Ep 068 :: สาเหตุ
หยางเฟิ่งปิงอยู่อาศัยที่จวนแม่ทัพเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์แล้ว
นางให้เหตุผลแก่ผู้คนในจวนรัชทายาทและผู้คนภายนอกว่านางเป็นห่วงมารดาที่สุขภาพร่างกายอ่อนแอ ทั้งเวลานี้ยังไร้ครอบครัวดูแล พี่ชายคนรองเองก็แทบจะกิน ๆ นอน ๆ ในวังหลวงเนื่องเพราะสถานการณ์ที่ชายแดนนั้นยังคงไม่สงบลง จนนางกลัวว่ามารดาจะล้มป่วย
แต่ผู้คนหาได้รู้ไม่ว่าการที่ชายารัชทายาทกลับจวนเดิมด้วยเหตุผลดิบดีนี้ หาได้รับการอนุญาตจากองค์รัชทายาทไม่
สงครามที่ชายแดนยังคงเกิดการปะทะอย่างต่อเนื่อง ความสูญเสียเกิดขึ้นทุกครั้งที่ตะวันขึ้น บ้างก็แค่ดูเชิงปะทะกันเล็กน้อย แต่บ้างก็ยกทัพสู้ศึกอย่างเต็มความสามารถ
รายงานผู้บาดเจ็บล้มตายถูกส่งตรงมาจากชายแดนตลอดเท่าที่พิราบสื่อสารจะมีพอ สินค้าต่าง ๆ มีราคาแพงขึ้นไม่น้อยเนื่องเพราะการขนส่งนั้นไม่ค่อยสะดวก บ้างก็มีพวกพ่อค้ากักตุนสินค้าด้วยเกรงว่าสถานการณ์จะแย่ลงหรือตั้งใจหากำไร และมีชาวบ้านไม่น้อยที่หนีตายมาจากชายแดนด้วยเกรงว่าสงครามจะขยายวงกว้าง
...นางได้แต่คาดหวังว่าในรายชื่อผู้เสียชีวิตจะไม่มีคนในครอบครัวของนางรวมอยู่ด้วย
ในเวลานี้ผู้คนล้วนแล้วแต่ชมชอบวันที่ฟ้ามืดครึ้มลมพายุแรงนัก เพราะนั่นหมายถึงจะไม่มีการรบเกิดขึ้น อย่างน้อย ๆ วันนั้นจะไม่มีคนที่รักของใครต้องล้มหายตายจากไป
ในส่วนเรื่องเมื่อก่อนหน้านี้ องค์หญิงหกได้ถูกทหารพบตัวหลังจากหายไปได้สามวัน กลับมาในสภาพยับเยินจากการถูกทุบตีจนร่ำไห้ไม่หยุด แน่นอนว่าเรื่องนี้ถูกปิดไว้เป็นความลับเฉพาะในรั้ววัง แม้ว่าเจ้าตัวจะหนีไปเอง แต่เรื่องที่ว่าเป็นฝีมือใครที่หาญกล้าทำร้ายราชวงศ์นั้นมิอาจทราบได้ และไม่มีการสืบค้น
...ต่างหาก ถ้าเป็นเวลาปกติ การทำร้ายเชื้อพระวงศ์นั้นมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต แต่นี่ทุกคนห่วงการศึกที่ชายแดนมากกว่า
...หากจะบอกให้ถูกคือในเวลาเช่นนี้หาได้มีผู้ใดใส่ใจองค์หญิงเอาแต่ใจไร้ซึ่งความสำคัญ
ทว่าแต่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้องค์รัชทายาทก็พำนักอยู่ในวังหลวง และไม่ได้กลับมายังจวนประจำตำแหน่งของตัวเองอีก
เฟยเฟิ่งปิงระแคะระคายเรื่องนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เฟยหรงซิ่นไม่มาตามนางกลับตามข้อตกลง แม้จะดีต่อตัวนางในเวลาสั้น ๆ แต่ให้คาดเดาคงไม่ดีต่อตัวนางในระยะยาวเป็นแน่
ดังนั้นวันนี้นางจึงตัดสินใจจะไปพบอีกฝ่ายรวมทั้งเข้าเฝ้าฮ่องเต้โดยตรง...
