วารีสองพิภพ

    43. หลักฐาน

    ความเดิมตอนที่แล้ว

          หลังจากที่หลินเพ่ยหนิงกลับมาถึงจวนพร้อมด้วยเฉินเสวี่ยหยางความวุ่นวายก็ได้บังเกิด ถึงแม้ว่านางจะสามารถขัดขวางการลงทัณฑ์องค์หญิงสาม มิให้ร้ายแรงไปกว่านั้นหากแต่องค์ชายใหญ่ผู้เป็นพี่กลับมีอาการกำเริบกะทันหันจนถึงขั้นหมดสติเรื่องนี้ถูกโยงมาถึงนางซึ่งเป็นผู้เตรียมยาให้กับพี่ชายกระทั่งการสืบสวนได้เริ่มขึ้น เมื่อจางหยวนค้นพบสาเหตุที่ทำให้องค์ชายมีอาการกำเริบจากคำชี้แนะของเฉินเสวี่ยหยาง แต่ถึงกระนั้น หวังเหยียนไถ ข้ารับใช้ในครัวซึ่งเป็นตัวการสำคัญได้ถูกฆ่าตายโดยที่นางไม่มีโอกาสได้ปริปาก ความจริงจึงถูกกลบฝังไปพร้อมกับลมหายใจของนาง และไม่อาจสืบสาวเรื่องราวได้อีกเฉินเสวี่ยหยางพบเข็มพิษอันเป็นสาเหตุที่นางต้องจบชีวิตลง และเพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ให้กับว่าที่ชายาเขาตัดสินใจดื่มยาของหลินเพ่ยหนิงต่อหน้าทุกคน เมื่อเวลาผ่านไป เฉินเสวี่ยหยางยังคงมีอาการปกติจึงเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาว่ายานั่นไม่ใช่สาเหตุการป่วยของหลินจื่อหรานประจวบกับคำยืนยันขององค์ชายที่ฟื้นคืนสติ องค์หญิงรองจึงพ้นข้อกล่าวหา หลังจากการสอบสวนได้จบสิ้นลงและต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกัน ระหว่างนั้นหลินเพ่ยหนิงสังเกตเห็นความผิดปกติของเฉินเสวี่ยหยาง ทำให้นางรู้ว่ายานั้นส่งผลตรงกันข้ามต่อเขาและในค่ำคืนนั้น หลินเพ่ยหนิงอยู่ดูแลเคียงข้างเฉินเสวี่ยหยางตลอดทั้งคืนท่ามกลางสายฝนพรำ ในสระน้ำอันเย็นยะเยือก

         เวลาได้ผ่านพ้นไปเฉินเสวี่ยหยางยังคงหมดสติอยู่ที่ขอบสระ ใต้ท้องฟ้าหลังฝนพรำอันมืดมิดและเงียบสงัดใครเลยจะรู้ว่าความมืดไร้ซึ่งปรานี ใต้ผืนน้ำที่เคยนิ่งสงบได้เกิดแรงกระเพื่อมเป็นระลอกทำให้เกิดฟองอากาศ ผิวน้ำเดือดดั่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อยู่ใต้ธาราและเขาก็ถูกบางสิ่งบางอย่างดึงลงไปใต้ผืนน้ำ ครั้นลืมตาขึ้นมา กลับมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดมีเพียงความดำมืดที่กระจายอยู่รอบตัว คล้ายสีน้ำหมึกที่ละลายในสายน้ำ มันคืบคลานเข้ามาใกล้เขาทีละนิดๆ แล้วพุ่งเข้าโอบรัดลำตัวจนไม่สามารถขยับตัวได้ ยิ่งดิ้น แรงโอบรัดยิ่งทวีคูณ และทำให้เขายิ่งอ่อนแรงทว่าในช่วงเวลาที่แทบจะวางวายนั้น กลับมีเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นมาในหัว .. “ท่าน ตื่นเถิด ” .. เสียงนั้นมิเพียงทำให้เขาคืนสติ หากแต่ยังปลุกพลังในตัวเขานัยน์ตาเปล่งรัศมีทำลายล้างความมืดนั้นสลายไปหมดสิ้น เมื่อเขาหลุดจากพันธนาการและความมืดได้สูญสลายไปภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือสตรีรูปร่างอรชรนางหนึ่งที่หันหลังให้กับเขา ทั้งยังเคลื่อนตัวห่างออกจากเขาไปเรื่อยๆ .. “ เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป ” .. มือบุรุษยื่นเข้าไปหาพยายามไขว่คว้านางเอาไว้ เมื่อนางหันกลับมามองเขา ดวงตาของเขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ทันใดนั้นนางก็หายวับไป ในเวลานั้นเองที่เฉินเสวี่ยหยางได้ลืมตาตื่นขึ้นมา แน่นอนว่านั่นคือภาพในความฝันดั่งเช่นที่เขาเคยประสบมันหลังจากหลับตาลงอยู่บ่อยครั้ง

           หลังตื่นจากนิทรา เฉินเสวี่ยหยางยิ่งประหลาดใจกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ามิต่างจากยามหลับหลินเพ่ยหนิงกำลังหลับสนิทอยู่บนท่อนแขนกำยำของเขา คิ้วคมสวย ขนตางอนงาม จมูกและลมหายใจที่ลอยมาปะทะแก้มและริมฝีปากอันอวบอิ่มเย้ายวน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะพินิจดวงหน้าของนางด้วยความพึงใจ.. “ ตั้งแต่ต้นจนจบ ล้วนเป็นเจ้า ” .. บัดนี้ภาพในความฝันมิได้เลือนรางอีกต่อไปเขาเห็นใบหน้าของสตรีนางนั้นอย่างชัดเจนและนางก็คือสตรีที่นอนอยู่เบื้องหน้าเขา เฉินเสวี่ยหยางยื่นมือไปสัมผัสข้างแก้มของนางเบาๆ แววตาดั่งคนตกหลุมรัก น่าแปลกที่สัมผัสของเขา ทำให้หลินเพ่ยหนิงหลับใหลด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข ทั้งยังคว้ามือของเขามากุมเอาไว้ เขาเฝ้ามองนางอยู่เช่นนั้นจนเวลาผ่านไป นางเริ่มรู้สึกตัวและขยับร่างกายเฉินเสวี่ยหยางจึงปิดสองตาลง ครั้นนางลืมตาขึ้นมาและเห็นว่าเขายังคงหลับสนิท นางจึงใช้หน้าผากแตะหน้าผากเพื่อตรวจดูอาการป่วย เมื่อรู้ว่าเขามีอาการดีขึ้น นางจึงยิ้มด้วยความโล่งใจจากนั้น นางก็ห่มผ้าให้เขา แล้วค่อย ๆ ลุกจากที่นอน เดินลงปลายเท้าพลางหันมองเฉินเสวี่ยหยางเป็นระยะ ๆ ด้านเฉินเสวี่ยหยางที่ได้ยินความเคลื่อนไหวจึงอมยิ้มกับการกระทำอันน่าเอ็นดูของนาง ครั้นนางเดินไปถึงประตูและเอื้อมมือไปจับตัวดันประตู.. สวบ! ..

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ แอบเข้าห้องข้า มีโทษสถานใด รู้หรือไม่? ”

    เฉินเสวี่ยหยางโผเข้ากอดนางจากด้านหลัง นางจึงตกใจเล็กน้อยและหมุนตัวหันกลับไปมองเขา

    หลินเพ่ยหนิง : “ ข้าทำให้ท่านตื่นเหรอ? ” ( ภาษามือ )

    เฉินเสวี่ยหยางส่ายหน้าตอบ

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ หลับสบายหรือไม่? ”

    เพียงได้ฟังคำถาม หลินเพ่ยหนิงเขินอายจนต้องหลบสายตาเมื่อรู้ว่าเขารู้สึกตัวขึ้นมานานพอจะเห็นนางหลับอยู่ในอ้อมแขนของเขา นางจึงสื่อสารกลับไปอย่างเอียงอายว่า

    หลินเพ่ยหนิง : “ ตื่นแล้ว ไยถึงแกล้งหลับ?ปล่อยให้ข้าทำเรื่องขายหน้า ” ( ภาษามือ )

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เพิ่งรู้ว่าหนานจิ้ง มีวิธีวัดไข้กันเช่นนี้ ”

    เมื่อนางเงยหน้ามองเขา ก็พบกับรอยยิ้มหวาน นัยน์ตาเจ้าเล่ห์ทำให้หลินเพ่ยหนิงอายม้วนยิ่งกว่าเดิม

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ห้ามทำกับผู้อื่น เข้าใจหรือไม่? ”

    องค์หญิงเอียงอาย นางจึงเอาแต่หลบตา ทว่าเมื่อนางไม่สื่อสารตอบเฉินเสวี่ยหยางก็ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ หลินเพ่ยหนิงจึงรีบพยักหน้าตอบกลับและหมุนตัวออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างขวยเขิน หากแต่หนนี้ เขาไม่เปิดโอกาสให้นางได้จากไปเขาดึงตัวนางหันกลับมาอยู่ในอ้อมแขน พลางก้มลง ปลายจมูกสัมผัสกลิ่นหอมที่แก้มนวลของนางอย่างไม่ตั้งใจ หลินเพ่ยหนิงจึงส่งสายตามองเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำ ทั้งสองสบตาดั่งต้องมนต์กันและกันองค์ชายค่อย ๆ เลื่อนใบหน้าลงไปประกบริมฝีปากลงบนริมฝีปากชมพูระเรื่อจากมือนางที่ตื่นเกร็งและกำแน่น นางค่อย ๆ วางมือบนแผ่นอก และจิกเสื้อของเขาไว้ด้วยจริตตามแรงกดริมฝีปากของบุรุษที่คล้ายจะกลืนกินนางไปทั้งร่าง ท่ามกลางอ้อมแขนแข็งแรงกำยำแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นหลินเพ่ยหนิงไม่อาจหลีกหนีไปจากเขา ทั้งยังอิ่มเอมและเต็มใจ หลับตาเคลิ้มไปกับรสสัมผัสริมฝีปากนุ่มละมุนชวนหลงใหลส่วนที่ด้านนอกประตูนั้น

    “ เอ.. เจ้าเมืองน้อยเป็นอย่างไรบ้างนะ?เข้าไปดูหน่อยดีกว่า ”

    เฟยฉีเดินมาหยุดอยู่ที่ประตูพลางบ่นพึมพำด้วยความเป็นห่วงทว่าเมื่อผลักประตูนั้น แผ่นไม้ทั้งซ้ายและขวากลับไม่ขยับเขยื้อน

    เฟยฉี : “ อ้าว! ทำไมเปิดไม่ออกอ่ะ? เอ๊.. หรือว่าประตูเสีย เมื่อค่ำก็ยังดี ๆ อยู่นี่นา ”

    เฟยฉียืนงวยงงอยู่ที่หน้าประตู นั่นเป็นเพราะด้านในมีแผ่นน้ำแข็งเคลือบตัวลงดันประตูไว้แน่นดูเหมือนเจ้าของห้องไม่ต้องการให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนในเวลานี้ หลายสิ่งหลายอย่างที่กระจ่างชัดในความรู้สึกของเฉินเสวี่ยหยางบวกกับความโหยหาจากส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เขายังคงโอบร่างบางไว้แนบชิดอยู่เป็นเวลานานกระทั่งชั่วยามได้ผ่านพ้นไป

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถือเป็นการไถ่โทษที่ทำให้เจ้าเป็นห่วง ”

    .. “ มีใครที่ไหน ไถ่โทษกันเช่นนี้” .. หลินเพ่ยหนิงโต้แย้งในใจ ในขณะที่เฉินเสวี่ยหยางมองนางด้วยสายตาที่เอ็นดู

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าจะพาเจ้าไปยังที่ที่หนึ่ง ”

    หลังจากที่ทั้งสองเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างดีก็ได้พากันขี่ม้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ซึ่งห่างจากจวนหลินไปไม่ไกลนักสองข้างทางเป็นป่ารกที่เงียบสงัด สายลมพัดเอื่อย ๆ ทว่าองค์หญิงไม่รู้สึกหวาดหวั่นใดๆ นางประทับอยู่บนหลังม้า ภายในอ้อมแขนขององค์ชายผู้สง่างาม ในเงามืดหลังทิวไม้มีหน่วยเร้นกายแฝงตัวอยู่ทุกอณูคอยอารักขาเจ้าเมืองน้อยและว่าที่ชายาเฉินอยู่ตลอดเส้นทาง กระทั่งฝีเท้าม้าได้มาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมหนองน้ำทั้งสองก้าวลงจากหลังม้าและเดินเคียงคู่กันไปยืนอยู่ใต้ร่มไม้สูงตระหง่านแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงายื่นไปถึงผืนน้ำ

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ช่วงนี้มีเรื่องราวมากมาย เลยอยากให้เจ้าได้ผ่อนคลายบ้าง”

    แค่ช่วงเวลาที่หลินเพ่ยหนิงหันหน้ามาฟังวาจาของเฉินเสวี่ยหยางเมื่อนางหันกลับไปอีกครั้งก็เห็นหิ่งห้อยบินมาล้อลมเล่นเป็นฝูงใหญ่ เหนือผืนน้ำใต้เงาไม้งดงามดั่งดวงดาวจากฟากฟ้าลอยลงมาให้ชมในระยะใกล้องค์หญิงมองดูมวลแมลงมีแสงเหล่านั้นและยิ้มอย่างมีความสุข เฉินเสวี่ยหยางมองดูนางงดงามอยู่ท่ามกลางดวงไฟระยิบระยับราวกับเทพธิดายืนอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว และแล้วบังเกิดภาพนิมิตจากนัยน์ตาของเขามองเห็นสตรีนางหนึ่งซึ่งมีใบหน้าคล้ายกับนางทับซ้อนขึ้นมานางงามดั่งเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ ยืนชมหิ่งห้อยด้วยดวงหน้าที่ตราตรึง เฉินเสวี่ยหยางไม่อาจละสายตาไปจากนางได้สีหน้าเคร่งขรึมปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก ครั้นหลินเพ่ยหนิงหันกลับมาส่งยิ้มหวานให้เขาแทนคำขอบคุณเขาจึงไม่รีรอที่จะเข้าไปยืนเคียงข้างและจับมือนางชื่นชมความงดงามเหล่านั้นไปด้วยกันแสงจันทร์สีทองส่องสะท้อนผืนน้ำ รวมกับแสงระยิบระยับของมวลหิ่งห้อย ภาพที่ปรากฏช่างไม่ต่างจากทวยเทพบนสวรรค์ลงมาเยือนโลกมนุษย์

    หลินเพ่ยหนิง : “ หลายครั้งที่ท่านเกือบมีอันตรายเพราะข้าครั้งนี้ก็เช่นกัน ข้ารู้ว่าท่านทำไปเพื่อปกป้องข้า แต่ข้าอยากจะขอท่านเรื่องนึงได้หรือไม่?” ( ภาษามือ )

    เฉินเสวี่ยหยางสบตานาง จากนั้นก็ถามกลับไปว่า

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ขอเพียงเป็นเจ้า จะกี่เรื่องก็ย่อมได้ ”

