Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 86 เลือกมหาวิทยาลัย

    ตอนที่ 86 เลือกมหาวิทยาลัย

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    “ในความคิดของผมไม่ว่าจะเรียนที่ไหนก็ไม่ต่างกัน ขอเพียงมีหนังสือให้อ่าน มีสถานที่ไว้ทำวิจัยแค่นั้นก็พอครับ” เมอร์ลินกล่าวพลางยักไหล่เล็กๆ 


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ความคิดของเธอดีมาก ดูเหมือนว่าฉันจะกังวลกับเธอเกินไป ในตอนแรกฉันคิดว่าโรงเรียนชั้นสูงเหมาะกับเธอ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ มหาวิทยาลัยย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่การเลือกมหาวิทยาลัยก็มีความสำคัญเหมือนกัน มันย่อมส่งผลต่อการศึกษาของเธอ” 


    “พ่อกำลังคิดชวนผมไปที่วินเซนหรือเปล่าเนี้ย?” เมอร์ลินกล่าวอย่างยิ้มๆ


    อย่างที่รู้กันว่าชายชราเคยเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยวินเซน กระทั่งหอคอยเวทย์ของเขาก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่น


    หลังจากที่เขาทำผลงานทางวิชาการชิ้นนั้นจนได้รับเข็มกลัดนักวิชาการเจ็ดดาว สภาเวทมนตร์ก็ส่งคนมาสร้างหอคอยเวทมนตร์ให้กับเขา ซึ่งเขาสามารถเลือกได้ว่าจะตั้งมันไว้ที่ใด


    ตอนนั้นเขาเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยวินเซนต้องการตั้งมันไว้ใกล้ๆ ที่ทำงาน นั่นเพราะหอคอยเวทมนตร์คือสถานที่ทำวิจัยอยู่แล้ว


    แต่มิคาดว่าเมื่อชีวิตของเขาใกล้ถึงขีดจำกัด หลังจากที่ทะลวงวงเวทที่หกเพื่อยืดอายุได้ เขาก็ตระหนักถึงการมีอยู่ของชีวิต จึงต้องลาออกจากการสอนแล้วเก็บตัวปลีกวิเวกจากผู้คน


    หอคอยเวทมนตร์ของเขาจึงถูกทิ้งร้าง และเมื่อไม่นานมานี้เขาก็พึ่งกลับไปที่นั่น ก่อนจะกลับมาหาเมอร์ลิน


    ออสตินขยิบตาอย่างขี้เล่นและเอ่ย “ว่าไงล่ะ อยากมาอยู่ที่วินเซนไหม?”


    เมอร์ลินหันหน้ากลับไปก่อนจะปิดตาแล้วส่ายศีรษะไปมา


    “ไม่ล่ะครับ ผมยังอยากอยู่ใต้ปีกของพ่อหรอก ดูอย่างวันนี้สิ มันทำให้ผมอึดอัดไปหมด อย่างน้อยผมก็ยังมีชีวิตวัยเรียนที่ธรรมดาดูบ้าง” เมอร์ลินกล่าว


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... เธอจะเข้ามหาวิทยาลัยเวทมนตร์ด้วยอายุเท่านี้ยังหวังที่จะใช้ชีวิตโดยหลีกเลี่ยงสายตาของคนอื่นได้อีกหรอ?” ออสตินระเบิดเสียงหัวเราะออกมา


    เมอร์ลินยิ้มและพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาเห็นด้วยกับคำพูดของออสติน ไม่ว่าเขาจะไปเรียนที่ไหนย่อมไม่อาจทำตัวกลมกลืนไปกับผู้คนได้อยู่แล้ว 


    แต่อย่างน้อย ... เขาก็ต้องการทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง


    “ผมพูดจริงนะครับ ผมคงไม่เข้าเรียนที่วินเซนแน่”


    “แล้วลูกอยากเรียนที่ไหนล่ะ?”


    “ที่ประเทศออโรร่านี่แหละครับ ถึงไม่อยากอยู่ใต้ปีกของพ่อ แต่ขอให้ผมอยู่ในร่มเงาของพ่อบ้างก็ดี พ่อทำให้ผมเสพติดความสบายมากเกินไป ถ้าจะให้ผมไปลำบากอีกครั้งมันอาจจะกระทบกับการเรียนของผมได้”


    “ได้ฉันรู้แล้ว ถ้าไม่เรียนที่เวนเซนประเทศนี้ก็มีอีกเก้ามหาวิทยาลัยที่เป็นที่โดดเด่น แต่น่าเสียดายทั้งที่มหาวิทยาลัยในประเทศนี้ไม่มีที่ไหนติดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยฮันเดดลีกได้” ออสตินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เสียดาย


    แม้มหาทวีปแห่งนี้จะมีร้อยประเทศ แต่ก็ใช้ว่าฮันเดดลีกจะเป็นมหาวิทยาลัยที่สุดยอดของแต่ละประเทศ


    ในโลกแห่งวิชาการนั้นนับกันที่ผลงานทางวิชาการ ไม่ใช่ชื่อเสียงเงินทองของประเทศ


    มีบางประเทศที่พยายามจะปลุกปั้นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของตนเองขึ้นมาโดยทุ่มงบประมาณไปอย่างมากมาย แต่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้สร้างขึ้นได้ง่ายๆ เพราะพวกเขาต้องผลิตสุดยอดนักศึกษาให้มีชื่อเสียงระดับโลก 


