส่วนเขาตามมาใกล้ ๆ
“มัทจะว่าอะไรไหมถ้าผมจะขอแวะซื้อของหน่อย”พอขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยชายหนุ่มก็ถาม
“ตามสบายเลยค่ะ”
“มัทไม่รีบกลับไปเขียนนิยายต่อเหรอครับ”
“ไม่ต้องค่ะ”
“ผมนึกว่านักเขียนต้องรีบเขียนให้ทันตามอารมณ์หรือจินตนาการตอนนั้นๆ เสียอีก”
“บางคนอาจใช่ค่ะแต่มัททำพล็อตการ์ดไว้เรียบร้อยแล้ว รู้ว่าตอนนี้ตัวละครตัวไหนจะทำอะไรถึงไม่ได้เขียนต่อเนื่องจนจบตอนก็กลับมาเขียนใหม่ได้สบาย ๆ ค่ะ”
“อีกคำถามหนึ่งครับ...”เทพทัตเว้นจังหวะ คล้ายกับกำลังชั่งใจว่าควรถามดีไหม
มัทรีมองหน้าเขารอคำพูดประโยคถัดไป
“ผมอยากรู้ว่าเวลาเขียนฉากเลิฟซีนน่ะมันต้องมีอารมณ์ร่วมไหม” เขากล่าวออกมาในที่สุด
น่าประหลาดยิ่งนัก...เพราะนอกจากเสียงแหบพร่านั้นจะแหบยิ่งกว่าเก่าหากรอยยิ้มบวกกับประกายบางอย่างในดวงตาของเขาบอกเธอว่าชายหนุ่มกำลังเขิน
“ขอผ่านค่ะมัทขอไม่ตอบคำถามนี้” ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะติดเชื้อหน้าแดงและอาการวางมือวางไม้ไม่ถูกมาจากเขา
ชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้าทำเสียงรับรู้ในลำคอ และไม่เซ้าซี้เธออีกถึงกระนั้นรอยยิ้มและประกายพร่างพราวในดวงตาของเขายังทำให้มัทรีรู้สึกร้อน ๆ หนาวๆ ขึ้นมาจนได้
สถานที่ที่เทพทัตแวะซื้อของคือห้างสรรพสินค้าซึ่งมีอยู่แทบทุกจังหวัดของประเทศแถมระยะหลังๆ ยังกระจายออกไปตามอำเภอใหญ่ ๆ เสียด้วยชายหนุ่มจอดรถบริเวณลานจอดของห้างแล้วเดินนำหญิงสาวเข้าไป
“แยกกันเดินดีไหมคะ”มัทรีเสนอ “เผื่อผู้กองอยากซื้อของใช้ที่เป็ส่วนตัวมาก ๆ”
หญิงสาวหยิบตะกร้าใบหนึ่งมาคล้องแขนขณะที่เทพทัตเปลี่ยนใจจากรถเข็นมาทำตาม แต่ยังไม่ยอมแยกไปตามที่หญิงสาวบอกมัทรีเดินไปแผนกอาหารสดเป็ลำดับแรก เธอคิดว่าไหน ๆก็มาแล้วซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้างก็ดีจะได้ไม่ต้องมาซื้ออีกให้ยุ่งยาก พอเทพทัตเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้าง
“เพิ่งกินไปเมื่อกี้หิวอีกแล้วเหรอครับ”
“เอาไว้กินวันหลังต่างหาก”เธอว่าแล้วก็ถอนใจก่อนจะบ่น “ทำไมคนเรากินบ่อยจังก็ไม่รู้”
หญิงสาวเลือกหมูสันนอกชิ้นใหญ่คิดถึงสเต๊กหมูเนื้อนุ่มฉ่ำ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะชวนผู้กองหนุ่มอยู่รับประทานอาหารเย็นด้วยอีกมื้อไหม
“ผมว่าคงเป็เพราะเราทำงานหลายอย่างต้องใช้พลังงานเยอะก็เลยต้องกินให้มากครับ”ชายหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูเห็นบ่นอย่างนั้นแต่มัทรีก็ยังเลือกของกินใส่ถุงไปยื่นให้พนักงานชั่งน้ำหนักไม่หยุดมือ
“ผมว่าตะกร้าไม่พอแล้วมั้งครับผมไปเอารถเข็นให้ดีกว่า”
มัทรีหัวเราะเก้อๆ เธอมักเป็อย่างนี้เสมอ เลือกหยิบตะกร้ามาเผื่อว่าตัวเองจะได้ซื้อน้อยลงแต่พอได้ซื้อก็ขยันเพิ่มน้ำหนักลงไปจนหิ้วไม่ไหวทุกที
