แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 80: อย่าให้เสียของ

    เจ้าพนักงานฝ่ายพิธีการในชุดเครื่องทรงสีทองอร่ามถึงกับยืนบื้อเป็นใบ้แดกอยู่ตรงนั้นเขารีบขุดคุ้ยความทรงจำอย่างหนักก่อนจะส่ายหน้าพัลวัน “พระนาง... ข้าพเจ้าตรวจสอบบัญชีทิพย์ดูแล้วองค์อัมรินทร์ท่านทรงมีพระราชโองการประทานให้ ‘หลังเดียว’ จริงๆ ขอรับ”

    จ้อยที่กำลังแทะลูกหว้าทิพย์อยู่อย่างสบายใจถึงกับหูตั้งมันกระโดดผลุงขึ้นมาขวางหน้าเจ้าพนักงานทันที “ผมกะไว้แล้วว่าพวกท่านต้องมีตบตา!นี่คิดว่าผมเป็นกระรอกป่าไม่รู้ความหรือไง? เพราะฉะนั้นผมเลยใช้ ‘ศิลาจดจำ’ บันทึกหลักฐานเอาไว้หมดแล้วดูให้เต็มสองตา!”

    จ้อยล้วงเอาหินสีใสขนาดเท่าหัวแม่มือออกมามันเปล่งแสงวูบวาบก่อนจะฉายภาพเหตุการณ์กลางอากาศเป็นภาพตอนที่จ้อยกำลังทำหน้าทะเล้นต่อรองกับองค์อัมรินทร์ และที่ชัดเจนที่สุดคือเสียงของพระองค์ที่ตรัสออกมาด้วยความรำคาญใจว่า...

    “เออๆ ...ประทานวิมานจันทราให้หลังหนึ่ง... ประทานวิมานจันทราให้หลังหนึ่ง...ประทานวิมานจันทราให้หลังหนึ่ง!”

    จ้อยหุบแสงจากศิลาลงพลางกอดอกยืดตูดอย่างผู้ชนะ“เห็นไหมครับ? ท่านตรัสชัดๆว่าประทานให้ ‘หลังหนึ่ง’ ถึงสามครั้งสามครา! ในทางวิชาการของพวกผมการพูดซ้ำสามครั้งแปลว่าเป็นการยืนยันยอดรวมขาดไปแม้แต่หลังเดียวก็เท่ากับเสียสัตย์แห่งมหาเทพนะครับ!”

    เจ้าพนักงานหน้าถอดสีจนเกือบกลายเป็นสีเขียวสลับเหลืองนี่เจ้ากระรอกนี่มันแกล้งโง่หรือตั้งใจกวนประสาทกันแน่? ใครเขาก็รู้ว่านั่นคือการตรัสย้ำเพื่อเน้นย้ำความรำคาญไม่ใช่การสั่งเบิ้ลยอดส่งของ!

    แม้แต่ พระมหาปราชญ์ดาราผู้รอบรู้สรรพวิชาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็ยังถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับท่านเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่า การรับเจ้ากระรอกแสบตัวนี้เข้าสู่สำนักอักษรพิมาน อาจจะเป็นจุดด่างพร้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักหรือไม่ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เลยทีเดียว

    จ้อยยังไม่หยุดแค่นั้นมันสำทับต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้นยิ่งเป็นถึงองค์อัมรินทร์ด้วยแล้ว ตรัสสิ่งใดออกไปย่อมไม่คืนคำ วิมานหลังนี้ผมขอรับไว้เป็นมัดจำก่อนส่วนอีกสองหลังที่เหลือท่านเจ้าพนักงานก็ลองไปกราบทูลถามพระองค์ดูเอาเองเถอะว่ากี่หลังกันแน่... อ้อ!แต่เตือนไว้ก่อนนะ ถ้าผมยังไม่ได้ครบสามหลังล่ะก็คราวหน้าที่ผมมีโอกาสได้เข้าเฝ้าองค์อัมรินทร์ ผมจะเดินเข้าไปสะกิดถามพระองค์ต่อหน้าพระพักตร์เลยว่า‘ท่านครับ วิมานอีกสองหลังของผมหายไปไหน?’ เอาให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย!”

    จ้อยทำท่าทางเหมือนเด็กเส้นที่มีแบ็กเป็นถึงมหาเทพจนเจ้าพนักงานเหงื่อไหลพรากอาบหน้า...ในใจคิดว่าเทวดาองค์อื่นพูดแบบนี้คงโดนสาปเป็นกบไปแล้ว แต่นี่มันคือเจ้าจ้อย! กระรอกที่พระแม่เจ้าเพิ่งจะชมว่าน่ารักพระอินทร์ก็เพิ่งจะให้ของขวัญ แถมยังมีท่านขุนพลปักษิณผู้ดุดันและขุนศึกตรีเนตรคอยคุมเชิงอยู่ข้างๆความหนาของหน้ามันนั้นเกินพิกัดที่เทวดาปลายแถวจะต้านทานได้

    เจ้าพนักงานกัดฟันตอบด้วยเสียงสั่นเครือ“ข้า... ข้าจะไปกราบทูลสอบถามดูให้ แล้ววันหน้าจะนำความมาแจ้ง”

    จ้อยโบกมือหยอยๆ อย่างใจดี“ไปเถอะครับ... รีบไปรีบมา ท่านก็เห็นว่าผมมาตัวนิดเดียวแบบนี้วิมานหลังเดียวจะไปพอกันได้ยังไง ไหนจะห้องเก็บสมบัติ ห้องเก็บผลไม้ห้องไว้นอนกลิ้งเล่นอีก ปากท้องและพื้นที่ใช้สอยมันสำคัญนะท่าน!”

    เจ้าพนักงานพึมพำขณะเดินถอยฉาก“วิมานจันทรานี่มันของวิเศษนะเว้ย พอเสกออกมามันกว้างขวางตั้งเป็นพันไร่สวนป่าทิพย์เอย สระอโนดาตจำลองเอย... เจ้ากระรอกตัวนิดเดียวนอนในตุ่มยังหลวมเลยมั้งนั่น!”

    จ้อยหูไวสวนกลับทันที“ใครบอกท่านว่าวิมานเขามีเอาไว้หย่อนก้นนั่งเฉยๆ กันล่ะ?”

    “แล้ว...จะเอาไปทำอะไรได้อีกล่ะ?” เจ้าพนักงานหยุดกึกไม่เข้าใจในตรรกะกระรอก

    จ้อยถอนหายใจยาวพลางลูบท้องที่กลมป่อง“เอาไว้กินน่ะสิ! ของวิเศษที่สร้างจากไอทิพย์บริสุทธิ์แบบนั้นรสชาติต้องยอดเยี่ยมแน่ๆ ขืนมีหลังเดียวผมกินหมดแล้วจะเอาที่ไหนนอนล่ะ?”

    เจ้าพนักงานและพระมหาปราชญ์ดาราถึงกับอึ้งกิมกี่...กินวิมาน!ไอ้กระรอกวิปริตนี่มันคิดจะเขมือบที่อยู่อาศัยที่พระอินทร์ประทานให้เชียวหรือ? นี่มันตัวประหลาดอันดับหนึ่งแห่งสรวงสวรรค์ชัดๆ!เจ้าพนักงานเดินคอตกจากไปอย่างสิ้นหวังในใจคิดว่าคงต้องควักกระเป๋าตัวเองจ้างช่างเทวดามาสร้างเพิ่มให้เองเสียแล้วเพราะไม่กล้าไปสะกิดถามพระอินทร์แน่นอน

    เมื่อส่งเจ้าพนักงานจอมตืดไปแล้วแม่หญิงจันทรา ก็หันไปทางพระมหาปราชญ์ดาราแล้วถวายบังคมอย่างอ่อนช้อย“ท่านปราชญ์ดารา ท่านยังมีธุระอันใดกับพวกเราอีกหรือไม่เจ้าคะ?”

    พระมหาปราชญ์ดาราที่ตอนแรกกะจะเข้ามาทักทายแบบเมตตาเอ็นดูถึงกับต้องรีบปรับสีหน้าให้ขรึมจัดท่านตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าต้องสั่งสอนเจ้ากระรอกนี่ให้รู้จัก ‘กฎเหล็ก’ ให้ได้ท่านเอ่ยด้วยเสียงกังวานดุจระฆังเงิน “แม่หญิง... ข้ามาเพื่อกำชับเจ้ากระรอกนี่พรุ่งนี้เช้ามืดช่วง ตีห้า ให้ไปรายงานตัวที่ สำนักอักษรพิมานอย่าได้มาสายแม้แต่เพียงอึดใจเดียวไม่อย่างนั้นเจ้าจะต้องโดนไม้เรียวลงอาคมกวดวิชาหวดก้นลายแน่ๆ!”

    จ้อยได้ยินคำว่า ‘ไม้เรียว’ตาเขาก็เป็นประกายวาววับ (มันนึกถึงรสชาติไม้เรียวว่าจะอร่อยไหม)เขารีบทวนคำสั่งด้วยเสียงเจื้อยแจ้วถึงสามครั้ง “ท่านอาจารย์ผมจำใส่หัวใจไว้แล้วครับ!ตีห้า, สำนักอักษรพิมาน,มาสายโดนหวดตูด... ใช่ไหมครับ?”

    พระมหาปราชญ์ดาราเห็นจ้อยตั้งใจทวนคำถึงสามรอบก็เริ่มใจชื้นท่านจึงส่ง ป้ายผ่านทาง ทำจากหยกขัดมันให้จ้อย“ถือป้ายนี้ไว้เจ้าจะสามารถผ่านประตูสวรรค์เข้ามาได้โดยสะดวก... และจำไว้อย่าเดินเถลไถลไปที่ไหนเด็ดขาด สวรรค์กว้างใหญ่ อันตรายมีอยู่ทุกที่”จ้อยทวนคำสั่งอีกสามรอบจนท่านปราชญ์พอใจแล้วจึงเหาะจากไปอย่างสง่างาม

    เมื่อลับตาแขกผู้ใหญ่แม่หญิงจันทราก็ก้มลงหมายจะอุ้มเจ้าจ้อยขึ้น “กลับบ้านเรากันเถอะจ้อยงานเลี้ยงเลิกราแล้ว”

    จ้อยรีบส่ายหัวดิกพลางมุดออกจากมือ“เดี๋ยวๆ แม่หญิง! ช้าก่อน! ดูนั่นสิครับ... โต๊ะมุกสลักลายพวกนั้นขันทองคำที่วางเกลื่อนกล่น แล้วยังมีจานชามเครื่องแก้วตั้งเท่าไหร่ทิ้งไว้ตรงนี้มันเสียของนะครับ! ให้ผมไป ‘ช่วยเก็บกวาด’ให้พวกเจ้าพนักงานเขาหน่อยเถอะ...”

    แม่หญิงจันทราเขกหัวจ้อยดังโป๊ก“เจ้ากระรอกโลภมาก! ของพวกนั้นเป็นของหลวง อย่าไปรื้อของเขา กลับบ้านเดี๋ยวนี้!”

    แต่มีหรือที่จ้อยจะยอมเสียโอกาสทอง!มันอาศัยความไวระดับแสง วิ่งรอกกวาดเอาจานทองคำที่มีผลไม้มงคลเหลืออยู่และปัดกวาดเอาขันสุราทิพย์ที่ยังไม่ได้เปิดใส่ลงในหีบวิเศษอย่างบ้าคลั่งมันคิดในใจว่า ‘ของดีๆ แบบนี้ทิ้งไว้ให้มดเทวดากินเสียเปล่าสู้ผมเอากลับไปตุนไว้ที่วิมานจันทรา เอาไว้แทะตอนอ่านตำราไม่ดีกว่าเหรอ?’

    จ้อยวิ่งกวาดของข้ามไปหลายลูกเขารวดเร็วราวกับพายุทอร์นาโดกระรอกจนกระทั่งยอดเขาทั้งลูกสะอาดเตียนโล่งราวกับไม่เคยมีงานเลี้ยงมาก่อนก่อนที่จะโดนแม่หญิงจันทราตะครุบหูหิ้วลอยละลิ่วขึ้นมา “แฮ่ๆ ...พอแล้วครับแม่หญิง ได้มาเยอะพอให้เราอยู่สบายไปอีกหลายปีเลย!”

    เขานอนซบลงในอ้อมกอดที่อบอุ่นของแม่หญิงจันทราพลางหลับตาพริ้ม...ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเหาะข้ามหมู่เมฆมุ่งหน้ากลับสู่ดวงจันทร์เสียงตะโกนด่าทอที่แฝงไปด้วยความสิ้นหวังก็ดังแว่วมาจากยอดเขาเบื้องหลัง“ไอ้กระรอกนรกกก! ขันทองของข้าหายไปไหนหมดดด! แม้แต่น้ำสุราก็ไม่เหลือสักหยด!ใครก็ได้ตามจับเจ้าหัวขโมยหน้าขนตัวนั้นที!”

    แม่หญิงจันทราสะดุ้งเล็กน้อยพลางก้มมองเจ้าตัวแสบในอ้อมแขน“จ้อย... ข้าเหมือนได้ยินใครเรียกเจ้าอยู่นะ?”

    จ้อยหลับตาพริ้มทำหน้าตาซื่อบริสุทธิ์พลางตอบเสียงนุ่ม “หูฝาดไปเองน่ะครับแม่หญิง...สงสัยพวกเขาคงอาลัยอาวรณ์ที่ผมต้องกลับละมั้ง แหม... คนมันหน้าตาดีนิสัยก็น่ารักไปที่ไหนใครก็รัก ใครๆ ก็อยากให้ผมอยู่ต่อทั้งนั้นแหละครับ”

    แม่หญิงจันทราส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจก่อนจะเร่งฝีเท้าเหาะกลับสู่วิมานจันทราอันเป็นรวงรังที่แสนสุข

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน