เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 85 ชวีหนานอีต้องการลวี่เยา



            ชวีหนานอีพบว่าวันนี้คำด่าของเขาดูจะมีสีสันเป็นพิเศษ และมันได้เกินจุดที่เขาเรียนรู้มาตลอดชีวิตแล้ว 


            เขาแสยะยิ้ม พลางกล่าวกับฮัวชิงหร่านที่กำลังรอฟัง “แม้ว่าหลี่ต้าจ้วงจะเห็นรูปลักษณ์ของสตรีผู้นั้นไม่ชัดเจน ทว่าสตรีที่สามารถกระโดดขึ้นหลังคาได้อย่างง่ายดายในอำเภอนี้แทบจะไม่มี เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดซานเซียวตัวนั้นจึงต้องการสังหารซูเยว่หยิ่ง เพราะคิดจะปิดปากหรือด้วยสาเหตุอื่น? เฮ้อ...น่าเสียดายที่หนานอีไร้ฝีมือ เรียกหนูก็ไม่ได้ ไล่ค้างคาวก็ไม่เป็น หากเจ้าซานเซียวนั่นหนีไป ก็คงได้แต่มอง”  


            ฮัวชิงหร่านขยับเปลือกตาเล็กน้อย ความคิดกลับไปกลับมาเป็นร้อยรอบ พลางแอบกล่าวในใจ ‘นั่นเป็นซานเซียวที่ไหนกัน? หากเดาไม่ผิด สตรีที่คล้ายกับปีศาจนั่นคงเป็นนักพรตหญิงที่เขาตามหา!’  


            ชวีหนานอีเคยกล่าวว่า ซานเซียวตนนั้นดูเสียสติ ทว่าหลังจากโดนทุบตีด้วยท่อนไม้กลับปราดเปรื่องขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ชวีหนานอีบอกว่านั่นเป็นเพราะไข่มุกสวรรค์เริ่มทำปฏิกิริยา แน่นอนว่ามีเพียงเขาเท่านั้น ที่รู้ว่านักพรตหญิงผู้นั้นถูกตัวกู่ดูดกลืนพลังในร่างกายจนทำให้กลายเป็นคนเสียสติ ตามหลักแล้วนางช่วยชีวิตเขาไว้ เขาก็ไม่ควรปฏิบัติกับนางเช่นนั้น แต่ใครจะไปรู้ เขายอมให้นางไม่ช่วยจะดีกว่า....


            ชวีหนานอีเห็นฮัวชิงหร่านเหม่อ ก็รีบตบไหล่ของเขา ด้วยเกรงว่าฮัวชิงหร่านจะยืนหลับ


            ฮัวชิงหร่านได้สติอีกครั้ง พลางถาม “หนานอีคิดว่าจะสอบสวนเรื่องนี้อย่างไร?” ไม่ได้ เขาต้องหาตัวนางให้พบ! มิเช่นนั้น หากปล่อยให้นางกลับเมืองฉางอันได้ เกรงว่าจะเกิดเรื่องเลวร้าย อันที่จริง เขาคิดจะออกตามหานางตั้งนานแล้ว เพียงแต่มีหลายสิ่งเกิดขึ้นในขณะนั้นจนไม่มีเวลา นอกจากนี้เขาเพิ่งได้รับข่าวว่า พบเทพเจ้าแห่งแม่น้ำในหมู่บ้านชิงเหมียว และยังมีร่างของสตรีซึ่งสวมหน้ากากสีเงินอยู่ในปากของเทพเจ้าแห่งแม่น้ำ เขาไม่สบายใจ รีบไปสืบหาความจริง คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ!  


            ขณะที่ชวีหนานอีกำลังจะตอบคำถามของฮัวชิงหร่าน เขากลับเห็นหลี่ต้าจ้วงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ราวกับมีบางสิ่งที่ต้องการเล่าให้ฟัง  


            ชวีหนานอีกล่าว “ไม่เป็นไร พูดมาเถอะ”


            หลี่ต้าจ้วงกล่าว “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยได้สอบถามกับท่านหมอที่มักจะมาคอยดูอาการของซูเหลาเหย่ หมอท่านนั้นกล่าวว่า ซูเหลาเหย่มีอาการนอนไม่หลับตอนกลางคืน ทว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้อาการกลับดีขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องรับยาอีกแล้วขอรับ” 


            ชวีหนานอีครุ่นคิดพลางพยักหน้า ก่อนจะกล่าวกับฮัวชิงหร่าน “หากยืนยันได้ว่าเลือดที่พบบนกำแพงตรงกับเลือดของซูเยว่หยิ่ง ก็สามารถตรวจสอบนางได้ 


            ฮัวชิงหร่านพยักหน้ากล่าว “หากได้เลือดของซูเยว่หยิ่งมา ชิงหร่านก็สามารถใช้ทักษะการแยกแยะเลือด” 


            ชวีหนานอีลูบฝ่ามืออย่างมีความสุขกล่าว “เช่นนั้นก็ดี” ก่อนจะหันมาอย่างเป็นกังวล “ซูเยว่หยิ่งรักษาตัวอยู่ในห้องเซินกุย แม้ว่าข้าจะไปเยี่ยมนางด้วยตนเอง ก็ไม่ง่ายที่จะได้เลือดของนางมา” 


            ถังโยวเดินเข้ามา และกล่าวอย่างกล้าหาญ “ข้าจะไปเอง! ตระกูลถังของข้ากับตระกูลซูเปิดโรงเตี๊ยมร่วมกัน มีไมตรีที่ดีต่อกัน ตอนนี้ซูเยว่หยิ่งบาดเจ็บ ข้าสามารถถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมนาง และนำเลือดของนางมา” 


            ชวีหนานอีถาม “เจ้าคิดจะลงมืออย่างไร? 


            ถังโยวกะพริบตาปริบ ๆ “เอ่อ... เอ่อ...” นางยิ้ม “ข้ายังไม่ได้คิด” นางเห็นชวีหนานอีส่ายหน้า จึงรีบผลักลวี่เยาออกไป “ลวี่เยาของข้าเป็นคนมีกลยุทธ์ นางต้องมีวิธีแน่”


            ชวีหนานอีและฮัวชิงหร่านต่างเบนสายตาไปทางลวี่เยาพร้อมกัน 


            ลวี่เยายืนเท้าสะเอว พลางยืดอก ด้วยท่าทางที่คิดว่าตนนั้นยอดเยี่ยมเป็นที่สุด กล่าว “ไม่ยาก”


            ชวีหนานอีเลิกคิ้วเล็กน้อย พลางกล่าวติดตลก “มั่นใจเสียจริงนะ ลวี่เยา เจ้ารู้ใช่ไหมว่าตอนนี้ได้ตกปากรับคำแล้ว หากทำไม่ได้ ก็จะทำให้การไขคดีของข้าล่าช้าไปด้วย”


            ลวี่เยาก้มศีรษะ ทิ้งมือแนบลำตัว ก่อนจะตอบอย่างซึม ๆ สองคำ “มันยาก” 


       


            ชวีหนานอีผงะเล็กน้อย พลางส่ายหน้าและเผลอยิ้ม “ถังโยวเอยถังโยว เจ้าไปหาสมบัติเช่นนี้มาจากที่ไหน? เหตุใดจึงไม่ส่งมาให้ข้าบ้าง” ขณะกล่าว เขากลับแอบสังเกตปฏิกิริยาของลวี่เยา หากถังโยวยอมส่งตัวลวี่เยาให้เขา เขาก็จะรีบหาพรหมลิขิตที่อยู่ไกลแสนไกลให้นาง ก่อนจะจัดงานสมรสให้อย่างเอิกเกริก! โชคชะตาคำนี้ เขาเข้าใจแล้ว หากสู้ไม่ได้ก็คือโชคชะตา หากสู้ได้ก็คือชนะ!         


            นอกจากนี้ เมื่อริมฝีปากบนและล่างของฮัวชิงหร่านแตะกัน ก็เอาแต่พูดว่าเขากับลวี่เยามีวาสนาต่อกัน สุดท้ายแล้วมันจริงหรือไม่ ใครจะบอกได้เล่า? หากฮัวชิงหร่านเก่งกาจเช่นนั้นจริง จะออกมาทัศนาจรด้วยเหตุใด!  


            ทันทีที่ลวี่เยาได้ยินว่าชวีหนานอีต้องการตัว ก็รีบพยักหน้า พลางยิ้มอย่างมีความสุข


            ทว่าถังโยวกลับไม่ยินดี นางรีบกล่าว “ข้าไม่สามารถมอบลวี่เยาให้ท่านได้” เมื่อหวนนึกแล้ว ตระกูลของนางก็มีเรื่องขอร้องให้เสี้ยนลิ่งชวีหนานอีช่วย แม้ว่าจะมอบเงินให้แค่พันตำลึง แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว เหตุใดจึงต้องเอ่ยปากขอสาวใช้คนหนึ่งด้วย? เพียงแต่ นางยอมไม่ได้จริง ๆ จึงกล่าวตอบ “ลวี่เยาอัปลักษณ์เกินไป ข้ากลัวว่าท่านพี่จะตกใจตื่นกลางดึก เช่นนั้นให้ข้าเลือกดอกเจี๋ยอวี่ มอบให้ท่านสักสองสามดอกเป็นเยี่ยงไร?”  


            ชวีหนานอีกล่าวอย่างเรียบเฉย “เจ้าคิดว่าข้าขาดแคลนดอกเจี๋ยอวี่เช่นนั้นหรือ?”


            จู่ ๆ ถังโยวรู้สึกเป็นกังวล นางหันกลับไปมองลวี่เยา ทว่ากลับเห็นลวี่เยาเอนกายไปทางชวีหนานอี ราวกับขนมจันเกาก้อนหนึ่งที่พยายามจะเกาะติดบนร่างของชวีหนานอี ท่าทางของชวีหนานอีก็มีหลากหลาย ทั้งอยากเอาขนมจันเกาออกไป ด้วยกลัวว่านางจะลวกตน แต่กลับแสร้งทำเป็นสนุกกับมันเพื่อแสดงความชอบของตน เฮ้อ ต้องตัวติดกันเช่นนี้เลยหรือ? ถังโยวอยากทิ่มตาตัวเอง คนพวกนี้เป็นอะไร ทำให้มันง่ายไม่ได้หรือ? ดังเช่นข้า ข้ากินซาลาเปาเมื่อหิว เติมน้ำเต็มชามเมื่อกระหาย ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา!  


            ในขณะนี้ ฮัวชิงหร่านได้กล่าวแทรก “ที่ลวี่เยาบอกว่า ‘มันยาก’ นั่นหมายถึงการที่หนานอีจะไขคดีได้มันยากใช่หรือไม่?”


            เอ่อ...


            ชวีหนานอีถามหาความจริง “หา? ลวี่เยาหมายความเช่นนี้หรือ?” เขาคิดว่าที่ลวี่เยาบอกว่า “มันยาก” เพราะเขาบอกว่าลวี่เยาไม่รู้ถึงความสำคัญของเรื่อง ลวี่เยาจึงถอยหลังและไม่มั่นใจอีกต่อไป


            ลวี่เยาตอบอย่างเรียบง่ายเพียงหนึ่งคำ “ใช่” 


            ชวีหนานอีหัวเราะด้วยความโมโห


    ฮัวชิงหร่านไถ่ถามความจริงอีกครั้ง “เจ้าหมายความว่าการไปเอาเลือดของซูเยว่หยิ่งนั้นไม่ยาก แต่การที่หนานอีจะไขคดีนั้นเป็นเรื่องยาก?”


            ชวีหนานอีหัวเราะอย่างขมขื่น พลางกล่าว “ชิงหร่าน เจ้าจะถามอีกสักกี่ครั้ง?”


            ฮัวชิงหร่านชูสองนิ้วตอบ “ถามสองครั้งก็พอแล้ว”        


            ชวีหนานอีเป็นคนมีความรู้ความสามารถ แต่กลับไม่สามารถสื่อสารกับศิษย์ของปรมาจารย์แห่งสวรรค์ ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเลียนแบบท่าทางของบุคคลที่มีความเพียรสูง โดยเขย่าแขนเสื้อ และมองขึ้นไปบนฟ้า 


            ดวงตาที่ดูราวกับจะรวบรวมดวงดาวนับพันของฮัวชิงหร่านมองไปที่ลวี่เยา และกล่าวเบา ๆ “เจ้าทำให้ข้าดูซิ”    


            ลวี่เยาชูมือและก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะโบกมือไปมากล่าว “ไปบ้านตระกูลซูกัน! ไปดูลวี่เยาผู้นี้แสดงศักยภาพ!”  


        ชวีหนานอีมองไปทางลวี่เยา พลางกระตุกมุมปาก เจ้ามีศักยภาพเช่นนี้ แล้วจะต้องการบุรุษไปเพื่ออะไร? 


    ฮัวชิงหร่านแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มีแดดจัด ก่อนจะกล่าวกับชวีหนานอี “ฟากฟ้ามีเมฆลมที่คาดเดาไม่ได้ จึงเป็นการดีกว่าที่จะรื้อกำแพงเปื้อนเลือด”


    ชวีหนานอีไตร่ตรองพลางคิดว่ามีเหตุผล จึงให้หลี่ต้าจ้วงทุบกำแพงส่วนที่ถูกย้อมด้วยเลือดออกมา และส่งมันกลับไปยังที่ว่าการเขต 


            ลวี่เยาเกาะติดแน่นกับชวีหนานอี ราวกับแฝดตัวติดกัน ชวีหนานอีเลี้ยวซ้าย นางก็เลี้ยวซ้าย ชวีหนานอีถอยหลัง นางก็ถอยหลัง ชวีหนานอีบ้าคลั่ง นางก็สามารถอยู่กับเขาได้จนถึงที่สุด โดยสรุปแล้วนางเป็นคนโง่เขลา แต่เมื่อเทียบกับคนบ้าแล้ว นางก็รับมือได้อย่างง่ายดาย ใครกลัวใครกันแน่?    


            เมื่อเผชิญกับการจับจ้องของทุกคน ชวีหนานอีก็ขมขื่นอยู่ในใจโดยไม่สามารถพูดออกมา แต่ในเมื่อยังต้องรักษาภาพลักษณ์ของทางการ เขาจึงต้องเลิกคิดที่จะตีลวี่เยา พลางกล่าวกับถังโยว “เจ้าเอาคนของตัวเองกลับไปก่อนเถอะ” 


            ถังโยวแอบดีใจพลางถาม “ท่านพี่ ท่านไม่ต้องการลวี่เยาแล้วหรือ?”


         ชวีหนานอีไม่มองลวี่เยา และตอบไปตามตรง “ข้ารักษาหน้าของตนเองไว้ก่อนจะดีกว่า”


    “อุ๊ย...” ถังโยวหัวเราะอย่างกลั้นไม่ไหว พลางยกมืออ้วน ๆ โบกไปมา “ลวี่เยา ท่านพี่ไม่ต้องการเจ้าแล้ว เจ้ารีบกลับมาเถอะ”


       ลวี่เยากล่าวอย่างดื้อรั้น “บอกต้องการก็ต้องการ บอกไม่ต้องการก็ไม่ต้องการได้หรือ? เขาไม่ต้องการข้า แล้วข้าต้องการเขาไม่ได้หรือ? ไม่ไป ข้าอยากอยู่กับเขา”


    ถังโยวรู้สึกว่าที่ลวี่เยากล่าวมาก็มีเหตุผล นางอยากหัวเราะ แต่ต้องกลั้นไว้ นางขมวดคิ้วพลางมองชวีหนานอีที่มีสีหน้าเคร่งเครียด แอบกล่าว ‘ท่านพี่เป็นเสือยิ้มมาตลอด ทว่าตอนนี้กลับมีสีหน้าเคร่งขรึมต่างไปจากทุกที แต่เดิมเมื่อเกิดเรื่อง ตระกูลของนางก็มาขอให้เขาช่วย ดังนั้นจะทำเกินไปไม่ได้ คงต้องคิดวิธีแก้ปัญหาต่อไป ในเวลานี้ห้ามทำให้เสี้ยนลิ่งไม่พอใจ’ 


    หลังจากที่ถังโยวครุ่นคิดอย่างหนัก นางจึงลองพูดกับลวี่เยา “ลวี่เยา กลับมา ข้าจะซื้อซาลาเปาให้เจ้ากินสองลูก!” นางครุ่นคิดก่อนจะกล่าวเสริม “ไส้เนื้อด้วย!”


        ลวี่เยาชูสามนิ้ว “ข้าอยากได้ห้าลูก!”


            ถังโยวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มดุจพระศรีอริยเมตไตรย “ได้สิ ๆ ให้เจ้าห้าลูกเลย  รีบกลับมาเถอะ เจ้าไม่เห็นหรือว่าท่านพี่หน้าดำคร่ำเครียดหมดแล้ว?”


            ลวี่เยาหันกลับไปมองชวีหนานอี นางค้อมเอวและชูนิ้วหนึ่งนิ้วอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถามเสียงดัง “ข้าแบ่งซาลาเปาเนื้อให้เจ้าสองลูก เจ้ามากับข้า เอาไหม?” 


            “ชิ...” ชวีหนานอีสูดลมหายใจเยือกเย็น เขาพลิกตัวขึ้นม้า มองลงมาที่ใบหน้าอันโดดเด่นเป็นพิเศษของลวี่เยา ก่อนที่เขาจะส่งเสียงเจี้ยในที่สุด แล้วควบม้าออกไป  


            ถังโยวอดหัวเราะไม่ได้ เพียงแต่ส่งเสียงออกมาเบา ๆ


         ความผิดหวังบนใบหน้าลวี่เยาเผยออกมาชัดเจนโดยไม่ปิดบัง นางพึมพำกล่าว “เหตุใดจึงไม่เอาล่ะ? นั่นเป็นซาลาเปาเนื้อสองลูกใหญ่เชียวนะ”



    เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน