บทที่ ห้าสิบเอ็ด
ของกำนัลเอาใจ
สองสามวันหลังจากงานวันแรกของเทศกาลโคมไฟบรรยากาศในเมืองยังคงมีโคมไฟหลากสีแขวนตามร้านค้าริมถนนแต่กลางวันยามนี้กลับเงียบสงบผู้คนบางตาลงมากกว่าค่ำคืนคล้ายว่าผู้คนย้ายไปใช้ชีวิตช่วงค่ำในช่วงตลอดสิบวันของเทศกาลโคมไฟ
ฟ่านหนิงสวมชุดผ้าไหมหนาสีเหลืองขลิบทองต้านลมหนาวเครื่องประดับผมเป็นปิ่นทองคำแวววาวเข้ากับชุดที่หรูหรางามสง่านางก้าวลงจากรถม้าที่หน้าร้านเครื่องเขียนที่เพิ่งเปิดใหม่ ซึ่งเป็นกิจการของสกุลฟ่านอีกแห่งหนึ่งที่นางปั้นขึ้นเองเพราะเหตุผลบางอย่างจึงต้องมาเอาใจใส่เป็นพิเศษ
ส่วนกู้อวิ้นที่ได้รับเรื่องมาแล้วว่าคุณหนูใหญ่จะมาเยี่ยมสาขาเขาจึงมายืนรอที่หน้าร้าน รีบเชิญคุณหนูผู้สูงศักดิ์เขามา “คุณหนูใหญ่เชิญด้านในขอรับ”
เป็นครั้งแรกที่ฟ่านหนิงมาที่นี่นางมองสำรวจด้านในร้านตกแต่งด้วยไม้หอมแผ่นป้ายเขียนอักษรด้วยพู่กันใหญ่ติดอยู่บนผนัง โต๊ะยาววางกระดาษฝีมือเขียนอักษรของบัณฑิตท้องถิ่นประดับไว้เพื่อสร้างชื่อเสียงเรียกลูกค้าไม่คิดว่าแม้จะเร่งรีบเปิดสาขาแต่คนงานก็จัดการร้านได้อย่างดี
ฟ่านหนิงเดินไปหยุดเพื่อนั่งลงตรงม้านั่งริมหน้าต่างยกถ้วยชาที่คนงานจัดวางเตรียมเอาไว้ก่อนขึ้นสร้างความอบอุ่นให้ปลายนิ้วกลิ่นหอมของชาลอยอวลบ่งบอกว่าเป็นชาชั้นดี
“ที่นี่เป็นอย่างไรบ้างพวกท่านพอใจหรือไม่?” นางเอ่ยถาม
“ดีมากขอรับทั้งส่วนที่พักและการแบ่งหน้าที่ดูแลร้าน”
ฟ่านหนิงได้ยินก็พอใจพยักหน้ารับ ก่อนที่จะเริ่มเข้าเรื่องนางเงียบไปสักพักเพื่อเรียบเรียงเรื่องราวในอดีต ความทรงจำเก่าทำให้ตัวนางจมไปอยู่ในห้วงความคิดของในชาติก่อนทบทวนเรื่องราวเพื่อจะได้สั่งการผู้คุมกันกู้ลงไปหาข่าวของสกุลเจิ้งที่พอให้ได้ความเล็กๆน้อยๆ และจะได้นำไปแสดงให้บิดาเข้าใจ จะได้อยู่ห่างพวกขุนนางเลวเหล่านั้นเอาไว้ ต้องรอแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นแค่ไม่นานเดี๋ยวพวกมันถูกโค่นด้วยสองตัวเอกอยู่แล้วถ้าตามชาติก่อนก็ไม่ถึงปีนับจากนี้ด้วยซ้ำ
โดยหลังจากหานอี้เหอกับถังหลันชิงร่วมมือสืบคดีพ่อค้าเถื่อนจนสาวไปถึงต้นตออย่างสกุลเจิ้งเวลานั้นฟ่านหนิงในฐานะสะใภ้สกุลเจิ้ง ทำให้ถูกจับกุมไปพร้อมกับคนทั้งจวนนางจึงแทบตามข่าวสารผายนอกไม่ได้ จะเริ่มสืบจากที่ไหนก็คล้ายมีแต่หมอกขุ่นมัวแต่กระนั้นขณะที่นางไม่รู้อะไรแต่ตอนทางการประกาศจับเจิ้งเปาหย่งกลับเป็นผู้ไหวตัวทันหนีเอาตัวรอดโดยไม่เหลียวหลังมาคนผู้นั้นทิ้งทั้งภรรยาและบิดามารดาที่หนีไม่พ้นไว้เบื้องหลัง ‘เพราะชายผู้นั้นรักเพียงตัวเองอย่างแท้จริง!’