“คนเล่า?”
“ยังไม่มีผู้ใดตายเพคะ ทุกคนปฏิบัติตามคำขอร้องของพระชายาอย่างดี”
“นั่นดียิ่งแล้ว”
หญิงงามในอาภรณ์ประจำตำแหน่งที่เครื่องประดับทั้งหลายดูน้อยกว่าที่แล้วมา นั่งรถม้าเข้าวังเหมือนปกติ ระหว่างทางก็มิวายต้องถามไถ่ถึงคนของตนเอง
บุรุษที่อายุถึงเกณฑ์ของแคว้นฉินจำนวนมากถูกบังคับให้เข้ากองทัพเพื่อมาเป็นทหารผู้หนึ่ง แน่นอนว่าคนของนางที่มีอยู่ทั่วไปล้วนแล้วแต่ถูกเกณฑ์เข้าไปมิน้อย แม้พวกเขาเหล่านั้นจะเต็มใจที่จะเข้ากองทัพเพื่อปกป้องบ้านเมือง หากแต่เหตุผลหลัก ๆ ที่สำคัญที่สุดคือต้องการช่วยนางปกป้องบิดาของนาง
...คนที่ดีต่อนาง นางจะยอมให้พวกเขาต้องตายง่าย ๆ ได้อย่างไร
แต่ในเมื่อสุดท้ายแล้วมีราชโองการเกณฑ์ทหารขึ้น ผู้คนก็ขัดไม่ได้ สิ่งที่นางบอกกล่าวแก่ทุกคนก่อนจากไปจึงมิใช่คำสั่งแต่เป็นคำขอร้อง
...ว่าชีวิตพวกเขาเหล่านั้นต่างมีค่า โปรดกลับมาจากสนามรบในฐานะมนุษย์หาใช่ซากศพ
...จะปกป้องครอบครัวของนาง พวกเขาก็ย่อมต้องปกป้องตัวเองด้วย
หยางเฟิ่งปิงก้าวเท้าตัดผ่านอุทยานหลวง หวังจะมุ่งตรงไปยังที่พำนักชั่วคราวขององค์รัชทายาทก่อนค่อยเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ไม่รู้บุญกรรมอะไรชอบสร้างความน่ารำคาญ เป้าหมายของนางจึงพานต้องหยุดชะงัก
“หยุดนะ! เจ้ามาทำอะไรที่นี่!?”
เสียงแหลมบาดหูขององค์หญิงหกยังคงเป็นอะไรที่นางมิต้องการจะรับฟัง หากแต่ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจเข้ามาหาเหาใส่หัวถึงเพียงนี้นางก็คงต้องน้อมรับ รอยยิ้มเสแสร้งงดงามคลี่ยิ้มตรึงใจ
“องค์หญิงหก เวลานี้ท่านควรเรียกเปิ่นไท่จื่อเฟยว่าพี่สะใภ้มิใช่หรือ?”
“พบหน้าเจ้ากี่ครั้งก็ยังว่าเจ้ามันน่าขัดตา มีตรงไหนกันที่คู่ควรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเชื้อพระวงศ์!!”
“โอ้ ต้องขออภัยเสียแล้วที่คนไม่คู่ควรอย่างเปิ่นไท่จื่อเฟย กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเชื้อพระวงศ์ในฐานะสูงส่งเยี่ยงนี้ คิก”
เฟิ่งปิงยกมือทาบตกประหนึ่งตกใจหนักหนา และแล้วเสียงหัวเราะก็หลุดรอดออกมาหลังจากกลั้นมานาน ขบขันเพราะสภาพของอีกฝ่าย
ใบหน้าที่เคยงดงามมิน้อยของเฟยอี้เหม่ยยังปูดบวมและฟกช้ำ ที่ไม่น่ามองคือดั้งจมูกเชิดรั้นขององค์หญิงหกหักจนรูปหน้าเรียกได้ว่าเสียโฉม แม้จะปกปิดด้วยผ้าขาวเยี่ยงไรก็ยังคงสังเกตได้ไม่ยาก จากผ้าคลุมศีรษะของอีกฝ่ายกับเส้นผมที่ดูกระดกไปมาตรงหน้าม้า ดูท่าว่าเส้นผมของนางก็คงมิน่าดูอีกแล้วเช่นกัน
“เจ้าหัวเราะอะไร!”
“ขออภัย เปิ่นไท่จื่อเฟยเพียงกลั้นไม่ไหว”
“เจ้ามันแพศยา!! มารร้าย!! สายเลือดต่ำศักดิ์!! เปิ่นกงจู่มิมีทางยอมรับเจ้า!!”
“หม่อมฉันยอมให้ท่านเอาแต่ใจใส่มาปีครึ่งแล้วนะเพคะ...”
หยางเฟิ่งปิงเริ่มอารมณ์เสียแล้ว สองเท้าเรียวก้าวตรงไปยืนเบื้องหน้า ด้วยส่วนสูงที่มากกว่าดวงตาหงส์จึงมองต่ำลงคล้ายอีกฝ่ายเป็นของโสโครก เฟยอี้เหม่ยสะดุ้งตัวโยนหากแต่ยังทำใจแข็งปากกล้ามิเลิก
มือเรียวอาศัยจุดบอดกระชากผ้าคลุมศีรษะของอีกฝ่ายออกจากหัว กระชากแรงจนเส้นผมยาวที่เหลือไม่มากหลุดติดมือมาด้วย เผยให้เห็นผมที่ถูกหั่นสั้นยาวมิเป็นทรง
“โอ๊ยยยยย!!”
เสียงหวีดร้องดังลั่นหากแต่ไม่มีนางกำนัลคนใดกล้าเข้ามายุ่ง ไม่แม้แต่นางกำนัลคนสนิทของผู้ถูกกระทำ เสียงกรีดร้องถูกขัดด้วยน้ำเสียงอันเย็นเยียบ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้จะไม่บ่อยนัก ทว่าทุกครั้งที่ต้องเข้าไปพบเมิ่งกุ้ยเฟย เฟิ่งปิงจะโดนองค์หญิงไม่รู้จักโตตรงหน้าชี้หน้าด่าว่าไม่เหมาะสม อาจเพราะพี่ชายในสายโลหิตได้เป็นรัชทายาทไปแล้ว แทนที่จะสงบเสงี่ยมขึ้นจากที่โดนบิดาตำหนิ นางจึงยิ่งแผลงฤทธิ์ความร้ายกาจกับทุกคนยกเว้นบิดาของตัวเอง
แน่ล่ะว่าองค์หญิงเอาแต่ใจผู้นี้ทำตัวร้ายกาจต่อนางบ่อยเป็นอันดับสองรองจากพวกนางกำนัลก็ว่าได้
“องค์หญิงควรโตเสียทีก่อนที่ข้าจะหมดอารมณ์เล่นกับเด็ก”
“จะ-เจ้า---เจ้า!”
“ข้าอาจมีสายเลือดต่ำต้อยเมื่อเทียบกับท่าน แต่อย่างน้อย ๆ ท่านก็มีสายเลือดของราชวงศ์ในปัจจุบันอยู่ในกาย เหตุใดจึงกระทำตนเยี่ยงเดรัจฉานไร้ยางอายเล่า สภาพเช่นนี้ท่านไม่เพียงไม่หมกตัวอยู่ในห้อง ยังจะวิ่งแจ้นออกมาหาเรื่องผู้อื่นให้อับอายอีก”
“...เจ้า...เจ้ากล้า!”
“ข้ากล้า แล้วอย่างไร ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นไร องค์หญิงเช่นท่านรู้บ้างหรือไม่?”
“กองทัพฉินเรืองอำนาจ ไม่มีวันพ่ายแพ้ กับอีแค่สงครามเล็ก ๆ เหตุใดเปิ่นกงจู่จะมิรู้!”
“อ๋อ... เช่นนั้นบาดแผลบนใบหน้าท่าน ตามตัวท่าน เจ็บหรือไม่ หึ ต้องเจ็บสิในเมื่อข้าได้ยินมาว่าท่านกรีดร้องโหยหวนเพียงใดยามต้องรักษา”
“...”
มือขาวดุจหยกมันแพะแตะลงบนข้างแก้มของอีกฝ่าย เล็บที่ถูกตัดสั้นลูบผ่านดั้งจมูกที่หักขององค์หญิงอย่างเบามือ หากแต่ผู้โดนสัมผัสนั้นกลับตัวสั่น
“บาดแผลเล็กจ้อยเพียงเท่านี้ท่านยังโวยวาย แล้วผู้คนที่ล้มตายในสนามรบเขาจะเจ็บปวดเพียงใดหนอ?”
“...”
“องค์หญิงไร้สมองเช่นท่าน เคยสนใจสิ่งใดนอกจากตนเองหรือไม่?”
ทุกประโยคถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ดวงตาหงส์จับจ้องด้วยสายตาเย็นชาจนองค์หญิงหกที่ถือดีมาตลอดมิกล้าเงยหน้าขึ้น เพราะในครั้งนี้เฟิ่งปิงไม่ได้ยินยอมทำตัวนิ่งเฉยให้อีกฝ่ายทำตัวเอาแต่ใจใส่อีกแล้ว
“สายเลือดข้าอาจต่ำกว่าสายเลือดกษัตริย์ในสายตาของทุกคน ทว่าการกระทำตนของข้าสูงกว่าท่านนัก แล้วท่านที่หายไปเสียสามวัน ถูกพบในสภาพรุ่งริ่ง จะมีผู้ใดมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวท่านยังคง...สะอาด บริสุทธิ์ ...ไร้มลทินใด ๆ”
ถ้อยคำท้าย ๆ แม้จะไม่ดังลั่นหากแต่ก็ไม่เบาเหมือนเสียงกระซิบ นางกำนัลคนสนิทของเฟยอี้เหม่ยยังหน้าถอดสีก้มหน้าหลบสายตาเจ้านายของตนเนื่องเพราะตนเองก็แอบคิดเช่นนั้นเหมือนกัน องค์หญิงหกส่งเสียงกรีดร้องดังสนั่น หากแต่ไม่มีผู้ใดคิดจะเข้ามาปลอบโยน
“กรี๊ดดดดดดดด!!!”
หยางเฟิ่งยกมือขึ้นใช้นิ้วเรียวปิดหูทั้งสองข้างอย่างเสียกิริยา ทว่าสุ่ยหลิวก็หาได้เอ่ยเตือนใด ๆ หากมิใช่ว่ากลัวโทษลบหลู่เบื้องสูงจนหัวต้องหลุดจากบ่า สุ่ยหลิวก็คงมิวายยกนิ้วขึ้นมาอุดหูบ้าง เสียงขององค์หญิงผู้นั้นยังดังกว่าเสียงเท้าม้ากระทืบพื้นเสียอีก
นางหันหลังเดินหนีน้องเขยของตัวเองด้วยความรำคาญ แม้แต่ถ้อยคำกล่าวลาก็ไม่มีให้ ในใจยังคิดด้วยซ้ำว่าถ้าหลังจากนี้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น สามีในหน้าที่ควรส่งน้องสาวตนไปดัดนิสัย เรียนรู้ความลำบากเฉกเช่นปุถุชนคนธรรมดาเสียบ้าง
...แน่นอนว่าสถานะองค์หญิงนั้นต้องถูกห้ามใช้ด้วย
หลังเดินมาไกลพอสมควร เฟิ่งปิงจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบา
“สงสัยนางจะขัดขืนน่าดูกระมัง เส้นผมบนศีรษะจึงดูไม่ได้ถึงเพียงนี้”
“เพคะ นางดิ้นรนจนมิอาจหั่นผมนางให้สวยได้”
สุ่ยหลิวกระซิบตอบเสียงเบาให้พอได้ยินกันแค่สองคน ความลับเรื่องผู้ร้ายที่ทำร้ายองค์หญิงที่หนีออกจากวังจะเป็นผู้ใดไปได้นอกจากนาง ยิ่งเจ้านายสั่งว่าให้สั่งสอนให้ไม่กล้าออกมาพบหน้าผู้คนไปนาน ๆ สุ่ยหลิวก็ยิ่งลงมือหนัก แต่มิคิดว่าทำไปขนาดนั้นอีกฝ่ายยังจะแจ้นออกมาหาเรื่องคุณหนูของนางได้อีก
อย่าเข้าใจผิด องค์หญิงหนีออกมาเอง และมิอาจกลับไปได้เอง เป็นคนของนางด้วยซ้ำที่ไปเจอหลังผ่านไปสามวันและได้เข้าไปช่วยเอาไว้ แค่สั่งสอนเพิ่มเติมเล็กน้อยให้ไม่กล้าลองดีอีกไม่นับเป็นสิ่งใด
...การถูกทำร้ายจนเสียโฉมเช่นนี้ยังช่วยให้ข้อครหาว่าน่าไม่บริสุทธิ์อีกแล้วเบาลงด้วยซ้ำ เพราะไม่มีบุรุษใดหรอกที่ชมชอบสตรีอัปลักษณ์ และหากนางเสียตัวไปแล้ว ก็คงไม่ได้โผล่หน้ากลับมาที่วังโดยบาดเจ็บเพียงแค่นี้แน่
...นี่นางทำบุญโปรดสัตว์เห็น ๆ เลยนะ
“หึ หากนางยังวุ่นวายไม่เลิก ข้าจะเอานางไปปล่อยทิ้งไว้ในป่า ถือว่าดัดนิสัยนางแทนองค์รัชทายาท แต่เวลานี้ ข้าต้องขอคำตอบจากเขาเสียก่อน”
หยางเฟิ่งปิงหยุดยืนหน้าที่พำนัก พยักหน้าให้กงกงเข้าไปทูลความกับองค์รัชทายาท
มินานคำอนุญาตให้เข้าไปภายในก็ส่งตรงถึงนาง ไม่ต้องพูดอะไรสุ่ยหลิวก็หลบไปยืนข้าง ๆ ให้นางเดินเข้าไปในตำหนักเพียงผู้เดียว
“มิได้พบหน้าเสียนานนะเพคะองค์รัชทายาท”
“...ในที่สุดเจ้าก็เคลื่อนไหวหรือ?”
บุรุษที่เคยหล่อเหลาองอาจสง่างามซูบผอม ใต้ตาดำคล้ำใบหน้าซีดเซียวแบบคนไม่ได้พักผ่อน เสียงทุ้มที่เคยชัดหนักแน่นฟังเผิน ๆ เหมือนคนกำลังหมดแรง หนวดเคราขึ้นมาบาง ๆ จนเห็นได้ชัดว่าเขาละเลยการดูแลตนเอง
“ท่านไม่ได้นอนมากี่วันแล้ว หากหักโหมจนล้มป่วยไปก็มิมีอะไรดีขึ้น ท่านเองก็น่าจะรู้ดี”
“...สามหรือสี่...ไม่สิ ข้าก็จำไม่ได้แล้ว รู้สิ แต่ข้ายังพักไม่ได้”
สองเท้าก้าวตรงไปยังโต๊ะทำงานที่มีเอกสารมากมายวางระเกะระกะ มือขาวหยิบม้วนฎีกาขึ้นมาอ่านโดยไม่ขอคำอนุญาต เฟยหรงซิ่นเพียงปรายตามองน้อย ๆ แต่หาได้ว่ากล่าวสิ่งใด
“ข้อตกลงกับแคว้นเป่ยก็เป็นไปได้ด้วยดี อีกสองแคว้นก็มีปัญหาภายในทั้งยังไม่พร้อมก่อศึก สิ่งที่ท่านต้องกังวลในเวลานี้เหลือเพียงแคว้นเว่ยและหม่า ข้ารู้ว่าปัญหาที่กำลังเผชิญมันยาก แต่เหตุใดท่านไม่มองให้มันง่ายลงบ้าง”
“...”
“คิดเสียว่าสิ่งที่ท่านกำลังรับมือคือกระดานศึก มองว่าสามารถควบคุมทุกสิ่งบนกระดานนี้ด้วยมือของท่านสิ”
หยางเฟิ่งปิงเดินไปด้านหลังที่นั่งพลางนวดไหล่ที่แข็งตึงของสวามีในหน้าที่ให้เป็นกรณีพิเศษ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้มีผู้ใดบ้างไม่เคร่งเครียด ยิ่งรู้สถานการณ์ดีเท่าไหร่ภาระบนบ่าก็หนักมากขึ้นเท่านั้น หันมองทั่วแคว้นหากจะหาใครที่ไม่เครียดตามสงครามคงมีแต่เด็กไม่ประสีประสากับองค์หญิงไร้สมองเท่านั้น
“หึ เจ้ายังสมเป็นเจ้าเหมือนเดิม” เฟยหรงซิ่นหลับตาผ่อนลมหายใจ ใบหน้าที่เคร่งเครียดมีรอยยิ้มประดับบางเบา “เจ้าต้องการเข้าเฝ้าเสด็จพ่อใช่หรือไม่ ตามข้ามาสิ”
“ได้หรือ?”
“เสด็จพ่อหาได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นหรอก”
องค์รัชทายาทเฟยหรงซิ่นจับจูงภรรยารักในสายตาผู้คนไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ตำหนักส่วนพระองค์ หยางเฟิ่งปิงสวมบทภรรยาว่าง่ายตลอดทางเดินผ่านอุทยานได้ไม่มีหลุด จวบจนกระทั่งเข้าสู่เขตที่ไม่มีนางกำนัลขันทีคนไหนย่างกรายเข้ามาได้จึงกลับท่าทีเดิม
“...นั่นเจ้า...หรือลูกสะใภ้...ดูเหมือนเจ้าจะเดาอะไรได้...ไม่ต่างกับพี่เจ้าสิท่า...หึ ๆ”
เฟยเกาจงสีพระพักตร์ขาวซีดไร้ซึ่งสีโลหิต ร่างกายที่โผล่พ้นร่มผ้าซูบผอมไปถนัดตา พระเกศาสีดำสนิทเปลี่ยนเป็นสีขาวเสียหลายจุดจนสังเกตเห็นได้เด่นชัด ข้างกายยังมีกองฎีกาและชามโอสถมากมาย
จากโอรสสวรรค์ที่พลิกคว่ำชีวิตผู้อื่นมานักต่อหนัก เวลานี้คล้ายกับว่าอีกฝ่ายจะถูกเฮยไป๋อู่ชาง (ยมทูตหน้าขาว-หน้าดำ) มาพาตัวข้ามแม่น้ำปรภพไปเมื่อใดก็ได้
“เป็นไม่กี่ครั้งที่หม่อมฉันไม่อยากให้สิ่งที่คาดเดาเป็นจริงเพคะ”
“สภาพของเจิ้น...ไม่น่าดูสินะ”
“พระองค์ยังเป็นโอรสสวรรค์ที่สง่างามเช่นทุกทีเพคะ” หยางเฟิ่งปิงนั่งลงข้างแท่นบรรทม ถือวิสาสะคว้าพระหัตถ์ของฝ่าบาทขึ้นมาจับชีพจร จากนั้นเพียงไม่นานคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น “เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงจำต้องรีบเริ่มและจบสงครามสินะเพคะ พระวรกาย-”
“ถูกต้องแล้ว...ร่างกายของเจิ้น...เจิ้นรู้ดีที่สุด”
เฟยเกาจงฮ่องเต้ยิ้มมุมปากพลางส่งสายตาเหล่มองไปด้านหลังนาง ดูท่าว่าเรื่องที่ชีวิตของพระองค์จะอยู่ได้สั้นกว่าที่คาด บุตรชายที่เป็นรัชทายาทจะยังไม่ทราบกระมัง หญิงงามผงกหัวรับปากแล้วเก็บคำ
ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ได้แต่หวังว่าเด็กโข่งจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แล้วกลายมาเป็นเสาหลักของบ้านเมืองแทนได้ทันเวลา
เฟยเกาจงฮ่องเต้ต้องพิษร้าย หากแต่มิอาจตรวจพบมาเนิ่นนาน ราวกับว่ามันค่อย ๆ ผสมกันในร่างของเขาอย่างช้า ๆ พอรู้ตัวว่ามีอยู่ จากที่ไม่เป็นพิษก็กลายเป็นพิษ แล้วจึงมันก็ออกฤทธิ์รุนแรงในครั้งเดียว
สิ่งที่แม้แต่ตัวผู้โดนยังไม่ทราบ หมอหลวงยังตรวจไม่พบ แล้วเฟิ่งปิงที่มิได้ใกล้ชิดเขามาถึงเพียงนั้น ก็ย่อมไม่ทราบเช่นกัน
จะมาทราบก็ตอนที่สายเกินไปเสียแล้ว...
