ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 72 : ความเงียบที่กึกก้อง

    จารึกที่ 72 : ความเงียบที่กึกก้อง : การงอนของมหาเทพ


    บรรยากาศรอบกายเย็นยะเยือกขึ้นฉับพลัน ราวกับถูกแช่แข็งด้วยสายตาของหญิงงามเบื้องหน้า


    หลินชิงเสวี่ยก้าวเข้ามาประชิดตัว 'เจ้าสัว' นางไม่ได้มองด้วยสายตา แต่นางกำลังใช้ 'โสตสวรรค์' เพ่งเล็งไปที่อกของหุ่นศิลา คิ้วเรียวขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เพราะเสียงที่นางได้ยินไม่ใช่เสียงหัวใจเต้น... แต่มันคือ 'ความเงียบงัน' ที่ดูดกลืนทุกสรรพเสียงรอบข้างจนน่าสะอิดสะเอียน


    "มันไม่ใช่หินปราณทั่วไป..." นางพึมพำ น้ำเสียงแฝงความเจ็บปวดเล็กน้อย "คลื่นพลังงานนี้มัน 'ว่างเปล่า' เกินไป... ว่างเปล่าจนผิดธรรมชาติ"


    อาเจียเหงื่อกาฬไหลพรากอาบแผ่นหลัง สถานการณ์นี้อันตรายยิ่งกว่าเจอสัตว์อสูรระดับสูง เพราะความลับเรื่อง 'อักขระสูญตา' (หลิง) คือสิ่งเดียวที่เขาห้ามให้ใครล่วงรู้เด็ดขาด หากความแตก เขาคงโดนจับไปผ่าท้องศึกษาแน่!


    'ท่านมู่! ปู่มู่! ช่วยข้าด้วย!' อาเจียกรีดร้องในจิตใจ 'นางปีศาจหูทิพย์คนนี้กำลังจะจับผิดข้าได้แล้ว! ท่านรีบใช้อำนาจปิดบังความว่างเปล่าเดี๋ยวนี้เลย!'


    ทว่า... ในห้วงจิตสำนึกกลับมีเพียงความเงียบ


    'ท่านมู่? ตาเฒ่า? ได้ยินข้าไหม?'


    ผ่านไปอึดใจหนึ่ง เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังขึ้นในหัว "เฮอะ!"


    อาเจียชะงัก 'ท่านหัวเราะทำไม? สถานการณ์คอขาดบาดตายนะ!'


    "คอขาดบาดตายงั้นรึ?" น้ำเสียงของมู่เฉินฟังดูห่างเหินและแง่งอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ข้าก็นึกว่าเจ้าเก่งกล้าสามารถจนไม่เห็นหัวอาจารย์คนนี้แล้วเสียอีก... ในเมื่อเจ้ากล้านำ 'พู่กันนิรันดร์' ซึ่งเป็นตัวแทนแห่ง 'มหาสภาวะชีวี' อันศักดิ์สิทธิ์ ไปใช้เป็นแท่นพิมพ์หนังสือลามกอนาจารขายกิน... เจ้าก็คงมีปัญญาแก้ปัญหาเรื่องแค่นี้เองกระมัง?"


    อาเจียหน้าซีดเผือด ที่แท้ตาเฒ่านี่ยังเคืองเรื่องที่เขาเอาพู่กันไปปั๊มหนังสือขายเมื่อวานซืน!


    'โธ่! ท่านอาจารย์! ท่านปรมาจารย์มู่เฉินผู้ยิ่งใหญ่เหนือใครในสามโลก!' อาเจียรีบเปลี่ยนสรรพนามประจบสอพลอทันที 'ข้าผิดไปแล้ว! ข้ามันตาต่ำ! ข้ามันคนเขลา! แต่ถ้าข้าตายไป ใครจะหาของบรรณาการระดับเซียนมาให้ท่านเสพสุขเล่า? ช่วยศิษย์โง่เขลาคนนี้สักครั้งเถิดขอรับ!'


    "..."


    มู่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความระอา "จำใส่กะโหลกของเจ้าไว้... มหาสภาวะชีวี คือต้นกำเนิดแห่งความมีและความไม่มี หากเจ้าใช้มันต่ำทราม มันก็จะลดทอนคุณค่าลง... เอาล่ะ ฟังข้าให้ดี!"


    "นางเด็กนั่นมี 'โสตสวรรค์' การพยายามซ่อนความว่างเปล่ายิ่งทำให้นางสงสัย... เจ้าต้องทำตรงกันข้าม เปลี่ยนความว่างเปล่าให้เป็น 'เสียงรบกวน' ที่น่ารำคาญที่สุดซะ!"


    มู่เฉินถ่ายทอดเคล็ดวิชาบางอย่างเข้ามาในหัวอาเจียทันที


    อาเจียตาเป็นประกาย เขารีบวาดนิ้วมือไปข้างหลัง แอบสลักอักขระตัวเล็กๆ ลงบนก้อนหิน แล้วดีดมันเข้าไปใต้ฝ่าเท้าของเจ้าสัว


    เปรี้ยะ!


    ทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวแห่งความว่างเปล่าที่หลินชิงเสวี่ยได้ยิน ก็เปลี่ยนเป็นเสียง...


    ครืด... ครืด... เอี๊ยดดดด!