แต่นางก็ยังมีความทรงจำส่วนหนึ่งทีชัดเจนหานอี้เหอผู้เป็นหัวหน้าสืบสวนศาลต้าหลี่ ผู้อุทิศชีวิตตามล่าพ่อค้าเถื่อนถึงได้ยอมมาทำงานที่ศาลต้าหลี่ทั้งที่ความสามารถของเขาสามารถไต่เต้าสายขุนนางชั้นสูงได้แต่เพราะวัยเด็กมารดาถูกฆ่าตาย จนเขาถึงกับปฏิญาณตนว่าจะอุทิศเวลาทั้งหมดให้โดยไม่แต่งงานจนกว่าจะเปิดโปงพวกคนเลวที่อยู่เบื้องหลังให้ได้
แต่สุดท้ายก่อนไขคดีกลับมีสตรีอย่างถังหลันชิงที่ทำลายกำแพงในใจ โชคดีที่เขาตามสืบจนเจอต้นตอฉะนั้นคงไม่ได้แต่งงาน ตอบจบอย่างสุขนิยมคือปลายทางของถังหลันชิงและหานอี้เหอบุรุษผู้นั้นได้ประสบความสำเร็จในการงาน ได้มีเกียรติยศชื่อเสียงจากผลงาน ศัตรูที่แค้นถูกโค่นล้มและมีภรรยาผู้งามเพียบพร้อม
จะมีก็แต่เพียงสกุลฟ่านที่ตกต่ำอยู่เบื้องหลังฟ่านหนิงนึกแล้วก็ส่ายหน้าเนืองๆอย่างน้อยครั้งนี้นางจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก
ขณะจ้องไอน้ำกรุ่นจากถ้วยชาที่ลอยวน นึกว่าหานอี้เหอกับถังหลันชิงตอนเริ่มเคลื่อนไหวสืบหาพวกพ่อค้าเถื่อนเขาหาเจอได้อย่างไร
กู้อวิ้นที่เห็นคุณหนูใหญ่นิ่งเงียบไปนานจึงเอ่ยถามเสียงเรียบถึงเรื่องที่จะปรึกษากันในวันนี้“ข้าน้อยขอถามสักหน่อยหากคุณหนูใหญ่มั่นใจว่าขุนนางเจิ้งคิดเข้ามาตีสนิทกับนายท่านจริงๆ ทำไมไม่ลองพิจารณาดูว่าเขาต้องการผลประโยชน์ใดจากตรงนี้ที่สุด”
คำถามนั้นกระตุ้นความคิด ฟ่านหนิงก้มมองปลายนิ้วที่ลูบถ้วยชาดวงตาหม่นลงนึกถึงสิ่งที่ท่านพ่อจะให้ประโยชน์ได้มากที่สุดบิดาของนางเป็นบัณฑิตจากซูหยาง สอบได้จอหงวนและไต่เต้าจนเข้าเน่ย์เก๋อและถึงตำแหน่งเสนาบดีด้วยความสามารถทำให้เป็นที่นับหน้าถือตามีทั้งชื่อเสียงและเส้นสายมากมายแต่จะให้กล่าวอย่างไรก็ต้องโดยเฉพาะในซูหยางที่เป็นรากฐานดั้งเดิมของสกุลฟ่านอยู่แล้ว
ที่เวลานี้สกุลฟ่านเป็นสกุลบัณฑิตที่ใหญ่ที่สุดของซูหยางและเมืองรอบข้างไปแล้วปัจจุบันมีสำนักศึกษาชื่อดังถึงสามแห่ง หากสกุลเจิ้งได้ใกล้ชิดกับท่านพ่อก็ย่อมได้ช่องทางติดต่อบัณฑิตและเส้นสายขุนนางท้องถิ่นที่มีอยู่ในซูหยางมากมาย
