เขาไม่กล้าคิดต่อไปแม้จะผ่านศึกมาโชกโชน แม้ใจจะแข็งเหมือนเหล็กกล้าแต่ในชั่วขณะนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวจนตัวสั่นขึ้นมา
ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นเดินออกไปตามสัญชาตญาณเดินตามกลิ่นหอมที่เข้มข้นและชวนให้หลงใหล เดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งเปิดม่านกระโจมเล็กๆ ออก…
ระหว่างการเดินทัพแม้ว่าทุกคนพยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้กับติงเหว่ยและลูกแต่อย่างไรก็ยังคงมีความเร่งรีบอยู่บ้าง ทำให้การกินการนอนอาจไม่สบายเท่าไรนัก
วันนี้เป็นโอกาสหายากที่ได้ตั้งค่ายพักแรมกันตั้งแต่หัววันติงเหว่ยจึงคิดที่จะทำอาหารอร่อยๆสักหน่อยเพื่อให้สมาชิกครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้บำรุงร่างกายและสร้างความครึกครื้นไปด้วย
หลินลิ่วเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้านโดยแท้จริงเขาใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็สามารถหาเครื่องปรุงที่ติงเหว่ยต้องการได้ครบมีไก่ตัวผู้ตัวเล็กเจ็ดตัวถูกถอนขนจนเกลี้ยงเกลา ผ่าท้องนำเครื่องในออกแล้วนำข้าวเหนียวที่ปรุงรสด้วยเห็ดหอมและหมูสับยัดใส่เข้าไปในตัวไก่ใช้เชือกเส้นเล็กๆ มัดให้แน่นแล้วโยนลงในหม้อดินใบใหญ่ แล้วใส่โสมที่มีอายุไม่มากนักพุทราแดงไม่กี่ลูก และเก๋ากี่หนึ่งกำมือเล็กๆจากนั้นก็ปิดฝาหม้อแล้วเริ่มต้มน้ำแกง
เสียงน้ำแกงเดือดปุดๆภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งกระโจมกลิ่นหอมที่ลอยออกไปเป็นจดหมายเชิญที่ดีที่สุดผู้อาวุโสเหว่ยเป็นคนแรกที่พุ่งเข้ามา ลุงอวิ๋นก็ตามเข้ามาอย่างรวดเร็วฉู่ชีซีกับฟางซิ่นก็ “พบกัน” ที่หน้ากระโจมโดยบังเอิญทั้งสองยืนหน้าแดงอยู่ที่ประตูกระโจมและพูดจาอย่างสุภาพกันอยู่นานจนกระทั่งผู้อาวุโสเหว่ยบ่นว่าพวกเขาปล่อยให้กลิ่นหอมเล็ดลอดออกไปจึงค่อยเดินเข้ามาอย่างอ้อยอิ่ง
ในเวลานี้หม้อดินใบใหญ่ก็เคี่ยวด้วยไฟอ่อนไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้วกลิ่นหอมของเนื้อไก่ยิ่งชวนให้น้ำลายสอผู้อาวุโสเหว่ยอุ้มเจ้าเด็กอ้วนที่พยายามจะปีนขึ้นมาหาเขาเขาสัญญาว่าจะแบ่งน่องไก่ให้หนึ่งข้างเพื่อเป็นการล่อให้เจ้าเด็กอ้วนยอมจุ๊บเขาสักสองสามทีลุงอวิ๋นทนดูไม่ไหวจึงเสนอว่าตนจะยกน่องไก่ทั้งสองข้างให้คุณชายน้อยเพื่อให้คุณชายน้อยคงความซื่อสัตย์และไม่ถูก “ศัตรู” ซื้อใจ
ฉู่ชีซีเดินตามหลังอวิ๋นอิ่งไปเตรียมถ้วยและตะเกียบนางหัวเราะคิกคักพลางถามว่ามีไก่กี่ตัวในหม้อพร้อมทั้งพยายามขอแบ่งไก่ให้พ่อของตนหนึ่งตัว
