ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 53 เมื่อความมืดสั่งสมจนท่วมท้น

              กลางดึกในวันเดียวกัน ณสถานที่ปิดร้างแห่งหนึ่งอันมีกลิ่นอับชวนขนลุก


              “เมื่อวันก่อนก็ถูกเล่นงานจนฉันเสียลูกน้องมือดีไปตั้งเยอะ...เพราะงั้นช่วยบอกที ตามการคาดการณ์ของนายใกล้ถึงเวลาแล้วรึยัง”


              คุราเบะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยพร้อมกับอัดควันบุหรี่เข้าปอดหนึ่งเฮือก แล้วพ่นออกมาอย่างสบายอารมณ์


              ฮิราตะยักไหล่เมื่ออีกฝ่ายชำเลืองมองมาอย่างตั้งคำถาม


              “แต่นายกลับดูอารมณ์ดีออก...คาดหวังอะไรจากคนพวกนั้นอยู่รึไง”


              คุราเบะทำเสียงขึ้นจมูกดังหึ


              “นายมีวิธีหาความบันเทิงในแบบของนายฉันก็มีวิธีในแบบตัวเองเช่นกัน เพราะงั้น—”


              ฮิราตะตัดบท ยกสองมือทำท่ายอมแพ้เพราะไม่อยากทำให้พี่ชายขุ่นมัว


              “เอาเถอะ ๆฉันไม่ยุ่งอยู่แล้ว ...แต่เรื่องตำแหน่งกุญแจส่วนสุดท้ายเราได้มาแล้วเหลือแค่ลงมือตามแผนเดิม”


              เขายืนบิดขี้เกียจจ้องไปในความมืดมนอนธการซึ่งเบื้องหน้ามีบางอย่างกองสุมให้เห็นอยู่เลือนราง


              “—ฮึบได้เวลาจบเรื่องทุกอย่างแล้วงั้นหรือเนี่ย ใจหายเหมือนกันแฮะ”


              “หึ...ของจริงอยู่จากนี้ไปต่างหาก เท่าที่จำได้ก็ไม่เคยสอนให้นายประมาทนะ”


              คนที่กำลังประมาทส่ายหน้ายิ้ม ๆ


              “ถามอะไรหน่อยสิ...หากสิ่งที่นายได้ยินมาจากเกนโดคือความจริง งั้นแสดงว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมีคนบางกลุ่มรู้ถึงการมีอยู่ของมันและเตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อยู่ก่อนแล้ว?”


              ฮิราตะแอบรู้สึกว่าความจริงที่อยู่เบื้องหลังนี้คงจะมีอะไรที่มากกว่านั้น


              คุราเบะเอาบุหรี่ที่คาบมาตลอดออกจากปากขยี้กับกำแพงก่อนจะไขข้อสงสัยให้กับน้องชาย


              “พวกที่อยู่โลกเบื้องหลังไม่ใช่อะไรที่ฉันเข้าถึงได้แม้แต่ท่านเกนโดเองก็ตาม ฉันเลยไม่มีคำตอบให้นาย แต่สิ่งเดียวที่ยืนยันได้คือหากนายไม่ได้คำเตือนจากคนพวกนั้น นายคิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ไหม...นี่แหละความจริงที่ฉันพอบอกได้ไอ้น้องชาย”


              ตนเพียงได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากชายแก่นั่นเพียงบางส่วนซึ่งเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้วและอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะเผยความลับออกมาทั้งหมดหลังจากพูดคุยตกลงกับกลุ่มบุคคลลึกลับจากโลกเบื้องหลังนั่นและน่าขันยิ่งนักที่คนที่รู้เรื่องราวเกือบทั้งหมดนั้นดันเป็นพวกตัวละครหลักที่แสดงละครได้ห่วยสิ้นดี


              “เหมือนฉันจะโชคดีที่มีนายเป็นคนใกล้ชิดกับคนใหญ่คนโตงั้นสิเลยทำให้ตอนนี้พวกเรากลายเป็นนักแสดงหลักของเรื่องนี้ได้”


              คุราเบะไม่ปฏิเสธความจริงนั้นว่านั่นคือความโชคดีเขาตัดบทด้วยการเปลี่ยนไปถามอีกฝ่ายในสิ่งที่กำลังคับข้องใจถึงพฤติกรรมแปลก ๆของน้องชายที่ไม่ค่อยได้เห็น


              "ถามจริง ๆ เถอะไอ้แผนเล่นละครสุดห่วยในตอนท้ายของนายจำเป็นต้องทำให้มันซับซ้อนขนาดนั้นเลยรึไง"


              ฮิราตะได้ยินเรื่องนั้นจึงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขจนยากจะบอกว่าเป็นการแสดงออกที่จริงใจหรือปลิ้นปล้อนกันแน่


              "อ๋อ นั่นน่ะเหรอ...น่าจะบอกว่าฉันถนัดแค่วิธีทำให้ตัวเองพอใจมากที่สุดดีกว่า การได้ลองทำอะไรใหม่ ๆดูบ้างก็รู้สึกสนุกไปอีกแบบจริงไหม"


              คุราเบะได้ฟังคำตอบเช่นนั้นจึงรำพันให้น้องชายฟังเหมือนกำลังเล่านิทานบทหนึ่ง


              "ฉันเคยได้ยินคนพูดถึงความโหดร้ายของนรกมันเป็นสถานที่แห่งความทุกข์ทรมาน มีหนามแหลมลุกไหม้อยู่ทั่วทุกแห่งและแม่น้ำที่เต็มไปด้วยกำมะถัน เหล่าคนบาปจะถูกโยนเข้าไปในเปลวเพลิงและถูกแผดเผาไปชั่วนิรันดร์จากบาปที่ตัวเองได้ก่อ บาปยิ่งหนักเท่าไหร่เปลวไฟก็จะร้อนแรงขึ้นเท่านั้น มันเป็นความเจ็บปวดที่อยู่เหนือความตาย ไม่มีทางหนีและไม่มีที่สิ้นสุด แต่ไม่ถึงกับสิ้นหวังซะทีเดียว... หากมีใครร้องไห้ให้กับเหล่าคนบาปในนรกน้ำตาของพวกเขาก็จะไหลลงสู่เปลวไฟ ซึ่งจะบรรเทาความทรมานได้เล็กน้อย...และหากน้ำตานั้นมากพอ ไฟอาจดับลงชั่วขณะหนึ่ง"


              "พูดอีกอย่างคือนายคิดว่าบาปของฉันหนักหนาเกินกว่าจะไถ่ถอนได้งั้นสิ"


              "แถมยัง...เป็นบาปชนิดที่ยากจะเรียกน้ำตาได้"


              ฮิราตะทำเสียงขึ้นจมูกคล้ายว่าไม่แยแสต่อสิ่งนั้น


              “แต่ว่าฉันน่ะ...ไม่เสียใจเลยสักนิดเพื่อสร้างอาณาจักรแห่งใหม่ขึ้นมาโดยแลกกับการสังเวยชีวิตเหล่านั้นเพื่อก้าวไปข้างหน้าอนาคตของมนุษย์ฉันจะเปิดทางมันด้วยตัวเอง ...ผู้อยู่รอดจากการคัดสรรผลลัพธ์จะเป็นมาตรฐานของทุกสิ่งและชัยชนะคือความยุติธรรม นี่สิถึงจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลกนับจากนี้”


              ฮิราตะไม่อาจมองเห็นถึงเจตนาร้ายอันบิดเบี้ยวในรอยยิ้มและคำพูดของตัวเองยึดถืออุดมคติเหนือทุกสิ่ง เพื่อทำอุดมคติให้เป็นจริงต่อให้ต้องแผดเผามนุษย์หรือโลกก็ไม่เกี่ยง


              คุราเบะคิดว่าที่จิตใจฮิราตะบิดเบี้ยวได้ขนาดนี้อาจเป็นเพราะครั้งยังเยาว์วัยอีกฝ่ายเคยผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายยากจะลืมเลือนเมื่อคุณพ่อของพวกเขาถูกโกงจนสิ้นเนื้อประดาตัวบริษัทที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นต่างพลอยล้มละลายสิ่งสุดท้ายที่พ่อของพวกเขาเลือกทำคือการปลิดชีวิตตัวเองโดยก่อนหน้านั้นลงมือกับคุณแม่ต่อหน้าและลงมือกับฮิราตะจนขาข้างหนึ่งก้าวเข้าสู่ดินแดนของคนตายส่วนตัวคุราเบะนั้นหนีออกจากบ้านไปได้


              โชคดีหลังจากนั้นเขาตามคนมาช่วยได้ทันเวลาจึงยื้อชีวิตน้องชายของเขาไว้ทันการณ์ ทว่าวาระสุดท้ายของทั้งพ่อแม่กลับเป็นบาดแผลฝังลึกในจิตใจของอีกฝ่ายมาโดยตลอดและยังเป็นบาดแผลฝังลึกในจิตใจของตัวเขาเช่นกัน


              ภาพวันที่น้องชายทอดสายตามองแล้วเอื้อมมือขอความช่วยเหลือ—ตัวเขานั้นกลับตัดสินใจทอดทิ้งอีกฝ่ายไว้แล้ววิ่งหนีออกจากบ้านเพื่อเอาตัวรอด


              ใบหน้าของเด็กที่สับสนและเจ็บปวดยังคงแจ่มชัดในความทรงจำไม่จางหาย


              พอมานึกดูตอนนี้แล้วอดคิดไม่ได้ว่านั่นอาจเป็นคำสาปชนิดหนึ่งก็ได้


              “โอหังจังเลยนะที่คิดจะเล่นบทเป็นพระเจ้าน่ะ”


              คำพูดอาจดูเหมือนประชดประชันก็จริงแต่ไม่ว่าฮิราตะอยากเป็นอะไร เขานั้นพร้อมประคับประคองจนสุดทางนี่อาจเป็นสิ่งเดียวที่สามารถชดเชยให้กับอีกฝ่ายได้


              ไม่สิ...ต้องบอกว่าชดเชยให้กับตราบาปที่ตัวเองติดค้างอยู่ในใจเสียมากกว่า


              “สำหรับมนุษย์ความตายคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดดังนั้นมนุษย์จึงยอมก้มหน้าติดดินสวดมนต์วิงวอนต่อพระเจ้า... ช่วยไม่ได้นี่นะเพราะสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตนั้นจะยอมหมอบศิโรราบต่อความกลัวตรงหน้าถ้านั่นเป็นสิ่งที่ไว้ใช้ควบคุมมนุษย์แล้วล่ะก็ฉันนี่แหละจะรับบทเป็นพระเจ้าให้เอง”


              ฮิราตะกล่าวอย่างแช่มชื่นประกอบด้วยรอยยิ้มอำมหิตและน่าหวาดผวาเท่า ๆ กัน ทั้งยังชวนสะอิดสะเอียนความละอายบาปและเกรงกลัวต่อการละเมิดสิ่งต้องห้ามไม่มีอยู่ในดวงตาคู่นั้นแม้เพียงเศษเสี้ยว


              การแยกแยะผิดชอบชั่วดีก็เช่นกัน


              ปรารถนาของตนเท่านั้นที่ต้องบรรลุผล


              นั่นคือความเลือดเย็นของฮิราตะ


              เขาหมุนตัวเดินจากไปเผยให้เห็นภาพพื้นที่กว้างขวางของโกดังเก่า มีบางสิ่งคล้ายห่อผ้ากองสุมกันแน่นขนัดสิ่งที่กองพระเนินจนถึงเพดานคือโครงกระดูกมนุษย์ซึ่งชุ่มน้ำเหลืองจนเปลี่ยนสีมีจำนวนมากมายเหลือคณานับขนาดสามารถถมพื้นที่อันกว้างขวางนี้ได้


              ไม่ใช่เพียงจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันบางทีอาจถึงหลักหมื่น ถูกกองสุมกันลวก ๆ เหมือนขยะในโรงกำจัด


              ไม่สิ... ในความเป็นจริงศพมนุษย์ก็คงเป็นเพียงขยะที่รอวันรีไซเคิลสำหรับน้องชายของเขาเท่านั้นล่ะมั้ง


              โครงกระดูกที่อยู่ด้านล่างคงรับน้ำหนักซากศพที่ทับถมข้างบนไม่ไหวจึงแตกหักปะปนกันหลายสิบท่อน ภาพนั้นหาได้โอ่อ่าอลังการแต่อย่างใดตรงหัวมุมมีซากศพที่ยังดูใหม่ซึ่งเพิ่งเริ่มเปลี่ยนสีและเหลือสภาพเดิมเพียงครึ่งเดียวภาพอันน่าสยดสยองที่ชวนให้สั่นสะท้าน ถึงขนาดคุราเบะเห็นแล้วยังต้องเบือนหน้าหนี


              มันคือความวิปลาสและการลบหลู่เหล่าคนตายอันน่าขนพองสยองเกล้าราวกับว่าที่นี่คือศูนย์รวมของสิ่งเลวร้ายทั้งปวง


              “หึ...นายเข้าใจผิดไปหน่อยนะไอ้น้องชาย ความน่ากลัวต่างหาก คือพระเจ้าที่มนุษย์กลัวน่ะ”


              คุราเบะทิ้งท้ายมองส่งอีกฝ่ายค่อย ๆเลือนหายไปในทางเดินอันมืดสลัว ผ่านสายตาแหลมคม

     


              ณ ค่ายอพยพที่เอโกตะ


              ในยามค่ำคืนที่ล่วงเลยเข้าสู่เวลาประมาณตีสามความเงียบสงัดของค่ายอพยพถูกทำลายด้วยเสียงบ่นอย่างขุ่นเคืองของชายคนหนึ่ง


              “เฮงซวยเอ๊ยให้ฉันแขวนคอพวกมันคนเดียวแบบนี้ มันลำบากนะเว้ย พวกแกน่าจะมาช่วยกันบ้างดิ”


              ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความขุ่นเคืองยืนมองพรรคพวกที่กำลังอู้งานนั่งล้อมวงบนโต๊ะกลมหน้าอาคารอเนกประสงค์บริเวณไม่ไกลกันนั้นมีศพมนุษย์ถูกแขวนคอเรียงรายบนเสาไฟส่องสว่างที่ห่างระยะกันทุกสามเมตร


              “พวกเราต้องลาดตระเวนต่ออีกไม่ว่างช่วยนายหรอกเฟ้ย”


              ชายอีกคนในกลุ่มไพ่นกกระจอกหันมามองก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงขี้เล่น


              “ก็แค่นั่งเล่นไพ่นกกระจอกไม่ว่างตรงไหนกันวะ”


              ชายผู้ขยันขันแข็งทำตามหน้าที่บ่นอย่างฉุนเฉียว


              “เฮ้ย‘ก็แค่’ ตรงไหนกันวะผู้ชนะจะได้เข้าไปเชยชมสาว ๆ ที่ถูกจับอยู่ในนั้นก่อนใครเลยนะ ถอนคำพูดเดียวนี้!”


              ชายคนหนึ่งหน้ามุ่ยชี้เข้าไปในอาคารมองออกได้ว่าสถานการณ์ไผ่ของเขานั้นกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบ


              “เอาน่าแกคนเดียวก็พอแล้ว ถือว่าได้ฝึกฝนเต๋าไปในตัวไง ฮ่าฮ่า”


              “พอคุณคุราเบะไม่อยู่พวกแกชักจะหย่อนยานกันมากไปแล้วนะ เกิดมีใครบุกเข้ามาพวกเราจะซวยเอา”


              ชายผู้ขยันขันแข็งทำงานยังคงว่าต่ออย่างมีน้ำโห


              “ถ้ามีหมาตัวไหนกล้าหือกับเราแค่จับมันไปแขวนคอเพิ่มอีกศพก็พอ”


              “นายพูดถูกเผง!”


              ขณะที่คนในวงไพ่นกกระจอกกำลังร่วมกันเปล่งเสียงหัวเราะร่าก็ได้มีชายคนหนึ่งกระโจนลงมากลางโต๊ะพนัน จนทุกอย่างล้มระเนระนาด


              “ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะการสนทนานะไอ้พวกสวะ”


              “แกเป็นใครวะ!?”


              “หมาตัวหนึ่งที่กล้าหือกับพวกแกไง”


              ไคโดกลายร่างเป็นหมาป่าสีดำทมิฬต่อหน้าทุกคนอสูรสีดำหมุนตัวตวัดกรงเล็บสะบั้นหลอดลมของศัตรู ซึ่งยังไม่ทันได้ตั้งตัวจากการจู่โจมอย่างฉับพลัน


              “อ๊อกกก—”


              ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในชั่วพริบตา


              ร่างหมาป่าสีดำย่างเท้าไปยังชายผู้ขยันขันแข็งขณะกำลังล้มหงาย พยายามกระทดตัวถอยหลังหนีจากความตายตรงหน้า


              “คนอื่นๆ หายไปไหนกันหมด! ทำไมถึงปล่อยให้แกเข้ามา— อั๊ก!”


              ไคโดกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ใช้เท้าเหยียบไปบริเวณหน้าอกของชายผู้ซึ่งเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายซึ่งพยายามตะเกียกตะกายคลานไปบนพื้น


              “ตอบคำถามฉันมา...คุราเบะไปไหน”


              “พะ...พวกเขาขนกำลังส่วนหนึ่ง เดินทางไปที่อิตาบาชิกันตั้งแต่หัวค่ำแล้ว”


              “แล้วทำไมพวกคุณถึงยังอยู่ที่นี่กันครับ”


              เสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังแทรกเข้ามาเอ่ยถามเขาถือดาบคาตานะออกมาจากมุมมืด ใบหน้าของเขาเป็นสีขาว หาใช่เพียงเพราะแสงจันทร์หากยังเพราะสีผิวที่ซีดลงไปเล็กน้อย แววตาบิดเบี้ยวเล็ก ๆราวกับกำลังอดกลั้นต่อความเจ็บปวดสุดหยั่งถึง


              “…”


              ชายผู้ซึ่งรู้ตัวว่าความตายกำลังจ้องมองอยู่ต้องหน้าเม้มปากแน่น


              “แกจะตีหน้ามึนไม่บอกก็ได้เพราะเดียวก็ต้องมีใครสักคนยอมบอกอยู่ดีนั่นแหละหากได้ลองเห็นเพื่อนถูกกระชากไส้ออกมาดูเล่น…”


              ไคโดเปลี่ยนมือเป็นกรงเล็บ ใช้มันกะซวกท้องศพหนึ่งใกล้ๆ ควักเครื่องในมันออกมาละเลงบนพื้น แสดงให้ดูเป็นตัวอย่างจนอีกฝ่ายยอมเปิดปากในที่สุด


              “ตะ...ตามแผน คุณฮิราตะให้พวกเราเตรียมกำลังคนอยู่ที่นี่รอเวลาตามไปสมทบกันที่ชินจุกุหลังได้รับกุญแจดอกสุดท้าย”


              “ชินจุกุ?”


              “ใช่...หลังรวบรวมกุญแจดอกสุดท้ายมาได้ พวกเราจะไปกำจัดเจ้าสิ่งที่เรียกว่าราชากันที่นั่นเอ่อ... เห็นทุกคนว่าไว้อย่างนั้น ฉันไม่ได้โกหกจริง ๆ”


              เรย์กับไคโดสบตาประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมากันแวบหนึ่ง


              “พวกแกแน่ใจแล้วใช่ไหมคิดจะเป็นศัตรูกับคนพวกนั้น... ทั้งฮิราตะหรือคุราเบะสองคนนั้นมันเป็นสัตว์ประหลาด พวกแกต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่คิดจะสู้กับสองคนนั่น”


              ชายคนดังกล่าวเอ่ยถามอย่างขลาดกลัว


              “แล้วหน้าฉันเหมือนคนสติดีรึไง...ฉันไม่สนว่ามันเป็นตัวอะไร เพราะมะเร็งของโลกใบนี้อย่างพวกแกฉันจะรักษามันให้เอง”


              ไคโดกล่าวตอบเสียงเหี้ยม


              ‘อึ๊ก—’


              เรย์แทงดาบไปยังขั้วหัวใจของอีกฝ่ายไม่ให้ทรมานก่อนตายจนเกินไปนักเพื่อแสดงความขอบคุณที่อุตส่าห์ยอมคายข้อมูลออกมา