‘เดี๋ยวนะ...แถบนั้นไม่ใช่เส้นทางที่มารดาของหานอี้เหอถูกสังหารด้วยพวกพ่อค้าเถื่อนหรือ? เหมือนจะเป็นเส้นทางไปโหร่วหนานกระมัง’ ฟ่านหนิงพึมพำในใจพลันแววตาสว่างขึ้น ‘จริงด้วย! ซูหยางกับโหร่วหนานอยู่ไม่ไกลนักหากเริ่มสืบจากที่นั่นก็จะได้ประโยชน์สองทาง ทั้งเส้นสายของสกุลฟ่านและพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ’
นางเงยหน้าขึ้น ตัดสินใจได้แล้วก็เอ่ยเสียงชัดถ้อย “ผู้คุ้มกันกู้พาคนไปสืบที่แถบโหร่วหนานจนถึงซูหยางเถิดเฝ้าดูทุกเรื่องแม้เพียงข่าวลือเล็กน้อยก็อย่าละเลยดูว่ามีร้านค้าใดที่ร่ำรวยแปลกตา ขุนนางท้องถิ่นคนใดไปมาหาสู่เล่าพ่อค้าบ่อยๆ” ฟ่านหนิงหยุดวาจาไปครู่หนึ่งไตร่ตรองแล้วก็กล่าวต่อ “ไปตัวเปล่าไม่ได้ ข้าจะส่งหนังสือไปยังสาขากิจการของสกุลฟ่านทางนั้นให้ช่วยเหลือหากมีผู้ใดถามก็บอกไปว่าข้าต้องการสำรวจพื้นที่เพื่อขยายกิจการใหม่ของท่านพ่อ”
ผู้คุ้มกันกู้รีบก้าวออกมาค้อมกาย “ขอรับคุณหนูใหญ่”
ฟ่านหนิงจึงหันไปบอกจางไป๋ซิน “เตรียมเครื่องเขียนให้ข้าข้าจะเขียนจดหมายเดี๋ยวนี้”
จางไป๋ซินรับคำทันทีแล้วรีบไปเตรียมพู่กัน กระดาษและหมึกฝนอย่างรวดเร็ว ระหว่างรอนั้นฟ่านหนิงจึงหันกลับมากล่าวต่อ “ครั้งนี้ผู้คุ้มกันกู้ก็เลือกคนไปสามคนแบ่งที่เหลือให้อยู่เมืองหลวงคอยดูเหตุการณ์อีกทาง”
กู้อวิ้นค้อมตัวรับรอจนจางไป๋ซินกลับมาฟ่านหนิงจึงวางถ้วยชาลงลุกขึ้นเตรียมเขียนจดหมายส่งให้กิจการทางซูหยางให้อำนวยความสะดวกให้กู้อวิ้นพร้อมประทับตราผู้ดูแลการค้าของกิจการสกุลฟ่านแล้วถอยหลังออกมาเส้นผมดำขลับที่ประดับปิ่นทองสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ดวงตาเรียวคมมองอ่านเนื้อความในจดหมายอีกครั้งก่อนจะพับส่งให้คนงานนำไปส่งถึงปลายทาง
หลังเสร็จธุระฟ่านหนิงก้าวออกจากร้านกิจการสาขาใหม่ของสกุลฟ่านที่ตั้งอยู่บนถนนจิ่นฉางแดดยามบ่ายทอแสงให้ความอบอุ่นขึ้นสองฝั่งของถนนจิ่นฉางรายเรียงด้วยร้านค้าหลากหลายที่บ่งบอกถึงความเป็นย่านบัณฑิตผู้มีความรู้ไม่ว่าจะเป็นร้านจำหน่ายพู่กัน กระดาษ หมึกหอม หรือร้านขายเครื่องหยกแกะสลักรวมทั้งร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยผลงานตำราของนักปราชญ์ผู้ลือชื่อทำให้ถนนเส้นนี้มีบรรยากาศที่แฝงความเคร่งขรึมผสมสง่างาม ต่างจากย่านการค้าทั่วไป
ซึ่งวันนี้ฟ่านหนิงมิได้ตั้งใจมาจัดการธุระที่สาขาใหม่เท่านั้นร่างเล็กยกหมวกสานปีกกว้างรอบๆ มีผ้าบางสีขาวคลุมศีรษะ เลี้ยวเดินเข้าไปตามถนนโดยมีสาวใช้ทั้งสามเดินตามไม่ห่างทำให้นางยิ่งดูสูงส่งสง่ายิ่งขึ้นไปอีก โดยขณะที่เดินมองร้านค้าสองฝั่ง ความคิดของนางวนเวียนไปถึงงานเทศกาลโคมไฟในวังหลวงที่กำลังจะจัดขึ้นที่ปีนี้เลือกจัดตรงกับวันสุดท้ายของเทศกาลโคมไฟในเมืองเพราะว่าเหล่าสตรีนางในในวังหลวงไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ตามใจจึงมักจะมีสตรีในวังเป็นผู้นำจัดงานนี้ขึ้นเองและซึ่งปีนี้ก็คือเสียนไท่เฟย...ท่านป้าของนางเองที่เป็นผู้จัดงาน
นางจึงจำเป็นต้องหาของกำนัลที่เหมาะสมไปถวายเพื่อเป็นการประจบเอาใจก่อนที่ตนจะแอบใช้งานนี้ล้างรายชื่อให้ได้สักหนึ่งคนในบัญชีแค้น ก็นางสู่อุตส่าห์รองานนี้มาเกือบสองเดือนนับตั้งแต่เริ่มวางแผนล้างบัญชีแค้นจริงๆจังๆ ให้กับแต่ละชื่อ
โดยที่ฟ่านหนิงเลือกงานโคมไฟนี่เพราะหนึ่งจะมีงานใดเหมาะไปกว่างานของท่านป้าแท้ๆของนางเอง ได้มีผู้สนับสนุนคุมศีรษะ เกิดนางทำอะไรผิดพลาดที่ไม่งาม แผนการไม่ราบรื่น‘ฉะนั้นควรเลือกของที่ท่านป้าจะพอใจมากๆ เอาใจรอไว้ก่อน’ ฟ่านหนิงพึมพำเบาๆ ระหว่างเดินทอดน่องไปตามถนน
เสียงเรียกขายของแว่วดังมาเป็นระยะโดยหญิงสาวแวะดูร้านโน้นร้านนี้อยู่พักใหญ่ ทั้งเครื่องหยกแกะสลักเครื่องเขินลงรักปิดทอง รวมถึงผลงานงานปักผ้าไหมที่ละเอียดประณีตทว่าล้วนยังไม่สะดุดตาพอที่จะถวายเสียนไท่เฟยได้
จนกระทั่งนางมาหยุดยืนหน้าร้านภาพวาดพู่กันร้านหนึ่งหน้าร้านแขวนป้ายไม้สลักคำว่า “หอเหลียงอวิ๋นหลง” ประดับด้วยภาพวาดภูเขาและทิวไผ่ขนาดใหญ่ พอเดินเข้าไปด้านในกลิ่นหมึกหอมเจือจางลอยตลบ ภาพวาดถูกแขวนเรียงรายทั้งสองฝั่งผนังบ้างเป็นทิวเขาหมอก บ้างเป็นบุปผาเบ่งบาน มีทั้งภาพเทพเซียน ภาพสัตว์มงคลและภาพทิวทัศน์บ้านเมือง
