เล่มที่ 3 บทที่ 15
วูปปปปก้อนสีดำสนิทเรืองแสงจางๆออกมากลางอากาศ หยางอี้มองไปยังมันอย่างงุนงง ก่อนที่ก้อนสีดำนั้นจะมีรอยแตกออกทีละน้อย“ไข่?”หยางอี้เพ่งมองไปยังรอยแตกของไข่สีดำด้านหน้า ก่อนจะมีหัวน้อยๆสีดำสนิทดวงตาแดงฉานค่อยๆโผล่ออกมา “งู?”หยางอี้จ้องมองไปยังเบื้องหน้าอย่างเพ่งพินิจ งูน้อยค่อยๆ ตะเกียกตะกายออกจากไข่จนในที่สุดก็หลุดพ้นออกมาทั้งตัวได้ ลำตัวเป็นเกร็ดสีนิลดำเมี่ยม มีดวงตาแดงฉานราวกับโลหิตที่ด้านหลังยังคงมีปีกเล็กๆงอกออกมาเพียงเป็นนูนๆเท่านั้น“ไอ้หยา ทำไมข้าถึงกลับมาเป็นร่างนี้ได้ล่ะเนี่ย”เสียงเล็กแหลมของงูน้อยดังออกมาปลุกสติของหยางอี้ แม้จะดูเล็กแหลมไปบ้างทว่ายังคงมีกลิ่นอายเช่นเดียวกับเสียงลึกลับก่อนหน้านี้“เจ้าคือเสียงลึกลับนั่น?”“เพ่ย เจ้าหนู ข้าคือตัวตนอันยิ่งใหญ่อย่าได้ไร้มารยาทกับข้า”เสียงเล็กแหลมยังคงกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ หยางอี้เลิกใส่ใจก่อนจะมุ่งเข้าประเด็นทันที“นี่ท่านงูน้อย ตอนนี้มุกมิติราชันย์ถูกปลดผนึกแล้วหรือไม่”“งูน้อยบ้านอาเจ้าสิ ข้าคือพญาอสรพิษผู้ยิ่งใหญ่ เรียกข้าว่าหลงเสี่ยวเฮย”หยางอี้ได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะกล่าวออกมาอย่างยินยอม“เอาล่ะ ท่านเสี่ยวเฮย ตกลงว่ายังไง”“เฮอะ แน่นอนว่าเรียบร้อยแล้ว อีกอย่างนะเจ้าหนู นามของข้าคือหลงเสี่ยวเฮย!”หนึ่งคนหนึ่งงูโต้เถียงกันอีกสักพัก ทั้งสองก็เข้าสู่มิติพิเศษ หยางอี้ลิงโลดเป็นอย่างมาก แม้จะได้รับข่าวร้ายจากเสี่ยวเฮยมา ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ มิติพิเศษมีข้อจำกัดของสวรรค์เช่นกัน สมบัติสวรรค์ทุกชิ้นไม่ว่าจะมีความสามารถท้าทายสวรรค์มากเพียงใด ก็มิอาจฝ่าฝืนกฎแห่งความสมดุลไปได้ เมื่อปลดผนึกแล้ว มิติปิดแห่งนี้จะกลายเป็นมิติเปิดที่หยางอี้สามารถนำสิ่งของเข้าออกได้ตามใจ ทว่าก็แลกมาด้วยการที่กฎของเวลา 10 เท่าจะลดลงครึ่งหนึ่งไปด้วย หยางอี้นั้นตอนแรกก็เสียดายไม่น้อย 5เท่า กับ 10 มิใช่เรื่องเล่นๆเลย แต่เสี่ยวเฮยกล่าวว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นมิติเปิดย่อมมีมากมายกว่ามหาศาล คนผู้หนึ่งมีเวลาฝึกมากกว่าคนอื่น 10 เท่าแล้วอย่างไร อาศัยเพียงการบำเพ็ญเพียรบ่มเพาะพลังปราณย่อมช้าเป็นเต่าคลาน จะมาเทียบกับ ผู้ที่มีเวลา 5 เท่า แต่เวลา 5 เท่านั้นมีผลกับอย่างอื่นด้วยได้อย่างไรหยางอี้จัดการนำสิ่งของต่างๆเข้ามาภายในมิติทันที แน่นอนว่าครั้งนี้หยางอี้ดีใจเป็นอย่างมาก เหตุผลนั้นมิใช่ทั้งการนำพาสิ่งของเข้ามา ไม่ใช่ทั้งการจะมีเวลาฝึกสิ่งต่างๆมากขึ้น แต่เหตุผลที่ยอดเยี่ยมที่สุดนั้นคือการที่ชายหนุ่มนำพาร่างกายของเขาเข้ามาได้!