[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 179 ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงของข้าคือกรรมตามสนอง วางแผนปั่นหัว

    ตอนที่ 179 ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงของข้าคือกรรมตามสนอง วางแผนปั่นหัว

            เมื่อกู้ฉางเกอเอ่ยจบคำ ร่างของกู้หนานซานพลันปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงและเต็มไปด้วยความมิอยากจะเชื่อของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งปวง

            เขาก้าวเพียงหนึ่งก้าวจากเบื้องบน ก่อนจะนำพาตนเองลงมาปรากฏอยู่ข้างกู้ฉางเกอในพริบตา

            ร่างนั้นดูงองุ้ม สวมใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าหมองคล้ำ เผยให้เห็นฟันเหลืองหม่น และบนหลังแบกมีดทำครัวปลายแหลมที่มีรอยแตกเอาไว้

            การปรากฏกายในคราบชาวนาผู้ซอมซ่อเช่นนี้ ทำให้ผู้คนแทบจะสิ้นสติ ดวงตาพลันเบิกกว้างจนเหมือนจะหลุดร่วงออกจากเบ้า

            นี่หรือคือบรรพชนผู้ลึกลับของตระกูลกู้

            เหล่าผู้อยู่ในสำนักมรรคาสูงสุดและชนชั้นสูงแห่งเผ่าพันธ์ุต่างๆ ต่างเพ่งมองกู้หนานซานด้วยดวงตามิกะพริบ ราวกับมิอาจจะยอมรับได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือความจริง

            ภาพนี้ช่างห่างไกลเกินกว่าจะทำใจเชื่อได้ว่าเขาเป็นผู้ทรงมรรคาผู้สูงส่งที่พวกเขาต่างจินตนาการเอาไว้ ภาพที่เห็นมิได้สอดคล้องกับคำยกย่องนั้นเลยแม้แต่น้อย

            “ข้าน้อยขอคารวะท่านบรรพชน”

            แม้แต่กู้ฉางเกอเองก็ยังรู้สึกอึ้งงันไปชั่วครู่ ทว่ามินานเขาก็ระบายรอยยิ้มอันอบอุ่น ก่อนจะกล่าวทักทายอย่างอ่อนโยนออกมา

            จากกระแสพลังที่แผ่ออกมา กู้ฉางเกอนั้นย่อมมั่นใจว่านี่คือบรรพชนของตระกูลกู้จริงๆ เขาจึงได้คลายความกังวลลงไปบ้าง

            แผนการอันเปิดเผยเช่นนี้ แม้จะทำให้บรรพชนโกรธเกรี้ยวจนไฟลุกโชนในใจ ทว่าในยามนี้เขานั้นย่อมมิอาจจะระเบิดโทสะออกมาได้ เพราะสิ่งนี้เกี่ยวพันกับความลับและเรื่องราวภายในตระกูลกู้ บรรพชนที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนานเช่นเขาก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เขาย่อมต้องรักษาความสมานฉันท์ และอดทนเอาไว้ก่อน กู้ฉางเกอจึงได้ใช้เหตุผลในข้อนี้บีบให้เขาออกมาอย่างแยบยล

            แต่เดิมกู้ฉางเกอวางแผนให้ตระกูลมนุษย์ปักษาเกิดความแค้นชิงชัง หวังให้พวกเขาลงมือปลิดชีพตนเอง เพื่อบีบบังคับให้บรรพชนเผยตัวออกมา เพราะตามเหตุผลแล้ว บรรพชนผู้นั้นย่อมมิอาจเพิกเฉยปล่อยให้เขาตกตายไปอย่างแน่นอน

            แล้วนับประสาอะไรกับสถานการณ์อย่างปัจจุบัน ที่กู้เซียนเอ๋อร์ เด็กสาวผู้ใสซื่อ ยังคงสับสนจนลืมเลือนแม้กระทั่งความแค้นเรื่องการช่วงชิงกระดูก

            ก่อนหน้านี้สิ่งที่ผลักดันให้นางมุ่งมั่นฝึกฝนล้วนเป็นความแค้นที่มีต่อกู้ฉางเกอ หวังเอาชนะเขาเพื่อชิงคืนทุกสิ่งที่ถูกแย่งไป ทว่าบัดนี้ สิ่งที่ขับเคลื่อนนางกลับกลายเป็นความใคร่รู้ในความลับที่ซ่อนเร้นเอาไว้ของกู้ฉางเกอไปเสียแล้ว

            กู้ฉางเกอรู้จักนิสัยของกู้เซียนเอ๋อร์ดี และมั่นใจว่านางคงจะมิมีทางเพิกเฉยหากเห็นตนตกอยู่ในวิกฤติชีวิตได้ ดังนั้น มิว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร บรรพชนผู้นี้ก็ย่อมต้องถูกดึงลงเข้ามาอยู่ในวังวน และตกเป็นเครื่องมือที่เขาใช้ข่มขวัญเหล่าตระกูลใหญ่อย่างแน่นอน

            ทว่าตระกูลมนุษย์ปักษาก็ช่างน่าผิดหวังนัก พวกเขากลับมิกล้าลงมือกับเขาเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ กู้ฉางเกอจึงได้แต่ต้องคิดแผนใหม่ และแผนการที่เขาเลือกใช้ในครั้งนี้ก็คือการเปิดโปงตำแหน่งที่ซ่อนตัวของบรรพชนผู้นี้โดยตรง การกระทำนี้ช่างแหลมคมและโหดเหี้ยม อีกทั้งยังจับจุดอ่อนของบรรพชนเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัด

            ส่วนเรื่องการที่ได้ล่วงเกินบรรพชนผู้นี้ไปนั้น กู้ฉางเกอมิเคยจะใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เพราะแต่ไหนแต่ไร เขาก็มิคาดหวังให้บรรพชนผู้นี้มีความเอ็นดูอันใดในตัวเขาอยู่แล้ว!

            “เจ้าทำได้ดีมาก”

            กู้หนานซานเปล่งวาจาด้วยใบหน้าฉายรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าภายในใจเขากลับอยากจะฟาดฝ่ามือสังหารลูกหลานอกตัญญูผู้นี้ให้เสียสิ้น การวางแผนกลั่นแกล้งบรรพชนเช่นนี้นับว่าเชี่ยวชาญเสียเกินพอดีนัก

            แท้จริงแล้ว เขามิเคยคิดจะลงมือแทรกแซงช่วยเหลือทั้งสิ้น และหากจะลงมือ ก็คงจะเป็นยามที่สถานการณ์นั้นเลวร้ายอย่างถึงที่สุด มิฉะนั้น ศักดิ์ศรีของบรรพชนเช่นเขาจะหลงเหลือไปเพื่ออันใดกันเล่า

            จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ กู้หนานซานยิ่งมั่นใจในนิสัยของกู้ฉางเกอที่ว่า บุตรหลานผู้นี้ช่างบ้าบิ่นและเด็ดเดี่ยวเสียจริง แม้แต่บรรพชนเช่นเขาก็ยังกล้าคิดเล่นเล่ห์วางแผน เช่นนั้นแล้วยังจะมีสิ่งใดในโลกที่เขามิกล้าจะกระทำอีกเล่า

            “ท่านบรรพชนช่างกล่าวชมกันเกินไปแล้ว ข้าน้อยเพียงแต่ทำตามคำสั่งของท่านเท่านั้นเอง”

            กู้ฉางเกอแย้มยิ้มรับอย่างมิสะทกสะท้าน ราวกับฟังความหมายแฝงในคำพูดนั้นมิออก ทว่าแท้จริงแล้วเขาย่อมรู้ดีว่าถ้อยคำนั้นล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความขุ่นเคือง เพียงแต่ว่า เขาจะใส่ใจเรื่องนี้หรือ

            กู้ฉางเกอยังคงแสดงละครที่แนบเนียนเสียยิ่งกว่าอันใด เขากล่าวโยนความผิดทั้งหมดไปยังกู้หนานซานอย่างมิกะพริบตา ถ้อยคำของเขานั้นแฝงความชำนาญ ทั้งยังคล่องแคล่วเสียจนรอยยิ้มบนใบหน้าของกู้หนานซานถึงกับแข็งค้างไปชั่วขณะ ทว่าด้วยความที่เป็นบรรพชนที่มีชีวิตดำรงอยู่มาเนิ่นนาน เขาจึงยังคงรักษาความสง่างามเอาไว้ได้

            “ฉางเกอ เจ้าทำได้เหมาะสมยิ่ง ในฐานะผู้สืบทอดของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ย่อมต้องมีท่าทีที่คู่ควร ตระกูลมนุษย์ปักษานั้นช่างมิรู้จักความตาย ตั้งแต่วันนี้ไป พวกมันมิจำเป็นจะต้องดำรงอยู่ในโลกหล้าอีกต่อไป”

            กู้หนานซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่แฝงด้วยเจตนาสังหารอันเข้มข้น ในยามนี้เขายังรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างสง่างาม แม้ว่าสายตาคู่นั้นจะฉายแววดุดันอย่างปิดมิมิด

            “ทั้งหมดก็ด้วยเพราะมีท่านบรรพชนคอยหนุนหลัง ข้าน้อยไหนเลยจะกล้ากระทำสิ่งใดโดยลำพังไปได้” กู้ฉางเกอยิ้มแย้มบางเบา ก่อนจะแสดงสีหน้าราวกับกล่าวว่า “ท่านจะทำอันใดข้าได้เล่า”

            ในสายตาของผู้คนภายนอก เหตุการณ์นี้กลับดูเสมือนว่าบรรพชนแห่งตระกูลกู้กำลังชมเชยและภาคภูมิใจในตัวผู้สืบทอดผู้เฉลียวฉลาดอยู่ ภาพลักษณ์ที่ดูสามัคคีเช่นนี้ ยิ่งทำให้ผู้คนพากันอิจฉานัก

            นี่คือสิ่งที่ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงควรมี ผู้สืบทอดที่เคารพนอบน้อมและชาญฉลาด อีกทั้งท่านบรรพชนที่ทรงพลังและเปี่ยมเมตตา สมควรแล้วที่พวกเขาจะยืนหยัดได้อย่างเป็นนิรันดร์!

            “เหตุใดจึงรู้สึกแปลกๆ ได้...”

            กลางเวหา กู้เซียนเอ๋อร์อดมิได้ที่จะพึมพำขึ้นมาเบาๆ ดวงตาหลบเบือนหนีออกจากใบหน้าของกู้ฉางเกอ ชายผู้นั้นยิ้มอย่างงดงามเสียจนผิดวิสัย เพียงมองดูก็รู้ว่าในใจคงมิได้คิดสิ่งดีเป็นแน่

            “ข้ารู้แล้วว่าต้องมีเล่ห์กล! กู้ฉางเกอช่างเจ้าเล่ห์นัก เบื้องหลังย่อมต้องมีผู้แข็งแกร่งหนุนหลังอยู่เป็นแน่!”

            เบื้องหน้าหอศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลมนุษย์ปักษา อวี่อู๋ตี๋เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงโล่งอก ทว่าดวงตานั้นยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยความหวาดระแวง

            จากร่างของบรรพชนตระกูลกู้ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เขาสัมผัสได้ถึงความกว้างใหญ่อันลึกล้ำดุจห้วงจักรวาล พลังอำนาจของอีกฝ่ายทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว มิกล้าประสานสายตากับคนผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย

            “ท่านผู้นำตระกูล เว้นเสียแต่ว่าท่านบรรพชนของพวกเราจะตื่นขึ้นมา มิเช่นนั้นวันนี้ตระกูลของเราคงต้องถึงกาลล่มสลายเป็นแน่! ตระกูลกู้ถึงกับส่งบรรพชนมาด้วยตนเอง...” เสียงอันสั่นเครือของผู้อาวุโสในตระกูลดังขึ้น

            ทุกคนล้วนรู้สึกถึงกระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของกู้หนานซาน พวกเขามิมีวันจะต้านทานได้ แม้แต่เพียงเศษเสี้ยวเดียวของพลังนั้นก็ยังมิอาจทานทน

            “ท่านบรรพชน เรื่องทั้งหมดก็รบกวนขอมอบให้ท่านแล้ว หากฉางเกออยู่ที่นี่ ก็มีแต่จะเพิ่มความยากลำบากให้แก่ท่าน ดังนั้นฉางเกอจึงขอล่าถอยไปก่อนแล้ว”

            กู้ฉางเกอแย้มยิ้มบางเบา ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็นโดยมิรอคำตอบจากกู้หนานซาน เพียงก้าวถอยหลังหนึ่งครั้ง ร่างของเขาก็จางหายเข้าสู่ความเลือนลางของห้วงมิติ และจากไปในทันที

            เขานั้นได้บรรลุเป้าหมายแล้ว ในเวลานี้ก็ย่อมต้องหามุมอันเงียบสงบเพื่อชมดูเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความสำราญใจ และรอคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างง่ายดาย

            คิดจะสั่งสอนเขาอย่างนั้นหรือ กู้ฉางเกอแค่นหัวเราะในใจ เพียงแค่พลิกฝ่ามือเขาก็สามารถวางแผนปั่นหัวบรรพชนผู้นี้ได้แล้ว

            “เจ้า...”

            เพียงได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น หนวดเคราของกู้หนานซานก็แทบจะลุกตั้งไปด้วยความเดือดดาล ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาก็ทำได้เพียงแต่ระงับโทสะเอาไว้อย่างเต็มกำลัง และสาบานในใจว่าหลังเรื่องนี้จบลง เขาคงจะต้องสะสางบัญชีนี้กับกู้ฉางเกอให้ถึงที่สุด

            เจ้าเด็กเหลือขอนี่!

            มิเคยมีผู้ใดกล้าคิดวางแผนกับเขาถึงเพียงนี้มาก่อน และยังทำได้อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้อีก!

            “บรรพชนของพวกเจ้าหายหัวไปอยู่ที่ใดกัน รีบออกมารับความตายเสียเถิด!”

            เสียงของกู้หนานซานสะท้านสะเทือน ราวกับเสียงคำรามของเทพอสูร เพียงชั่วขณะหลังจากกู้ฉางเกอล่าถอยไป กลิ่นอายแห่งความน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านไปทั่วทุกสารทิศ พลังอันยิ่งใหญ่ก่อเกิดจนท้องนภาแปรเปลี่ยนสี สะท้อนก้องจนดาราจักรสั่นคลอน

            “ทรงพลังยิ่งนัก!”

            “พลังนี้… เกรงว่าคงเหนือกว่าขอบเขตมหายุทธ์สูงสุดไปเสียแล้ว...”

            ในยามนั้น มิว่าจะเป็นเหล่าผู้นำแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาหรือผู้บำเพ็ญมรรคาที่เฝ้าชมเหตุการณ์อยู่โดยรอบ ต่างก็ล้วนแล้วแต่เผยสีหน้าถอดสี คลื่นพลังดุจมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ถาโถมเข้ามาพร้อมกับแรงกดดันที่แทบจะทำให้พวกเขาหายใจมิออก

            ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้นี้ก็ยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวของอำนาจที่กู้หนานซานปลดปล่อยออกมาเท่านั้น! บรรพชนแห่งตระกูลกู้ผู้นี้ ช่างแข็งแกร่งเกินกว่าจะหยั่งถึงนัก!

            “รีบไปเชิญท่านบรรพชนออกมา!”

            อวี่อู๋ตี๋ทรุดกายลงกับพื้นในทันใด ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ราวกับแม้แต่ดวงจิตก็ยังมิอาจคงอยู่ได้อย่างมั่นคง แม้เขาจะเป็นผู้แข็งแกร่งซึ่งทรงพลังถึงขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ทว่าในยามนี้กลับดูเล็กกระจ้อยร่อยดุจมดปลวก

            ส่วนเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลนั้น ต่างก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน สีหน้าซีดเผือดจนขาวโพลน กระทั่งยังมิอาจเปล่งเสียงออกมาได้

            “หืม ในที่สุดก็ยอมเผยตัวออกมาจนได้”

            กู้หนานซานขมวดคิ้ว ดวงหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เขากำลังเตรียมจะปลดปล่อยความโกรธแค้นจากกู้ฉางเกอลงใส่ตระกูลมนุษย์ปักษานี้

            ในเวลานั้นเอง ณ ส่วนลึกของเขตแดนแห่งตระกูลพลันปรากฏพลังอันเจิดจรัสขึ้น ราวกับดวงอาทิตย์สีทองโผล่พ้นขอบฟ้า พลังอำนาจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวได้ตื่นขึ้น ทอประกายอำนาจอันเจิดจ้าจนยากที่จะลืมตา

            สิ่งนั้นคือร่างกายอันยิ่งใหญ่ ที่มาพร้อมกับปีกคู่ที่สะบัดพลิ้วอยู่เบื้องหลัง แรงกดดันจากขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดแผ่กระจายออกมา ก่อนจะกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูเยาว์วัย ร่างนั้นเจิดจรัสราวกับดวงตะวันแรกแย้ม ฉายแสงจนพื้นที่เบื้องหน้าสุกสว่าง น่าเกรงขามจนทุกสายตาต่างต้องตกตะลึง

            “คารวะท่านบรรพชน!”

            เสียงตะโกนอันเปี่ยมล้นไปด้วยความปลื้มปิติและศรัทธาดังระงมจากตระกูลมนุษย์ปักษาทั้งปวง

            บรรพชนของพวกเขา… ได้ตื่นขึ้นแล้ว!