สายตาของฟ่านหนิงหยุดที่ผลงานหนึ่ง ภาพนั้นมีชื่อว่า ‘หงส์เฝ้าหุบเขาไผ่’ผลงานของจิตรกรชื่อดัง ‘อวี๋หยาปิง’ผู้เชี่ยวชาญการใช้พู่กันหนักเบาเฉียบคมภาพวาดเป็นแนวพลังและความสง่างามเส้นหมึกเข้มสลับบางสร้างเงารกชัฏของไผ่กลางหุบเขา กลางภาพเป็นหงส์กางปีกหมอบอยู่ในท่วงท่าสง่าสงบนิ่งแต่แฝงด้วยความอ่อนหวานราวกับพร้อมปกปักรักษาถิ่นฐาน เห็นแล้วให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและชดช้อยไปพร้อมกันแต่ก็มอบสมดุลให้กับความสง่างามของธรรมชาติ
ฟ่านหนิงยืนจ้องอยู่นาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มเล็กน้อย นางพึมพำ “ท่านป้ามักชอบสิ่งที่สะท้อนความกล้าหาญอ่อนหวานและสง่างามภาพนี้เหมาะนัก”
นางจึงหันไปบอกเจ้าของร้านที่แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายย้อมคราม “ข้าขอซื้อภาพนี้”
เจ้าของร้านรีบยิ้มรับอย่างดีใจ ยกมือคารวะ “คุณหนูช่างสายตาดีกว้างไกลภาพนี้จิตรกรอวี๋หยาปิงเพิ่งวาดได้ไม่นานก็จริง แต่รับรองว่าอีกไม่นานจะต้องเป็นหนึ่งในผลงานหาดูชมยากแน่นอน”
ฟ่านหนิงพยักหน้าอย่างพอใจเพราะพอจะเคยได้ยินชื่อจิตรกรคนนี้อยู่แล้วจึงให้หวังจิ้งหยูจ่ายโดยไม่ต่อรองจากนั้นเจ้าของร้านห่อผลงานด้วยผ้าแพรสีแดงบรรจุลงกล่องไม้บุไหมลื่นให้เรียบร้อยหวังจิ้งเหมยจึงก้าวมาไว้ในมือด้วยความระมัดระวังก่อนที่ฟ่านหนิงจะเดินนำออกจากร้าน
เมื่อมุ่งหน้าจะเดินออกมานอกถนนจิ่นฉาง ลมพัดแผ่วๆมาให้เย็นผิวฟ่านหนิงหยุดเดินกอดตัวเองครู่หนึ่งประจวบกับที่หยุดอยู่หน้าร้านหนังสือตาเรียวหรี่มองหนังสือตำราต่างๆ มากมายที่อยู่ในร้านนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยสั่งเสียงเบาๆ“ไป๋ซิน ไปซื้อหนังสือประพันธ์เรื่องความรักมาให้ข้าสักห้าเล่ม”
จางไป๋ซินที่จำได้ว่าครั้งที่แล้วคุณหนูใหญ่ซื้อไปทำอะไรและซื้อเรื่องประพันธ์เช่นใดโดยเฉพาะจึงเอ่ยถามเสียงเรียบอีกครั้งให้แน่ใจว่าจะไม่ซื่อผิด“หนังสือประพันธ์ความรักที่จบเช่นไรดีเจ้าคะ?”
“แบบไหนก็ได้ขอให้สนุกเป็นพอ”
จางไป๋ซินเดินเข้าไปในร้านถามหลงจู๊ไม่กี่คำก็ได้หนังสือบทประพันธ์กลับมาห้าเล่มอยู่ในห่อผ้าฟ่านหนิงไม่ได้เอ่ยถามว่าซื้อเรื่องอะไรมาหรือเป็นเรื่องประพันธ์รักทำนองใดนางก็เริ่มเดินหน้าต่อไปขึ้นรถม้าเพื่อกลับจวน
….
งานเลี้ยงโคมไฟในวังหลวงยามค่ำคืนจัดขึ้นที่ตำหนักอวี้เจินซึ่งเป็นตำหนักของเสียนไท่เฟยผู้เปี่ยมอำนาจและเป็นที่เคารพนับถือของเหล่าสตรีในวังหลวงแม้จะไม่ใช่งานเลี้ยงทางการที่มีคำเชิญ แต่เป็นการเรียงตามฐานันดรศักดิ์ แต่ธรรมเนียมที่สืบต่อมาก็เป็นที่รู้กันว่าหากสตรีผู้ใดในวังได้รับเชิญโดยตรงย่อมมีสิทธิ์พาญาติสนิทหรือมิตรสหายเข้าร่วมงานได้ฟ่านหนิงที่เป็นหลานสาวของเสียนไท่เฟยจึงไม่พลาดที่จะได้รับเกียรติเชิญโดยตรงและสามารถพาใครก็ได้มาด้วย
หลังจากรถม้าของสกุลฟ่านหยุดลงที่ลานกว้างด้านหน้าประตูวังหลวงเหล่านางกำนัลและขันทีที่ยืนต้อนรับอยู่ต่างค้อมกายตามธรรมเนียม
ฮูหยินฟ่าน ฟ่านหนิงและจางไป๋ซินจึงลงเดินลงรถม้าต่อเพื่อก้าวเข้าสู่เขตตำหนักอวี้เจินแม้คนที่นางมาด้วยจะเป็นสาวใช้ไม่ใช่สหายที่เป็นคุณหนูมีหน้ามีตาแต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจาห้ามมีแต่ต้องยอมก้มศีรษะให้ผ่านเข้าวังได้คนเหล่านั้นเพียงได้แต่คิดว่าสาวใช้ของคุณหนูใหญ่ฟ่านช่างมีบุญนัก
ซึ่งในยามที่ท้องฟ้าเหนือวังหลวงเต็มไปด้วยแสงสว่างจากโคมไฟนับพันดวงที่แขวนเรียงรายตั้งแต่ประตูใหญ่ไปจนถึงสวนและตำหนักในแสงโคมสีแดง สีทอง สีชมพูและอีกมากมายประดับลวดลายมงคลสะท้อนประกายวับวาวราวกับเป็นช่วงกลางวันฟ่านหนิงมาถึงก็เริ่มหันซ้ายแลขวาคล้ายชื่นชมโคมไฟที่ประดับอยู่ข้างทางบางโคมทำเป็นรูปปลาแหวกว่าย บางโคมทำเป็นดอกบัวบานและบางโคมเป็นรูปกระเรียนคู่หมุนพลิ้วไหวตามลม แต่ความจริงนางมองหาเป้าหมายเพียงหนึ่ง
ท่ามกลางผู้คนที่มาในงานต่างแต่งกายงดงามตระการตาสตรีทั้งหลายสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนหวาน ห่มทับด้วยผ้าคลุมกันหนาว เครื่องประดับผมประดับหยกและอัญมณีวิบวับเสียงหัวเราะคิกคักดังเคล้ากับเสียงดนตรีที่บรรเลงอยู่จากมุมสวนส่วนฟ่านหนิงมาพร้อมกับชุดกระโปรงยาวผ้าไหมสีส้มอาทิตย์อัสดงลวดลายเมฆมงคลปักด้วยด้ายทองละเอียด เมื่อเดินผ่านโคมไฟแสงสีทองจากโคมสะท้อนกับชายกระโปรงจนดูคล้ายเปลวไฟที่พลิ้วไหว ยิ่งดูโดดเด่นท่านกลางสตรีที่ล้วนมีสีนวลตา
แม้เพิ่งเป็นยามค่ำที่แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปไม่นานแต่แขกเหรื่อก็มารวมกันมากแล้ว บ้างจับกลุ่มสนทนาบ้างชี้ชวนชมโคมไฟและดอกไม้ที่จัดแต่งไว้ ทุกคนแต่งกายสีสันอ่อนๆละม้ายดอกไม้หลากสีผลิบานพร้อมกันแต่เป็นที่รู้กันดีว่างานโคมไฟในวังหลวงนั้นส่วนมาเป็นสตรีและบุรุษหนุ่มๆเท่านั้น่ที่จะไปร่วม ทำให้เสนาบดีฟ่านและฟ่านเฉิงเลือกที่จะไม่เข้าร่วมจึงเหลือเพียงสองสตรีจากสกุลฟ่านที่เดินเข้ามาถึงสวนหน้าตำหนักอวี้เจินก็หยุดยืนสักครู่