    เสียงเหมือนเหล็กขึ้นสนิมขูดกับกระดานชนวนดังสนั่นหวั่นไหวแสบแก้วหู จนหลินชิงเสวี่ยต้องยกมือปิดหูด้วยความทรมาน สีหน้าของนางเปลี่ยนจากสงสัยเป็นรังเกียจ


    "โอ๊ย! เสียงบ้าอะไรกัน!" นางร้องออกมา "มันแสบแก้วหูยิ่งนัก!"


    หลี่มู่กู่ที่กำลังจะงัดแงะอกเจ้าสัวก็สะดุ้งโหยง "เสียงเฟืองขบกัน? ทำไมมันดังขนาดนี้?"


    อาเจียรีบตีหน้าเศร้า "เรียนศิษย์พี่ทั้งสอง... นี่คือความล้มเหลวของข้าเองขอรับ"


    "ความล้มเหลว?" หลี่มู่กู่เลิกคิ้ว


    "ขอรับ... เนื่องจากเจ้าสัวกินพลังงานมหาศาล ข้าไม่มีปัญญาหาหินปราณดีๆ มาเติม ข้าเลยใช้... 'ถ่านไม้ไผ่อัสนี' ผสมกับ 'เศษแร่แม่เหล็ก' เพื่อกระตุ้นพลังงานราคาถูก... แต่มันมีผลข้างเคียงคือทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่น่ารำคาญและเสียงแสบแก้วหูเช่นนี้แหละขอรับ"


    อาเจียก้มหน้านิ่ง แสร้งทำเป็นละอายใจ "ข้าอับอายยิ่งนักที่ทำลายผลงานศิลปะของศิษย์พี่หลี่จนกลายเป็นหุ่นกระป๋องเสียงดัง..."


    หลี่มู่กู่ฟังแล้วก็นิ่งคิด เขาเอามือทาบที่อกหุ่น สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนหยาบๆ (ที่มู่เฉินสร้างลวงตาไว้) ก็พยักหน้าเข้าใจ


    "มิน่าเล่า... ข้าก็สงสัยว่าทำไมการเคลื่อนไหวมันดูฝืนๆ ที่แท้เจ้าใช้เชื้อเพลิงขยะนี่เอง" ช่างวิปลาสส่ายหน้าด้วยความเสียดาย "เสียของจริงๆ... เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ยังขยับได้"


    หลินชิงเสวี่ยลดมือลง สีหน้ายังคงซีดเผือดเพราะเสียงนั้นทำร้ายโสตประสาทนางอย่างรุนแรง "รีบไปกันเถอะศิษย์พี่หลี่... ข้าทนฟังเสียงขยะแขยงนี้ไม่ไหวแล้ว มันรบกวนสมาธิข้า"


    นางมองอาเจียด้วยสายตาตำหนิ "คราวหน้าหาเชื้อเพลิงที่ดีกว่านี้หน่อย หากเสียงนี้ไปปลุกวิญญาณศาสตราระดับสูงเข้า เจ้าจะตายไม่รู้ตัว" 


    [
    ขณะเดียวกันก็ ส่งกระแสจิต ไปบอกอาเจียว่า "ข้ารู้นะว่าเจ้าโกหก แต่เห็นแก่ที่เจ้าเคยช่วยข้า ข้าจะปล่อยไปก่อน"]


    "ขอรับ! ศิษย์จะจำไว้!" อาเจียรับคำแข็งขัน


    ร่างของสองยอดฝีมือทยานร่างจากไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าเข้าสู่เขตชั้นใน ทิ้งให้อาเจียยืนถอนหายใจเฮือกใหญ่จนตัวโยน


    "เกือบไปแล้ว..." อาเจียทรุดลงนั่งพิงขาเจ้าสัว "ขอบคุณท่านอาจารย์มู่เฉิน... ท่านนี่สุดยอดจริงๆ!"


    "ฮึ! อย่าเพิ่งดีใจไป" เสียงมู่เฉินยังคงขุ่นเคือง "นางเด็กนั่นมีสัมผัสที่ไวต่อ 'นามธรรม' มาก... ต่อไปนี้ห้ามใช้ 'อักขระสูญตา' ในระยะร้อยก้าวรอบตัวนางเด็ดขาด ไม่งั้นคราวหน้าข้าจะไม่ช่วยเจ้าแล้ว!"


    อาเจียพยักหน้ารัวๆ เขามองไปทางทิศที่หลินชิงเสวี่ยจากไป แววตาแฝงความหวาดระแวง


    "โสตสวรรค์... เป็นของแสลงสำหรับข้าจริงๆ" อาเจียพึมพำ "แต่เดี๋ยวนะ... ถ้าศิษย์พี่หลี่มู่กู่มุ่งหน้าไปเขตชั้นใน แสดงว่า 'สมบัติชิ้นใหญ่' ต้องอยู่ที่นั่น"


    ความโลภเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง อาเจียลูบคางใช้ความคิด


    "ถ้าข้าตามไปตอนนี้ คงโดนจับได้แน่... แต่ถ้าข้าแอบตามไปห่างๆ แล้วรอจังหวะชุลมุนเก็บตก 'ของเหลือ' จากพวกเขาล่ะ?"


    รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า


    "เจ้าสัว! ลดเสียงลงหน่อย เราจะเปลี่ยนแผนจาก 'เก็บขยะ' เป็น 'อีแร้งรอซาก' ...ตามพวกเขาไปห่างๆ!"