ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 122 สมบัติลับในป้อมปราการโบราณ

            เขามองเห็นร่างกายที่ถูกพลังเพลิงอัสนีม่วงเผาจนไหม้เกรียมกำลังฟื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็วจนเห็นได้ด้วยตาเปล่าความรู้สึกปวดๆ เมื่อยๆ นั่นมันทั้งเจ็บปวด แต่ก็รู้สึกดีจนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะร้องครางออกมา

            ขณะเดียวกัน พลังต่อสู้ของร่างกายของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

            “พลังเพลิงอัสนีนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วยเราดูดกลืนมาใช้แค่นิดเดียว ก็ช่วยทำให้ร่างกายของเราแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาประมาณหนึ่งขั้นแล้วถ้าหากสามารถเพาะสร้างหลิงไทขึ้นมาได้ละก็ ต่อให้ยังไม่ได้ใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวก็มีพลังมากพอที่จะสามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นได้แล้ว...”

            หลินหยางสามารถข้ามผ่านความเจ็บปวดสุดแสนทรมานมาได้แล้วตอนนี้เขากำลังตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายทั้งหมดอยู่

            พลังเพลิงอัสนีม่วงหนึ่งลูกทำให้เขาเจ็บปวดราวกับได้ไปเดินบนนรกขุมที่สิบแปดมาก็ไม่ปานแต่มันก็ช่วยยกระดับความสามารถของเขาให้สูงขึ้นได้อย่างชัดเจน

            เพียงแต่ว่า พลังที่สามารถกักเก็บไว้ในจุดชี่ไห่ได้จริงๆ นั้นมีน้อยจนน่าเศร้า

            “ถ้าคิดจะเก็บให้เต็มชี่ไห่คงต้องใช้ลูกบอลเพลิงอัสนีอีกหลายร้อยลูกเลย”

            คำพูดของหลินหยางนั้นแม้แต่ตัวเขาเองยังฟังแล้วรู้สึกขนลุกจนตัวสั่น แต่ก็ช่วยไม่ได้

            การเดินทางผจญภัยในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั้นได้เข้าใกล้จุดแตกหักเข้าไปทุกทีแล้วเขาจำเป็นต้องมีพลังที่สามารถต่อกรกับศัตรูทุกรูปแบบไว้ในมือ

            ตอนนี้เขาต้องเปลี่ยนร่างสถิตภูตอัคคีของตัวเองให้กลายเป็นเครื่องเก็บพลังงานเป็นเครื่องที่ใช้กักเก็บพลังเพลิงอัสนีสีม่วง เมื่อถึงตอนที่เกิดการปะทะขึ้นพลังงานไฟฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่ในตัวเขาเหล่านี้มันจะช่วยให้เขาสามารถสยบทุกสิ่งได้

            ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่อาวุธสังหารที่สามารถใช้ได้แค่ครั้งเดียวแต่เขายังมีขนนกอัคคีของปี้ฟังอยู่อีกห้าเส้น แล้วก็มีโล่ที่เพิ่งเกิดใหม่หลังจากที่เคยใช้ไปแค่ครั้งเดียวนั่นด้วย...

            เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันแล้วหลินหยางมีไพ่ตายที่มากพอจะเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับสูงสุดของมหาอำนาจทั้งสี่ฝ่ายแล้ว

            เหลือแค่ตัวเขาจะต้องเอาตัวเองไปถูกเผาจนกลายเป็นไก่ย่างอีกหลายๆครั้งก็เท่านั้นเอง

            “เอาโว้ย!!”

            หลินหยางพลันพุ่งเข้าไปหาลูกบอลเพลิงอัสนีลูกต่อไปทันทีอย่างไม่ลังเล

            ..................................

            เรือของขุมอำนาจทั้งห้าฝ่ายพอผ่านทะเลอสูรไปแล้วก็ไม่มีใครยอมไปอยู่ด้านหลังอีก

            เพียงแต่ทุกฝ่ายต่างก็แล่นเรือไปอย่างเชื่องช้าเพราะว่าจำเป็นต้องหลบเลี่ยงเพลิงอัสนีสีม่วงที่แอบซ่อนอยู่ใต้ทะเลไปด้วยระยะห่างที่ไกลมากๆโชคดีที่บอลเพลิงเหล่านี้แต่ละลูกล้วนอยู่ห่างกันค่อนข้างไกล ทำให้พอจะค่อยๆ แล่นเรือผ่านไปได้

            นี่คือสาเหตุที่ด่านสุดท้ายอย่างบึงอัสนีนี้ถึงแม้จะไม่ได้มีอุปสรรคที่ยากลำบากหรือเสี่ยงตายอะไรนักแต่ก็เป็นด่านที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานพอสมควรถึงจะผ่านไปได้

