บทที่ 3 1/2
กลับตาลปัตร
ความเดิมตอนที่แล้ว
“อย่าเข้ามาใกล้กู ออกไป๊!”
ชายคนนั้นถอยกรูดอย่างรังเกียจ แล้วรีบวิ่งเข้าไปล้างตัวในห้องน้ำทันที
เตชินทร์รับรู้ได้ถึงสายตาของผู้หญิงคนนั้นที่มองมาอย่างอึ้งๆ เขาเลยหันไปยกนิ้วหัวแม่มือให้แล้วโก่งคออ้วกโชว์อีกรอบ
“อ้วกกกกกกกก” สิ้นสุดการอ้วกก็ล้มลงไปนอนกองก้นอยู่ที่พื้น
เอาวะ อย่างน้อยกูก็ได้เป็ฮีโร่ในตอนท้ายอยู่ดี…
เอฟกับป้อนจึงได้สติ รีบวิ่งเข้าไปแบกเพื่อนออกจากร้านทันที
หญิงสาวได้แต่มองเตชินทร์จนลับสายตา
พร้อมกันนั้นเธอก็รับรู้ได้ว่าหัวใจของเธอกำลังเต้นอย่างไม่เป็จังหวะเข้าเสียแล้ว…
---------------------------------------------------------------
เอฟกับปั้นช่วยกันประคองเตชินทร์เข้ามาในบ้านแล้วเดินตรงไปที่โซฟาเพื่อวางเขาลงบนนั้นก่อนจะรีบแยกย้ายกันกลับบ้านโดยไม่ได้อยู่ดูแลคนเมา เพราะต่างคนต่างต้องทำเวลา ไม่ให้ถึงบ้านเกินลิมิตที่ศรีภรรยากำหนด แต่ก่อนหน้านั้น คนเมาก็ได้อาเจียนออกไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว อาการคลื่นเหียนเวียนหัวจึงดีขึ้นหลายระดับ เลยไม่น่ากังวลเท่าไรนัก
สักพัก เตชินทร์ก็เริ่มรู้สึกตัว เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับใจที่เต้นอย่างตุ้มๆ ต่อมๆ เมื่อจินตนาการถึงภาพนางั์กำลังนั่งอยู่มุมใดมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นเพื่อรอลงทัณฑ์เขาหลังจากกลับบ้านดึก
แค่คิดก็แทบจะขนลุกเกรียวไปทั้งตัว เขาจึงแอบเปิดเปลือกตาทั้งสองข้างขึ้นเพียงเล็กน้อยแล้วรีบกวาดสายตาไปรอบๆ ทันที แต่กลับไม่พบตัวเธออยู่ในห้องนี้อย่างที่เขาคิด
เตชินทร์ตัดสินใจลืมตาแล้วย่องเดินไปส่องที่ห้องนอนและทั่วทุกห้องในบ้านหลังนี้ ทว่า กลับไม่ปรากฏร่องรอยของเมนิลารวมทั้งข้าวของอย่างเสื้อผ้า เครื่องสำอาง กรอบรูปของเธอ ฯลฯ หลงเหลืออยู่ ทำเอาเตชินทร์กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจเมื่อได้เห็นดังนั้น ก่อนจะล้มตัวลงไปนอนที่เตียงอย่างสบายใจเฉิบ
หนีกลับไปหาพ่อกับแม่ล้านเปอร์เซ็นต์!
ถือว่าเป็เื่ดีสำหรับตัวเขา เพราะจะได้ไม่ต้องอึดอัดใจที่ต้องเผชิญหน้ากับเมนิลาใน่เวลาแบบนี้ และครั้งนี้เขาก็ได้ปฏิญาณกับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า เขาจะไม่เป็ฝ่ายคลานเข่าเข้าไปง้อเธอก่อนเด็ดขาด!
เตชินทร์ยิ้มเล็กยิ้มน้อยกับตัวเองอยู่สักพัก ไม่นานก็เผลอผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
ตึ๊ดด… ตึ๊ดด…
แรงสั่นะเืของโทรศัพท์มือถือที่อยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงปลุกให้เตชินทร์ตื่นจากการหลับใหล เขาเอื้อมมือออกไปหยิบขึ้นมาดู แล้วตัดสินใจตัดสายทิ้งเมื่อพบว่าเป็เบอร์แปลกไม่คุ้นตา ก่อนจะพบว่า ก่อนหน้าที่เขาจะตื่น เบอร์นี้ได้พยายามโทรติดต่อเข้ามามากกว่าสิบสาย
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
ไม่ทันจะได้วางมือถือลง เสียงทุบประตูก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ทว่า เตชินทร์กลับไม่สนใจและเลือกที่จะคลุมโปงนอนต่อ แต่เสียงทุบประตูยังคงดังรบกวนอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาจึงต้องเด้งตัวลุกจากเตียงอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะเดินกระแทกเท้าไปเปิดประตูอย่างหัวเสีย
เขาโพล่งถามออกไปด้วยความหงุดหงิด “จะทุบอะไรกันนักกันหนาวะ!”
เมื่อประตูถูกเปิดออก ก็พบกับชายหนุ่มรูปร่างสันทัดคนหนึ่ง อายุราว 24 ปีกำลังยืนอยู่ เนื่องจากเตชินทร์เปิดโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว มือที่กำลังจะเคาะประตูก็ชะงักค้างกลางอากาศ
“โอ๊ย! ตื่นสักที ทุกคนเขารอพี่อยู่คนเดียวเนี่ย”
เขาบ่นเตชินทร์กระปอดกระแปด ในขณะเดียวกัน เตชินทร์ก็ทำหน้างง ไม่เข้าใจในใส่สิ่งที่ชายตรงหน้าพูด
เขาหรี่ตามอง “นี่อย่าบอกนะว่าลืม” เขาตบหน้าผากตัวเองอย่างเหนื่อยใจ “วันนี้พี่มีทัวร์นะ!”
ทำเอาคนถูกถามยิ่ง งง หนักเข้าไปใหญ่
“ฮะ?”
เขามองไปที่เสื้อเชิ้ตของเตชินทร์ที่เลอะไปด้วยคราบสกปรก แล้วถอนลมอย่างเหนื่อยใจเหมือนรู้ว่าเมื่อคืนนี้เสื้อตัวนั้นคงผ่านสมรภูมิรบมาอย่างหนักหน่วงแน่นอน
“กะไว้แล้ว ก็ว่าทำไมไม่เห็นไปสแตนด์บายที่บริษัทสักที ดีนะให้ลุงแก้วขับมารับถึงที่…”
เขายกมือถือขึ้นมอง ก่อนจะเบิกตาโตเมื่อพบว่าเป็เวลาเจ็ดนาฬิกาแล้ว
“เวรละ! … ไปมันสภาพนี้แหละ เดี๋ยวค่อยไปเปลี่ยนใส่เสื้อบริษัทบนรถเอาละกัน”
พูดจบก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเตชินทร์ก่อนจะวิ่งกึ่งลากกึ่งจูงมาขึ้นรถทัวร์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน
รู้ตัวอีกที เตชินทร์ก็กำลังยืนประจันหน้ากับลุงป้าวัยปลดเกษียณบนรถทัวร์เป็ที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ชายแปลกหน้าคนนั้นก็ยัดไมค์ใส่ในมือเตชินทร์
“ทักทายลูกทัวร์หน่อยพี่”
เหล่าคนที่ถูกเรียกว่า ลูกทัวร์ ต่างพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมตรงหน้าแล้วหันมองมาที่เขาเป็สายตาเดียวเพื่อรอฟังในสิ่งที่เตชินทร์จะพูด
เตชินทร์นิ่งค้าง เผลอพึมพำกับตัวเองใส่ไมค์ที่ถูกเปิดด้วยระดับเสียงที่ดังที่สุดว่า…
“เย็ดเข้…”
สิ้นเสียงคำสบถอันก้องกังวาน ล้อรถทัวร์ก็ค่อยๆ หมุนเคลื่อนตัวอย่างสโลโมชัน พร้อมๆ กับเหล่าลุงป้าที่อ้าปากค้าง เพราะอึ้งกับคำทักทายรับอรุณในเช้าที่แสนสดใสนี้…
ทันทีที่รถทัวร์วิ่งมาหยุดอยู่หน้าบริเวณประตูทางเข้าโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ ลูกทัวร์ก็ทยอยเดินลงจากรถมาจับกลุ่มยืนรอไกด์นำเที่ยว เตชินทร์ที่ยังคงอยู่ในสภาพจิตไม่อยู่กับร่องกับรอยจึงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน
“ไปยัง” ชายแปลกหน้าคนนั้นเอ่ยถามเขา
เตชินทร์หันขึ้นไปถามเขา “นายคือใครเนี่ย”
เขามุ่นคิ้วอย่าง งงๆ “ผม กันต์ ไงพี่”
กันต์ไหนวะ!
“ไม่มีเวลามาเล่นแล้วนะพี่ มาถึงนี่ก็เลทไปเยอะแล้ว ไปกันเถอะ”
พูดจบ กันต์ก็ลากเตชินทร์ลงไปยังจุดที่ลูกทัวร์ยืนรอ พลางเอาธงนำเที่ยวและโทรโข่งยื่นให้เตชินทร์ถือ แล้วยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเตชินทร์เบาๆ
“อย่าเผลอพูดคำหยาบใส่ลูกทัวร์อีกล่ะพี่ เดี๋ยวโดนร้องเรียนขึ้นมาจะแย่เอา”
เตชินทร์คิดว่าต้องมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เขาในตอนนี้ควรจะต้องนั่งประชุมแก้แบบอยู่ที่ออฟฟิศมิใช่หรืออย่างไร เหตุใดเขาถึงได้ถูกใครหน้าไหนก็ไม่รู้ลากขึ้นรถทัวร์มาไกลถึงต่างจังหวัดได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ เขาจะไม่ยอมให้กันต์เข้าใจผิดไปมากกว่านี้แล้ว
เตชินทร์จึงตัดสินใจลากกันต์ไปอีกมุมหนึ่งแล้วพยายามอธิบายให้เขาฟัง
“เฮ้ย! อะไรของพี่เนี่ย”
“นี่ฟังนะ ฉันคือสถาปนิก ทำงานอยู่ที่บริษัทออกแบบบ้าน แล้วฉันก็จำได้ว่าไม่เคยรับจ็อบเสริมพาคนเที่ยวแบบนี้ด้วย”
กันต์ถอนหายใจ จับไหล่ทั้งสองข้างของเตชินทร์ แล้วมองลึกเข้าไปยังั์ตาของเขา
“พี่ฟังผมนะ…พี่คือหัวหน้าไกด์ ทำงานมาแล้วเกือบสิบปี ส่วนผมน่ะ เป็ผู้ช่วยพี่ เพิ่งจะเข้ามาทำได้ไม่ถึงสองเดือน”
“ฮะ? ”
เขาย้ำ “เมื่อวันก่อนผมกับพี่ก็ยังไปทัวร์ด้วยกันอยู่เลย”
ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร กันต์ก็ยังคงยืนยันว่าเตชินทร์คือ หัวหน้าไกด์นำเที่ยว อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เขาจึงตัดสินใจหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดเพื่อหวังจะหยิบหลักฐานที่เป็นามบัตรของเขาให้กันต์ดู
แต่ทว่า…
“บ้าน่า” เขาพึมพำออกมาเบาๆ
นามบัตรที่เขาพิมพ์แจกลูกค้ามาตลอด บัดนี้ได้กลายเป็บัตรมัคคุเทศก์แถบสีบรอนซ์เงิน ซึ่งมีหน้าและชื่อของเตชินทร์ปรากฏอยู่เด่นหรา
เขามองมันด้วยความรู้สึกสับสน
“ก็บอกแล้ว” กันต์ทำสีหน้าระอา
แต่เตชินทร์ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ เขารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรไปยังที่ทำงานของเขาเพื่อยืนยันตัวเอง แต่ปลายสายกลับตอบมาว่าบริษัทไม่ปรากฏว่ามีพนักงานที่ชื่อ เตชินทร์ วิวัฒนาชัย ทำงานอยู่ที่นั่น และไม่ว่าจะขอให้ตรวจสอบสักกี่ครั้ง ทางบริษัทก็ยังยืนยันคำเดิม แม้กระทั่งรุ่นน้องในทีมก็ยังยืนกรานว่าไม่รู้จักเขา!
เมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ่งอึ้งไปกันใหญ่ ตอนนี้เขาไม่ต่างจากคนสติหลุด กันต์จึงตบไหล่ลูกพี่เบาๆ อย่างปลอบขวัญ
“ไปทำงานที่พี่รักกันเถอะ”
เตชินทร์ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะปฏิเสธคำสั่งของกันต์ จึงจำยอมเดินตามกันต์ไปด้วยสภาพที่เหม่อลอย
เขาคร้านจะเค้นสมองคิดหาคำตอบของเื่นี้แล้ว…
ตลอดทั้งวัน เตชินทร์นำเที่ยวอย่างกับคนไม่เป็งาน อีกทั้งยังทำให้ทัวร์ในวันนี้ปั่นป่วนจนส่งผลให้ลูกทัวร์ต่างไม่พอใจ ทำเอากันต์ถึงกับปวดหัวแทบยกส้นเท้าขึ้นก่ายหน้าผาก ที่อยู่ดีๆ ลูกพี่อย่างเตชินทร์ที่ทำงานมายาวนาน ก็มีท่าทีไม่มืออาชีพขึ้นมาเอาเสียดื้อๆ
ท้ายที่สุด ทั้งมนุษย์ลุงและมนุษย์ป้าก็ออกอาการแผลงฤทธิ์ชนิดที่คุมไม่อยู่ มิหนำซ้ำยังโทรไปร้องเรียน คุณละเอียด คุณป้าผู้จัดการจอมเฮี้ยบที่ออฟฟิศจนสายแทบไหม้ กันต์ถึงกับขนหัวลุกเพราะหลังเสร็จสิ้นจากทัวร์นรกได้เพียงไม่นาน พวกเขาก็ถูกคุณละเอียดโทรตามตัวให้เข้าไปที่ออฟฟิศทันที!
รู้ตัวอีกที พวกเขาทั้งสองก็กำลังยืนรอรับชะตากรรมที่ได้ก่อเอาไว้อยู่หน้าห้องทำงานของคุณละเอียดเป็ที่เรียบร้อยแล้ว แต่ดูทรงแล้ว คนที่อยู่ไม่สุข เห็นจะเป็กันต์ที่ยืนคอตก รู้สึกเศร้าแทบน้ำตาตกใน เพราะเขารู้กิตติศัพท์ของคุณละเอียดเป็อย่างดี
ทว่า ในขณะที่กำลังยืนรออยู่นั้น ก็มีเสียงอันแสนคุ้นหูของใครบางคนดังขึ้นมา
“ถ้าแค่นี้ยังพลาด ก็ลาออกเถอะ”
เตชินทร์หันขวับไปยังต้นเสียง ก่อนจะเบิกตากว้างจนลูกตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า เมื่อได้เห็นว่าเ้าของประโยคจิกกัดอันเจ็บแสบนั้นคือ…
เมนิลา!!
โปรดติดตามตอนต่อไป
-----------------------------------------------------------
เ้าต้นนุ่น:
เอาแล้ววว จู่ๆ ชีวิตของเฮียชินก็กลับตาลปัตรไปหมด
มิหนำซ้ำ กลายไปเป็ไกด์นำเที่ยวซะงั้น
อ้ะ! ได้เจอเมียตัวเองแล้วด้วย จะเป็ยังไงต่อน้าา