“ดูเหมือนเสียนไท่เฟยจะยังไม่ปรากฏตัว” ซุนหงเยว่เอียงตัวเอ่ยกระซิบกับบุตรสาวฟ่านหนิงเพียงพยักหน้ารับ
แต่ไม่นานนักถานกูกูนางกำนัลผู้ใหญ่ใกล้ชิดเสียนไท่เฟยก็ออกมาต้อนรับพวกนางทั้งสองด้วยท่าทีนอบน้อมเช่นเคย“ฮูหยินฟ่าน คุณหนูฟ่าน ท่านทั้งสองมาแล้วก็เชิญด้านในเถิดเสียนไท่เฟยมีคำสั่งว่าถ้าพวกท่านมาแล้วให้เข้าไปพบด้านในก่อน”
ฟ่านหนิงกับมารดาจึงก้าวตามนางกำนัลใหญ่เข้าไปในโถงด้านในที่ประดับด้วยม่านแพรสีม่วงที่มีแขกเหรื่อบางส่วนที่อยู่ในนั้นมองว่าทั้งสองกำลังเดินจะไปไหนแต่พอหันมาเห็นพอรู้ว่าเป็นใครก็ไม่แปลกใจเพราะต่างรู้ว่าสกุลฟ่านเป็นญาติสนิทของเสียนไท่เฟย
ทว่าเมื่อเดินเข้าสู่เรือนชั้นใน ฟ่านหนิงถึงกับชะงักเพราะมิได้พบเพียงเสียนไท่เฟย หากยังมีฮ่องเต้ ฮองเฮาและท่านหญิงเซียวหนาอยู่พร้อมหน้า นางกับมารดารีบก้มตัวถวายความเคารพเต็มขั้น
ฮ่องเต้พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงอนุญาตให้ตามสบายทันใดนั้นท่านหญิงเซียวหนาก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงหวานนุ่มนวล “เช่นนั้นวันนี้หม่อมชั้นขอตัวก่อนเพคะไว้จะมาถวายพระพรอีกครา”
บุรุษเปี่ยมอำนาจหนึ่งเดียวหัวเราะเบาๆ เอ่ยห้าม “อย่าเพิ่งรีบกลับเลย อยู่ชมโคมไฟก่อนสักหน่อยเถิด”
ด้านฮองเฮาก็เสริม “นั้นสิเจ้าหายไปนานไม่อยู่ร่วมงานเลี้ยงที่เมืองหลวงเพราะไปเยี่ยมท่านอ๋องที่เตี้ยนเล่อเสียนานครานี้อยู่เพื่อพวกเราสักหน่อยเถิด”
ร่างบางอรชรของท่านหญิงเซียวหนาชะงักเล็กน้อยก่อนจะย่อตัวอย่างอ่อนช้อย “หม่อมฉันน้อมรับสั่งเพคะ” แล้วนางก็ถอยตัวออกไปอย่างสง่างามสมฐานะท่านหญิง
สตรีทั้งสองที่ยืนอยู่เมื่อเห็นท่านหญิงออกไปจากห้องแล้วฟ่านหนิงกับมารดาก็เตรียมจะก้าวเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นหนึ่งก้าวกลับมีบุรุษร่างสูงปรากฏเข้ามาเพิ่มเป็นจ้าวจวิ้นหยางในชุดยาวสีเทาเข้มคาดแถบสีครามทอด้วยลายพยัคฆ์ขี่เมฆดวงตาคมกริบทอดมาทางฟ่านหนิงเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันไปถวายคารวะผู้สูงศักดิ์ทั้งสาม
หลังหลานชายกล่าวถวายพระพรจบผู้เป็นฮ่องเต้ก็เอียงมองข้างๆตัวเขาแล้วเอ่ยถาม “แล้วมารดาเจ้ามิได้มาด้วยหรือ?”
จ้าวจวิ้นหยางก้มศีรษะตอบเสียงนุ่ม “ท่านแม่มีไข้อ่อนๆน่าจะเพราะต้องลมหนาว แต่ไม่หนักหนาพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมจึงมาแทนเพื่อนำของกำนัลมาถวายเสียนไท่เฟยขอฝ่าบาทวางพระทัยไม่ใช่อาการหนักหนาแต่อย่างใด”
ว่าจบแล้วเขาส่งกล่องไม้สีเข้มให้นางกำนัลผู้น้อยคนหนึ่งเพื่อนำไปถวายต่อให้เสียนไท่เฟยด้านฮ่องเต้พยักหน้าอย่างเข้าใจ “ฝากความห่วงใยไปถึงมารดาเจ้าด้วยแล้วเดี๋ยวรอจะให้หมอหลวงส่งยาบำรุงไปให้ แล้วนี่เจ้าจะอยู่ชมงานด้วยหรือไม่?”
บุรุษหนุ่มเงยหน้าขึ้นพร้อมยิ้มมุมปากเล็กน้อย “อยู่ได้พ่ะย่ะค่ะ คืนนี้อาจมีสิ่งน่าสนใจให้ชม”
คำตอบนั้นคนอื่นอาจจะไม่คิดอะไรแต่สิ่งนั้นทำให้ฟ่านหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้สึกได้ว่าเขาเอ่ยไม่ใช่เพียงลอยๆหากมีนัยแฝงและยิ่งอาจจะเกี่ยวกับนาง...
จากนั้นเขากล่าวลา ฮ่องเต้พยักหน้ารับแต่จ้าวจวิ้นหยางกลับไม่จากไปง่ายๆ เพียงเท่านั้น จู่ๆเขาถอยหลังแล้วก็หันมาทักทายมารดาของนางที่อยู่นิ่งๆแล้วบอกกล่าวเสียเหมือนสนิทสนมกัน “ฮูหยินฟ่าน ช่วงนี้ท่านแม่มีไข้อ่อนๆคงมิได้ไปเยี่ยมเยือนที่จวนสกุลฟ่าน น่าเสียดายยิ่งนัก ท่านแม่มิได้จะห่างเหินต้องขออภัยก่อนแล้ว”
ฮูหยินฟ่านได้ฟังก็ยิ้มสุภาพส่งให้ “ไม่เป็นไรๆความจริงควรเป็นข้าเองที่ต้องไปเยี่ยมเยือนองค์หญิงฉิงไว้เดี๋ยวต้องรบกวนแวะไปเสียแล้ว”
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนฮูหยินฟ่าน คุณหนูฟ่าน” บุรุษร่างสูงพลางโค้งตัวเล็กน้อยอย่างมีมารยาทซึ่งเป็นมารยาทที่มีมากไปอย่างที่ไม่เคยมีจนฟ่านหนิงคิ้วกระตุก เพราะยิ่งเขาหันมาสบตาฟ่านหนิงแวบหนึ่งแววตานั้นประหนึ่งท้าทาย ก่อนจะผละกายเดินจากไป
ฟ่านหนิงยืนนิ่ง ริมฝีปากคลี่ยิ้มเบาบางค้างๆแต่ในใจกลับแอบหัวเราะหึ ‘เขาทำเช่นว่ารู้ความจริงที่ว่าคืนนี้ข้าจะก่อเรื่องซึ่งความจริง...ดันใช่เสียด้วย!’