สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ

    สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ_57_พี่น้องทะเลาะกัน!

    คนที่เปิดประตูเข้ามาก็คือหลินฮั่วอินผู้ซึ่งเตรียมแผนตีตลาดจนหัวหมุน ตัวเธอเองสะสางปัญหาต่าง ๆ ได้ก็เพราะร่วมมือกับหลานซิน ถึงแม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าเกินรับไหว แต่สภาวะจิตใจของเธอกลับยังปกติดี และแม้เซียวเจิ้งจะสร้างความวุ่นวายในที่ทำงาน เธอก็ไม่คิดจะสนใจ แต่ใครจะไปคิดว่าพอตนเดินเข้าประตูมา จะเห็นภาพที่อีตาบ้าคนนี้กำลังจับน้องสาวของตนกดลงบนโซฟา มือจับตรงโน้นทีตรงนี้ที ทำมิดีมิร้ายโดยไร้ความเกรงกลัว แถมใบหน้ายังประดับรอยยิ้มเลวทราม


    ตอนนี้ทั้งสองคนกลิ้งตกลงจากโซฟา อยู่ในท่วงท่าน่าอายที่ใครเห็นก็ต้องหน้าแดงลามถึงใบหู


    หลินฮั่วอินโกรธจนเลือดขึ้นหน้าทันที!


    เธอปิดประตูดังปัง กระโจนเข้าหาเซียวเจิ้งอย่างจังด้วยความโมโห ก่อนจะผลักเขาออกไป แล้วดึงหลินเสี่ยวจู้ที่ล้มกลิ้งบนพื้นมาไว้ด้านหลัง พร้อมทั้งตวาดเสียงใส่เซียวเจิ้งว่า


    “นายมันไร้ยางอาย ไสหัวไปให้พ้นจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!”


    เพลิงโทสะพุ่งสูงสามจั้ง ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ เธอมองว่าเซียวเจิ้งเป็นคนชั้นต่ำ คนบ้ากามจอมปลิ้นปล้อน


    “นี่”


    เซียวเจิ้งแก้ตัวให้ตนเองโดยไม่กระอักกระอ่วนว่า “ประธานหลิน เรื่องมันไม่ใช่แบบที่คุณคิด ผมกับเสี่ยวจู้แค่เล่นกันเท่านั้น”


    “เล่นกันเหรอ?”


    ดวงตากลมโตของหลินฮั่วอินเบิกกว้าง เธอเลิกคิ้วอันเรียวยาวแล้วกล่าวออกมาว่า “เสี่ยวจู้เพิ่งอายุแค่สิบเจ็ด แม้แต่เธอ นายก็ยังไม่เว้น นี่ยังกล้าปั้นน้ำเป็นตัวอีกเหรอ? ไสหัวไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ!”


    หากเป็นความขัดแย้งที่ไม่อาจแก้ไขได้ของหลินฮั่วอินกับเซียวเจิ้งเพียงอย่างเดียว เธอสามารถประนีประนอมโดยดูจากสถานการณ์โดยรวมได้ แต่ตอนนี้มีหลินเสี่ยวจู้ น้องสาวเพียงคนเดียวเข้ามาเกี่ยวพัน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้หลินฮั่วอินรู้สึกว่าตนชักศึกเข้าบ้าน ซ้ำร้ายยังเกิดความกลัวอย่างรุนแรง เธอกลัวว่าไอ้ระยำคนนี้จะฉวยโอกาสตอนที่เธอไม่ระวังไปทำมิดีมิร้ายเสี่ยวจู้ เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าอย่างไรเธอจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองแน่นอน


    ดังนั้นวันนี้เธอจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าต้องไล่เซียวเจิ้งออกจากบ้าน ต่อให้ต้องทะเลาะจนแตกหักกันไปข้าง สูญเสียเกียรติภูมิที่สั่งสมมาทั้งหมด เธอก็ไม่ลังเล!


    พอเห็นเซียวเจิ้งไม่ตอบโต้อะไร หลินฮั่วอินก็หันกลับไปมองหลินเสี่ยวจู้ที่หน้าแดงระเรื่อ เสื้อผ้าหลุดลุ่ย จากนั้นเอ่ยถามว่า “ยังไม่รีบแจ้งตำรวจอีก?”


    “หา?”


    ร่างบางของหลินเสี่ยวจู้สั่นระริกอย่างฉับพลัน เธอเบิกตากว้างแล้วกล่าวว่า “พี่ พี่จะแจ้งตำรวจมาจับพี่เขยเหรอ?”


    “ใครเป็นพี่เขยเธอ?” หลินฮั่วอินตะเบ็งเสียง “เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว โทรแจ้งตำรวจให้จับหมอนี่เข้าคุกซะ!”


    หลินเสี่ยวจู้ตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว


    ฝั่งหนึ่งคือพี่สาวที่เธอสนิทสนม อีกฝั่งคือพี่เขยลึกลับที่เธอชอบมาก ไม่ว่าฝั่งไหนเธอก็ไม่อยากล่วงเกิน เธอจึงยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความสับสนงุนงง ใบหน้าเผยความไร้เดียงสา


    หลินเสี่ยวจู้ดูออกว่าครั้งนี้พี่สาวของเธอโกรธจัด ต่อให้เธออธิบายแทนเซียวเจิ้ง พี่สาวของเธอคงไม่ยอมรับอยู่ดี ท่าทางของคนทั้งสองเมื่อครู่นี้ ไม่ว่าใครที่ได้เห็นก็มีแต่จะคิดไปในทางไม่ดี แล้วพี่สาวบังเกิดเกล้าของเธอจะไปเหลืออะไร?


    แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เธอจะยอมเห็นพี่เขยที่กำลังตกทุกข์ได้ยากถูกพี่สาวไล่ตะเพิดออกจากบ้านหรือไม่ หลินเสี่ยวจู้ที่ยึดมั่นในความยุติธรรมไม่สามารถปล่อยไปได้ เธอไปยืนคั่นกลางคนทั้งสอง พูดกับหลินฮั่วอินที่ไฟแห่งโทสะกำลังพลุ่งพล่านว่า “พี่ ฉันรู้ว่าตอนนี้ต่อให้อธิบายยังไงก็ไม่มีประโยชน์ แต่ฉันและพี่เขยแค่เล่นกันจริง ๆ มันไม่ใช่อย่างที่พี่คิดเลยนะ อีกอย่าง...พี่คิดว่าฉันจะแย่งผู้ชายของพี่เหรอ? พี่ถึงได้ไม่เชื่อฉันขนาดนี้”


    หลินฮั่วอินเชื่อหลินเสี่ยวจู้หมดหัวใจ แต่เธอไม่มีทางเชื่อเซียวเจิ้ง!


    ไม่งั้นเธอคงไม่ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถูกผู้ชายสารเลวคนนี้บีบให้จนมุม ถูกบังคับให้อยู่ร่วมกับเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นตอนนี้ อยู่กับคนอย่างเขาก็เหมือนอยู่กับเสือ


    แต่เรื่องเหล่านี้ เธอจะอธิบายให้หลินเสี่ยวจู้ฟังยังไง? บอกเธอว่าพี่สาวของเธอถูกชายคนนี้รังแกมานานแล้วงั้นเหรอ? ทั้งยังมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะตั้งครรภ์กับผู้ชายต่ำทรามคนนี้อีก?


    ให้ตายยังไงหลินฮั่วอินก็พูดออกไปไม่ได้!


    อาจเป็นเพราะเหตุนี้ หลินฮั่วอินถึงได้รู้สึกอ่อนไหวกับการกระทำของเซียวเจิ้งมาก เธอกลัวว่าเสี่ยวจู้จะกลายเป็นเนื้อเข้าปากเสือ ถูกเซียวเจิ้งที่มีเจตนาไม่ดีล่อลวง


    “พี่เชื่อเธอ แต่เธอไม่รู้จักนิสัยของเขา!”


    ท่าทีแข็งกร้าวของหลินเสี่ยวจู้ทำให้หลินฮั่วอินผิดหวังถึงที่สุด เธอกล่าวออกมาอย่างหมดความอดทนว่า “เธอรู้เหรอว่าก่อนหน้านี้เขาเคยทำอะไรมา เธอไม่รู้อะไรเลยก็เชื่อใจคนคนหนึ่งง่าย ๆ แล้ว ถ้าเกิดเรื่องเสียหายขึ้นมาจะทำยังไง”


    “ฉันไม่รู้จักแล้วพี่รู้จักเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างดื้อรั้น “พี่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในโลกเสมอ อยากบงการชีวิตของทุกคนเสมอ แต่ถึงพี่จะเป็นพี่สาวของฉัน ก็ไม่มีสิทธิ์ไร้เหตุผลแบบนี้!”


    “หลีกไป!”


    หลินฮั่วอินโกรธจนหน้าแดงก่ำ เธอผลักหลินเสี่ยวจู้ออกไป หวังจะไล่เซียวเจิ้งไปให้พ้น แต่เป็นเพราะอารมณ์อยู่เหนือการควบคุมจึงทำให้เธอผลักแรงเกินไป หลินเสี่ยวจู้ล้มลงกับพื้น หน้าผากกระแทกกับขอบโต๊ะกาแฟอย่างแรงจนเกิดเสียงน่าอกสั่นขวัญหาย


    “โอ๊ยยย”


    หลินเสี่ยวจู้ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด จากนั้นเอามือป้องหน้าผากตัวเองขณะนอนอยู่บนพื้น


    “เสี่ยวจู้!”


    เซียวเจิ้งขมวดคิ้วมุ่น รีบวิ่งไปที่ข้างกายของเสี่ยวจู้ แล้วประคองตัวเธอขึ้นมา


    หลินฮั่วอินเองก็เจ็บปวดมาก เธอปรี่เข้าไปร้องถามด้วยความตกใจ “เสี่ยวจู้ เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”


    “พี่ไม่ต้องมายุ่ง!” หลินเสี่ยวจู้ที่ไม่สบอารมณ์สุดขีดผลักหลินฮั่วอินให้พ้นทาง ดึงแขนของเซียวเจิ้ง พร้อมทั้งวิ่งออกไปนอกประตู” พี่เขย ในเมื่อเธออยากไล่พี่ ฉันก็จะไปกับพี่ด้วย!”


    หลังจากพูดจบก็ไม่ได้แยแสแววตาอันแสนเจ็บปวดของหลินฮั่วอิน เธอดึงเซียวเจิ้งวิ่งหนีไปทันที


    หลินฮั่วอินสับสนไปหมดแล้ว เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร แววตาสั่นไหวใบหน้าซีดเผือด เสียใจมากจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้


    หลินเสี่ยวจู้ดึงเซียวเจิ้งวิ่งออกจากห้องนานพักใหญ่ถึงค่อยหยุดฝีเท้าลง จากนั้นเธอก็ร้องไห้พลางก่นด่าหลินฮั่วอินว่า “ฉันรู้ตั้งนานแล้วว่าพี่ไม่ชอบฉัน! แต่คิดไม่ถึงว่าพี่จะไร้หัวใจขนาดนี้! ฉันจะไม่มีวันให้อภัยพี่ไปตลอดชีวิต!”


    เธอปาดน้ำตา นั่งยองลงกับพื้นพลางร้องไห้สุดเสียง ท่าทางน่าสงสารจับใจ


    เซียวเจิ้งยืนอยู่ด้านข้างอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เขาเองก็พูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าควรปลอบประโลมอย่างไรดี


    การทะเลาะซึ่งเดิมทีเป็นของเขาและหลินฮั่วอิน กลับจุดชนวนความบาดหมางระหว่างพี่น้องด้วยความไม่ระวัง สิ่งนี้ทำให้เซียวเจิ้งตำหนิตัวเองอย่างมาก ทั้งยังรู้สึกผิดเกินบรรยาย เขาถอนหายใจเบา ๆ เฮือกหนึ่ง จากนั้นจึงนั่งลงที่ข้างกายหลินเสี่ยวจู้ พร้อมกับกล่าวแนะว่า “เสี่ยวจู้ หยุดร้องไห้ได้แล้ว พี่สาวของเธอหวังดีกับเธอนะ”


    “หวังดีกับฉันอะไรกัน? เธอก็แค่ผู้หญิงหยิ่งยโสไร้เหตุผล คิดว่าตัวเองถูกเสมอเท่านั้นแหละ!” หลินเสี่ยวจู้ระเบิดอารมณ์พร้อมกับแหกปากตะโกนออกมาว่า “พี่เกลียดฉันตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าฉันจะทำอะไร พี่ก็ไม่เคยชอบ ซ้ำยังแสร้งทำดีกับฉัน! บนโลกใบนี้มีพี่สาวแบบนี้ที่ไหนกัน? ทำไมพี่ต้องจู้จี้จุกจิกกับฉัน แค่เพราะโตกว่าฉันไม่กี่ปีก็สามารถบงการชีวิตของฉัน ยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของฉันได้แล้วงั้นเหรอ? ฉันรู้! รู้ว่าพี่ไม่พอใจมาตลอดที่แม่ของฉันแย่งพ่อของพี่ ก็เลยเอาความแค้นทั้งหมดมาลงที่ฉันไง! แต่พี่ทำแบบนี้กับฉันไปทำไม? ฉันทำอะไรผิดเหรอ? เรื่องของผู้ใหญ่ ทำไมฉันต้องมารับผิดชอบด้วยล่ะ?”


    หลินเสี่ยวจู้น้อยใจมาก น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสายราวกับเขื่อนแตก ดูเปราะบางน่าสงสาร


    “เด็กโง่”


    เซียวเจิ้งยื่นมือออกมาเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของสาวน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้าพี่สาวของเธอเกลียดเธอ จะตามเก็บกวาดเรื่องที่เธอก่อขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกหน้าแทนเธอทำไมล่ะ? เธอรู้ไหมว่าเกียรติบัตรที่เธอได้มาจากการแข่งขันคณิตศาสตร์สมัยปอหก พี่ของเธอยังเก็บไว้ในห้องทำงาน แขวนไว้บนกำแพงจนถึงตอนนี้ ต่อให้ทุกคนบนโลกนี้เกลียดเธอ พี่สาวของเธอก็ยังดูแลเธอ เอ็นดูเธอเสมอ เธอรู้หรือเปล่าว่าที่บริษัท พี่ของเธอได้รับฉายาว่าเป็นผู้หญิงที่เย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็ง ใคร ๆ ต่างก็กลัวเธอ จะยิ้มก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอคนเดียวเท่านั้น นี่ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ตำแหน่งของเธอในหัวใจของพี่สาวเธออีกเหรอ? เธอลองคิดดูสิว่า ที่คืนนี้พี่สาวของเธอตอบโต้อย่างรุนแรง ก็เพราะเป็นห่วงเธอมาก ถึงยั้งสติไม่อยู่ไม่ใช่หรือไง? หัวแตกน่ะ พักผ่อนไม่กี่วันก็ดีขึ้นแล้ว แต่ถ้าความสัมพันธ์ของพวกเธอสองพี่น้องแตกหัก คราวนี้เธอจะซ่อมมันยังไง?”

    คล้ายกับเรื่องสุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ ที่คุณอ่าน