    คนคนหนึ่งจะสร้างชื่อเสียงขึ้นมานับว่ายากแล้ว มหาวิทยาลัยจะสร้างชื่อเสียงให้ติดอันดับฮันเดดลีกนั้นนับว่ายากยิ่งกว่า


    นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมไม่ใช่ทุกประเทศที่จะมีมหาวิทยาลัยระดับฮันเดดลีก รวมถึงประเทศออโรร่าด้วย


    “ผมรู้ครับ ไม่อย่างนั้นผมคงตัดสินใจไปที่พริสตันแล้ว” เมอร์ลินเอ่ย


    ออสตินชะงักไปครู่หนึ่ง แววตามีความวูบไหวเมื่อเอ่ยถึงพริสตัน หนึ่งในสามสุดยอดมหาวิทยาลัยในสาขารูนศาสตร์


    “ฉันสามารถส่งเธอไปเข้าเรียนที่พริสตันได้นะ” ออสตินกล่าวด้วยสายตาที่ว่างเปล่า


    เห็นได้ชัดว่าเขายังมีปมในใจกับตระกูลของตนเอง


    “ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่ไป”


    “ถ้าอย่างนั้นเธอตกลงที่จะเรียนในประเทศนี้จริงๆ”


    “ครับ ถึงมหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยระดับฮันเดดลีก แต่ผมก็ได้ยินว่าบางที่มีทรัพยากรที่โดดเด่นไม่น้อย”


    กล่าวมาถึงตรงนี้ออสตินก็มองเมอร์ลินแล้วหรี่ดวงตาลงตัวเองแคบลง


    “เธอคงไม่ได้หมายถึงมหาวิทยาลัยเจเฮริส?”


    “สมแล้วที่เป็นพ่อของผม ผมหมายถึงที่นั่นจริงๆ” เมอร์ลินขยับนั่งหลังเหยียดตรงและเอ่ยต่อ “ที่นั่นได้รับการสนับสนุนตระกูลมหาเศรษฐีของประเทศอย่างเจเฮริส ทำให้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่โอ่อ่าและมีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้”


    ก่อนหน้านี้เมอร์ลินได้ศึกษาเรื่องมหาวิทยาลัยต่างๆ ของประเทศออโรร่ามาบ้างแล้ว


    ข้อมูลเหล่านี้ย่อมได้มาจากเหล่าบรรณารักษ์ของหอสมุดประจำเมือง


    หัวข้อพูดคุยย่อมเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้


    มหาวิทยาลัยเจเฮริส ก่อตั้งขึ้นมาโดยเจเฮริสที่หนึ่งเมื่อห้าร้อยปีก่อน 


    ใช่แล้ว นี่คือมหาวิทยาลัยเกิดใหม่


    มหาวิทยาลัยที่มีอายุห้าร้อยปีนั้นนับว่าอายุน้อยมาก เพราะมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี้มีอายุมากถึงสามหมื่นกว่าปีเลยทีเดียวและมันก็ถูกตั้งชื่อตามบิดาแห่งเวทยาศาสตร์ “เพลโต”


    ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเพลโตยังได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยท็อปสามของโลกอีกด้วย เป็นยอดพีระมิดของฮันเดดลีก


    แม้มหาวิทยาลัยเจเฮริสก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ด้วยทรัพยากรของตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศก็ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถีบตัวขึ้นติดหนึ่งในสิบมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศออโรร่า จากจำนวนมหาวิทยาลัยนับร้อย


    แม้ยุคนี้จะเป็นยุคแห่งวิชาการ แต่ก็ไม่สามารถดูถูกอำนาจของเงินได้เช่นกัน


    กระทั่งมหาวิทยาลัยวินเซนมีอายุสี่พันกว่าปี ตอนนี้ก็ยังอยู่ในแถวเดียวกันกับมหาวิทยาลัยเจเฮริส จึงไม่สามารถดูถูกได้


    “ห้องสมุด?” ออสตินเลิกคิ้วขึ้น เด็กคนนี้คิดเกี่ยวกับห้องสมุดอีกแล้ว จากรายงานของมาร์เทล เขาพบว่าเด็กคนนี้เอาแต่หมกตัวอยู่ในหอสมุดมาตลอด เขาไม่ได้เที่ยวเล่นเพื่อใช้เงินหนึ่งล้านที่เขาพึ่งให้ไปเลย


    ใช่แล้ว การให้เงินหนึ่งล้านวอยส์นั้นมีนัยยะแอบแฝง เพราะออสตินต้องการทดสอบเมอร์ลิน


    มหาปราชญ์เช่นออสตินย่อมไม่ตระหนี่ให้เงินแค่หนึ่งล้านวอยส์กับเมอร์ลินแน่นอน แค่บอดี้การ์ดอย่างมาเทลเขาก็มีแผนจ่ายเงินไปนับล้านแล้ว จะนับอะไรได้กับเงินแค่หนึ่งล้านที่เขาให้เด็กน้อยไป


    เมอร์ลินยิ้มและพยักหน้า


    “ยังไงผมก็ต้องเข้าเรียนในระดับทองอยู่แล้ว ปริญญาทองคือการปูพื้นฐานของสายอาชีพ สิ่งที่เน้นหนักคือทฤษฎีไม่ใช่การปฏิบัติ ดังนั้นการอ่านให้มากย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า”


    ออสตินที่ได้ยินแบบนี้ก็อดยิ้มและส่ายศีรษะไปมาไม่ได้


    “เจ้าเด็กแก่แดด”