ตอนที่ 49เสี่ยวไป๋ขึ้นสู้
ภายในภัตตาคารหรูใจกลางเมืองฮกหยงศิษย์สำนักไผ่เขียวต่างได้มากินดื่มเลี้ยงฉลองให้กับชัยชนะครั้งแรกของเจียงหวู่เฉิน และถือเป็นการฉลองการแก้แค้นให้ศิษย์ใหญ่ไปในตัว
“ฉลองชัยชนะของหวู่เฉินเกอเกอที่ทุบตีเจ้าอินทรีย์งั่งนั้น จนบิดามารดาจำแทบไม่ได้” เสี่ยวไป๋ร้องขึ้นทุกคนยกเว้นซูเฟิงร้องเห็นด้วย
อาหารโอชะมากมายวางเต็มไปบนโต๊ะซูตันหยินนั้นนั่งด้านซ้าย ใช้ตะเกียบคีบอาหารป้อนถึงมุมปากหวู่เฉิน “หวู่เฉินเป็ดย่างอบขิงทะเลทรายนี้ช่วยเพิ่มพละกำลังอย่างมาก มาศิษย์พี่หญิงจะป้อนเจ้าเอง”เด็กหนุ่มพูดขอบคุณก่อนจะรับประทานเข้าไปศิษย์พี่หญิงยิ้มอย่างอารมย์ดีคอยป้อนอาหารมันไม่ขาด
ศิษย์พี่ใหญ่มองอย่างอิจฉาแต่ไม่กล้ากล่าวอะไรเสี่ยวไป๋ที่นั่งอีกข้างของเด็กหนุ่มยกหางแผ่แม่เบี้ยข่มขู่ซูตันหยินก่อนจะคีบอาหารส่งเข้าปากหวู่เฉินเหมือนกัน
“หวู่เฉินเกอเกอผลไม้ผัดนี้หวานอร่อยมาก ท่านลองชิมดู อ้าม” หวู่เฉินอ้าปากกินอาหารของน้องสาวเสี่ยวไป๋หัวเราะฮิฮิอย่างพอใจ
ซูตันหยินคีบผักสีสันสวยงามส่งมาที่มุมปากเด็กหนุ่มอีกครั้ง”หวู่เฉินผัดผักจานนี้ดีอย่างมาก เจ้าลองชิมดู” เจียงหวู่เฉินหันไปกินเสี่ยวไป๋น้อยแก้มป่องก่อนทั้งสองจะแย่งกันคีบอาหาร ส่งให้เจียงหวู่เฉินไม่หยุดจนมันเริ่มอิ่มแต่ยังต้องกินต่อเรื่อยๆไม่อยากขัดใจสองสาว
“พี่หญิงไม่เห็นหรือไงว่าข้ากำลังป้อนอาหารให้หวู่เฉินเกอเกออยู่!”
“เสี่ยวไป๋แล้วเจ้าไม่เห็นเหรอ ว่าข้ากำลังป้อนให้หวู่เฉิน!”
“ข้าเป็นน้องสาวย่อมต้องปรนนิบัติเกอเกอ!”
“ข้าก็เป็นศิษย์พี่หญิงของมันใยจะป้อนอาหารให้ศิษย์น้องของข้าบ้างไม่ได้!” ซูตันหยินและเสี่ยวไป๋ประสานสายตาประชันกันเหมือนดุจมีกระแสสายฟ้าลั่นเปร๊ยะๆ
ศิษย์พี่ใหญ่เห็นสองสาวแย่งกันป้อนหวู่เฉิน เลยบอกไม่ต้องแย่งกันป้อนหวู่เฉินแยกมาป้อนศิษย์พี่ใหญ่คนหนึ่งย่อมกลายเป็นลงตัว!
“ศิษย์พี่ใหญ่ท่านไม่ต้องยุ่ง!” ทั้งสองสาวหันมาแยกเขี้ยวเสียงดังใส่จุ้ยกานสง จนมันหน้าซีดไม่กล้าพูดอะไรอีกซูเฟิงเห็นก็เค้นเสียง ดังเหอะเดินออกจากห้องไป
“พรุ่งนี้ข้ามีกำหนดการประลองไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ ข้ากลับที่พักล่ะ” จุ้ยกานสงเห็นดังนั้นจึงขอตัวด้วยมันไม่อยากเห็นภาพบาดตาไปมากกว่านี้ แต่สองสาวดันร้องโพล่งรั้งมันไว้
จุ้ยกานสงตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง ‘รึว่าพวกนางแท้จริงแล้วยังสนใจความรู้สึกศิษย์พี่ใหญ่อย่างข้าเหมือนกัน’ แต่ความหวังนั้นกลับพลังทลายไปอย่างรวดเร็ว
“ศิษย์พี่ใหญ่ท่านจะไปก็ได้แต่ทิ้งเงินค่าอาหารไว้ด้วย!”จุ้ยกานสงยิ้มแห้งๆ แต่ในใจกลับร้องไห้อย่างขมขื่น มันล้วงเงินมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆเดินคอตกกลับที่พักถ้ามันหน้าตาดีได้ซักครึ่งของศิษย์น้องมันคงจะดีกว่านี้กระมัง...สองสาวเห็นมันวางเงินไว้ก็คร้านที่จะสนใจมันอีกหันมาทุ่มเถียงแย่งกันป้อนเจียงหวู่เฉินต่อไป
..................
วันที่สองของงานประลองระดับเวทีบาดาลงานประลองในวันแรกสามารถคัดรุ่นเยาวน์ไปได้หลายร้อยคนวันที่สองก็จะมีอีกหลายร้อยคนต้องสิ้นสุดการเดินทางวันที่สองนี้มีศิษย์สำนักไผ่เขียวสองคนลงแข่งขันซูเฟิงนั้นลงประลองเจอกับรุ่นเยาวน์จากสำนักชั้นจัตวาย่อมไม่มีปัญหาใดเนื่องจากรอบประลองของเสี่ยวไป๋และซูเฟิงจัดเวลาเดียวกันซูตันหยินจึงแยกไปให้กำลังใจน้องชายตน
ส่วนเจียงหวู่เฉินและศิษย์พี่ใหญ่มาให้กำลังใจเสี่ยวไป๋ที่เวทีประลองหมายเลขสี่ เจียงหวู่เฉิน จุ้ยกานสง และเสี่ยวไป๋รออยู่ข้างเวทีวันนี้เสี่ยวไป๋ลงประลองเป็นคู่เปิดของสนามที่สี่
เจียงหวู่เฉินและจุ้ยกานสงนั้นต่างพูดให้คำแนะนำเด็กหญิงไม่ให้นางประหม่าหรือประมาทคู่ต่อสู้ ถึงวรยุทธ์เสี่ยวไป๋จะไม่ได้อ่อนแอ แต่นางก็ยังเยาวน์นักด้วยวัยเพียงสิบสามปีแต่ต้องมาชิงชัยกับคนอายุสิบแปดถึงยี่สิบปี
คนดูในวันที่สองนั้นไม่ได้น้อยลงเลยบางทีอาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำงานประลองนั้นนานๆทีถึงจะจัด ทุกคนต่างอยากได้เข้าร่วมต่อให้ไม่สามารถลงแข่งชิงชัยอย่างน้อยได้เฝ้าดูเปิดหูเปิดตาย่อมเป็นประสบการน์ครั้งสำคัญในชีวิต
พิธีกรประจำสนามประกาศเชิญผู้เข้าแข่งขึ้นเวทีคู่แข่งของเสี่ยวไป๋นั้น...กลับเป็นชายอายุสิบเก้าปี ชื่อหลี่กวนศิษย์สำนักอินทรีย์ฟ้าอีกคน ในงานประลองนัดแรกกลับมีศิษย์สำนักไผ่เขียวและอินทรีย์ฟ้าเจอกันถึงสองคู่รู้สึกเหมือนจะบังเอิญมากเกินไปบ้าง
หลี่กวนนั้นหน้าตาธรรมดาไม่ได้หล่อเหลาร่างสูงกว่าเสี่ยวไป๋อยู่มากโขมันส่งสายตาเหมือนนักล่าจ้องเหยื่อมาที่เด็กหญิงที่ยืนอยู่ข้างหน้าวันนี้มันกลับโชคดีจับฉลากมาเจอเด็กหญิงปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมดูแล้วเหมือนอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปี แต่ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถรับสิทธิ์เข้าแข่งได้ย่อมสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบำเพ็ญกายได้แล้วย่อมไม่ธรรมดาสามัณ
“หลี่กวนสำนักอินทรีย์ฟ้า ขอคำชี้แนะด้วย”มันพูดพร้อมยกมือคารวะเด็กหญิง เสี่ยวไป๋เค้นเสียงเบาดัง เหอะไม่คารวะตอบ
“ไป๋ซูหลันสำนักไผ่เขียว มารดาจะสั่งสอนเจ้าเอง!”ไม่ใช่เสี่ยวไป๋ไม่มีมารยาทแต่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนสำนักอินทรีย์ฟ้าเด็กหญิงจึงไม่ชอบขี้หน้าเท่าไหร่
หลี่กวนเห็นดังนั้น จึงขมวดคิ้วมุ่นมันอุตส่าห์มีมารยาทกับเด็กหญิงน้อยนี่แต่อีกฝ่ายกลับไม่รับคารวะ สมควรต้องสั่งสอนนางให้รู้ซึ้งเสียแล้ว!
ผู้คนรอบเวทีต่างคุยกันจ๊อกแจ๊ก เด็กหญิงคนนี้ดูไปอายุได้แค่สิบสองสิบสามกลับสามารถลงแข่งได้แล้วนางเป็นใครทำไมถึงไม่เคยได้ยินชื่อต้องกล่าวว่าอายุประมาณเสี่ยวไป๋แถมอยู่ในขอบเขตบำเพ็ญกายนั้นมีน้อยมากส่วนมากจะอยู่ในสังกัดพรรคใหญ่โตมีชื่อเสียง พวกมันย่อมสามารถรู้จักมาบ้างแต่กลับเด็กหญิงน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักในชุดเขียวนี่กลับไม่เคยได้ยินมา
“เด็กหญิงน้อยเจ้าอายุยังเยาวน์แต่สามารถเข้าร่วมงานประลองได้ เอาเยี่ยงนี้เถอะ...ข้าจะต่อให้เจ้าสามกระบวนท่าเจ้าโจมตีมาสามท่าข้าจะไม่ตอบโต้!”
เสี่ยวไป๋ได้ยินก็ยิ้มนึกสนุกปากจิ้มลิ้มพูดคำว่า“ดี” ออกมานางพุ่งร่างเข้าหาอีกฝ่ายตรงๆพอเด็กหญิงพุ่งเข้าระยะหลี่กวนก็แสยะยิ้มเย็น’นังเด็กโง่เอ้ย’ มันนั้นดีดนิ้วเป็นดัชนีชี้ไปที่เด็กหญิง
ลมปราณดัชนียิงเป็นกรงเล็บแหลมคมพุ่งเข้าเสี่ยวไป๋ศิษย์พี่ใหญ่นั้นร้องออกมาด้วยความเป็นห่วง ในแง่พลังฝีมือมันไม่ห่วงแต่เสี่ยวไป๋ยังเยาวน์อาจไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมผู้คน
ในขณะที่ดัชนีกำลังจะกะทบถูกเด็กหญิงหลี่กวนยิ้มเย็นรอรับชัยชนะ มันเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตบำเพ็ญกายขั้นกลางแล้ว ด้วยกระบวนท่า‘ดัชนีเล็บอินทรีย์’ นี้ของมันย่อมสามารถทำให้ผู้บำเพ็ญกายขั้นต้นที่ไม่ระวังตัวบาดเจ็บสาหัสได้มันไม่ได้คิดเลยว่าเสี่ยวไป๋จะอยู่ขอบเขตเดียวกับมันได้เนื่องด้วยอายุเลยอาจจะประเมินเด็กหญิงพลาดไป
“ตัวอุบาทกลับกล้าหลอกลวงมารดา!”
เสี่ยวไป๋ฉีกยิ้มที่มุมปากมือล้วงกระบองกิ่งไผ่ออกมาจากเสื้อคลุมฟาดปัดดัชนีเล็บอินทรีย์อย่างง่ายดาย หลี่กวนตะลึง เมื่อเห็นการลอบโจมตีของมันไม่ประสบผลเด็กหญิงพุ่งเข้ามาใกล้มันเรื่อยๆ มันนั้นกลับยกมือมายิงดัชนีเล็บอินทรีย์อย่างต่อเนื่องสามสี่สาย
เสี่ยวไป๋ตวัดกระบองกิ่งไผ่ฟาดปะทะ หนึ่ง สองสาม สี่ นางสามารถฟาดปัดดัชนีอินทรีย์ได้อย่างง่ายดายหมดจดเคลื่อนกายเข้าประชิดตัวหลี่กวนหลี่กวนตั้งสติเด็กหญิงนี่เข้าประชิดตัวแล้วอย่างไรสามารถสู้มันที่เป็นผู้บำเพ็ญกายขั้นกลางได้หรือ?
ในขณะที่มันจะจู่โจมเด็กหญิงในระยะปะชิดเสี่ยวไป๋กลับฟาดกระบองกิ่งไผ่ในมือ วาดออกด้วยท่าทางสวยงามกระบองกิ่งไผ่นั้นอาบด้วยปรานของนางจนทอประกายสีเขียวอ่อนยามวาดออกกลายเป็นเส้นแสงสีเขียวลากตามไปในอากาศ
หลี่กวนเมื่อเห็นความรุนแรงของกระบองกิ่งไผ่ที่วาดมาก็คิดว่าผิดท่า ไม่กล้าต้านรับกลับขยับกายหลบกระบองกิ่งไผ่พุ่งเฉียดลำตัวมันไปอย่างฉิวเฉียวฉีกฟาดกายาปรานของมันเป็นรอยในคลาเดียว
เสี่ยวไป๋ไม่หยุดมือกลับวาดออกด้วยกระบวนท่า”พายุกิ่งไผ่” ฟาดรัวไปที่หลี่กวนหลายไม้หลี่กวนพยามเอี้ยวตัวหลบ หลบครั้งที่หนึ่ง สอง แต่ครั้งที่สามไม่สามารถหลบได้ต้องยกมือขึ้นต้าน
กระบองกิ่งไผ่ฟาดมันเต็มๆกระเด็นไกลไปไกลหลายก้าวกว่าจะหยุดร่างลง กายาปรานของมันแตกออกกระอักเลือดออกมาสายนึง
มันไม่อยากจะเชื่อที่กลับโดนเด็กหญิงน้อยท่าทางบอบบางฟาดจนเกือบสิ้นท่าในทีเดียวเด็กหญิงผู้นี้อย่างน้อยต้องอยู่ขอบเขตเดียวกับมัน ด้วยอายุของนางนั้นแสดงออกถึงพรสวรรค์ไร้เปรียบทำไมถึงไปอยู่สำนักเล็กๆอย่างสำนักไผ่เขียวได้