89 2-2
ตอนที่164 คนโง่ (2)
“ท่านเฒ่าประหลาดออกเดินทางไปแล้วเขามอบโอสถแก่ข้าทิ้งทวนก่อนลาจาก”
เซียถงส่งนัยน์ตาไสวส่องกะพริบอยู่ทีหนึ่งเสแสร้งปั้นหน้าปั้นตาเศร้าสร้อย
“ออกเดินทางไปแล้ว?”
ทีท่าของฝ่าบาทคล้ายจะดูฉงนใจสงสัยคำกล่าวประโยคนี้ของเซียถงเป็นความจริงหรือเท็จกันแน่? สิ่งนี้ทำเอาเขาไขว้เขวรวนเรอยู่ครู่หนึ่ง
“เรียนฝ่าบาทสืบเนื่องมาจากว่า ท่านเฒ่าประหลาดเป็นกังวลกลัวว่าหม่อมฉันจะขาดแคลนเหรียญทองในระหว่างที่เขาออกเดินทางไกลจึงมอบโอสถแก่หม่อมฉันเป็นจำนวนหลายสิบเม็ดให้แบ่งกินแบ่งขายเอาเงินตามสมควรและช่วงสัปดาห์ให้หลัง ตัวข้าแทบไม่เหลือเงินแม้แต่จะซื้อข้าวกินแล้วจึงตัดใจสั่งให้สาวรับใช้ของข้านำโอสถจำนวนหนึ่งไปขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินแต่ระหว่างทางกลับถูกองค์รัชทายาทฉกฉวยขโมยไปทั้งยังกล่าวหาใส่ความและทำร้ายร่างกายสาวรับใช้ของหม่อมฉันต่างๆ นานา”
เซียถงนำกล่าวเล่าความย้อนหลังทั้งหมดให้แก่ฝ่าบาทฟังหวังจะเพิ่มน้ำหนักสร้างแรงจูงใจต่อเหตุผลที่ว่า ไยนางถึงต้องตัดแขนไป๋หลี่เย่
แลเห็นว่าฝ่าบาทกำลังจับจ้องมองมาทางนี้เสมือนกับว่ากำลังรอประโยคต่อไปจากปากของนาง เซียถงก็ลอบยิ้มกับตัวเองภายในใจอย่างลับๆและกล่าวต่อทันทีว่า
“หลังจากนั้นหม่อมฉันจึงเดินทางไปหาองค์รัชทายาทเพื่อแจกแจงเหตุผลความเป็นมาทว่าองค์รัชทายาทกลับไม่ฟังเหตุผลของข้าเลย และจะจับข้ามาลงโทษอยู่ท่าเดียวดังนั้นหม่อมฉันจึงเสนอเดิมพันกับเขา ทั้งยังร่างหนังสือสัญญาร่วมกันโดยมีลายลักษณ์อักษรครบถ้วนไว้เป็นหลักฐานระหว่างเรา”
สิ้นเสียงเซียถงก็ยื่นสัญญาฉบับนั้นส่งถึงต่อหน้าฝ่าบาทเมื่อรับมาพินิจตรวจสอบโดยละเอียดถี่ถ้วน เขาก็พบว่าข้อสัญญาบางบรรทัดเป็นลายมือของบุตรชายของตนจริงๆทั้งยังมีลายนิ้วประทับไว้สมบูรณ์แบบ คู่คิ้วเข้มขมวดแน่นแทบติดชนก่อนจะเหลือบมองไปทางเซียถงอีกครั้ง
“จากนั้นหม่อมฉันจึงนำโอสถส่วนที่เหลือจากเฒ่าประหลาดมอบให้มาเผยแสดงให้เห็นทว่าองค์รัชทายาทก็ยังไม่เชื่อ ทั้งยังบอกว่าโอสถที่หม่อมฉันนำมาเป็นของปลอม ต่อมาท่านอัครมหาเสนาบดีเย่จึงเสนอตัวอาสาเพื่อตรวจสอบ ก่อนจะประกาศว่าโอสถเหล่านี้เป็นของจริง”
ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าท่าทางของเซียถงในเวลานี้ช่างดูเศร้าสร้อยเหลือเกินทั้งยังอ้างชื่อเย่หลีเทียน เป็นดั่งการค้ำประกันอีกชั้นหนึ่ง