ฟางซิ่นนั้นหยิบสมุดบันทึกการเดินเรือที่ไม่เคยห่างมือมาอ่านอย่างตั้งใจแต่ก้นของเขากลับติดอยู่ข้างโต๊ะไม่ยอมขยับไปไหนเพราะเกรงว่าจะพลาดมื้ออาหารเลิศรสนี้ไป
ติงเหว่ยที่พักฟื้นร่างกายมาสักระยะจนพอจะเดินได้บ้างแล้วในเวลานี้นางไม่ไว้ใจให้อวิ๋นหยาใส่เครื่องปรุงเอง จึงเปิดฝาหม้อดินด้วยตนเองลองชิมรสชาติพร้อมทั้งโรยเกลือลงไป
อวิ๋นหยาที่หน้าแดงอยู่ข้างๆพยายามกลั้นน้ำลายที่ไหลย้อยไว้ นางเผลอตัวไปเมื่อวันก่อนใส่เกลือในน้ำแกงกระดูกมากไปหนึ่งช้อนทำให้ทุกคนต้องดื่มน้ำชาหลังมื้ออาหารอีกหลายกา วันนี้นางจึงไม่กล้าลงมืออีกแล้วน้ำแกงไก่โสมที่ดีขนาดนี้ ถ้าให้นางทำเสียหายไปคงจะถูกฟ้าผ่าตายแน่ๆ
ติงเหว่ยหัวเราะเบาๆขณะที่ฟังอวิ๋นหยากลืนน้ำลาย แล้วพูดว่า “เดี๋ยวพวกเจ้าก็แบ่งไก่ไปลองชิมกันดูคนละตัวแล้วก็เอาไปแบ่งให้เฉิงเหนียงจื่อกับลูกๆ ของนางตัวหนึ่งด้วย”
อวิ๋นหยาดีใจจนออกนอกหน้านางรีบวิ่งไปบอกข่าวดีให้กับอวิ๋นอิ่งและตังกุยที่กำลังยุ่งอยู่ไม่ต้องบอกเลยว่าทุกคนต่างดีใจเป็นอย่างยิ่งไม่ใช่เพราะไก่หนึ่งตัวนั้นมีค่ามากมายอะไร แต่เพราะความใจดีของนายหญิงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการกินการอยู่ที่นายหญิงไม่เคยปล่อยให้พวกนางขาดตกบกพร่องแถมยังแบ่งอาหารที่ตั้งใจทำขึ้นมาเองให้พวกนางอีกทำให้หัวใจของพวกนางอบอุ่นจนแทบจะหลอมละลายได้ การได้รับใช้นายหญิงเช่นนี้ถือว่าเป็นบุญวาสนาของพวกนางอย่างแท้จริง!
เฉิงเหนียงจื่อกำลังโอบกอดลูกชายคนเล็กขณะที่นั่งทำงานฝีมืออยู่ที่มุมกระโจมเมื่อใดที่มีผู้อาวุโสทั้งสองท่านอยู่ นางไม่จำเป็นต้องดูแลคุณชายน้อยดังนั้นจึงใช้เวลาว่างนี้เย็บเสื้อตัวน้อยที่ตัดไว้นานแล้วอีกไม่นานก็จะเข้าเมืองหลวงแล้วนางไม่อยากให้คุณชายน้อยถูกเยาะเย้ยเพราะเสื้อผ้าที่ไม่สวยงามแม้ว่าคุณชายน้อยจะเติบโตอย่างระหกระเหินตั้งแต่เด็ก แต่ก็เป็นบุตรชายแท้ๆ ของท่านแม่ทัพใหญ่
เมื่อคิดเช่นนี้นางก็ยิ่งเร่งมือเย็บผ้าให้เร็วขึ้น ทันใดนั้นนางก็ได้ยินว่านายหญิงกำลังยุ่งกับการทำไก่ตุ๋นอยู่และก็มีส่วนของนางกับลูกๆ ด้วย นางถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็มองไปที่ลูกชายคนโตที่เพิ่งเดินมายืนข้างๆนางยิ้มเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
ความเมตตาของนายหญิงนั้นครอบครัวของนางเกรงว่าจะชดใช้ไม่หมดไปตลอดชีวิตนี้ แต่ก็คงจะต้องรับเอาไว้เพราะถึงแม้ชดใช้ไม่ได้ในชาตินี้ก็ยังมีลูกหลานสืบต่อไปที่จะคอยรับใช้อย่างซื่อสัตย์การได้รับใช้เจ้านายที่ดีเช่นนี้ถือว่าเป็นวาสนาของพวกเขา!