“ไหนผู้กองว่าจะซื้อของไงคะมาเดินตามมัทอยู่ทำไม” หญิงสาวถามเมื่อเทพทัตได้รถเข็นกลับมา
“เห็นมัทซื้อแล้วดูเพลินเลย”
หญิงสาวยิ้มแหยๆเธอก็เหมือนผู้หญิงทั่วไปที่เพลิดเพลินกับการจับจ่ายอยู่เสมอจะต่างกันก็ตรงที่มัทรีชอบซื้อของกินมากกว่าพวกเสื้อผ้าหรือสินค้าตามแฟชั่น
“ผู้กองจะซื้ออะไรหรือคะหรืออยากจะให้มัทช่วยเลือก” เธอนึกขึ้นได้ว่าบางทีเขาอาจจะอยากได้คำแนะนำ
“พอดีภรรยาของเพื่อนคนหนึ่งกำลังจะคลอดครับผมไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้เขาดี”
“เสื้อผ้าของใช้เด็กอ่อนไหมคะส่วนตัวแม่ก็อาจจะเป็พวกเครื่องดื่มสำเร็จรูปแบบชงดื่มบำรุงกำลังหรือกระตุ้นน้ำนมก็ดี”
หญิงสาวออกความเห็นเดินนำเขาไปยังแผนกขายของดังกล่าวช่วยกันเลือกและออกความเห็นจนพนักงานประจำแผนกนั้นยิ้มด้วยความเอ็นดูถึงกับทักว่า
“ดีจังเลยนะคะคุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวั้แ่เนิ่นๆ แบบนี้”
มัทรีขยับจะปฏิเสธแต่ผู้กองหนุ่มไวกว่าตอบว่า
“พอดีผมเห่อน่ะครับอะไรที่เตรียมไว้ให้เขาได้ก็อยากเตรียมไว้”
“ผู้กองไปอำเขาทำไมคะ”หญิงสาวหันไปค้อนให้เขาทีหนึ่งก่อนจะกล่าวแก้“ซื้อไปเยี่ยมเพื่อนที่เพิ่งคลอดน่ะค่ะ ไม่ได้เตรียมไว้ใช้เอง”
“เหรอคะขอโทษนะคะนึกว่าคุณสองคนเป็...” พนักงานขายหยุดคำพูดของตัวเองไว้แค่นั้น
“ไม่ค่ะไม่ใช่...” หญิงสาวปฏิเสธพัลวันแม้ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าตัวเองหน้าแดงไปหมดเพราะรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
เทพทัตหัวเราะเบาๆ แล้วเข็นรถหนีไปอีกมุมหนึ่ง
“มัทไม่สนุกด้วยนะคะผู้กอง”มัทรีเดินตามมาต่อว่าเขา
เทพทัตกำลังดูกิฟท์เซ็ทที่ประกอบไปด้วยน้ำยาทำความสะอาดของใช้สำหรับเด็กพอดี
“มัทว่าซื้ออันนี้ด้วยดีไหมครับ”ชายหนุ่มชูสินค้าชิ้นนั้นให้เธอดู
“แล้วแต่ผู้กองเถอะค่ะมัทไม่ช่วยเลือกแล้ว” หญิงสาวตอบแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง
เทพทัตได้แต่ยิ้มขำแล้วส่ายหน้าเขาเพิ่งจะตีความหมายของคำพูดระหว่างมัทรีกับพนักงานขายออกตอนนี้เองใครจะคิดว่าคำพูดตรง ๆ ของเขาจะทำให้หญิงสาวสองคนคิดเป็ตุเป็ตะ คนแรกนั้นช่างคิดช่างจินตนาการ ส่วนคนหลังคงอยากเอาใจลูกค้าแต่ไม่ได้สังเกตอะไรเลย แม้ชุดที่มัทรีสวมเมื่อดูเผิน ๆ แล้วจะคล้ายชุดคลุมท้อง แต่ก็ไม่ได้มีส่วนเกินตรงไหนยื่นออกมาสักนิด
จวบจนจ่ายเงินเสร็จแล้วมาขึ้นรถมัทรียังไม่วายบ่นกระปอดกระแปดเพราะเคืองไม่หาย
“มัทครับจริง ๆ นะของพวกนี้ดูไว้ก็ไม่เสียหลาย” ชายหนุ่มพยายามอธิบายเอาใจนึกถึงสาเหตุที่ตนเองไม่ได้แก้ตัวกับพนักงานขายแล้วก็ได้แต่อมยิ้มอยู่คนเดียว
“ผู้กองเพิ่งจะจีบมัทเองนะคะยังไม่ได้เป็อะไรกันสักหน่อย”
เทพทัตกลั้นยิ้มขณะที่คนพูดไม่รู้ตัวว่าเผลออนุญาตให้ชายหนุ่มจีบตัวเองไปแล้ว