เมื่อฝ่าบาทได้ยินชื่อเย่หลีเทียนดวงตาของเขาก็หรี่แคบลงเล็กน้อย
“แต่สุดท้ายองค์รัชทายทก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีดังนั้นหม่อมฉันกับเขาจึงเริ่มมีปากมีเสียงทะเลาะกัน จนแล้วจนรอดกลับเป็นฝ่ายปรมาจารย์เสวี่ยที่ชักกระบี่ขึ้นจู่โจมหม่อมฉันกะทันหันแต่ระหว่างที่กำลังเลี่ยงหลบ คมกระบี่กลับพลาดท่าไปโดนแขนขององค์รัชทายาทเสียเอง”
เซียถงลอบสายตาขึ้นมองไปทางฝ่าบาทเล็กน้อย
หลังจากได้ฟังคำอธิบายทั้งหมดฝ่าบาทก็เอาแต่จ้องโอสถเม็ดในมือโดยไม่พูดไม่จาอันใดสักคำ คล้อยหลังไม่นานเขาก็เงยหน้าขึ้นและเอ่ยถามเซียถงขึ้นว่า
“นี่เป็นโอสถที่ท่านเฒ่าประหลดผู้นั้นมอบให้จริงๆรึ? ไยข้าถึงอ่านระดับชั้นโอสถไม่ได้เลย?”
ประโยคก่อนหน้านี้ที่เซียถงเอ่ยอธิบายออกมาเขาแทบไม่ได้ใส่ใจฟังเลยสักคำ เพราะเอาแต่มุ่งความสนใจอยู่เพียงโอสถเม็ดตรงหน้าหากโอสถเม็ดนี้ถูกหลอมกลั่นมาโดยเซียนโอสถจริงๆกับแค่เรื่องบุตรชายตัวเองแขนขาดกลับไม่น่าหยิบยกขึ้นพูดถึงให้เสียเวลาเลย
“หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบบางทีอาจใช้ตรรกะเดียวกับพลังลมปราณระดับชั้นความแข็งแกร่งอยู่ห่างกันเกินไปก็ไม่สามารถตรวจจับสัมผัสได้ซึ่งระดับชั้นโอสถเองก็เช่นกัน เพราะนี่เป็นโอสถที่ถูกหลอมกลั่นขึ้นโดยเซียนโอสถระดับชั้นจึงค่อนข้างสูงเกินกว่าจะมองผ่านอ่านระดับออก แต่หากฝ่าบาทไม่เชื่อย่อมคืนให้แก่หม่อมฉัน...”
เซียถงยังไม่ทันกล่าวาจบดีฝ่าบาทก็รีบชักมือข้างที่ถือโอสถกลับเข้าหาตัวโดยไว ราวกับกลัวว่าจะถูกยึดคืน
“ไม่ ไม่!ข้าผู้นี้หรือจะไม่เชื่อคำพูดของเจ้า?”
ฝ่าบาทรีบกล่าวตอบทันควันและส่งมือไปให้เซียถง ช่วยพยุงร่างหญิงสาวตรงหน้าขึ้นจากพื้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มกล่าวว่า
“ลุกขึ้นเถอะ ลุกขึ้นเถอะ!เรื่ององค์รัชทายาทก็มีแต่เพียงเท่านี้แหละ ไหนๆโอสถเม็ดนี้ท่านเฒ่าประหลาดก็เป็นผู้มอบให้แก่เจ้าแล้ว เช่นนั้นข้าผู้นี้จะลองโอสถให้เจ้าได้เห็นถึงประสิทธิภาพของมันเอง”
ข้อความโดยย่อจากประโยคคำพูดนี้ของฝ่าบาทค่อนข้างชัดเจนมากมันหมายความได้ว่า ให้เจ้ายืนรออยู่ตรงนี้ก่อนและหกโอสถเม็ดนี้กินไปแล้วไม่ก่อเกิดผลลัพธ์อันใด ก็เตรียมตัวรับโทษทัณฑ์ได้เลย!
เซียถงยืนขึ้นและพยักหน้าตอบ
“เจ้าค่ะ!”
ฝ่าบาทค่อยๆหยิบโอสถเม็ดนั้นชูขึ้นเหนือศีรษะ พินิจมองอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่สักครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยปากเรียกหมอหลวงประจำตัวของเขาซึ่งเป็นถึงราชาโอสถเข้ามาช่วยตรวจสอบหลังจากได้รับกรยืนยันโดยหมอหลวงแล้วว่า โอสถเม็ดนี้เป็นของจริงไม่มีพิษเจือผสมอยู่ภายใน เขาก็ตบโอสถเม็ดดังกล่าวเข้าปากไปโดยตรง
คล้อยหลังกลืนโอสถลงไป ก็บังเกิดกระแสความอบอุ่นเสมือนน้ำร้อนสายใหญ่เอ่อล้นออกมาจากช่องท้องเพียงเสี้ยวพริบตาถัดมา ทั่วทั้งร่างกายนี้ก็เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังวังชาสัมผัสได้ทันทีว่า พลังลมปราณที่ไหลเวียนในกายตอนนี้มันแข็งแกร่งกว่าปกติเป็นทวีทบ ทั้งยังปลุกกระตุ้นไขกระดูกและเส้นเอ็นให้สำแดงศักยภาพแฝงออกมาถึงขีดสุดมือไม้ของเขาเบาหวิวราวกับขนนกการเคลื่อนไหวออกกระบวนท่าคล่องแคล่วว่องไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ของดี!”
ฝ่าบาทพยักหน้าตอบร้องอุทานชื่นชมไม่หยุดปากร่างกายของเขาในเวลานี้อัดแน่นไปด้วยกำลังวังชาดั่งวัยหนุ่มอีกครั้ง เขาหันไปกล่าวกับขันทีที่อยู่ข้างๆทันทีว่า
“นี่เป็นคำสั่งจากข้าโดยตรง!ประทานเงินเป็นจำนวนหนึ่งแสนเหรียญทองแก่เซียถง!”
ขันทีโค้งศีรษะคำนับตอบกลับโดยไวทั้งยังหันไปโค้งให้เซียถงอีกทีหนึ่งและรีบเดินไปยังพระคลังเพื่อนำเงินจำนวนหนึ่งแสนเหรียญทองเบิกออกมเซียถงที่เห็นดังนั้นได้แต่หัวเราะเยาะกับตัวเองในใจ แน่นอนว่าหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตัวนางจะไม่ขาดทุน แต่ยังได้กำไรไปเต็มๆ!
ส่วนฝ่าบาทในเวลานี้งั้นรึ? อย่าว่าแต่ไม่สนใจแขนขององค์รัชทายาทที่หักเลยลืมไปแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้?
โบกมือหาส่งเซียถงออกไปโดยไวฝ่าบาทแทบจะอดใจวิ่งกลับไปหาบรรดานางสนมในรังรักของตนไม่ไหวแล้วเขาต้องการทดสอบความมหัศจรรย์ของโอสถเม็ดนี้กับสาวงามทั้งหลายแหล่ใจแทบขาด
เนื่องจากเงินจำนวนกว่าหนึ่งแสนเหรียญทองหาใช่ว่าจะสามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้ง่ายขันทีจึงมอบตั๋วเงินคลังให้แก่นางแทน ทั้งยังบอกว่า หากต้องการใช้เงินเมื่อใดก็สามารถนำตั๋วเงินใบนี้ไปขึ้นได้ตลอดเวลาเซียถงพยักหน้าตอบพร้อมเก็บตั๋วเงินใบดังกล่าวไว้ใต้อกเสื้อและเดินทางออกจากวังหลวง
เซี่ยอี้เฉินลอบเดินติดตามเซียถงออกมาตลอดเส้นทางอย่างเงียบงันไม่พูดไม่จาเลยแม้สักคำ เขาต้องการพูดคุยกับนางอย่างยิ่งทว่าภายในใจกลับรู้สึกละอายเกินกว่าจะมีหน้าพูดออกไปเพราะแบบนั้นจึงเอาแต่หลบอยู่ข้างหลังเซียถง
หลังจากเดินออกจากวังหลวงมาได้สักพักเซียถงก็พึงเห็นว่า เซี่ยอี้เฉินก็ยังเดินติดตามนางไม่ห่างตัวจึงเหลียวหลังหันกลับไปมองอีกฝ่ายและเอ่ยถามน้ำเสียงเรียบนิ่งปราศจากอารมณ์โกรธเกลียดใดๆแต่นั่นก็เรียบนิ่งเกินไปจนราวกับว่า พวกเขาทั้งคู่ไม่เคยมีสายสัมพันธ์ใดๆต่อกันมาก่อน
“เสนาบดีเซี่ยมิทราบว่ามีเรื่องอันใดผิดปกติ? เห็นเดินติดตามข้ามาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว?”
“ถงถงเจ้าเองก็มิได้กลับบ้านไปทานข้าวร่วมโต๊ะด้วยกันตั้งนานแล้ว กลับบ้านกันเถอะกลับไปทานอาหารร่วมกับแม่ของเจ้ากัน”
เซี่ยอี้เฉินกล่าวกับเซียถงพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น
“เมื่อครู่นี้เสนาบดีเซี่ยพูดเองมิใช่รึว่า ต่อแต่นี้ไป ข้ากับท่านหาใช่พ่อลูกกันอีกแล้วไฉนข้าต้องไปทานข้าวร่วมกับท่านที่จวนด้วย? และหากมิได้เหลือบ่ากว่าแรงรบกวนเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกชื่อด้วยคำนั้นสงวนเก็บไว้ใช้กับท่านแม่ของข้าเท่านั้น”
เซียถงเปล่งเสียงเย็นชาตอบวาจาประชดประชันกลับไป
สีหน้าการแสดงออกของเซี่ยอี้เฉินเต็มไปด้วยความละอายใจเห่อร้อนแดงก่ำลามไปถึงใบหู ได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตาเซียถงอีก
คล้อยหลังเงียบไปสักครู่หนึ่งเขาก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง กล่าวน้ำเสียงอ่อน สายตาเปี่ยมแววอ้อนวอน
“ถงถงเจ้าเองก็ควรนึกถึงตัวข้าด้วย หากเกิดอะไรขึ้นกับข้าจวนเสนาบดีเซี่ยของเราเองก็คงจบสิ้นเช่นกัน ยังมีผู้คนอีกมากมายภายในนั้นที่อยู่ภายใต้การดูแลของข้าหากเกิดอะไรขึ้นกับข้าไป คนพวกนั้นจะอยู่อย่างไร? ทั้งแม่เจ้าก็ดีทั้งพี่ชายของเจ้าอีกล่ะ?”
ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงสุดแสนจะอ่อนวอนของอีกฝ่ายไม่ว่าจะดูอย่างไรก็น่าสงสารเป็นอย่างยิ่งแต่ถึงกระนั้นเซียถงกลับมิได้สนใจอีกฝ่ายเลย พลันได้ยินเขากล่าวถึงท่านแม่นางก็นึกคิดถึงขึ้นมา จึงพยักหน้ากล่าวตอบไปว่า
“ข้าจะกลับไปทานข้าวกับท่านแม่สักรอบหนึ่ง”