            ซึ่งเรือทุกลำบนบึงอัสนีนี้ไม่สามารถแล่นเป็นทางตรงได้เลยพวกเขาจำเป็นต้องค่อยๆ เสาะหาตำแหน่งของบอลเพลิงที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายไม่แน่นอนจากนั้นจึงค่อยๆ เลาะหาเส้นทางไปหาเป้าหมายทีละน้อยเท่านั้น

            ซึ่งการเดินทางอันเรียบสงบแบบนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้นราวๆ สองวัน

            จนในที่สุด บริเวณสุดขอบฟ้าอันไกลโพ้นก็เริ่มมองเห็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่ง

            เรือของทั้งห้าฝ่ายนั้นพลันเร่งความเร็วขึ้นพร้อมกันทันทีราวกับนัดแนะกันมา

            เซวี่ยเทียนที่อยู่บนเสากระโดงเรือนั้นตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! เถ้าแก่หวงครั้งนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ของท่านได้เตรียมของเล่นเจ๋งๆ อะไรไว้รึเปล่า? ถ้ารอบนี้ยังพังไอม่านพลังนั่นไม่ได้ ครั้งต่อไปข้าไม่มาเล่นด้วยแล้วนะ!”

            ฮ่าฮ่า!

            เหล่าโจรสลัดทั้งหลายเองก็โวยวายเสียงดังตามขึ้นมาด้วย

            กว่าจะมาถึงวันนี้ได้มันไม่ง่ายเลยจริงๆผู้คนทั้งหลายต่างก็สงสัยกันว่าข้างในสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ เกาะนั้นมันเก็บซ่อนสมบัติล้ำค่าอะไรเอาไว้กันแน่

            มารดามันเถอะ นี่พวกเขามาเป็นครั้งที่เก้าแล้วนะ!

            ได้ยินมาว่ารอบนี้ขุมอำนาจทั้งห้าฝ่ายต่างก็งัดไพ่ตายใบสุดท้ายของตัวเองออกมาแล้วทั้งหมดก็เพื่อที่จะทำลายม่านพลังนั่นลงให้ได้ที่นี้ก็ต้องดูว่าใครจะเป็นฝ่ายแรกที่ทำสำเร็จ กลายเป็นผู้นำของการสำรวจในครั้งนี้

            “เดินหน้าเต็มกำลัง พุ่งไปเลย!! รีบไปให้ถึงเกาะนั่นซะ รีบเริ่มงานก่อน อย่าปล่อยให้ไอ้พวกเหลือขอนั่นเอาเปรียบเราได้”

            พอเซวี่ยเทียนออกคำสั่งมาก็มีอสูรทะเลตัวเล็กตัวน้อยหลากหลายชนิดจำนวนหลายร้อยตัวถูกโยนออกไปไกลๆ จากบนเรือฉลามทมิฬพอมันตกลงไปในน้ำแล้ว ก็ทำให้เหล่าลูกบอลเพลิงอัสนีม่วงจำนวนหนึ่งที่กระจัดกระจายกันอยู่พลันเกิดระเบิดขึ้น

            เมื่อเส้นทางเบื้องหน้าไร้ซึ่งสิ่งกีดขวางใดๆ แล้วเครื่องเร่งความเร็วที่เติมพลังมาอย่างเต็มเปี่ยมแล้วก็ได้พ่นคลื่นพลังฟ้าดินอันเข้มข้นออกมาหลายสายเพียงครู่เดียวก็พาเรือฉลามทมิฬพุ่งเข้าไปทางเกาะเล็กอันลึกลับที่เก็บซ่อนเพลิงอัสนีสีม่วงเอาไว้อย่างรวดเร็ว

            ในขณะเดียวกันภายในห้องพักของหลินหยางที่อยู่ในเขตห้องโดยสารเรือก็มีเงาร่างที่สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวสายหนึ่งกระโดดเข้ามาซึ่งเขาก็คือหลินหยางที่เปลี่ยนมาใส่เสื้อตัวใหม่แล้วนั่นเอง

            “หลินหยางน้อย ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที!”

            ภายในห้องนั้น หั่วเอ๋อร์ได้วางกระดูกปลากองหนึ่งเอาไว้บนโต๊ะดูเหมือนว่ามันเพิ่งจะกินเสร็จด้วย พอมันเห็นหลินหยางกลับเข้ามาแล้วก็บินไปเกาะที่ไหล่ของเขาทันที

            ซ่าซ่า

            เกิดประกายสายฟ้าขึ้นสายหนึ่ง ช็อตจนเท้าของหั่วเอ๋อร์เกิดเป็นควันไหม้สีขาวลอยขึ้น

            “ไอ้เวรเอ๊ย! ไม่เจอแค่สองวันนี่เจ้าผิดปกติอีกแล้วหรือนี่!”

            หั่วเอ๋อร์ไม่รู้เลยว่าสองวันมานี้หลินหยางต้องประสบกับความเจ็บปวดและการเติบโตขึ้นแบบไหนบ้าง

            หลินหยางในตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอันน่าเกรงขามที่ไม่ยอมให้ใครล่วงเกินเด็ดขาดระหว่างดวงตาทั้งสองข้างยังมีประกายสายฟ้าเล็กๆ แล่นผ่านอยู่ด้วยดูสง่างามราวกับเซียนจากสวรรค์ ทรงอำนาจไม่ธรรมดา

            “หึหึ ลูกพี่ในตอนนี้ไม่ใช่ตัวตนที่เจ้าจะแตะต้องได้หรอกนะ!”

            หลินหยางในตอนนี้ก็คือเครื่องจักรสังหารรูปร่างมนุษย์ที่มีพลังไฟฟ้าบรรจุอยู่เต็มเปี่ยมดีๆนี่เอง ในตอนที่เขายังมีพลังเพลิงอัสนีม่วงบรรจุอยู่เต็มชี่ไห่แบบนี้เมื่อรวมกับชุดเกราะราชันเงินขาวแล้ว เขาจะมีพลังมากพอที่จะปะทะกับยอดฝีมือระดับเดียวกับหวงซางได้เลย

            “เทพขนาดนั้นเลย!”

            หั่วเอ๋อร์ที่มองดูหลินหยางอยู่นั้น กะพริบตาเพียงแค่สองที ก็พลันหันกลับไปสนใจอาหารทะเลสดที่ยังเหลือกองอยู่เต็มโต๊ะอย่างรวดเร็ว

            “เจ๋งๆ หน่อยก็ดีข้าจะได้ไม่ต้องเสียแรงออกโรงไปปกป้องเจ้าให้เหนื่อย... อ้อ ใช่ คนพวกนั้นมาหาเจ้าพอดีเลยเห็นบอกว่าใกล้จะถึงเกาะอะไรนั่นแล้ว”

            หลินหยางไม่ได้ใส่ใจเจ้าตัวตะกละนั่น เขาเดินกลับขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ

            สองวันผ่านไปผู้คนทั้งหมดต่างก็พักฟื้นพลังจนกลับมามีสภาพสมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง

            พอพวกเขาเห็นหลินหยางเดินออกมา ก็ย่อมต้องกล่าวทักทายพูดคุยกันเป็นธรรมดาและในขณะเดียวกันนั้นเอง เรือฉลามทมิฬก็กำลังเร่งความเร็วเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องพูดคุยกันได้ไม่กี่ประโยค พวกเขาก็มาถึงด้านหน้าเกาะนั่นแล้ว

            ในที่สุดก็มาถึง

            ผู้คนทั้งหมดต่างก็ถอนหายใจยาวเหยียดออกมา

            หลินหยางก็เริ่มตั้งใจสังเกตเกาะที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด

            เกาะนี้มีพื้นที่มากพอสมควร อย่างต่ำๆ ก็น่าจะประมาณหลักพันตารางกิโลเมตร

            ลักษณะภูมิประเทศเป็นแบบพื้นราบสามารถมองเห็นได้ทั่วโดยไม่มีอะไรมาบดบัง และหากมองไปไกลๆ ก็จะมองเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ดูเหมือนหอคอยสูงๆอยู่รางๆ

            ซึ่งนั่นก็คือเป้าหมายของทุกคนในการเดินทางครั้งนี้

            หลังจากที่ทั้งห้าฝ่ายเข้ามาเทียบท่าแทบจะเวลาเดียวกันนั้นทันใดนั้นก็มีผู้คนจากทั้งห้าฝ่ายที่รวมๆ แล้วน่าจะประมาณสองร้อยคนลงจากเรือแล้วรีบมุ่งหน้าไปทางสิ่งก่อสร้างแห่งนั้นทันที

            ยอดฝีมือที่มาถึงที่นี่ได้ล้วนมีความเร็วที่น่าเหลือเชื่อมีบางส่วนที่ใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการเดินทางจากบนฟ้าด้วย ใช้เวลาเพียงไม่นานผู้คนทั้งหมดก็ได้มาถึงจุดมุ่งหมายของการเดินทางครั้งนี้

            หลินหยางเองก็ขี่ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬบินไปทางสิ่งก่อสร้างมหึมานั่นเช่นกัน

            หลินหยางเริ่มทำการตรวจสอบสิ่งก่อสร้างนั้นอย่างละเอียดทันทีแม้จะยังไปไม่ถึง

            มันคือป้อมปราการอันกว้างขวางที่มีขนาดใหญ่โตสุดขีดหลินหยางต้องอยู่ห่างจากมันนับพันเมตรถึงจะสามารถมองเห็นป้อมปราการทั้งป้อมได้เต็มตารูปร่างของมันราวกับอสูรโบราณที่มีสีดำและขนาดใหญ่โตมโหฬารมากๆ กำลังนอนหมอบนิ่งๆ อยู่บนพื้น

            ช่วงล่างของป้อมปราการนั้นคือกำแพงรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ค่อนข้างหนาความสูงของมันอยู่ที่ประมาณตึกเจ็ดถึงแปดชั้นได้ สีดำสนิททั่วทั้งตึกบนนั้นถูกสลักเป็นรูปตัวอักษรโบราณเอาไว้ไม่รู้ว่ามันผ่านวันเวลามากี่เดือนกี่ปีแล้ว ทำให้มันดูเก่าแก่และไม่ชัดเจน

            ด้านบนของกำแพงนี้เป็นโดมสีดำทรงครึ่งวงกลม

            โดยโดมนี้ถูกแสงสีน้ำเงินอ่อนสองเส้นตัดผ่านกันจนแบ่งเป็นสี่ส่วนโดยตัดกันตรงกลางบริเวณปลายสุดของเส้นแสงสีน้ำเงินอ่อนแต่ละเส้นนี้ล้วนมีรูปสลักของอสูรเทพผู้พิทักษ์อันสมจริงจนเหมือนกับมีชีวิตตั้งอยู่จุดละหนึ่งตัว

            ตัวแรกเป็นรูปสลักของแมงมุมยักษ์ที่มีท่าทางดุร้าย

            ตัวที่สองเป็นเสือเขี้ยวดาบที่มีเขี้ยวอันแหลมคมยื่นยาวออกมาสองข้างดูสมจริงราวกับมีชีวิตอยู่

            ตัวต่อมาคือสัตว์อสูรขนาดมหึมาที่มีรูปร่างเหมือนกระทิงแต่มีขาขนาดยักษ์อยู่แค่ข้างเดียวราวกับมันสามารถเหยียบย้ำสวรรค์โลกาให้พังทลายได้ด้วยขาเดียว

            และตัวสุดท้ายนั้นเป็นอสูรประหลาดที่มีปีกสองข้าง แต่ส่วนหัวของมันดูเหมือนแพะที่อ่อนโยนถึงแม้จะเป็นแค่รูปปั้น แต่ทั้งตัวของพวกมันกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศลึกลับชวนพิศวง

            รูปสลักทั้งสี่นั้นตั้งตระหง่านอยู่รอบโดมครึ่งวงกลมทั้งสี่ทิศทางราวเทพพิทักษ์กำลังจ้องมองลงมาที่สิ่งมีชีวิตบนพื้นดินราวกับกำลังมองดูมดปลวกก็ไม่ปานดวงตาที่เป็นรูโบ๋ของพวกมันนั้นเหมือนมีประกายแสงอันเย็นชาที่ผู้คนมองไม่เห็นอยู่ด้วย

            และบนกำแพงเหล่านั้นเองก็มีอยู่แผ่นหนึ่งที่มีประตูศิลาขนาดมหึมาติดอยู่โดยมันถูกปิดไว้อย่างมิดชิดเพื่อผนึกความลับทั้งหมดที่อยู่ในป้อมยักษ์เหล่านี้

            หลินหยางที่ลงมาถึงพื้นแล้วก็มีสีหน้าเคร่งขรึม

            ป้อมยักษ์ป้อมนี่มีขนาดใหญ่มากๆใหญ่ราวกับภูเขาลูกหนึ่งเลยทีเดียว ข้างในน่าจะใหญ่พอที่จะสร้างเมืองๆ หนึ่งได้เลยทีเดียว

            แต่สิ่งที่ทำให้หลินหยางรู้สึกสนใจก็คือ ตัวอักษรโบราณที่อยู่บนกำแพงและรูปสลักของอสูรยักษ์ทั้งสี่ตัวนั่น

            ราชันแมงมุมโลหิตม่วง พยัคฆ์เขี้ยวมาร วัวคลั่งขาเดียว (คุ่ย)อสูรศักดิสิทธิ์ไป๋เจ๋อ

            จากความทรงจำของหลินหยางแล้วทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอสูรทั่วไปในภพภูมินี้อย่างไม่อาจเทียบได้โดยเฉพาะวัวขาเดียวและไป๋เจ๋อที่ถึงแม้ว่าจะยังเทียบกับหั่วเอ๋อร์ที่เป็นถึงอสูรเทวะไม่ได้แต่ก็เป็นสัตว์อสูรโบราณที่มีพลังแก่กล้าไม่น้อย

            การที่สามารถสร้างรูปสลักของอสูรที่ทรงพลังขนาดนี้ได้สามารถยืนยันได้ว่าที่มาของป้อมยักษ์นี้ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน