เมื่ออนาเธอร์เห็นข้อความแจ้งเตือนเกี่ยวกับทักษะสกิลติดตัวที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ตัวเขาถึงกับหยุดชะงัก และรีบเปิดหน้าต่างระบบผู้เล่นขึ้นมาทันทีด้วยความอยากรู้ จากนั้นก็ได้เลื่อนสายตาไปยังรายการทักษะสกิลติดตัวเพื่อดูรายละเอียดของมัน
ทักษะสกิลติดตัวระดับเทพเจ้า มีค่ามากยิ่งกว่าทักษะสกิลเทพเจ้าโดยปกติไปอย่างมาก
ชื่อทักษะที่ปรากฏขึ้นในรายการ เพียงแค่เห็นก็ดึงดูดความสนใจของชายหนุ่มได้ในทันที
【ทักษะสกิลติดตัวระดับเทพเจ้า: ข้านี่ล่ะคือผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า ซุนหงอคงเป็นเทพเจ้าหนึ่งเดียวที่ได้รับสมญานามอันท้าทายสวรรค์ เขาคือผู้ที่ต่อสู้และเข้าโจมตีสวรรค์ได้ด้วยตัวคนเดียว สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งพิภพ】
【คุณสมบัติ: เมื่อผู้เล่นไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มและเข้าสู่สถานะการต่อสู้ด้วยตัวคนเดียว ค่าสถานะทุกชนิดจะเพิ่มขึ้น 10% และเมื่อพบเจอกับศัตรูตั้งแต่จำนวน 100 ขึ้นไป ค่าสถานะทุกชนิดจะเพิ่มขึ้นอีก 10% เมื่อถูกศัตรูจำนวนตั้งแต่ 1,000 ขึ้นไปรุมล้อม จะได้รับค่าสถานะทุกชนิดเพิ่มขึ้นอีก 10% เมื่อพบเจอกับศัตรูตั้งแต่จำนวน 10,000 ขึ้นไป จะได้รับค่าสถานะทุกชนิดเพิ่มขึ้นอีก 10%】
เมื่อได้อ่านรายละเอียดจนจบ อนาเธอร์ถึงกับอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
“พระเจ้าช่วย สมแล้วที่เป็นซุนหงอคง!”
“บอกตรงๆนี่มันเกินกว่าที่คิดไว้ซะอีก!”
ทักษะที่เพิ่งได้รับนี้มีความพิเศษที่น่าอัศจรรย์ ไม่เพียงแต่เพิ่มค่าสถานะโดยรวมถึง 10% เมื่อเขาต่อสู้เพียงลำพังเท่านั้น
แต่ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมากเท่าไร ทักษะนี้ก็ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับเขามากขึ้น ค่าสถานะทุกชนิดที่เพิ่มขึ้นจากการเผชิญหน้ากับศัตรูเป็นฝูง ทำให้ทักษะนี้กลายเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับต่อการต่อสู้ท่ามกลาง สมรภูมิที่เต็มไปด้วยศัตรูนับพันนับหมื่น
“สะ..สุดยอดจริงๆ”
อนาเธอร์ไม่อาจซ่อนความรู้สึกทึ่งกับทักษะนี้ได้ เพราะเมื่อเทียบกับทักษะอื่นๆที่เขามี ทักษะเหล่านั้นจะเพิ่มค่าสถานะให้เพียงแค่เฉพาะอย่าง เช่น พลังโจมตี ความเร็ว หรือความทนทาน
ในทางกลับกันทักษะติดตัวอย่าง ข้านี่ล่ะคือผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้านี้ มันได้ครอบคลุมไปทุกสถานะและเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ที่ตนเองจะต้องเผชิญหน้า มันคือทักษะที่ไม่ใช่แค่เพิ่มค่าสถานะเฉพาะด้าน แต่เพิ่มความแข็งแกร่งในทุกด้านที่จำเป็นต่อการอยู่รอดในสนามรบ
พอคิดเช่นนั้น อนาเธอร์ก็รู้สึกถึงพลังอันเกรียงไกรของซุนหงอคงที่แฝงอยู่ในตัวของเขาผ่านทางทักษะนี้
ความกล้าหาญและความท้าทายต่อสวรรค์ของซุนหงอคงถูกส่งผ่านมายังเขา ทำให้เขารู้สึกพร้อมที่จะเผชิญกับศัตรูทุกชนิด ไม่ว่าจะต้องรับมือกับฝูงศัตรูจำนวนมากหรือการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เขาก็พร้อมรับมืออย่างไม่เกรงกลัว
“การจะสู้เพียงลำพังโดยไม่เข้าร่วมระบบกลุ่มน่ะ..”
“บอกตรงๆมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับฉันอยู่แล้ว”
อนาเธอร์พึมพำกับตัวเอง รอยยิ้มแห่งความมั่นใจเผยออกมาบนใบหน้า
เขารู้ดีว่าทักษะนี้จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบอย่างมากในการต่อสู้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
เขาเลื่อนปิดหน้าต่างทักษะพร้อมกับความรู้สึกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ความพึงพอใจจากการได้รับทักษะ เติมเต็มจิตใจของเขาอย่างล้นหลาม
แม้จะไม่ใช่การเพิ่มค่าสถานะอย่างถาวร แต่ในสภาวะที่เขาได้ต่อสู้เพียงลำพัง ทักษะนี้จะเปลี่ยนให้ตนกลายเป็นผู้ไร้เทียมทาน
“เอาละ ได้เวลาที่จะออกไปพักแล้ว!”
เมื่อตรวจสอบค่าสถานะและทักษะทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว อนาเธอร์ก็ยิ้มพอใจเล็กน้อย พยักหน้ารับกับตัวเองก่อนจะก้าวผ่านช่องว่างมิติ
ออกจากดันเจี้ยนอย่างเงียบงัน ร่างของเขาหายไปท่ามกลางแสงสว่างที่ทิ้งไว้เป็นประกายเพียงครู่เดียว
ขณะเดียวกัน ณ ที่อีกฟากหนึ่งของดันเจี้ยนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความมืดทึบและพลังอันดุดัน
มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงขนาดมหึมา แสงจากเปลวไฟที่ลุกท่วมปีกด้านหลังของเขาทำให้ร่างกายดูกล้าหาญและทรงอำนาจยิ่ง เขาคือหยางเจิน ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีแดงสดเปรียบเสมือนเปลวไฟ
ใบหน้าท่าทางดูมุ่งมั่น เต็มไปด้วยความมั่นใจ และอาภรณ์ที่สวมใส่คือเครื่องแบบของมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ชั้นปีที่ 1 เช่นเดียวกัน
ทว่าภายใต้ท่วงท่าที่ดูเรียบง่ายเหล่านั้น มันกลับซ่อนพลังอำนาจที่น่าเกรงขามเอาไว้อยู่
เปลวเพลิงขนาดมหึมาที่ลุกโชนรอบตัว พลันกลายร่างเป็นรูปร่างนกฟีนิกซ์ที่สยายปีกอย่างงดงาม ท่ามกลางแสงสีส้มแดงอันร้อนระอุ
ฟีนิกซ์เปลวเพลิงคำรามเสียงก้องกังวาน ราวกับร้องเรียกหาผู้ท้าทายและปกป้องเจ้าของมันโดยไม่หวั่นเกรงต่อภัยรอบข้าง
“มาเถอะ เจ้าพวกสัตว์ร้ายแห่งความมืดทั้งหลาย!”
หยางเจินบ่นพึมพำเบาๆด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น นัยน์ตาคมกริบมองไปยังปีศาจจำนวนมากที่กำลังกรูกันเข้ามาราวกับคลื่นทะเลคลั่ง
เขาไม่รีบร้อนเคลื่อนไหว เพียงยืนนิ่งและเฝ้ามองจังหวะก่อนจะปลดปล่อยพลังของตนออกมา
【ทักษะสกิล วงแหวนเพลิงเทพเจ้า!】
เปลวไฟที่โอบล้อมรอบตัวเขาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นวงแหวนไฟขนาดใหญ่ และนกฟีนิกซ์ที่ก่อตัวขึ้นจากเปลวเพลิงนั้นก็ยิ่งขยายตัว และลุกโชติช่วง เสียงหวีดร้องของนกฟีนิกซ์ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า ราวกับเป็นเสียงประกาศสงครามที่เต็มไปด้วยความน่าหวาดหวั่น
“ฟีนิกซ์ไฟ…ไป!”
เขาเปล่งเสียงด้วยพลังที่แผ่ซ่านออกไปพร้อมกับคำสั่ง นกฟีนิกซ์เปลวเพลิงที่ห้อมล้อมตัวเขาพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง
เปลวเพลิงที่เป็นส่วนปีกของมันกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ขณะพุ่งตรงเข้าโจมตีเหล่าปีศาจที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดยั้ง
“ตู้ม!ตู้ม!ตู้ม!ตู้ม!ตู้ม!”
ทันทีที่พวกเหล่าปีศาจโดนเปลวเพลิงแห่งนกฟีนิกซ์ มันกรีดร้องอย่างน่าหวาดกลัว เปลวไฟแผดเผาร่างแห่งความมืดจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา เปลวไฟสีส้มแดงกลืนกินทุกอย่างที่ขวางทาง
กรงเล็บและร่างกายของปีศาจที่แข็งแกร่งขนาดไหนก็ไม่อาจทานทนได้ต่อเปลวเพลิงนี้ แสงจากเปลวไฟทำให้บริเวณโดยรอบสว่างจ้าไปทั่ว ช่วงเวลาที่มืดมนพลันถูกทำลายลงด้วยความร้อนแรงและแสงสว่างอันบริสุทธิ์
“กะ..กรร!”
บรรดามอนสเตอร์ปีศาจที่เหลือเริ่มชะงักด้วยความหวาดกลัว เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของพวกมันดังไปทั่ว ขณะที่ร่างกายกำลังถูกแผดเผาจนมอดไหม้เป็นจุณ แต่หยางเจินยังคงรักษาสมาธิ เขายังคงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางนกฟีนิกซ์ที่บินวนป้องกันอยู่รอบตัว
เปลวไฟราวกับมีชีวิตเต้นระบำในอากาศ เขาใช้พลังที่มีอย่างรอบคอบและคาดการณ์ทุกการเคลื่อนไหวของเหล่าศัตรู
ในตอนนั้นท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงรอบตัว หยางเจินก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นสะท้อนความมั่นใจในพลังและความสามารถของตัวเอง เพราะเขาคือหนึ่งในผู้เล่นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยาก ผู้ที่มีพลังแห่งฟีนิกซ์ที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“เจ้าปีศาจทั้งหลายเอ๋ย…จงรู้ซะว่าความร้อนแรงนี้จะไม่มีวันมอดดับ”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและน่าครั่นคร้าม เปลวไฟรอบตัวแผ่พลังออกมาราวกับคลื่นทะเลเพลิงที่ไม่มีวันสิ้นสุด
...
แม่งโคตรเบียวเลยวะ 5555+