ก่อนหน้านี้กายหยาบของหยางอี้จะยังคงอยู่ภายนอกและดูดซับพลังปราณผ่านกระบวนการเร่งเวลาของมุกมิติ สิ่งที่เข้ามาได้นั้นเป็นเพียงกลุ่มก้อนความรู้สึกและจิตวิญญาณ ทำให้มีความเสี่ยงไม่น้อยหากถูกลอบโจมตี แต่ตอนนี้มันต่างกันราวฟ้ากับเหว มุกราชันย์ในร่างกายจะทำหน้าที่เปิดประตูมิติเพื่อให้หยางอี้เข้าสู่ขอบเขตภายใน นั่นหมายความว่าหากอยู่ภายในนี้ตัวตนของชายหนุ่มจะหายไปอย่างสมบูรณ์ภายในมิติพิเศษนั้นเป็นพื้นที่กว้างใหญ่อย่างมาก จากการสังเกตดูคร่าวๆหยางอี้พบว่ามันกว้างกว่า 20 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ที่เข้ามาจะเป็นเพียงห้องมืดๆเท่านั้น หยางอี้มิเคยรู้เลยว่าภายในจะกว้างใหญ่เพียงนี้ แม้จะเป็นเพียงห้องกว้างๆที่ว่างเปล่า แต่ว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วหยางอี้เริ่มจัดแจงนำเตาหลอม สมุนไพรต่างๆ และตำราออกมาวาง เพื่อเตรียมศึกษาอีกครั้ง เตาหลอมเก่าๆใบนี้ตัวชายหนุ่มเองก็มิแน่ใจว่าจะใช้ได้หรือเปล่า หลังจากทำความสะอาดก็เพ่งพินิจอยู่นาน รอบเตาหลอมนี้มีตัวอักษรโบราณถูกสลักไว้เต็มไปหมด แม้จะเป็นด้านในหม้อเองก็ยังมีเช่นกัน สิ่งแรกที่จำเป็นคือการทดสอบว่าเตานี้ใช้งานได้หรือไม่ หยางอี้เองก็ยังมิเคยเรียนรู้การควบคุมไฟซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการหลอมยา ทว่าทุกคนนั้นสามารถจุดไฟได้อยู่แล้ว และยังสามารถเพิ่มความบริสุทธิ์ของเปลวเพลิงได้อีกด้วย ทว่านั่นถือเป็นเรื่องยากเปลวเพลิงสีแดงสดถูกจุดขึ้นมาก่อนจะถูกถ่ายเข้าไปภายในเตาหลอม หยางอี้ชักนำพลังปราณเพื่อควบคุมเปลวเพลิงภายในให้เร่งจนถึงขีดสุด ทว่าเพียงเร่งถึง 7 ใน 10 ส่วนเตาหลอมก็สั่นกึกๆ ราวกับจะระเบิดออกมาแล้ว ทำให้หยางอี้ต้องหยุดมือลง“ความร้อนแรงของเปลวเพลิงสามารถเร่งได้เพียง 7 ส่วนเท่านั้น หากมากกว่านี้เตาหลอมใบนี้คงจะทนไม่ไหว”หยางอี้ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ น่าเสียดายที่ซื้อมาถึง 3000 แต้ม แต่กลับใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทว่า 7 ส่วนก็เพียงพอแล้วในการหลอมโอสถระดับ 1 แม้จะต้องใช้เวลานานหน่อยทว่าหากเป็นภายในมิตินี้เรื่องเวลาไม่ใช่ปัญหาอีก 2 วันจะถึงเวลาประลองจัดอันดับอีกครั้ง หยางอี้และพวกเจินเซียงตอนนี้อยู่ในอันดับที่ 11-20 ทั้งหมดมีสิทธิ์ที่จะท้าชิงกับ 10 อันดับแรกเพื่อชิงสิทธิ์ในการทดสอบเป็นศิษย์สายใน มีเพียงเป่ยลู่เท่านั้นที่ยังคงอยู่ในอันดับที่ 27 สำหรับเป่ยลี่เด็กน้อยคนนั้นดูเหมือนจะถูกใจผู้อาวุโสหวังเป็นอย่างมาก จึงถูกรับไว้ดูแลแทนแล้วระหว่างที่พวกเขายังฝึกฝนอยู่ในสำนักวิหารสวรรค์วูปปปเสี่ยวเฮยปรากฏตัวบินวนอยู่ในอากาศอย่างร่าเริง หยางอี้ตะลึงไปเช่นกัน ในตอนแรกชายหนุ่มก็มิคิดว่าเสี่ยวเฮยจะสามารถเข้าออกมิตินี้ได้อย่างอิสระ“ฮ่าๆ อากาศภายนอกช่างน่าอภิรมย์จริงๆ นานแค่ในกันที่ข้าต้องอุดอู้อยู่แต่ในที่แคปๆแห่งนี้”เสี่ยวเฮยค่อยๆบินมา ก่อนจะเกาะลงบนไหล่ของหยางอี้“เฮ้เจ้าหนู เจ้ากำลังจะหลอมยา?”“ข้าเพียงแค่ทดสอบเตาหลอมดูก่อน”หยางอี้ปรายตามองไปยังเสี่ยวเฮยที่จ้องไปยังเตาหลอมอย่างสงสัย ก่อนจะถามออกมา“มีอะไรแปลกไปหรือ?”“แปลก แปลกมากๆ ทำไมเตาหลอมยาถึงมีการสลักอักษรรูนโบราณไว้ แถมยังสลักไว้เยอะอีกด้วย”“อักษรรูนโบราณ”หยางอี้ถามออกมาอย่างสงสัย เสี่ยวเฮยจึงอธิบายต่อ พลางครุ่นคิดไปด้วย“ในอดีตโลกนี้ไม่ได้มีเพียงพวกมนุษย์และสัตว์อสูรหรอกนะ ยังมีเผ่าพันธ์ุอีกมากมายที่ดำรงอยู่ แต่ว่าด้วยความฉลาดของมนุษย์และพลังอันแข็งแกร่งสัตว์อสูร จึงทำให้มีเผ่าพันธ์ุจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญสิ้นไป และที่เหลือรอดอยู่ก็ต่างหลบซ่อนไม่ออกมาโลกภายนอก ส่วนอักษรรูนพวกนี้เหมือนข้าจะเคยเห็นที่ไหนนะ อ้า ใช่แล้ว เป็นอักษรของเผ่าเอลฟ์โบราณ”หยางอี้ยิ่งฟังก็ยิ่งงง ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ ประวัติศาสตร์พวกนี้ไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้ ดังนั้นเรื่องที่เสี่ยวเฮยพูดจึงดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก“เอลฟ์โบราณ”“ใช่แล้ว เอลฟ์โบราณ แต่ว่าพวกนั้นโดดเด่นในด้านการต่อสู้ มีความรวดเร็วที่เป็นเลิศ ข้าไม่เคยได้ยินว่าพวกนั้นมีความสามารถในการหลอมโอสถ แต่เตาใบนี้ต้องสืบทอดมาจากเผ่าเอลฟ์โบราณแน่นอนเพราะว่าอักษรรูนประจำเผ่านั้นถือเป็นสิ่งสำคัญมันคือภูมิปัญญาที่เหล่าบรรพชนสืบทอดไว้ จึงไม่มีทางที่จะมีต้นกำเนิดจากที่อื่นแน่นอน”หยางอี้ยิ่งฟังยิ่งตื่นเต้น แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เสี่ยวเฮยกล่าวออกมาก็ตาม ทว่านี่ก็นับเป็นความรู้ใหม่ที่เปิดโลกทัศน์ ของเขาเป็นอย่างมาก และที่สำคัญเตาหลอมอันนี้อาจจะมิได้ธรรมดาอย่างที่ชายหนุ่มคิด ด้วยความตื่นเต้นหยางอี้จึงบอกผลการทดสอบให้กับเสี่ยวเฮยฟัง“เป็นไปไม่ได้แน่นอน เตาหลอมใบนี้ต้องมีความลับบางอย่างอยู่ สิ่งที่สืบทอดมาจากยุคโบราณเช่นนี้น่ะเรอะที่จะทนรับพลังไฟอันอ่อนด้อยของเจ้าได้เพียง 7 ส่วน”