52 1-2
ตอนที่89 ฟื้นฟูรูปโฉม (1)
พอเห็นเซียถงเดินออกมานางจึงตรงเข้าไปหา เข้าควงแขนอีกฝ่ายท่าทางเป็นกันเอง ส่งยิ้มกล่าวว่า
“ไปโรงอาหารด้วยกันเถอะ”
เซียถงเหลือบสายตามองตามไปยังแขนอีกฝ่ายควงกอดอย่างสนิทสนมคลี่ยิ้มบางพร้อมพยักหน้ามอบแก่ฉีหมิงเยว่พินิจจากท่าทางการแสดงออกอันเรียบง่ายเหล่านี้กระทั่งนางเองก็ยังสามารถสัมผัสถึงคำว่า ‘มิตรภาพ’ ของฉีหมิงเยว่ที่มีต่อตัวนางได้
“เมื่อวานเห็นขอตัวแยกออกไปก่อนเจ้าไปไหนมารึ?”
เซียถงเอ่ยถามฉีหมิงเยว่ระหว่างทางไปโรงอาหาร
สายตาหวานยิ้มแย้มประดุจเสี้ยวจันทร์ของฉีหมิงเยว่ทันใดนั้นพลันหรี่ลงอย่างเศร้าสร้อยเมื่อได้ฟังประโยคคำถามนี้ของเซียถง ถอดถอนหายใจเสียงยืดยาวไปทีหนึ่งทั้งสีหรน้าแววตาดูหม่นหมองลงหลายส่วน
ฉีหมิงเยว่ส่ายหัวไปคราขณะที่กำลังจะปริปากกล่าว ทันใดนั้นทั่วร่างของนางถึงกับแข็งค้างฉับพลันเงยหน้าจับจ้องไปยังทิศทางเบื้องหน้าด้วยแววตาแสนว่างเปล่าพอเซียถงเคลื่อนสายตาติดตามไปยังทิศดังกล่าวก็พบเซี่ยหลู่เฟิงที่กำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เดิมที่ก่อนหน้าฉีหมิงเยว่คู่คิ้วขมวดถัก สีหน้าเศร้าหมอง ก็ดูเหมือนว่าจะคลายอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพบพานอีกฝ่าย
เมื่อสังเกตเห็นพวกนางทั้งสองมองเข้ามารอยยิ้มสีบางพลันปรากฏเล็ดลอดออกมาจากริมสีปากรูปสวยของเซี่ยหลู่เฟิงแสงตะวันฉาดฉายส่องกระทบผ่านกิ่งก้านลอดเร้นลงมาตกกระทบกับใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสีอรุณดุจทองจากธารแสงเหล่านี้ยิ่งเพิ่มทวีความหล่อเหลาตรงหน้า ในขณะเดียวกันเซียถงเองยังต้องตกละลึง มิยักรู้มาก่อนเลยว่าเซี่ยหลู่เฟิงจะมีใบหน้าที่หล่อเหลาและประณีตงามปานนี้
เซี่ยหลู่เฟิงเดินไปหาทั้งสองพร้อมรอยยิ้มอันสดใสประกายตาทอแสงเคลื่อนใส่ทางใบหน้าของฉีหมิงเยว่หนึ่งปราดจะว่าไปแล้วสาวน้อยที่อยู่ข้างถงถงก็งดงามมิใช่น้อย เปรียบได้กับต้นพู่ระหงขาวอันเฉิดฉายจากสายน้ำ
พอฉีหมิงเยว่เห็นเซี่ยหลู่เฟิงเดินใกล้เข้ามาทางนี้เรื่อยๆนางก็พลันใจสั่นระรัวผิดจังหวะจนมิสามารถควบคุมได้นัยน์ตาคู่งามสั่นไสวพราวแสงระยับ เพียงสายตาหันเข้าสบกับเซี่ยหลู่เฟิงเสมือนก่อกำเนิดร่องรอยความหวังขึ้นบนใบหน้าของนาง
เขาจะมาพูดอะไรกับข้า?
หรือจะชวนไปทานอาหารด้วยกัน?
“ข้ารออยู่แล้วนี่คือเงินจำนวนสิบเหรียญทองของเจ้า ขอบคุณมากเรื่องเมื่อวาน”
เซี่ยหลู่เฟิงเดินตรงเข้าไปหาทั้งสองและยื่นถุงผ้าเนื้อละเอียดส่งให้แก่ฉีหมิงเยว่
ฉีหมิงเยว่พยักหน้าตอบเล็กน้อยหยิบถุงผ้าในมือมาแล้วเอ่ยตอบไปว่า
“อืม”
หนึ่งคำสั้นๆพร้อมน้ำเสียงแสนเรียบเฉยแต่ถึงกระนั้นเซียถงก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงร่องรอยความผิดหวังของอีกฝ่าย
หลังจากกคืนเงินเสร็จสรรพเซี่ยหลู่เฟิงยังมิได้ลาจากออกไปทันที แต่กลับขมวดคิ้ว เพ่งสายตาจับจ้องสาวน้อยตรงหน้าอย่างประณีตสำรวมเพราะเหตุใดกัน เขาถึงรู้สึกคุ้นหน้าของนางทุกครั้งที่ได้พบเจอกันเสมอราวกับว่าเคยพบเจอกันที่ไหนสักแห่งหนจริงๆ แต่ถึงแบบนั้น เขาเองก็ยังจำไม่ได้สักที
เห็นเซี่ยหลู่เฟิงที่จับจ้องใบหน้าของตนไม่คลายอ่อนลงเลยสักนิดฉีหมิงเยว่ก็หน้าแดงก่ำ กอดแขนของเซียถงไว้แน่นด้วยความประหม่าขวยเขิน
“นี่เรา...เคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่?”
เซี่ยหลู่เฟิงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นทันที
ฉีหลิงเยว่ตัวแข็งทื่อเป็นหินในบัดดลส่งสายตาจับจ้องไปยังเซี่ยหลู่เฟิงทอประกายผิดหวังอย่างบอกไม่ถูกธารแสงพราวเฉิดเฉยระยับที่ส่องสะท้อนจากแววตาก่อนหน้า ค่อยๆอันตรธานเลือนหายไป
ปรากว่าเขาจำตัวนางไม่ได้ใจดวงนี่ที่ร้อนรุ่มเย็นลงในบัดดล ฉีหมิงเยว่รู้สึกดั่งว่าตนเองจมลงสู่ห้วงน้ำแข็ง ร่างกายแขนขาหนาวเหน็บจนชาไปทั่วทั้งตัว ภาพฉากอันแสนอบอุ่นที่ซ่อนลึกสุดขั้วหัวใจยามนี้กำลังพร่าเลื่อนร่างของบุรุษหนุ่มสีขาวค่อยๆจากหายออกไป เหลือเพียวสิ่งเดียวที่ยังสลักจำได้ก็คือทะเลเลือดที่แปดเปื้อนยันท้องนภาฟากฟ้า
อย่างไรเสียหากปราศจากความอบอุ่นของชายคนนั้น แล้วนางจะเข้มแข็งได้อย่างไรในวันนี้?
มีของเหลวสีใสกลิ้งกลอกฉาดฉายอยู่ในแววตาของนางสุดท้ายนี้อดที่จะก้มหน้าก้มตาลงมิได้ พลางส่งเสียงแผ่วบางตอบกลับไปแค่ว่า
“ไม่”
น้ำเสียงนี้ยังคงนุ่มนวลทว่ามิทราบเหตุใด ใครที่ได้ฟังต่างต้องสัมผัสได้ถึงความเย็นชา
เซี่ยหลู่เฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพอเห็นฉีหมิงเยว่ก้มหน้าต่ำลงเคียงหยดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาเขาก็พลันรู้สึกตื่นตระหนกมิใช่น้อยอยู่ภายในใจ โดยมิทราบว่า เกิดอะไรขึ้นหรือเขาเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้สาวน้อยนางนี้ไม่มีความสุข? จนแล้วจนรอด เขารีบเร่งหันหน้าไปหาเซียถงเผยสีหน้าแสดงความกังวลออกมาให้เห็นกันชัดๆ ราวกับกำลังขอความช่วยเหลือกันกรายๆ
เซียถงเองก็ฉงนใจงุนงงกับท่าทีของฉีหมิงเยว่ไม่ต่างแต่สบสายตากับเซี่ยหลู่เฟิงตอบกลับอย่างไม่เข้าใจเช่นกันสุดท้ายได้แต่ส่ายหน้ากลับไปให้ เพราะนางเองก็มิทราบว่าไฉนจู่ๆฉีหมิงเยว่ก็ร้องไห้ออกมา
“ไปกันเถอะ”
ปล่อยให้สองพี่น้องอย่างเซียถงกับเซี่ยหลู่เฟิงยืนงงจนทำอะไรไม่ถูกอยู่สักพักฉีหมิงเยว่ที่อาการพอจะดีขึ้นเล็กน้อยก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งกลับมาในสีหน้าการแสดงออกที่ปกติดังเดิมส่งยิ้มแก่เซี่ยหลู่เฟิงเล็กน้อยด้วยความมิค่อยเต็มใจนักจากนั้นก็ฉุดแขนลากเซียถงให้เดินออกมาโดยตรง
เซี่ยหลู่เฟิงทอดสายตาเหม่อมองตามแผ่นหลังของฉีหลิงเยว่ที่ค่อยๆห่างไกลออกไปจากนั้นพลันขมวดคิ้วถักหนาขึ้นอีกครา ไม่ใช่ว่าเขาเคยพบหน้านางมาก่อนงั้นรึ?และทันใดนั้นภาพฉากของสาวน้อยนางหนึ่งที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยธารเลือดก็โฉบแล่นผ่านเข้ามาในหัวของนางทันควันเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงติดตาตรึงใจของเขาเสมอมา แต่จะอย่างไรใบหน้าของสาวน้อยนางนั้นเปียกชโลมไปด้วยเลือดสีแดงฉานจนเขาไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้เลย
ฉีหมิงเยว่กอดแขนเซียถงแน่นดึงอีกฝ่ายและสับเท้าจ้วงออกมาจากบริเวณนั้นโดยไวตลอดทางเดินนางปิดปากเงียบไม่เอ่ยกล่าวอะไรใดๆ เซียถงเองก็ไม่คิดจะถามเช่นกันเพราะหากนางต้องการจะพูด ปานนี้คงส่งเสียงออกมาแล้วดังนั้นการที่นางปิดปากเงียบงันจวบจนตอนนี้ต่อให้ถามอะไรไปก็คงมิได้สถานการณ์ดีขึ้นซ้ำร้ายยังอาจทำให้สถานการณ์ทวีความหม่นหมองลงไปอีกบรรยากาศอันเงียบสงัดนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งพวกนางทั้งคู่มาถึงโรงอาหารและทันใดนั้นฉีหมิงเยว่พลันหยุดฝีเท้าโดยพลัน
“เซียถงพี่ชายของเจ้า...มีหญิงสาวที่ชอบพอแล้วรึยัง?”
จู่ๆฉีหมิงเยว่ก็เอ่ยปากถามขึ้นมา
ซึ่งคำถามนี้ทำให้เอาเซียถงคันปากยิ่งแล้วจนอยากถามสวนกลับไปจริงๆว่า นี่เจ้าไม่รู้เลยงั้นรึ? ต่อให้ใช้ฝ่าตีนดูก็ยังจับสังเกตได้ว่าเซี่ยหลู่เฟิงมีความสนใจในตัวเจ้าเช่นกัน?แต่หลังจากคิดดูอีกทีแล้ว นางไม่ควรพูดแบบนั้นออกไปตรงๆจะดีกว่า จึงกล่าวเพียงว่า
“ข้าไม่เคยได้ยินเขากล่าวถึงเรื่องนี้เลยคงจะยังไม่มี”
ฉีหมิงเยว่ปิดปากเงียบไปอีกครา
ช่วงบ่ายของวันเป็นคาบเรียนแขนงวิชากลยุทธ์และตัวแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วเองก็ไม่ได้ทำตัวหาเรื่องหรือก่อปัญหาให้กกับเซียถงใดๆอีกตลอดคาบช่วงบ่ายผ่านไปได้อย่างสงบสุข หลังเลิกเรียนเซียถงก็เดินทางไปยังร้านขายสมุนไพรเพื่อจับจ่ายซื้อวัตถุดิบหลอมกลั่นโอสถตามคำแนะนำของเสี่ยวฮั่วทั้งยังซื้อเตาหลอมโอสถของตัวเองด้วย ก่อนจะมุ่งหน้ากลับเข้าจวนเสนาบดี
พอมาถึงจวนเสนาบดีปิดประตูใส่กลอนแน่น เซียถงจุดเปลวไฟใต้เตาหลอมโอสถก่อนเป็นอันดีบแรกหยิบเห็ดหลืนจือมรกตและสมุนไพรชนิดอื่นๆซึ่งเป็นวัตถดุดิบขึ้นมาเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะจากนั้นค่อยเริ่มกระบวนการหลอมกลั่นโอสถทันที
และการหลอมกลั่นโอสถในครั้งนี้จำเป็นจะต้องใช้ความประณีตและความละเอียดในการควบคุมเปลวไฟขั้นสูงเซียถงไม่กล้าประมาทเลยแม้สักอึดใจเดียวดำเนินการภายใต้คำแนะนำของเสี่ยวฮั่วทุกประการด้วยความระมัดระวังสุดขีด
ยามรัตติกาลแสงจันทราหันหาทิศตะวันตก บนฝ่ามือของเซียถงมีโอสถล้างพิษปราณนภาระดับสองอยู่ในมืออันที่จริงแล้ว อาศัยแค่โอสถปราณระดับสองทั่วไปย่อมไม่สามารถล้างพิษในร่างกายของเซียถงได้แน่นอน แต่การที่เพิ่มส่วนผสมสำคัญอย่างเห็ดหลืนจือมรกตลงไปด้วย จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการขับพิษดีขึ้นจากเดิมถึงสองทวีเท่า
หลังจากกลืนโอสถขับพิศปราณนภาระดับสองลงไปนางรู้สึกถึงเพียงกระแสพลังงานสีมรกตจางอ่อนโคจร ออกแล่นไปทั่วทั้งร่างกายาพอเวียนครบสองรอบโคจรบรรจบ เสี่ยวฮั่วก็ระงับปิดกั้นเส้นลมปราณในส่วนอื่นๆพยายามผลักดันให้กระแสพลังงานสีมรกตนี้พุ่งขึ้นไปยังเส้นลมปราณบนไหล่ทั้งสองข้างพอกระแสลมปราณขุมนี้เข้าปะทะชนเข้ากับก้อนพิษสีทมิฬ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของมันก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้อยู่
พอเห็นเป็นเช่นนั้นเซียถงดีใจเป็นอย่างมาก รีบระดมขุมพลังขอบเขตเสาหลักฟ้าทั้งหมดที่มีสูบฉีดเข้าช่วยกระแสพลังงานสีมรกตนั่นอีกแรงส่งผลให้กระแสพลังงานสีมรกตเคลื่อนตัวเร็วยิ่งขึ้นและก้อนพิษสีทมิฬอันเหนียวหนืดที่อุดตันก็เริ่มถูกกัดกร่อนจนสลายหายไปทีละเล็กละน้อย