            "ว่าที่มหายุทธ์สูงสุด อย่างน้อยก็อยู่ในขั้นสามชั้นฟ้า"

            "ทว่า… จะเป็นคู่ต่อสู้ของบรรพชนผู้มาจากตระกูลกู้ได้อย่างไรเล่า"

            เบื้องบนซากปรักหักพังของวังโบราณ กู้ฉางเกอยืนอย่างสง่างาม มองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยสายตาฉายแววครุ่นคิด เขาพยักหน้าเบาๆ ราวกับผลลัพธ์ของศึกในครั้งนี้ล้วนอยู่ในความคาดหมาย

            หากเพียงแต่เอ่ยถึงด้านพลังอำนาจ บรรพชนของตระกูลกู้แต่ละคนล้วนทรงพลังเกินกว่าจะหยั่งถึง ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ในหมู่สำนักมรรคาและมหาสำนักทั้งหลายเป็นอย่างดี

            "เฮอะ! ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงช่างโอหังนัก! มิเกรงกลัวว่ากรรมจะตามสนองหรืออย่างไร"

            บรรพชนแห่งตระกูลมนุษย์ปักษายืนตระหง่านท่ามกลางนภา ม่านหมอกอันเบาบางเคลื่อนไหวอยู่รอบตัว เผยให้เห็นใบหน้าอันเลือนราง เขารับรู้ได้ว่ากู้หนานซานนั้นรับมือได้อย่างยากลำบากอยู่บ้าง เขามิอาจหยั่งรู้ถึงขอบเขตพลังของอีกฝ่าย จึงได้แต่เอ่ยสุ้มเสียงอันทุ้มต่ำออกมา

            เมื่อแรกตื่นจากนิทรา เขาได้ตระหนักถึงเหตุการณ์ทั้งปวง และรู้สึกโกรธเกรี้ยวต่อเล่ห์กลของกู้ฉางเกอ ทว่าในยามนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การขับไล่บรรพชนของตระกูลกู้เบื้องหน้านี้ออกไป

            "กรรมตามสนองหรือ ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนี่แหละคือกรรมตามสนองของพวกเจ้า!"

            กู้หนานซานเผยฟันเหลืองคล้ำ ก่อนกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ถ้อยคำนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก

            "ช่างอวดดีนัก!"

            บรรพชนแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาลงมือในทันที พลังอันมหาศาลแผ่กระจายไปทั่ว แสดงให้เห็นถึงพลังของขอบเขตในขั้นสามชั้นฟ้าของว่าที่มหายุทธ์สูงสุด

            ร่างของเขาพุ่งทะยานไปข้างหน้า ท้องนภาพลันสะเทือนปั่นป่วน พร้อมกันนั้น เขาได้อ้าปากพ่นกระบี่เทพสีทองอร่ามออกมา กระบี่เล่มนั้นมีความยาวเพียงหนึ่งศอก มันเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับสายรุ้งแห่งแสงพุ่งตรงดุจอัสนีบาต

            กระบี่เล่มนั้นถูกหลอมขึ้นจากฟันของสิ่งมีชีวิตลึกลับ อาบไปด้วยทองคำทั้งเล่ม แข็งแกร่งจนไร้สิ่งใดจะทำลายได้ กระบี่นี้ได้บุกทะลวงไปทั่วทุกสารทิศตั้งแต่ยุคเซียนโบราณ มิมีสิ่งใดจะขัดขวางมันได้ แม้แต่ดินแดนขนาดเล็กก็ยังถูกฟันขาดได้ในพริบตา

            ความน่าสะพรึงกลัวของพลังนั้นทำให้ทุกคนตะลึงงัน ดวงจิตหวาดหวั่นสั่นสะท้าน

            จะมีผู้ใดกันเล่าในยุคนี้ที่เคยเห็นว่าที่มหายุทธ์สูงสุดประมือกันอย่างดุเดือดเช่นนี้

            "เฮ้อ..."

            ผู้อาวุโสใหญ่ส่ายศีรษะเบาๆ ราวกับมิอยากจะเชื่อในภาพเบื้องหน้า

            กู้เซียนเอ๋อร์มองดูด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า "ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไป หรือว่าท่านบรรพชนจะแข็งแกร่งมากหรือ"

            "มิใช่เพียงแค่แข็งแกร่งมากเท่านั้น" ผู้อาวุโสใหญ่ส่ายศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ทว่ากลับเป็นแข็งแกร่งเหนือคำบรรยาย"

            "เคร้ง!"

            เสียงดังสะท้านฟ้ากัมปนาทขึ้นพร้อมกับวาจานั้นสิ้นสุด

            กู้หนานซานเผยสีหน้าอันเย็นเยียบ ปราศจากความปรานีใดๆ เขากำหมัดแน่น ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับกระบี่เทพสีทองโดยตรง ราวกับมิเห็นสิ่งนั้นอยู่ในสายตา

            พรึบ!

            กระบี่เทพสีทองสั่นสะท้าน รอยอักขระที่สลักอยู่ปลดปล่อยพลังอันมหาศาล สะท้อนแสงสว่างวาบ แต่แล้วในชั่วพริบตา เสียงแตกหักพลันดังกึกก้อง กระบี่อันล้ำค่ากลับแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะระเบิดกระจายไปทั่วทิศ!

            "ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนั้นคือกรรมสนอง! เจ้าฟังมิเข้าใจหรือ"

            กู้หนานซานกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ขณะที่หมัดของเขาทุบลงมา มันเปล่งแสงเรืองรองประดุจแสงสุริยันซึ่งชำระล้างกาลเวลาอันเนิ่นนาน!

            รอบด้าน เหล่าซากศพเซียนพลันลอยละล่อง ทะเลโลหิตก่อตัวขึ้น เสียงคลื่นแห่งโลหิตดังก้องกังวาน แสงจากหมัดนั้นเจิดจ้า ทอประกายงดงามราวกับแสงแห่งความชอบธรรม ทำให้ทั่วทั้งฟ้าดินสั่นสะเทือน

            "นี่มันอันใดกัน..."

            บรรพชนแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาเบิกตากว้าง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวง ทั้งยังเต็มไปด้วยความตกตะลึง หวาดกลัว และมิอยากจะเชื่อในสายตาตนเอง รวมถึงเริ่มปรากฏเงาแห่งความสิ้นหวังแผ่ขยายปกคลุมทั่วพื้นที่

            "ไม่...!"

            เสียงตะโกนอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้น ทว่ากลับสายเกินไป บรรพชนแห่งตระกูลมนุษย์ปักษามิคาดคิดว่า กู้หนานซานผู้ดูธรรมดาสามัญกลับได้ซ่อนพลังอันเหนือจินตนาการเอาไว้ พลังของเขานั้นมิอาจเทียบเคียงได้เลย

            ฉัวะ!

            เสียงโลหิตสาดกระเซ็นดังขึ้น ก่อนที่ทุกสิ่งจะกลับกลายเป็นเงียบสงัด พลังจากหมัดนั้นมิได้เพียงแต่ทำลายร่างกาย ทว่ากลับยังทำให้ดวงจิตแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี

            เฮือก!

            เสียงสูดลมหายใจด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่วทั้งภูผาและฟ้าดิน เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างตัวแข็งทื่อ ราวกับสรรพชีวิตรอบด้านพลันถูกแช่แข็งไปด้วยความตื่นตระหนก

            ภาพที่พวกเขาเห็นการเข่นฆ่าบรรพชนแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาด้วยหมัดเดียวเมื่อครู่นั้น มิใช่ภาพลวงตาใช่หรือไม่

            แล้วมันคือสิ่งใดกันแน่

            บรรพชนตระกูลกู้แข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน

            เหล่าผู้คนในตระกูลมนุษย์ปักษาล้วนรู้สึกขนลุกชันไปทั่วสรรพางค์ ร่างกายสั่นเทิ้มจนยืนมิอยู่ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หลายคนยืนนิ่งงัน ราวกับถูกตรึงเอาไว้ในห้วงแห่งกาลเวลา จิตใจพร่าเลือนจนไร้ซึ่งความคิดใดๆ

            "หึ!"

            กู้หนานซานเปล่งเสียงเย็นเยียบ ดวงตาฉายประกายพอใจต่อความน่าสะพรึงกลัวที่ตนสร้างขึ้น ความโกรธเกรี้ยวในใจจึงค่อยๆ มลายหายไปบางส่วน

            ในยามนั้นเอง สายตาของเขาก็หันไปยังร่างของกู้ฉางเกอ และสิ่งที่ปรากฏกลับทำให้คิ้วของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย

            เด็กหนุ่มผู้นั้นมิได้แสดงท่าทีตกตะลึงหรือตื่นกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับเผยยิ้มบาง ทั้งสายตาที่มองมานั้นกลับเต็มไปด้วยความรื่นเริง

            "เจ้าเด็กสารเลวผู้นี้… เขาคิดจะยั่วโทสะข้าอย่างนั้นหรือ"

            ฉากเบื้องหน้ากลับทำให้ความโกรธเกรี้ยวที่เพิ่งจะสงบลงของกู้หนานซานพลันปะทุขึ้นอีกครั้ง ราวกับเปลวเพลิงที่ได้รับเชื้อเพลิงเผาผลาญ

            ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางสายตาอันตื่นตะลึงและหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุดของเหล่าผู้คน ร่างของกู้หนานซานพลันเลือนหาย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นประกายเคลื่อนสู่ส่วนลึกที่สุดของเขตแดนตระกูลมนุษย์ปักษา เขาต้องการที่จะแผดเผาความโกรธเกรี้ยวของตน

            ณ ที่แห่งนั้น มีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งฟื้นคืนชีพขึ้นมา ทว่าในยามนี้มันกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายนั้นคือบรรพชนอีกคนหนึ่งของตระกูลมนุษย์ปักษา

            ทันทีที่เขาลืมตาตื่นขึ้น ก็กลับได้พบเห็นกับภาพเหตุการณ์อันน่าสยดสยองจนแทบจะหยุดลมหายใจ ความหนาวเย็นได้แทรกซึมไปทั่วร่าง ดวงจิตแทบจะแตกสลาย

            "พวกเด็กเหลือขอพวกนี้ กำลังขุดหลุมฝังบรรพชนอย่างข้าชัดๆ!"

            เสียงคำรามอันแค้นเคืองสะท้อนก้อง เขาหันไปเห็นกู้หนานซานที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา พลันดวงจิตสั่นระริกจนแทบแตกสลาย ก่อนที่ร่างจะแปรเปลี่ยนเป็นเงามืดเพื่อหวังหลบหนีไป โดยมิมีแม้แต่เศษเสี้ยวของความลังเลใจ

            ว่าที่มหายุทธ์สูงสุดผู้นั้นคิดจะหลบหนีหรือ แล้วผู้ใดเล่าจะไล่ตามเขาทันได้

            ทว่ากู้หนานซานผู้คลุ้มคลั่งในโทสะย่อมจะมิยอมปล่อยคนผู้นั้นไปได้โดยง่าย

            ยิ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายมิยอมรับชะตากรรม ยังกล้าหลบหนี ความโกรธเกรี้ยวของเขาก็ยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้น

            เพียงก้าวเดียว แผ่นดินใต้ฝ่าเท้ากลับย่อเล็กลงดั่งข้ามระยะห่างเพียงชั่วนิ้วเดียว ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งทะยานตามติดไป ก่อนทิ้งไว้ซึ่งแรงกดดันอันมหาศาลที่ทำให้ทุกสิ่งรอบด้านสั่นสะเทือน และเลือนหายไปในฟากฟ้า

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและสิ่งมีชีวิตรอบข้างต่างราวกับเพิ่งถูกโยนขึ้นจากทะเลน้ำแข็ง ทั้งร่างเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น สีหน้าขาวซีดด้วยความตื่นตระหนก เหล่ายอดอัจฉริยะจากสำนักมรรคาสูงสุดและมหาสำนักต่างๆ รอบขุนเขา ยังคงยืนนิ่งด้วยความหวาดกลัว

            บรรพชนแห่งตระกูลมนุษย์ปักษา ผู้ที่พวกเขาเคยเห็นว่าไร้ผู้ใดต้านทาน พลังอำนาจแข็งแกร่งจนสามารถเหยียบย่ำไปทั่วทั้งดินแดนเซียนโบราณ ทว่าบัดนี้กลับถูกบรรพชนแห่งตระกูลกู้สังหารในหมัดเดียวไปเสียได้

            ภาพที่เกิดขึ้นสร้างความสั่นสะเทือนใจให้แก่พวกเขายิ่งนัก จนถึงตอนนี้ เสียงสะท้อนในหัวของพวกเขาก็ยังคงดังก้องมิขาดสาย พวกเขามิอาจฟื้นคืนสติได้เลยแม้แต่น้อย

            “ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงช่างน่าสะพรึงกลัวนัก...”

            “รากฐานของพวกเขานั้นเกินกว่าจะคาดเดาได้ บรรพชนเพียงคนเดียวก็ยังทรงพลังถึงเพียงนี้”

            “มีคำเล่าขานกันว่า ในตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง สิ่งที่มีมากที่สุดนั้นมิใช่ทรัพย์สมบัติหรือทรัพยากร ทว่าคือบรรพชนผู้แข็งแกร่งที่มากมายเสียจนแม้แต่พวกเขาเองก็ยังมิอาจทราบได้ว่า ภายในเขตแดนบรรพชนของตระกูลนั้น ได้ฝังร่างบรรพชนเอาไว้มากมายถึงเพียงใด”

            ถ้อยคำนี้เคยถูกมองว่าเป็นเพียงคำเย้ยหยัน ทว่าในตอนนี้ พวกเขาจำต้องครุ่นคิดถึงความเป็นจริงของคำกล่าวนี้

            ตระกูลมนุษย์ปักษา ผู้ทรงอำนาจตั้งแต่ยุคเซียนโบราณ สามารถยืนหยัดมาได้ถึงปัจจุบัน พร้อมด้วยบรรพชนผู้แข็งแกร่งในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุด ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง พวกเขากลับมิอาจต้านทานได้แม้เพียงน้อย

            “ข้าก็รู้อยู่แล้วว่ามิควรปล่อยให้เขาเข้ามา...” ผู้อาวุโสใหญ่ถอนหายใจอย่างปวดร้าว ก่อนจะมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสิ้นหวัง ราวกับล่วงรู้ถึงผลลัพธ์นี้ตั้งแต่คราแรก

            “ท่านบรรพชนนั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ” กู้เซียนเอ๋อร์เบิกตากว้าง ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย ราวกับมิอยากจะเชื่อในสายตาตนเอง

            นางมิเคยคาดคิดเลยว่า บรรพชนผู้มีรูปลักษณ์ธรรมดาสามัญนั้น กลับเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เพียงหมัดเดียวก็สามารถสังหารว่าที่มหายุทธ์สูงสุดได้อย่างนั้นหรือ พลังของเขานั้นอาจจะมิได้ด้อยไปกว่าท่านอาจารย์ของนางแต่ละคนเลยแม้แต่น้อย

            “หากรู้อย่างนี้แล้ว ไยต้องกระทำการผิดพลาดตั้งแต่แรกเล่า”

            เสียงหนึ่งพลันดังก้องขึ้นมาพร้อมกับการปรากฏตัวอีกครั้งของกู้ฉางเกอ เขาก้าวเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าของผู้คนแห่งตระกูลมนุษย์ปักษา ซึ่งล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในสภาพที่สิ้นหวัง หวาดกลัว และหมดสิ้นซึ่งพลังใจ พร้อมด้วยรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า

            กู้หนานซานได้ช่วยเหลือเขาเป็นอย่างดี โดยการขจัดปัญหาสำคัญ พร้อมกับสร้างความหวาดเกรงให้กับเผ่าพันธ์ุและตระกูลอื่นๆ ในเวลานี้ จึงถึงคราที่เขาจะต้องปรากฏตัวเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตามสมควร

            “กู้ฉางเกอ...เจ้า...” อวี่อู๋ตี๋ ผู้นำตระกูลมนุษย์ปักษาเผยสีหน้าซีดขาว ดวงตาสั่นระริกไปด้วยความหวาดกลัว ด้วยเพราะสูญเสียความสงบและองอาจของผู้นำไปจนสิ้น

            เหล่าผู้เฒ่าในเผ่าต่างตัวสั่นสะท้าน สีหน้าไร้โลหิต มิกล้าปริปากกล่าวสิ่งใด ในสายตาของพวกเขา ณ ยามนี้ กู้ฉางเกอก็หาได้แตกต่างไปจากบรรพชนผู้ทรงอำนาจของตระกูลกู้ไม่ เขาสามารถกำหนดความเป็นความตายของพวกเขาได้เพียงแค่สะบัดมือ

            และเมื่อบรรพชนของพวกเขาถูกสังหารจนสิ้น มิอาจแม้แต่จะต้านทาน แล้วพวกเขาซึ่งเป็นเพียงลูกหลาน… จะยังเหลือหนทางใดได้หรือ ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลมังกรเองก็ได้ละทิ้งพวกเขาไปแล้ว!

            “ยังจำคำพูดของข้าได้หรือไม่”

            กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ร่างในอาภรณ์พลิ้วไหวงดงาม ท่วงท่าสง่างามราวกับหยกประดับมณี ดูเหนือธรรมชาติและหลุดพลันจากความสามัญ

            “จำได้...”

            อวี่อู๋ตี๋รีบพยักหน้า ราวกับผู้ที่อยู่ในห้วงมืดที่พลันได้พบกับแสงสว่างอันริบหรี่แห่งความหวัง สายตาของเหล่าผู้คนในตระกูลมนุษย์ปักษาก็เปล่งประกายแห่งความหวังขึ้นมาเช่นกัน

            จากถ้อยคำของกู้ฉางเกอ พวกเขารู้สึกว่าตนยังมีโอกาสรอดชีวิต พวกเขามิต้องการตาย แม้แต่มดปลวกนั้นยังพยายามดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แล้วนับประสาอันใดกับเหล่าสิ่งมีชีวิตและผู้บำเพ็ญเพียรเล่า

            “หากจำได้เช่นนั้นก็ดี ข้าเคยกล่าวไว้ว่า… พวกเจ้ามีสองทางเลือก หนึ่งคือยอมจำนน อีกหนึ่งคือหนทางแห่งความตาย”

            รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอยังคงอ่อนโยน ทว่าอากาศรอบด้านกลับเย็นยะเยือกจนราวกับสามารถแทงทะลุจิตใจผู้คน

            “พวกเราขอยอมจำนน! หากจะเป็นทาสหรือเป็นบ่าวก็มิขอปฏิเสธ ขอเพียงแต่นายท่านกู้ฉางเกอยอมรับพวกเราไว้ใช้งานก็เพียงพอ!”

            เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลมนุษย์ปักษาพากันกล่าวตอบด้วยความยินดีปนโล่งอก หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่นั้นได้ทำลายความกล้าของพวกเขาไปจนหมดสิ้น พวกเขารู้ดีว่าการต่อต้านกู้ฉางเกอนั้นย่อมมีเพียงแต่ความพินาศ

            “ได้...”

            กู้ฉางเกอยังคงเผยยิ้มบาง ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย ท่าทางมิได้แปรเปลี่ยนราวกับกำลังพูดถึงเรื่องสามัญธรรมดา

            “แต่ก่อนหน้านั้น พวกเจ้าจำต้องทำสิ่งหนึ่งให้ข้า”

            “ข้าต้องการหลักฐานแห่งความภักดี”

            “มิมากเกินไปใช่หรือไม่”

            รอยยิ้มของเขาเปี่ยมล้นด้วยความล้ำลึกและร้ายกาจ

            “อันใดนะ!”

            ผู้คนในตระกูลมนุษย์ปักษาต่างแข็งค้างไปในทันที ก่อนที่จะสัมผัสได้ถึงความเยียบเย็นที่ทวีความรุนแรง และเจตนาร้ายอันลึกล้ำของกู้ฉางเกอ

            หลักฐานแห่งความภักดีที่เขาเอ่ยถึงนั้น ย่อมหมายถึงการที่ให้พวกเขาสังหารฆ่าฟันกันเอง!

            กลยุทธ์อันเหี้ยมโหดนี้ หากพวกเขากระทำลงไป ความอัปยศนั้นจะถูกตราตรึงลึกลงไปในสายโลหิตอย่างมิอาจลบเลือน มิใช่เพียงแค่พวกเขาที่รู้สึกถึงความน่ากลัวของกู้ฉางเกอ ทว่าแม้แต่เหล่าผู้บำเพ็ญในบริเวณโดยรอบก็ถึงกับตัวสั่นสะท้าน ก่อนจะลั่นวาจากับตนเองว่าจะมิมีวันยั่วยุกู้ฉางเกออย่างเด็ดขาด

            ชายผู้นี้ แม้ภายนอกจะดูสง่างามราวกับเซียนในห้วงนภา ทว่าเบื้องหลังกลับซ่อนไว้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมอันเหี้ยมโหดและเยือกเย็นจนแทบจะทำให้ผู้คนขนลุกชันไปถึงจิตวิญญาณ!

            “วิธีการของกู้ฉางเกอนั้นช่างเย็นชาและเด็ดขาดสมดั่งที่เคยเป็น เขามิมีวันละเว้นให้แก่ผู้เป็นศัตรูเลยแม้แต่น้อย”

            กู้เซียนเอ๋อร์คิดในใจด้วยความโล่งอก เมื่อเปรียบเทียบกับศัตรูแล้ว กู้ฉางเกอกลับปฏิบัติต่อนางอย่างเมตตามากกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อคิดถึงเรื่องความเคียดแค้นชิงชังและความต้องการเข่นฆ่าที่นางเคยมีต่อเขาในคราแรก ก็ทำให้นางรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

            ตระกูลมนุษย์ปักษาเพิ่งจะยอมจำนนหรือ แล้วก่อนหน้านี้พวกเขากระทำการอันใดอยู่เล่า

            กู้ฉางเกอมิเคยคิดว่าตนเองจะเป็นคนอ่อนโยนหรือมีจิตใจเมตตา

            ครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้อุบายนี้เพื่อข่มขวัญเผ่าพันธุ์เซียนโบราณทั้งหมด ให้ทุกคนได้ประจักษ์อย่างชัดเจนว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บนแผ่นดินเซียนโบราณแห่งนี้ ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้คำสั่งของกู้ฉางเกอแต่เพียงผู้เดียว!

            มินานนัก ถ้อยคำของเขาก็ได้จุดชนวนให้ตระกูลมนุษย์ปักษาตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย บางคนนั้นดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าเหยเกไปด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหากู้ฉางเกอด้วยความตั้งใจที่จะต่อสู้จนตัวตาย ทว่าก็ถูกเขาปัดลอยปลิวไปด้วยการสะบัดเพียงฝ่ามือเบาๆ

            คนส่วนใหญ่นั้นกลับเลือกที่จะยอมรับความอัปยศเพียงเพื่อมีชีวิตรอด พวกเขามิต้องการจะสิ้นชีพไปด้วยความคับแค้นและไร้ซึ่งหนทางเช่นนั้น

            ภายใต้การปราบปรามของสำนักเทพกำเนิดฟ้าและนักรบเกราะเซียนแห่งตระกูลกู้ ผู้ที่แสดงหลักฐานแห่งความภักดีก็ได้รับการไว้ชีวิต ส่วนผู้ที่ลุกขึ้นต่อต้านนั้นก็ล้วนแล้วแต่ถูกประหาร

            ความอัปยศในวันนี้ได้กลายเป็นตราบาปที่ฝังลึกในสายโลหิตของตระกูลมนุษย์ปักษา เหลือไว้เพียงแต่ผู้รอดชีวิตที่มิอาจจะเชิดหน้าชูตาต่อชนเผ่าของตนไปชั่วชีวิต

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้แพร่สะพัดออกไปทั่วทั้งแผ่นดินเซียนโบราณ ก่อนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนจนมิมีเผ่าใดที่สามารถจะอยู่นิ่งเฉยได้

            เมื่อข่าวการล่มสลายของตระกูลมนุษย์ปักษา เผ่าผู้เกรียงไกรซึ่งสืบทอดมายาวนานถึงยุคเซียนโบราณถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาเผ่าพันธุ์เซียนโบราณต่างก็ตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ จากนี้ไป ตระกูลมนุษย์ปักษาจะถูกลดชั้นลงเป็นเพียงทาสของกู้ฉางเกอ บริวารที่ต้องรับใช้เขาไปชั่วนิรันดร์

            การปราบปรามในครั้งนี้ ทำให้บรรพชนแห่งตระกูลกู้ผู้ลึกลับ กลายเป็นหัวข้อสนทนาในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร และเผยให้เห็นถึงรากฐานอันน่าสะพรึงกลัวของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง อำนาจอันยิ่งใหญ่ของสำนักเทพกำเนิดฟ้าและความแข็งแกร่งของนักรบเกราะเซียนแห่งตระกูลกู้ ก็เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวขานถึงในวงกว้างเช่นกัน

            ภายใต้แรงกดดันในครั้งนี้ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จึงได้เปิดเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างดินแดนเซียนโบราณและโลกภายนอกอีกครั้ง

            แม้บททดสอบสำหรับคนรุ่นเยาว์จะสิ้นสุดลง ทว่าดินแดนเซียนโบราณก็ยังคงมิอาจกลับคืนสู่ความสงบ เหล่าสำนักมรรคาสูงสุดและมหาสำนักยังคงหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาโอกาสและทรัพยากรในดินแดนแห่งนี้

            ส่วนเกาะมังกร แหล่งพำนักของตระกูลมังกรนั้น ก็ได้ปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางแสงศักดิ์สิทธิ์ที่พุ่งทะลุสรวงสวรรค์ พวกเขาได้เปิดใช้งานค่ายกลป้องกันอันทรงพลัง เสียงคำรามของมังกรสะท้านสะเทือนไปทั้งแปดทิศ มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของตระกูลมังกรในครั้งนี้

            เพียงเวลามิกี่วันผ่านไป ดินแดนส่วนลึกของเทือกเขาไป่เหิงพลันส่องสว่างด้วยแสงเซียนอันเจิดจรัส แสงนั้นสะท้อนถึงท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ เสียงแห่งเซียนกังวานก้อง ราวกับเหล่าเทพธิดากำลังเริงระบำอยู่ในหมู่เมฆ

            ปรากฏการณ์อันน่าพิศวงนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่าผู้แข็งแกร่งทั่วทั้งดินแดน พวกเขาต่างพากันมุ่งหน้าไปยังต้นตอของแสงอันเรืองรองนั้น

            ในหมู่แสงแห่งเซียน มีเงาร่างของเซียนโบราณนั่งไขว้ขาเรียงราย สลับซับซ้อน พวกเขาเปล่งเสียงสวดมนต์ บรรยายถึงสัจธรรมอันลึกล้ำไร้ขอบเขต

            เหล่าผู้มีประสบการณ์และบรรดาผู้ทรงปัญญาต่างมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนั้น เพื่อศึกษาและตีความปรากฏการณ์นี้ และมินานนัก ความจริงอันน่าตื่นตะลึงก็ได้ถูกเปิดเผย

            “ประตูแห่งเซียนได้ปรากฏขึ้นแล้ว! ภายในอาจมีเส้นทางสู่มรรคาเซียนที่เพียบพร้อมไปด้วยโอกาสในการก้าวสู่ความเป็นเซียน!”

            ข่าวนี้แพร่กระจายไปดุจเปลวเพลิงลามทุ่ง เขย่าก้องไปทั่วทั้งแผ่นดินเซียนโบราณ แม้แต่ดินแดนอนันต์สวรรค์ภายนอกก็ยังสะท้านสะเทือน เกิดกระแสคลื่นแห่งความกระหายใคร่รู้

            "เซียน"

            คำคำนี้มีความหมายที่ลึกล้ำยิ่งนักในแดนสวรรค์เบื้องบน ทุกสิ่งที่เชื่อมโยงกับคำคำนี้ล้วนแล้วแต่มิธรรมดา ยิ่งเป็นโอกาสแห่งการก้าวสู่ความเป็นเซียนแล้วนั้น ก็ย่อมยิ่งดึงดูดความสนใจจากทั่วหล้า

            ในเวลาอันสั้น ดินแดนเซียนโบราณพลันเต็มไปด้วยเหล่าผู้ทรงพลังที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมิขาดสาย

            ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอ ผู้ซึ่งจัดการกับตระกูลมนุษย์ปักษาและเริ่มขยายอำนาจในดินแดนนี้ ก็กลับมิได้สนใจข่าวคราวดังกล่าว

            เขาอดหัวเราะขึ้นเบาๆ ในลำคอมิได้ “ของดีทั้งหลายล้วนแล้วแต่ถูกข้าเก็บเกี่ยวไปหมดแล้วทั้งสิ้น ต่อให้ประตูเซียนจะเปิดกว้าง พวกเจ้านั้นจะยังพบสิ่งใดได้อีกหรือ”

            ในยามนี้ กู้ฉางเกอได้นำพาผู้ติดตามของเขาเตรียมเดินทางออกจากดินแดนเซียนโบราณ เพื่อกลับสู่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ด้วยเพราะเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดนที่เปิดออกโดยสมบูรณ์ ดินแดนเซียนโบราณจึงเปรียบเสมือนสวนหลังบ้านที่เขาสามารถแวะเวียนเข้ามาได้ตามใจชอบ

            เขามุ่งมั่นเตรียมตัวสำหรับแผนการขั้นต่อไป ในขณะเดียวกันก็คิดหาหนทางที่จะใช้ประโยชน์จากความน่าเกรงขามของกู้หนานซานให้ได้มากที่สุด

            อย่างไรก็ตาม กู้ฉางเกอเองก็ยังต้องคำนึงถึงการจัดการกับโทสะของกู้หนานซานด้วย แม้ว่าการวางแผนกลั่นแกล้งบรรพชนจะมอบความสะใจให้กับเขามิน้อย ทว่าผลลัพธ์ที่ตามมานั้นก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงมิได้

            ทว่ามินานนัก กู้ฉางเกอก็ได้พบกับหนทางแก้ไขปัญหา เป้าหมายของเขาในครั้งนี้… ได้ตกอยู่ที่กู้เซียนเอ๋อร์นั่นเอง



    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน