ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 153 ไม่สน อย่างไรข้าก็ไม่ไป

            หลังจากฟังรายงานของขันทีตัวน้อยฮองเฮาที่อารมณ์เสีย และมีอารมณ์ซับซ้อน ในที่สุดก็รู้สึกตัวจากภวังค์ของนาง

            ฮองเฮาขมวดคิ้วเล็กน้อยนางไม่รู้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น?

            สิ่งที่ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้ทำออกมาเมื่อครู่หากเป็นการปกปิดลมหายใจของตนก็ช่างมันเถอะ

            แม้นางจะภูมิใจในความสงบและความอดทนของตนแต่เพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้กลับทำให้อารมณ์ของนางสูญเสียการควบคุมไป

            นางมีความรอบรู้ในทักษะการสนทนาและกลวิธีทางจิตวิทยาประเภทนี้มาโดยตลอดนางไม่เคยสูญเสียการควบคุมหรือล้มเหลว

            อย่างไรก็ตามวันนี้นางอารมณ์เสียต่อหน้ายายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้สิ่งนี้ทำให้หน้าของนางกลายเป็นเช่นไร?

            ทั้งยังยอมปล่อยให้ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้พูดเรื่องเก่าๆโดยไม่รู้ตัว ฐานะมารดาแห่งแผ่นดินของนางถูกวางไว้ที่ใดกัน?

            นี่มันจริงๆ เลย...ทำให้คนรู้สึกเกินจะทนได้อย่างแท้จริง!

            หัวใจของฮองเฮาเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธจนหายใจกระหืดกระหอบ แต่นางรู้ว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ยายเด็กหน้าเหม็นอยากจะล้มนางด้วยคำพูดง่ายๆเพียงไม่กี่คำหรือ? ช่างคิดเพ้อเจ้อเสียจริง

            มู่จื่อหลิงกล่าวถึงเรื่องเก่าที่ผ่านมาไม่นานนักขึ้นมาอีกครั้งทั้งยังสอนคำที่ยากจะลืมเลือนอีกครั้ง ไม่ใช่ว่ากำลังแบไต๋ [1] ของตนเองออกอยู่หรือ?

            กล้าดีอย่างไรมายื่นโถที่แตกแล้วแตกอีก[2] ออกมาต่อหน้านาง!

            กล้ามาก!นางอยากจะดูว่ายายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้จะมีความสามารถใช้ไข่มากระทบหิน [3] ได้อย่างไรโดยที่ไข่ไม่บุบสลายไป

            เมื่อก้าวเข้าสู่ตำหนักคุนหนิงแล้วย่อมไม่มีเหตุให้ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้ทำตัวไร้ยางอายและไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา

            ฮองเฮาตระหนักถึงจุดประสงค์ในการเรียกตัวมู่จื่อหลิงมาในวันนี้ทั้งยังได้อดกลั้นไว้นานแล้ว...รอไม่ไหวอีกต่อไปเช่นนั้นใช้ช่วงเวลาอาหารเย็นวันนี้เป็นอย่างไร?

            เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้สีหน้าของฮองเฮาก็ค่อยๆ อ่อนโยนลงและกลับมาดูรักใคร่อีกครั้ง นางพูดเบาๆ ว่า“มืดแล้ว เหตุใดคืนนี้หลิงเอ๋อร์ไม่อยู่ทานอาหารเย็นกับแม่ก่อนเล่า?”

            แม้ว่าฮองเฮาจะพูดเรื่องนี้กับมู่จื่อหลิงแต่ดวงตาของนางกลับเหลือบมองที่มู่จื่อหลิงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นด้วยไม่กล้าที่จะหยุดจ้องมองแม้สักครู่หนึ่ง

            เนื่องจากฮองเฮายังคงมีอาการใจสั่นอยู่บ้างต่อดวงตาใสซื่อของมู่จื่อหลิงจากสายตาของฮองเฮานั้นมันราวกับสิ่งที่จะเข้ามาจับวิญญาณของนางทำให้คนตื่นตระหนกได้โดยตรง

            ทันทีที่ฮองเฮาพูดคำเหล่านี้หลงเซี่ยวเจ๋อก็ลูบคางและมองไปทางมู่จื่อหลิงด้วยความสนใจ

            แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าในใจของมู่จื่อหลิงมีความคิดหรือแผนการใดอยู่แต่มู่จื่อหลิงเคยบอกเขาก่อนหน้านี้แล้วว่าวันนี้จะเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดที่เขาเคยกินในวังหลวงเขาจึงตั้งตารอ!

            แม้ว่าวันนี้จะไม่มีฮองเฮาตราบใดที่มู่จื่อหลิงรับประทานอาหารกับเขา หลงเซี่ยวเจ๋อก็รู้สึกว่าอาหารในวังนั้นอร่อย

            ฮองเฮาสามารถบรรเทาความโกรธอันไม่รู้จบในใจของนางได้ในเวลาอันสั้นแน่นอนว่ามันคู่ควรกับตำแหน่งผู้อยู่ใต้ผู้เดียว ทว่าอยู่เหนือคนนับหมื่นอย่างแท้จริง

            ทั้งการนิ่งสงบและการอดกลั้นรวมทั้งความนึกคิดและกลอุบายเช่นนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ

            อย่างไรก็ตามภูผาสูงยังมีที่สูงกว่า ทุกสิ่งล้วนมีข้อยกเว้นบางประการอยู่เสมอ

            ฮองเฮาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่ด้วยอำนาจที่มีแล้วจึงไม่อาจปฏิเสธได้

            แน่นอนว่ามู่จื่อหลิงไม่คิดที่จะปฏิเสธอยู่แล้วนางเพียงพยักหน้าอย่าง ‘น่ารักน่าเอ็นดู’ เท่านั้น “ได้”

            มู่จื่อหลิงไม่ได้พูดคำที่สุภาพเป็นพิเศษแม้แต่คำเดียว

            แม้ว่าในเวลานี้ฮองเฮาจะใจดีพอที่จะปล่อยนางไปแต่ก็ยังไม่อาจปล่อยไปได้ ด้วยทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนาง

            ฮองเฮาพยักหน้ารอยยิ้มอ่อนๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน แต่ลึกลงไปในดวงตาเยือกเย็นคู่นั้นมันเป็นการเยาะเย้ยที่เยือกเย็นและชั่วร้าย

            ในสายตาของผู้อื่นฮองเฮาในยามนี้ยังคงสง่างาม อ่อนโยน และใจดี

            แต่ยามนี้มันสายเกินไปแล้วที่ฮองเฮาจะหลบซ่อนจากสายตาของมู่จื่อหลิง ทั้งยังไม่อาจจ้องมองนางได้อีกแล้วดังนั้นดวงตาของมู่จื่อหลิงจึงจ้องมองไปยังฮองเฮาอย่างไม่เกรงกลัวโดยไม่ลังเล

            มู่จื่อหลิงมองไปที่ฮองเฮาด้วยรอยยิ้มและมีการเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบังในดวงตาของนาง

            นางเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ฮองเฮากำลังคิดอยู่ในยามนี้และดูเหมือนว่าทุกความรู้สึกของฮองเฮานางจะสามารถรับรู้มันได้จากการมอง

            แม้ว่าฮองเฮาจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษารูปลักษณ์ที่มีคุณธรรมและเปี่ยมด้วยความรักแต่หัวใจของนางก็เต็มไปด้วยความโกรธและมันส่งผลต่อใบหน้าที่อ่อนโยนนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้พระพักตร์ของฮองเฮาจึงเปลี่ยนแปลงไปมาเหมือนจานสี

            ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงในยามนี้มู่จื่อหลิงมองเห็นแววตาที่งุนงง ทั้งยังไม่เต็มใจรับความพ่ายแพ้ของฮองเฮา...จนถึงยามนี้นางยังคงเยาะเย้ยอย่างนุ่มนวลและแน่วแน่

            ทุกช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงมู่จื่อหลิงมองเห็นมันในสายตาของฮองเฮาและมีความสุขอยู่ในใจ

            ฮองเฮาที่รักจงทะนุถนอมช่วงเวลาสุดท้ายเล็กๆ น้อยๆ นี้เพื่อภาคภูมิใจในตนเองไปเถิดรอเมื่อเจ้าไปถึงโต๊ะอาหาร...เวลาที่เหลือของเจ้าในวันหน้าจะมีเพียงความเสียใจและเจ้าจะต้องใช้มันอย่างเชื่อฟัง ทั้งยังไม่มีวันลืมมันได้ตลอดกาล

            “ชิวเหลียนอยู่ก่อนคนอื่นถอยออกไปได้” ฮองเฮาโบกมือและส่งสัญญาณให้นางกำนัลและขันทีออกไปก่อนเหลือนางกำนัลเพียงผู้เดียวที่อยู่รับใช้นาง

            “เพคะ เหนียงเหนียง”นางกำนัลและขันทีค่อยๆ ถอนตัวออกไป

            สำหรับความกระตือรือร้นของฮองเฮาที่ส่งขันทีและนางกำนัลออกมานั้นมู่จื่อหลิงแอบกล่าวในใจว่า นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการ

            ในเวลานี้ฮองเฮากำลังคิดหาวิธีทรมานมู่จื่อหลิงแต่นางไม่ได้สังเกตเลยว่ามู่จื่อหลิงผู้ซึ่งพูดจาฉะฉานเมื่อครู่นี้ในยามนี้กลับดูเชื่อฟังมากจนผิดสังเกต

            อย่างไรก็ตามจากมุมมองของฮองเฮา การรับปากของมู่จื่อหลิงที่ออกมาอย่างง่ายดายนั้นมันช่วยนางได้มาก

            ดูเหมือนว่ามู่จื่อหลิงจะตกลงอย่างง่ายดายจนเกินไปมุมปากของฮองเฮาก็ยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่าอารมณ์มัวหมองหายไปแล้ว

            นางหันมาส่งยิ้มบางๆ“เซี่ยวเจ๋อไม่ได้ไปเข้าเฝ้าเสด็จย่าที่ตำหนักโซ่วอันมานานมากแล้วนางพูดถึงเจ้าทุกวี่วัน หาได้ยากนักที่เจ้าจะอยู่ในวัง ยังไม่สายมากนักยามนี้เจ้าลองไปตำหนักโซ่วอันดูเป็นอย่างไร”

            ฮองเฮาทรงสนับสนุนอย่างโจ่งแจ้งแม้แต่คนโง่ยังรู้ว่ามีเรื่องใด

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้หลงเซี่ยวเจ๋อก็ชะงักไปในทันที

            เมื่อครู่นี้มู่จื่อหลิงทำให้ฮองเฮาโกรธเคืองเป็นอย่างมากและยามนี้ฮองเฮากำลังเตรียมจัดงานเลี้ยงหงเหมินหลงเซี่ยวเจ๋อจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าฮองเฮากำลังจงใจพยายามกันเขาออกไป

            เขาย่อมต้องเชื่อว่ามู่จื่อหลิงสามารถรับมือกับมันได้ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลเลยว่ามู่จื่อหลิงจะได้รับความคับข้องใจใดๆ

            แต่ถึงแม้เขาจะไม่กังวลเขาก็จะไม่ไปเช่นกัน การแสดงนี้ยังสนุกได้แค่ครึ่งเดียวและแน่นอนเขาต้องการรับชมตั้งแต่ต้นจนจบ อีกทั้งเขายังทนหิวมานานหลายวันท้องของเขายังไม่อิ่มเลย

            หลงเซี่ยวเจ๋อลุกขึ้นยืนในทันทีก่อนแสร้งทำเป็นเสียใจ “เสด็จแม่ ได้เวลาอาหารแล้วเหตุใดท่านจึงต้องการขับไล่ข้าออกไป”

            ไม่รอให้ฮองเฮาได้เอ่ยคำหลงเซี่ยวเจ๋อก็นิ่วหน้าลงอย่างไม่พอใจอีกครั้ง และกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้นไม่เคยมีผู้ใดไปขอเข้าเฝ้าในยามค่ำคืน”

            จะเล่นตลกอันใดการแสดงที่หายากเช่นนี้ เขายังดูมันไม่พอเลย เขาจะจากไปได้อย่างไร

            นอกจากนี้เขาดูสนิทสนมกับไทเฮาเฒ่าผู้นั้นมากหรือ? เขาโตถึงเพียงนี้แล้วเว้นแต่ยามต้องไปคารวะไทเฮาสองสามครั้งในยามที่เขายังเป็นเด็กแล้วเขาก็ไม่เคยไปที่นั่นอีกเลย

            ฮองเฮาตรัสอย่างอดทนว่า“ข้าจะขับไล่เจ้าออกไปได้อย่างไร? เพียงแต่เจ้าไม่ได้อยู่ในวังบ่อยนักเสด็จย่าของเจ้าทรงตรัสถึงเจ้ามาสองสามวันแล้วนั่นเป็นเหตุผลที่แม่ขอให้เจ้าเข้าไปคารวะนาง”

            “เสด็จแม่ไม่อยากให้ข้าร่วมเสวยอาหารเย็นกับท่านหรือ?” หลงเซี่ยวเจ๋อแสร้งทำเป็นเศร้าใจแต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบกลอกตา

            ชิ!ไทเฮาเฒ่าจะพูดถึงเขาได้หรือ? เป็นเช่นนั้นจริงคงเกิดเรื่องแปลกประหลาดแล้ว

            ฮองเฮาต้องการให้เขาจากไปแต่นางไม่อาจหาเหตุผลที่เหมาะสมได้ จึงขอให้เขาไปเข้าเฝ้าไทเฮาเฒ่า นอกจากนี้เขาเกรงว่าหากเขาไปเข้าเฝ้าจริงๆหญิงชราจะอายุสั้นลงเสียเปล่าๆ

            “ไร้สาระ แม่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร...”ฮองเฮากำลังจะดุ แต่กลับถูกหลงเซี่ยวเจ๋อขัดจังหวะอีกครั้ง

            “ใช่ท่านไม่ชอบให้ข้าร่วมโต๊ะเสวยกับท่านเป็นแน่ไม่อย่างนั้นท่านจะไม่ขับไล่ข้าออกไปในเวลาอาหารเช่นนี้ท่านเชิญเพียงพี่สะใภ้สามมาเท่านั้น ไม่ได้อยากเชิญข้ามา เสด็จแม่ทรงลำเอียง”หลงเซี่ยวเจ๋อลืมตาขึ้นแล้วพูดเรื่องไร้สาระพูดออกมาด้วยท่าทางตื่นตระหนกโดยไม่เว้นช่วง ไม่แม้แต่จะหายใจ

            “วันนี้ที่แม่เชิญพี่สะใภ้สามของเจ้ามาเป็นเพราะมีเรื่องของหญิงสาวที่ต้องพูดคุยกันเจ้าลองบอกมาว่าชายหนุ่มเช่นเจ้าจะอยู่ฟังด้วยเหตุใด?”เห็นได้ชัดว่าฮองเฮาเต็มไปด้วยอารมณ์และยืนกรานให้หลงเซี่ยวเจ๋อจากไป

            อย่างไรก็ตามนางไม่รู้ว่านางกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยากที่สุด ด้วยหลงเซี่ยวเจ๋อนั้นช่างเจ้าเล่ห์

            “ไม่สนอย่างไรข้าก็ไม่ไป” หลงเซี่ยวเจ๋อไม่ยอมไป ทำตัวเหมือนเป็นเด็กเอาแต่ใจก่อนจะลุกขึ้นไปกอดเสาข้างกายตนทันที

            มุมปากของมู่จื่อหลิงกระตุกเล็กน้อยนางส่ายหัวอย่างอดไม่ได้

            ฮองเฮาผู้เปี่ยมเมตตาผู้นี้กำลังหาเรื่องใส่ตัวไม่ใช่หรือ?

            วันนี้หลงเซี่ยวเจ๋อยากที่จะสงบลงในช่วงเวลาแห่งความสนุกนี้ เขาต้องจุดไฟให้ปะทุออกมาอย่างต่อเนื่อง

            ทันทีที่พูดออกมาคำหนึ่งหลงเซี่ยวเจ๋อก็มีหลายสิบคำรออยู่

            เพียงการทานอาหารให้อิ่มเท่านั้นยังต้องทำให้มันลึกลับมากถึงเพียงนี้ ทำให้อาหารมื้ออร่อยนี้ดูราวกับที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง[4]

            แต่มู่จื่อหลิงกลับไม่เข้าใจความตั้งใจที่แท้จริงของฮองเฮาที่ต้องการให้หลงเซี่ยวเจ๋อจากไป

            ด้วยในมุมมองของฮองเฮาหลงเซี่ยวเจ๋อเป็นคนที่ไม่ได้ความที่สุดในบรรดาองค์ชายทั้งหมด

            หลงเซี่ยวเจ๋อใช้เวลาทั้งวันด้วยการไม่ทำอะไรเลยนอกจากมีปัญหาในวังหลังสร้างปัญหาและเพิ่มงานให้กับนาง

            อย่างไรก็ตามฮ่องเต้กลับทำเพียงเพิกเฉยต่อสิ่งที่เขาทำและบางครั้งถึงกับยอมให้เขาทำสิ่งสุ่มๆในวัง อาจกล่าวได้ว่าทุกคนกลัวอันธพาลตัวน้อยที่สร้างปัญหาไปทั่วผู้นี้

            แม้ว่าหลงเซี่ยวเจ๋อกับหลงเซี่ยวอวี่จะอยู่ฝ่ายเดียวกันแต่ฮองเฮาก็ไม่สนใจหลงเซี่ยวเจ๋อแม้แต่น้อย ด้วยในความเห็นของนางหากหลงเซี่ยวเจ๋อมาเสนอหน้าต่อหน้านางน้อยลง นางก็พร้อมที่จะจุดเครื่องหอมบูชาพระพุทธอมิตาภะ[5] แล้ว

            อาหารเย็นวันนี้สำคัญมากสำหรับฮองเฮานางจะไม่มีวันยอมให้หลงเซี่ยวเจ๋อสร้างปัญหาให้กับนาง

            “เชื่อฟังเถิดแม่มีเรื่องบางอย่างกับพี่สะใภ้สามของเจ้า หากเจ้าอยากมาที่ตำหนักคุนหนิงจากนี้ไปเจ้าสามารถมาได้ทุกเมื่อ”ฮองเฮามองหลงเซี่ยวเจ๋อด้วยอาการปวดหัวและหมดหนทาง ยังดีที่คนผู้นี้ไม่ใช่บุตรชายของนาง

            มู่จื่อหลิงเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นทางตันจึงจะช่วยพูดบางอย่าง

            ผู้ใดจะไปรู้โดยที่นางไม่ต้องพูด หลงเซี่ยวเจ๋อก็ได้กล่าวคำพูดที่ร้ายแรงอย่างมากออกมา

            “เสด็จแม่เพียงอาหารมื้อเดียวท่านก็ไม่ยอมให้ข้าร่วมโต๊ะด้วยเมื่อครู่พี่สะใภ้สามบอกว่าท่านมีเหตุผล อ่อนโยน ใจดีและมีคุณธรรมทั้งยังสง่างามและมีน้ำใจ”หลงเซี่ยวเจ๋อเม้มริมฝีปากของเขาแกล้งทำเป็นว่ากำลังผิดหวัง

            ความหมายก็คือหากวันนี้เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมโต๊ะฮองเฮาก็จะกลายเป็นผู้ไม่มีเหตุผลและไม่ใช่มารดาที่ดี