ติงเหว่ยปิดฝาหม้อดินอีกครั้งแล้วสั่งให้ตังกุยเฝ้าดูไฟและเคี่ยวต่ออีกหนึ่งเค่อเมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็เห็นกงจื้อหมิงยืนอยู่ที่ประตูอย่างงงๆแม้ว่าเขาจะดูไม่ต่างจากทุกที แต่ไม่รู้เหตุใดนางกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“มีอะไรหรือเปล่าข้างนอกเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นงั้นหรือ?”
ทันทีที่กงจื้อหมิงก้าวเข้าไปในกระโจมก็ได้ยินเสียงหัวเราะและรู้สึกถึงความอบอุ่นและกลิ่นหอมอันอบอวลเสียงและกลิ่นเหล่านี้เหมือนมือที่มองไม่เห็นทั้งสองที่ค่อยๆดึงเขาขึ้นมาจากห้วงลึกแห่งความสิ้นหวัง กระโจมเล็กๆ นี้ช่างเหมือนกับสวรรค์ไม่ว่าเขาจะเหนื่อยล้าแค่ไหนหรือหนาวสั่นเพียงใด ขอแค่ยังมีลมหายใจมาถึงที่นี่เขาก็จะรู้สึกอบอุ่นและหวานชื่นในทันที
นี่หรือคือครอบครัวครอบครัวที่แท้จริง ที่ไม่มีการวางแผน ไม่มีการหลอกลวงมีเพียงความจริงใจและเสียงหัวเราะ?
“นายน้อย? พ่อของอันเกอเอ๋อร์?”
ติงเหว่ยเรียกชื่อเขาสองครั้งแต่กงจื้อหมิงยังไม่ตอบกลับ ทำให้นางยิ่งกังวลขึ้นไปอีก เมื่อหันไปดูแล้วพบว่าทุกคนดูเหมือนกำลังยุ่งกับงานของตนเองอยู่นางจึงเขย่งเท้าแล้วกระซิบเรียกชื่อที่ทั้งสองใช้เฉพาะเวลาใกล้ชิดสนิทสนมกัน
“พี่เป่า!”
ลมหายใจอุ่นๆที่กระซิบข้างหูทำให้กงจื้อหมิงตื่นจากภวังค์เขาก้มลงมองใบหน้าขาวนวลของหญิงคนรักที่เต็มไปด้วยความกังวลแล้วจึงถอนหายใจยาว
“ไม่ต้องห่วงข้าไม่เป็นไร”
ติงเหว่ยยังคงไม่เชื่อเท่าไรนักนางจึงมองเขาอย่างละเอียดจากทั้งด้านหน้าและด้านหลังเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงยิ้มและพูดว่า “รอแต่ท่านมาร่วมกินข้าวหากยังไม่มาลูกชายของท่านคงจะปล่อยพยาธิในท้องออกมาแล้ว”
เสียงพูดของนางค่อนข้างดังทำให้คนในกระโจมต่างก็หันมามอง ผู้อาวุโสเหว่ยที่ไม่เคยมีท่าทีดีๆ ต่อลูกเขยคนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “อย่าว่าแต่อันเกอเอ๋อร์เลยแม้แต่ข้าก็จะอดใจไม่ไหวจนต้องกระโดดไปมาแล้ว เจ้าคนหนุ่ม ทำให้พวกเราคนแก่ๆต้องรอแบบนี้ ช่างไม่มีกฎเกณฑ์เลย!”