    หลินเพ่ยหนิงมองตาเฉินเสวี่ยหยางด้วยสีหน้าจริงจังและสื่อสารกลับไปว่า

    หลินเพ่ยหนิง : “ หากท่านไม่รังเกียจที่มีสตรีบ้าใบ้ผู้นึงเป็นห่วงท่านข้าอยากจะขอให้ท่านช่วยให้โอกาสข้า ปกป้องท่านบ้างได้หรือไม่? ” ( ภาษามือ )

    เมื่อรู้แก่ใจว่ามิอาจห้ามความปรารถนาดีในใจบุรุษนางจึงขอในสิ่งที่เฉินเสวี่ยหยางไม่คิดว่าจะได้ยิน ความในใจของสตรีนางหนึ่งที่ทำให้บุรุษผู้สุขุมเย็นชาต้องไหวหวั่นตลอดชีวิตขององค์ชายเฉินมีเพียงเจ้าเมืองเฉินที่คอยดูแลปกป้อง เขาจึงไม่คาดคิดว่าจะมีสตรีนางใดในใต้หล้าที่อาจหาญถึงขั้นคิดอยากปกป้องเขาเฉินเสวี่ยหยางมองหลินเพ่ยหนิงด้วยความประทับจิต ก่อนจะดึงนางเข้าไปกอดแนบชิดและเอ่ยตอบออกไปว่า

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าไม่รังเกียจ ข้ารับปากยินดีให้ฮูหยินคอยปกป้องข้า ”

    หลินเพ่ยหนิงได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกสบายใจ นางอ้อมสองแขนไปโอบแผ่นหลังของเฉินเสวี่ยหยางใบหน้าเต็มไปด้วยความอิ่มสุข แต่ทว่าห่างออกไปนั้น สองพี่น้ององครักษ์ รวมทั้งหูจิงที่แอบติดตามอารักขาอยู่นั้น

    เฟยฉี : “ หมดกัน หมดกัน สายตาข้า วันนี้เห็นอะไรไปบ้างเนี่ย ”

    หูจิง : “ จะบ่นไปไย เมื่อกี้ ตาไม่กะพริบเลยไม่ใช่เหรอ? ”

    เฟยฉี : “ ข้าเปล่านะพี่ใหญ่หู ข้าไม่ใช่พวกถ้ำมองเสียหน่อย ”

    หูจิงและเฟยหมิงต่างหันมองเฟยฉีทั้งยังส่งสายตาคาดคั้น

    เฟยฉี : “ เออ.. ก็ได้ ๆ ก็มีบ้างนิดนึง แค่นิดเดียวเอง แต่จะว่าไปข้าชอบเวลาแบบนี้นะ ก่อนหน้านี้มีแต่เรื่อง แต่ดูตอนนี้สิ ทั้งคู่ดูผ่อนคลายขึ้นมากเลย”

    หูจิง : “ เรื่องนี้ข้าเห็นด้วย นับแต่อดีตเจ้าเมืองจากไปนี่เป็นช่วงเวลาที่องค์หญิงดูมีความสุขที่สุด แต่เพราะเป็นอย่างนั้น เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้โบราณว่าหลังคลื่นลมสงบ มักจะเกิดพายุใหญ่ ”

    เฟยฉี : “ อื้ม! พูดอีกก็ถูกอีก ”

    เฟยหมิง : “ หากยังไม่ถูกกระชากหน้ากาก ขึ้นชื่อว่าสุนัข มันก็พร้อมจะลอบกัดอยู่ตลอดเวลาแต่ใครเป็นผู้ล่า มันก็ยังไม่แน่หรอก ”

    ในช่วงเวลาที่สงบสุขท่ามกลางสมรภูมิมืด ปลายหอกดาบอาจพุ่งเข้าหาตัวได้ทุกเมื่อแต่ทว่าเฉินเสวี่ยหยางดูนิ่งสงบเฉกเช่นสายน้ำที่ไหลนิ่งอยู่เบื้องหน้านี่คงไม่ใช่ผืนน้ำที่ไหลเย็นธรรมดา ๆ ทั่วไป เฟยหมิงและเฟยฉีต่างรู้ว่าใครที่เปรียบดั่งเพชฌฆาตอันเยือกเย็นยิ่งกว่าท้องทะเลในยามเหมันต์

     

    จวนสกุลหม่า

          หม่าเสียนเย่เดินทางกลับมาถึงจวนหม่าและรอพบกับบิดาอยู่ภายในห้อง หากแต่รออยู่นานกลับไม่พบผู้นำหม่ามาที่ห้องเหมือนดั่งทุกครั้ง กระทั่งหม่าซูซินผ่านมาเห็นเข้านางจึงแวะทักทายญาติผู้พี่

    หม่าซูซิน : “ พี่เสียนเย่ ท่านกลับมาแล้วเหรอ? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ อื้ม ”

    หม่าซูซิน : “ ดึกแล้ว ไยไม่ไปนอน มาทำอะไรที่นี่? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ ยังมีเรื่องต้องจัดการอีกนิดหน่อย ”

    หม่าซูซิน : “ จริงสิ ข้าได้ข่าวว่าจวนเจ้าเมืองเกิดเรื่อง เพ่ยเพ่ยเลยต้องกลับมาก่อนกำหนดนี่หลินซานซานก่อเรื่องอะไรอีก? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ นางตามไปอาละวาดองค์หญิงถึงในค่ายจนเกือบทำให้เจ้าเมืองน้อยเฉินได้รับอันตราย ท่านเจ้าเมืองทราบเข้าจึงโกรธมากสั่งโบยอย่างหนัก โชคดีที่องค์หญิงกับเจ้าเมืองน้อยกลับมาช่วยไว้ได้ทัน ประจวบกับองค์ชายใหญ่มีอาการกำเริบการลงทัณฑ์จึงหยุดไว้แต่เพียงเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่จบแค่โทษโบยแน่ ”

    หม่าซูซิน : “ เฮ่อ.. หลินซานซานนะหลินซานซาน ไม่รู้จะก่อเรื่องไปถึงไหน แล้วนี่องค์ชายใหญ่ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?เหตุใดจู่ ๆ อาการถึงกำเริบขึ้นมาได้ล่ะ? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ เรื่องนี้แหละ ที่พี่อยากปรึกษาท่านพ่อ ว่าแต่ท่านพ่อล่ะ?ตั้งแต่กลับมา พี่ยังไม่เห็นท่านเลย ”

    หม่าซูซิน : “ อ๋อ! ข้าลืมบอกท่านไป ท่านลุงออกไปข้างนอก เห็นบอกว่ามีธุระ ทั้งยังบอกอีกว่า คืนนี้พี่ไม่ต้องรอพบท่าน”

    หม่าเสียนเย่ : “ ค่ำมืดป่านนี้ ออกไปที่ใดกัน? ”

    หม่าซูซิน : “ เอ.. อันนี้ข้าก็ไม่รู้ ท่านลุงไม่ได้บอกไว้ แต่เห็นมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก”

    หม่าเสียนเย่ : “ ทิศตะวันตกเหรอ? ”

    หม่าซูซิน : “ นี่.. สีหน้าท่านดูไม่ดีเลย มีเรื่องอะไรรึเปล่า? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ อ๋อ! เปล่า ”

    หม่าซูซิน : “ ถ้าไม่มีอะไร ท่านก็ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปส่งยาที่จวนเจ้าเมืองอีกไม่ใช่เหรอ?”

    หม่าเสียนเย่ : “ อื้ม เจ้าไปก่อนเถอะ พี่ขออยู่ตรงนี้อีกสักพัก”

    ฮ้าว..

    หม่าซูซินหาวด้วยสีหน้าสะลึมสะลือ

    หม่าซูซิน : “ งั้นข้าไปก่อนนะ ท่านก็อย่านอนดึกล่ะ ”

    หม่าเสียนเย่ : “ อื้ม ”

    เมื่อหม่าซูซินเดินจากไปพร้อมอาการง่วงเหงาหาวนอนทิ้งให้พี่ชายอยู่ในห้องด้วยสีหน้าที่ต่างกัน .. “ ทิศตะวันตก จวนตระกูลซ่งหรือว่าท่านพ่อคิดจะบอกเรื่องนั้นแก่ผู้นำซ่ง ” .. หม่าเสียนเย่ครุ่นคิดด้วยสีหน้าจริงจังเขาเดาว่าการที่บิดาเดินทางไปจวนตระกูลซ่งในเวลานี้ ต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากและนั่นคงเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้ นอกจากเรื่องของซ่งจื่อรุ่ย

     

       ถัดมาที่คุณหนูจวนซ่งอย่างซ่งเจียอีหลังจากที่หนีออกจากจวน นางก็แตกต่างไปจากเดิม ท่าทางอันหยิ่งผยองของนางถูกแทนที่ด้วยความอิดโรยแม้เนื้อตัวไม่สกปรกมอมแมมและยังมีเค้าคุณหนูผู้รักความสะอาดหากแต่เสื้อผ้าอาภรณ์อย่างดีถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าราคาถูก สีหม่น ไม่สดใสทรัพย์สินที่เคยมีติดกายก็หายไปทีละชิ้น เพราะนางนำมันไปแลกเงินมาใช้ประทังชีวิต นางเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดมุ่งหมาย กระทั่งเดินมาถึงป้ายติดประกาศ สึบ!ซ่งเจียอีเดินเหยียบแผ่นกระดาษที่หล่นอยู่บนพื้นนางหยิบมันขึ้นมาอ่านและเงยหน้ามองแผ่นป้ายที่มีกระดาษแปะอยู่มากมายจนแทบไม่มีพื้นที่ว่างแม้แต่บริเวณท้องถนนก็มีกระดาษตกเกลื่อนและปลิวว่อน “ ประกาศคนหาย หลิวเจิง อาชีพค้าขาย ” กระดาษที่นางหยิบขึ้นมานั้นถูกเขียนด้วยน้ำหมึก แต่ละแผ่นมีการวาดใบหน้าและเขียนข้อความระบุตัวตนของคนผู้นั้นนางนึกขึ้นได้ว่าบนนั้นอาจมีผู้ที่นางกำลังตามหา นางจึงไล่ดูกระดาษทุกแผ่นหากแต่ไม่มีแผ่นไหนเลยที่ระบุรายชื่อมารดาของนาง ซ่งเจียอีนั่งลงอย่างสิ้นหวังเพราะไม่รู้ว่าควรต้องไปตามหามารดาของนางได้ที่ไหน จนกระทั่ง กึกกัก ๆ ๆ .. นางได้ยินเสียงรถม้าวิ่งเข้ามาในระยะใกล้จึงรีบเข้าไปหลบที่หลังป้ายประกาศ จนกระทั่งรถม้าวิ่งผ่านไปนางจึงได้ออกมาจากที่ซ่อน พร้อมสายตามองตามหลังรถม้าคันนั้น

    ซ่งเจียอี : “ นั่นรถม้าจวนหม่านี่ ค่ำมืดป่านนี้ จะรีบไปไหน? แต่เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ นั่นมันทางไปจวนข้านี่”

    เมื่อเบื้องหน้าคือทางไปจวนตระกูลซ่ง คุณหนูซ่งจึงนึกแปลกใจแม้สมองของนางไม่ว่องไวเท่าฝีเท้าม้า หากแต่ครั้งนี้ นางตัดสินใจใช้เส้นทางลัดเพื่อตามรถม้าสกุลหม่าไปยังจวนของตน

     

    จวนสกุลซ่ง

         รถม้าสกุลหม่ามาหยุดอยู่ที่หน้าจวนตระกูลซ่ง หม่าจิ่นเทาก้าวลงจากรถม้าและเดินไปเคาะประตูจวนซ่งปึก ๆ ๆ เมื่อบ่าวรับใช้มาเปิดประตู เขาก็เดินเข้าไปด้านในอย่างไม่รีรอท่ามกลางสายตาของซ่งเจียอีที่แอบเฝ้ามองจากตรอกแคบ ๆ ไม่ห่างกันนัก ผู้นำหม่าเดินเข้ามาในจวนอันกว้างขวางโออ่าสมฐานะผู้นำคนสำคัญ ทว่าบรรยากาศช่างเงียบสงัด ไร้ผู้คนที่เคยเดินขวักไขว่ไม่ได้ยินแม้เสียงสุนัข เงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าของตนเอง สองเท้าของเขาก้าวเดินผ่านลานบ้านเหยียบใบไม้ที่ตกอยู่เกลื่อนพื้นดูราวกับบ้านร้างที่ไร้ซึ่งบ่าวไพร่คอยดูแลทำความสะอาดหากแต่ผู้นำมิได้มีท่าทีแปลกใจเท่าใดนัก ด้านผู้นำซ่งเจ้าบ้านจวนซ่งซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงาน เขานั่งกุมขมับดั่งแบกรับสิ่งหนักอึ้งไว้ในหัวสีหน้าราวกับคนที่อดหลับอดนอนมาหลายวัน เวลานั้นยอดฝีมือผู้ทำหน้าที่อารักขาจวนก็ได้เข้ามาพบ พร้อมทั้งรายงานเขาว่า

    ยอดฝีมือ : “ มีคนต้องการพบท่าน แต่เขาไม่ใช่คนที่ท่านกำลังรออยู่ ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ให้เข้ามา ”

    ยอดฝีมือในชุดอำพรางก้มศีรษะรับคำสั่ง และก่อนที่เขากำลังจะหันหลังจากไปเขาได้เอ่ยขึ้นมาว่า

    ยอดฝีมือ : “ ท่านทราบหรือไม่ว่า บัดนี้บุตรสาวท่านหนีออกจากจวนไปแล้ว ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ให้นางไป เวลานี้ที่นี่ไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว อนาคตเบื้องหน้าจะอย่างไรก็ยากจะรู้ได้ไม่แน่ ภายภาคหน้า ตระกูลซ่งอาจต้องพึ่งพานาง ”

    ผู้นำซ่งกล่าว หลังจากยอดฝีมือจากไปไม่นานนักหม่าจิ่นเทาก็เดินมาถึงหน้าห้องทำงานของซ่งเผิงจิ่น

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ไม่คิดเลยว่าเวลานี้ ผู้ที่มาจะเป็นเจ้า ”

    หม่าจิ่นเทา : “ พูดอะไรอย่างนั้นเล่า ไม่ใช่ข้า แล้วจะเป็นใคร? ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เชิญ นั่งก่อน ”

    หม่าจิ่นเทาเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะทรงกลมพร้อมด้วยซ่งเผิงจิ่นที่ลุกจากโต๊ะทำงาน เพื่อมาต้อนรับสหายเขาหยิบถ้วยชาที่คว่ำอยู่ขึ้นมา แล้วลงมือรินน้ำชาด้วยตนเอง ..จ๊อก..

    หม่าจิ่นเทา : “ นานแล้วที่ข้าไม่ได้ดื่มชาของเจ้า เห็นเช่นนี้แล้วกลับนึกถึงวันเก่า ๆ อยู่บ้าง ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ว่ากันว่า ผู้ที่พูดถึงเรื่องราวเก่า ๆ แปลว่าแก่แล้ว ”

    หม่าจิ่นเทา : “ เฮ่ย.. ก็ได้ ๆ หนนี้ข้ายอมเจ้า ”

    ทั้งสองนั่งร่วมโต๊ะกัน จิบชาด้วยกัน โดยบรรยากาศในครั้งนี้แตกต่างไปจากทุกครั้ง

    หม่าจิ่นเทา : “ ตอนนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เจ้าถามข้า ในฐานะอะไร? ”

    หม่าจิ่นเทา : “ เจ้าก็เห็นมิใช่หรือ? ข้าแต่งตัวธรรมดา เจ้าก็สวมเสื้อผ้าธรรมดาดังนั้นที่นี่ไม่มีผู้นำหรือสองตระกูลใหญ่อะไรทั้งนั้น มีแต่เหล่าหม่าและเหล่าซ่ง ”

    ซ่งเผิงจิ่นนิ่งเงียบ เขาพยายามเก็บซ่อนความคิดทว่าหม่าจิ่นเทาก็ยังดูออก

    หม่าจิ่นเทา : “ ข้ามาก็เพื่อจะดื่มชา เลยมีของเล็กน้อยติดไม้ติดมือมาฝากเจ้า ”

    เขาหยิบม้วนกระดาษที่ถูกพันด้วยเชือกออกมาจากในสาบเสื้อนำมาวางบนโต๊ะเบื้องหน้าซ่งเผิงจิ่น

    ซ่งเผิงจิ่น : “ นี่อะไร? ”

    หม่าจิ่นเทา : “ เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากพูด แต่หนักเบาแค่ไหนเจ้าย่อมรู้ดี นี่คือสิ่งที่ข้าพอจะทำให้ได้ ”

    ซ่งเผิงจิ่นค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบม้วนกระดาษ ทันทีที่กระดาษม้วนนั้นมาอยู่ในมือเขาเขาก็ได้กลิ่นบางสิ่งบางอย่าง จนทำให้ต้องก้มลงไปดม

    ซ่งเผิงจิ่น : “ นี่มัน.. ”

    หม่าจิ่นเทา : “ กลิ่นแร่ ”

    แม้ในใจไม่อยากที่จะเปิดมัน เพราะกลัวความจริงที่ซ่อนอยู่ในม้วนกระดาษเหล่านั้นแต่เมื่อมาถึงขั้นนี้ คำว่าไม่มีอะไรจะเสีย ดังขึ้นมาในหัวของผู้นำซ่งเขาแกะเชือกและคลี่กระดาษเหล่านั้นออกมาหลายแผ่นด้วยกัน สองมือที่ถือกระดาษที่เบาแสนเบากลับสั่นเทาไปทั้งสองข้าง

    หม่าจิ่นเทา : “ นี่เป็นข้อมูลที่ข้าสืบหามาได้ เบาะแสของผู้ที่หายสาบสูญไปในช่วงเวลาหลายเดือนมานี้ทั้งหมดตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่าพวกเขาไม่ใช่แค่หายตัวไปเฉย ๆ แต่ถูกจับตัวไป หนึ่งในนั้นเป็นคนของข้า”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เจ้าเอาเรื่องนี้มาบอกข้าทำไม? ”

    ซ่งเผิงจิ่นถาม ทั้งที่ในใจนั้นรู้อยู่เต็มอก

    หม่าจิ่นเทา : “ เพราะพวกเขาไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ เขตต้องห้ามหลังหุบเขาลูกหนึ่งด้วยการควบคุมของหลิ่งเผิง เซียวหลิ่งเผิง ผู้ที่ครั้งนึงเคยเป็นคนสนิทเจ้า สหายมาถึงขั้นนี้ เจ้าควรเลิกปิดหูปิดตาตนเองได้แล้ว นี่ไม่ใช่แค่จอมยุทธชุดขาวผู้นั้นที่เป็นเป้าหมายเจ้าและข้าต่างรู้ ลักลอบขุดเหมืองนั้นเพื่อการใด มีใครบางคนคิดเปลี่ยนผู้สืบทอดบัลลังก์และบัดนี้ลูกชายเจ้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจื่อรุ่ย ”

    ซ่งเผิงจิ่นหลุดปากโต้แย้ง เพราะไม่อยากยอมรับความจริงทำให้หม่าจิ่นเทาถึงกับถอนหายใจ

    หม่าจิ่นเทา : “ ข้าไม่รู้หรอกว่าเขากับบุตรชายเจ้า ใครชักจูงใครไปในทิศทางไหนแต่เจ้าอยากให้ข้าพูดจริงหรือว่าใครกันที่จับตัวชาวบ้านเหล่านั้นไปส่งให้กับหลิ่งเผิง”

    ประโยคนี้ทำให้ซ่งเผิงจิ่นนิ่ง ไม่โต้ตอบ ทว่าเขาไม่กล้าสบตาและมีน้ำตาคลอบางๆ อยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง

    หม่าจิ่นเทา : “ เจ้าเคยสงสัยไม่ใช่หรือว่า หลังจากกลับมา เหตุใดเหล่าหลีถึงมีท่าทีแปลกๆ เมื่อพบเจ้า ทั้งที่ระหว่างเจ้าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน เคยได้ยินมาว่าแวดวงพนันลือกันให้ทั่วไม่นานมานี้มีทายาทตระกูลใหญ่แอบขึ้นเรือสำราญที่ล่องผ่านน่านน้ำไปหยุดอยู่ที่ท่าน้ำเล็กๆ ในเยียนเป่ย และยังเล่าอีกว่าคนผู้นั้นได้ติดต่อกับคนในเยียนเป่ยกระทำการบางอย่างเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นก่อนที่เหล่าหลีจะกลับมาปรากฏตัวที่หนานจิ้ง เหล่าซ่งเจ้ามีคำตอบในใจอยู่แล้ว แค่ยังไม่อยากยอมรับมันเท่านั้น หาไม่แล้วเจ้าคงไม่อพยพคนในตระกูลออกไปจนหมดเช่นนี้”

    หลังจากได้ฟังความ ซ่งเผิงจิ่นจึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เขารู้นั้นช่างน้อยนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ในตอนนี้

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เหตุใดเจ้าถึงเอาเรื่องนี้มาบอกข้า ไหนจะหลักฐานพวกนี้อีกไม่กลัวหรือว่าข้าจะทำลายมัน? ”

    หม่าจิ่นเทา : “ ข้าบอกแล้ว ข้ามาเพื่อที่จะดื่มชา นี่ก็แค่ของฝาก เหล่าซ่งข้ากับเจ้าไม่ใช่เพิ่งรู้จักกัน ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร และยิ่งรู้ด้วยว่าถึงเจ้าไม่ทำอะไรคนผู้นั้นก็ไม่ปล่อยเขาไว้แน่ เรื่องนี้ไม่เพียงพัวพันไปถึงแดนเหนือ แต่บัดนี้องค์หญิงถูกลอบทำร้ายหากเกิดอะไรขึ้นกับนาง เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่ามันจะเลวร้ายสักแค่ไหน? ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ แล้วนาง นางได้รับบาดเจ็บหรือไม่? ”

    ซ่งเผิงจิ่นมีท่าทีตระหนกเมื่อได้ทราบข่าวการลอบสังหาร

    หม่าจิ่นเทา : “ นางปลอดภัยดี ภายใต้การอารักขาของเหล่าทหารองครักษ์และเพราะมีคนผู้นั้น บัดนี้นางได้กลับถึงจวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ”

    ครั้นได้ยินดังนั้น ซ่งเผิงจิ่นก็มีสีหน้าโล่งใจและเริ่มตระหนักได้ว่าซ่งจื่อรุ่ยมาไกลเกินกว่าพ่ออย่างเขาจะยื่นมือเข้าช่วยทายาทสกุลเหอผู้สืบทอดบัลลังก์เป็นขีดจำกัดหนึ่งเดียวที่มิอาจก้าวล่วง

    ซ่งเผิงจิ่น : “ นี่ข้า.. มัวทำอะไรอยู่? ข้าหูหนวกตาบอดเช่นนี้ได้อย่างไร?ท่านเจ้าเมืองเหอ ข้าน้อยมีโทษมหันต์นัก ผิดต่อท่านแล้ว ”

    ซ่งเผิงจิ่นรำพึงรำพันกับตนอย่างรู้ผิด

    หม่าจิ่นเทา : “ ที่ผ่านมา เจ้าเก่งเรื่องคำนวณตามหลักเหตุและผลอะไรที่ซับซ้อนเช่นนั้น จะไม่รู้ก็ไม่แปลก แต่ จากนี้เจ้าคงรู้ว่าต้องทำเช่นไร หลักฐานอยู่ในมือเจ้านั่นคือทั้งหมดที่ข้ามี เสียดายที่มีคนไม่ต้องการให้ข้าสืบต่อ เพราะหากรู้มากก็ยิ่งอันตรายมากที่เหลือ ขึ้นอยู่ที่เจ้าแล้ว ”

    พูดแล้ว หม่าจิ่นเทาก็ลุกขึ้นจากโต๊ะและหันหลังเดินออกไป ก่อนจะไป เขายังหันมาพูดกับสหายว่า

    หม่าจิ่นเทา : “ รักษาตัวด้วย ”

    ผู้นำหม่าเดินจากไป ทิ้งให้ซ่งเผิงจิ่นนั่งมองกระดาษที่อยู่ในมือด้วยความรู้สึกหนักอึ้งไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร มันก็ยากสำหรับเขา สำหรับผู้ที่เป็นทั้งนำตระกูลผู้นำคนสำคัญและผู้ที่เป็นพ่อ ไม่เพียงแต่ซ่งเผิงจิ่นเท่านั้นที่ตกที่นั่งลำบาก ทว่าบัดนี้มีคนผู้หนึ่งมาร่วมฟังการสนทนานี้ด้วยคุณหนูรองซ่งซึ่งแอบมายืนฟังเรื่องราวอยู่ตั้งแต่ต้น นางทรุดตัวลงนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของผนังห้องพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว พลางใช้มืออุดปากเพื่อไม่ให้เสียงร่ำไห้เล็ดลอดออกไปหรือนี่จะเป็นจุดจบของพวกเขา ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเรืองอำนาจจนได้ชื่อว่าเป็นรองแค่เพียงสกุลเหอเท่านั้น

     

     

           ติดตามตอนต่อไป

    คล้ายกับเรื่องวารีสองพิภพ ที่คุณอ่าน