            เมื่อได้ยินเช่นนี้หัวใจของมู่จื่อหลิงก็สั่นสะท้านจากการกลั้นหัวเราะหลงเซี่ยวเจ๋อเด็กคนนี้ช่างน่าเหลือเชื่อเหลือเกินที่เขาสามารถโรยเกลือลงบนบาดแผล [6] ของผู้อื่นได้

            ฮองเฮาสำลักลมในทันใดความโกรธที่ยากจะอธิบายในใจของนางเริ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

            มู่จื่อหลิงเพียงผู้เดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับนางแต่ยามนี้หลงเซี่ยวเจ๋อกำลังปิดกั้นนางด้วยคำพูดที่เฉียบคมซึ่งมันช่างน่าหงุดหงิดใจจริงๆ

            มู่จื่อหลิงเตือนด้วยความกรุณา“เสด็จแม่ หากเขาต้องการที่จะอยู่ ก็ปล่อยให้เขาอยู่ และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปอาหารจะเย็นเสียหมดนะเพคะ”

            ฮองเฮาสามารถกล่าวได้ว่าวันนี้เป็นวันที่น่ารำคาญที่สุดและนางถูกขัดโดยผู้น้อยถึงสองคน

            “ช่างเถอะหากเจ้าอยากอยู่ก็อยู่ไป” ฮองเฮาโบกมืออย่างเป็นกันเองแล้วจึงให้ชิวเหลียนช่วยประคองนางยืนขึ้น “ไป”

            ยามนี้ยังทำอะไรได้อีก? หากเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่เพียงแต่อาหารจะเย็นลงเท่านั้น แต่จะกินได้หรือไม่นั้นคือปัญหาแล้วแผนของนางจะเป็นอย่างไร?

            จะดีกว่าหากหลงเซี่ยวเจ๋อไม่สร้างปัญหาไม่เช่นนั้น แม้ว่าฮ่องเต้จะทรงเอาใจเขา แต่นางก็จะไม่ยินยอม

            มองดูแผ่นหลังที่แสดงถึงการหมดแล้วซึ่งความอดทนของฮองเฮามู่จื่อหลิงก็ยิ้มและยกนิ้วให้หลงเซี่ยวเจ๋อ แสดงถึงการชื่นชมว่าเขายอดเยี่ยม

            คนด้านหลังยิ้มเยาะเลิกคิ้วขึ้น เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจและยอมรับคำชมของมู่จื่อหลิงอย่างมีความสุข

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] แบไต๋ (摊牌) คำอุปมา มีความหมายว่าเปิดเผยสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเรื่องให้อีกฝ่ายทราบหรือการเปิดเผยให้เห็นถึงรายละเอียด

            [2] โถที่แตกแล้วแตกอีก (破罐子破摔) เป็นคำอุปมามีความหมายว่าจงใจพัฒนาไปในทิศทางที่แย่ลงหรือปล่อยให้มันดำเนินไปโดยไม่แก้ไขหลังจากมีข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาดหรือความพ่ายแพ้

            [3] ใช้ไข่มากระทบหิน (拿着鸡蛋碰石头) เป็นคำอุปมามีความหมายว่าไม่ประมาณตนเองหรือไม่เจียมตัวเทียบสำนวนไทยใกล้เคียงกับไม้ซีกงัดไม้ซุง

            [4] ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง (此地无银三百两) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าอยากปกปิดซ่อนเร้นกลับกลายเป็นเปิดเผยให้โลกรู้

            [5] พระพุทธอมิตาภะ(哦弥陀佛) เป็นชื่อของพระเป็นพระพุทธเจ้าที่ประดับในดินแดนสุขาวดี สวรรค์ทิศตะวันตกคนจีนมักกล่าวชื่อท่านเพื่อเป็นการรำลึกถึงและเชื่อว่าจะนำวิญญาณของตนเองไปพบเจอท่านได้

            [6] โรยเกลือลงบนบาดแผล (伤口上撒盐)เป็นคำอุปมา มีความหมายว่าทำให้ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นโดยเจตนาหรือเปลี่ยนว่าเข้าไปซ้ำเติม

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730