ติงเหว่ยยิ้มออกมาเจื่อนๆนางไม่สามารถทำอะไรกับนิสัยหัวรั้นของท่านอาจารย์ได้เลยจริงๆท่านผู้อาวุโสคงจะรู้สึกว่าศิษย์ของตนมีสถานะต่ำต้อยเกินไปไม่เหมาะสมกับกงจื้อหมิงที่เป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่และเป็นว่าที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วย
ช่วงนี้ท่านยิ่งแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนราวกับว่าพร้อมจะพาลูกศิษย์และหลานศิษย์ออกไปในทันทีที่เกิดปัญหา
กงจื้อหมิงไม่เพียงแต่ไม่โกรธแต่กลับยิ้มและยกมือขออภัย “เป็นความผิดของข้าเอง ที่ทำให้ทุกคนต้องหิวต่อไปจะพยายามมาให้เร็วสักหน่อย”
ทุกคนไม่กล้ารับคำขอโทษของเขาต่างพากันถอยหลบ แม้แต่ผู้อาวุโสเหว่ยเองก็รู้สึกอึดอัดเขาขยับปากไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี
ติงเหว่ยรีบเชิญทุกคนให้มาร่วมรับประทานอาหารและพูดด้วยรอยยิ้มว่า“เอาล่ะ อาหารพร้อมแล้ว ถ้าตุ๋นต่อไปอีก ของดีๆ ในท้องไก่จะเสียหมด”
“ในที่สุดก็ได้กินสักที!”ทุกคนพากันตอบรับอย่างยินดี และรีบหาที่นั่งของตนกงจื้อหมิงนั่งในตำแหน่งหัวหน้าเหมือนเดิม แล้วอุ้มลูกชายตัวอ้วนๆ ไว้ในอ้อมแขน ความรู้สึกอบอุ่นในใจที่เคยถูกบาดแผลทิ่มแทงจนเป็นโพรงลึกตอนนี้ก็ได้รับการเยียวยาจนสมานตัวแล้วในที่สุด
หม้อดินใบใหญ่เท่ากะละมังถูกยกลงจากเตาโดยอวิ๋นอิ่งและตังกุยติงเหว่ยตักอาหารใส่ชามใบใหญ่ปากกว้างด้วยตนเอง แล้วนำชามไปวางไว้ระหว่างคนสองคน
ลูกไก่เพศผู้สีขาวตัวเล็กนอนเงียบๆอยู่ก้นชาม ล้อมรอบด้วยน้ำแกงสีเหลืองอ่อนที่ร้อนระอุพร้อมกับมีเก๋ากี่สีแดงสดและพุทราแห้งลอยอยู่บนน้ำแกง และยังมีรากโสมแผ่นบางๆเมื่อสูดกลิ่นหอมก็ชวนให้รู้สึกอบอุ่นตั้งแต่จมูกจนไปถึงท้องไส้เลยทีเดียว
ผู้อาวุโสเหว่ยทนไม่ไหวจึงเริ่มดึงน่องไก่หนึ่งขาออกมาชิมทันที ไก่ที่ถูกตุ๋นมานานหนึ่งชั่วยามกว่าเนื้อของไก่นุ่มละลายในปาก เพียงสะบัดกระดูกเนื้อก็หลุดร่อนออกมาแล้ว
ผู้อาวุโสเหว่ยกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือเจตนา แต่ที่นั่งข้างๆ เขาคือลุงอวิ๋นผู้อาวุโสที่ฉลาดแกมโกงเป็นที่สุด เขาเปิดท้องไก่ออก แล้วตักไส้ข้าวเหนียวร้อนๆข้างในออกมาแช่ในน้ำแกงไก่ เมื่อซดเข้าไปคำหนึ่งก็ทำให้เขาแทบจะยิ้มแก้มปริ
ผู้อาวุโสเหว่ยเพิ่งรู้ตัวว่าตนพลาดท่าไปแล้วจึงร้องตะโกนเสียงดังว่า “เจ้าแก่หยิ่งยโส! ทำไมถึงกินคนเดียว? ไก่ตุ๋นนี้มีส่วนของข้าครึ่งหนึ่งนะ!”
หลังจากพูดจบเขาก็พยายามจะแย่งเอาไส้ข้าวเหนียวกลับมาทำให้ติงเหว่ยต้องรีบยกไก่อีกตัวมาวางให้ “ท่านอาจารย์อย่าแย่งกันเลยอวี้ฉือออกไปทำงานเลยยังมีไก่อีกตัว ท่านกับลุงอวิ๋นแบ่งกันคนละตัว”
ผู้อาวุโสเหว่ยยิ้มกว้างอย่างดีใจ“ลูกศิษย์ข้านี่ดีจริงๆ!”
คราวนี้ลุงอวิ๋นกลับไม่ยอม“เจ้าแก่หัวดื้อ เจ้าก็เอาน่องไก่ไปแล้วข้างหนึ่ง รีบคืนมาให้ข้าเร็ว!”
ผู้อาวุโสเหว่ยกอดชามของตนไว้แน่นอย่างไรก็ไม่ยอมคืนเด็ดขาด และทั้งสองคนก็เริ่ม “ทะเลาะ” กันอีกครั้ง
ติงเหว่ยเองก็จนปัญญานางทำได้เพียงแกล้งทำเป็นปวดขาแล้วรีบไปนั่งข้างกงจื้อหมิง
กงจื้อหมิงกำลังป้อนเนื้อไก่ให้ลูกชายเนื้อไก่นุ่มๆ ถูกป้อนเข้าปากลูกชายตัวอ้วนของเขาไม่ทันไรก็หายไปแล้วจากนั้นปากน้อยก็อ้าออกร้องเรียกเตี่ยเตียอีกไม่หยุด เหมือนลูกนกที่รอแม่ป้อนอาหาร
ติงเหว่ยอยากจะอุ้มลูกไปแต่กงจื้อหมิงก็ยิ้มแล้วห้ามเอาไว้ “เจ้ากินก่อนเถอะ ข้าจะป้อนลูกเอง”
ติงเหว่ยมองดูมือน้อยๆและใบหน้าน้อยๆ ของลูกชายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำมันและเสื้อคลุมผ้าไหมตัวเล็กที่เปียกโชกจากน้ำแกงนางก็ได้แต่เก็บความเป็นห่วงเอาไว้ในใจ และไม่อยากรบกวนความสนิทสนมของพ่อลูกคู่นี้
ทั้งสามคนแบ่งไก่ตุ๋นกันกินหนึ่งตัวลูกชายได้กินน่องไปหนึ่งข้าง ข้าวเหนียวในท้องไก่นั้นแน่นอนว่าต้องให้หัวหน้าครอบครัวติงเหว่ยเลยได้ปีกไก่มาแทะ เมื่อเห็นว่ากงจื้อหมิงกำลังจะตักน้ำแกงให้ลูกอีกนางจึงรีบห้ามว่า “ในน้ำแกงมีโสม ให้ลูกดื่มมากไปจะไม่ดี”
กงจื้อหมิงจึงหยุดมืออย่างไม่ค่อยเต็มใจนักแล้ววางลูกชายที่อิ่มจนพอใจลงให้ไปวิ่งเล่นบนพื้น เมื่อต้าหวาเห็นดังนั้นก็รีบกวาดข้าวในชามของตนจนหมดเกลี้ยงแล้วติดตามอยู่ด้านหลังคุณชายน้อยโดยไม่ห่างแม้แต่นิดเดียว
ทุกคนที่เห็นต่างพากันพยักหน้าอย่างพอใจอันเกอเอ๋อร์เพิ่งจะไม่ถึงสองขวบก็มีคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์เช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี
มื้ออาหารที่ประกอบด้วยลูกไก่ธรรมดาๆเพียงเจ็ดตัว แต่ทุกคนกลับกินกันอย่างอิ่มเอมใจสุดๆฉู่ชีซีที่เห็นฟางซิ่นยอมให้ข้าวเหนียวในท้องไก่แก่ตนเองก็ดีใจและเขินอายไปพร้อมๆกัน หลังกินอาหารเสร็จจึงแอบไปถามสูตรวิธีทำอย่างเขินอายก่อนจะรีบวิ่งไปติงเหว่ยนึกถึง “ความสามารถ” ของนางที่เคยทำไฟลุกได้แม้เพียงผัดผักก็เริ่มกังวลกับกระเพาะอาหารของพี่ชายของตนขึ้นมา
ผู้อาวุโสทั้งสองคนต่างกินกันอย่างอิ่มหนำพวกเขาย่อยอาหารด้วยการทะเลาะกันไปด้วยและค่อยๆ เดินจากไปด้วยกันปล่อยให้อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ จัดการเก็บโต๊ะอย่างรวดเร็วแล้วก็ถอยออกไปส่วนเฉิงเหนียงจื่อก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์กลับไปเล่นที่กระโจมของตนตั้งนานแล้ว
ติงเหว่ยที่จัดเตรียมอาหารเย็นจนรู้สึกเหนื่อยล้าแต่เมื่อนึกถึงท่าทางแปลกๆ ของกงจื้อหมิงก่อนหน้านี้ก็ไม่กล้านอนพักนางจึงเดินเข้าไปกอดแขนของเขา ขอให้เขาช่วยพานางฝึกเดิน
อาการบาดเจ็บที่ขาของนางตอนนี้หายดีกว่าครึ่งแล้วแต่ทุกครั้งที่เดินก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบ ในจิตใต้สำนึกจึงไม่กล้าใช้แรงเต็มที่ทำให้เดินแล้วดูเหมือนขาไม่เท่ากัน เดินกะโผลกกะเผลกไปมาจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวและฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนกว่าจะกลับมาเป็นปกติ