“จับองค์ชายสิบสามได้แล้วหรือยังเพคะ?”
“ไม่เกินสามวัน...” เฟยเกาจงฮ่องเต้ไอเบา ๆ ก่อนจะจ้องตานางอย่างจริงจังพลางกวักมือเรียกบุตรชายให้มานั่งข้าง ๆ ด้วย “ก่อนหน้านั้น...เจิ้นต้องบอกพวกเจ้าเสียก่อน”
“...”
เมื่อเห็นว่าทั้งบุตรชายและลูกสะใภ้นั่งเงียบรอรับฟัง เฟยเกาจงฮ่องเต้ก็ยิ้มบาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุด
“บัลลังก์นี้...เป็นของเจ้าอย่างถูกต้องมาตลอด...เจ้ารอง...เจ้าเป็นผู้ที่จะครอบครองมันต่อจากพ่อ...จงทำทุกวิถีทางปกป้องแคว้นนี้...ประชาชนทุกคนของเจ้า...”
“เสด็จพ่อ...”
เสียงเข้มของเฟยเกาจงฮ่องเต้แม้จะแหบแห้งลงแต่ก็ยังทรงอำนาจ ดวงตาคมเข้มจับจ้องบุตรชายแล้วกล่าวด้วยเสียงที่กดดันที่สุดเท่าที่เฟิ่งปิงเคยได้ยินมาในชีวิต
“...สายเลือดของสกุลเฟย...คือสายเลือดของปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นฉิน...จงอย่ายอมให้ฉินล่มสลาย...ในมือของพวกเรา...”
“!!!”
สิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากปากของเฟยเกาจงฮ่องเต้ผู้เป็นพ่อทำให้เฟยหรงซิ่นชะงักค้าง สายเลือดของปฐมกษัตริย์คำพูดนี้ถือว่าตรงตัวนัก หากพูดผ่านหน้าประวัติศาสตร์บิดาของเขาเป็นเพียงคนธรรมดาก่อนที่จะได้ครองบัลลังก์ผ่านการกบฏ เหตุใดจึงกลายมาเป็นสายเลือดปฐมกษัตริย์ได้?
แม้บุรุษจะสติแตก แต่สตรีที่นั่งข้าง ๆ กลับนั่งสงบ เนื่องจากเฟิ่งปิงคิดว่าต่อให้คนรอบข้างนางในตอนนี้จะมีสายเลือดที่มีที่มาอย่างไร ก็หาได้เกี่ยวกับนางไม่
“หม่อมฉันคิดว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้ายังไงหม่อมฉันทูลลาเพคะ”
“เดี๋ยว...ปิงเอ๋อร์” พระหัตถ์ผอมแห้งคว้าข้อมือหญิงสาวรุ่นลูกให้หันกลับมา “...ชินอ๋องฮุ่ยเทียนเหมิง คนที่เจ้ารัก ก็มีสายเลือดของสกุลเฟยเช่นกัน”
ใบหน้างามที่เงียบสงบตลอดมามิอาจเฉยได้อีกต่อไป
“!!!”
-------
ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ ปมเยอะปมแยะ แต่ดีเทลไปไหนหมดดดด