เมี่ยนจือ ที่คิดจะครอบครองร่าง อี้เฉิน นางรู้สึกถึงความเจ็บปวดบางอย่างจากร่างกาย
นางบินทะยานหาที่พักรักษาตัวทันที ร่างนี้กำลังจะแหลกสลายหากนางยังดึงดันไปต่อ
ร่างกายนี้ จะพังทลาย มันไม่เป็นผลดีกับนาง หากร่างนี้ตายนางจะตาย ทั้งสองเชื่อมโยนกันแยกไม่ออก ไม่นาน นางมาถึงภูเขาสูง มีถ้ำเล็กๆ ไปอยู่ รอบบริเวณเป็นป่าทึบ มีแม้กระทั่งสัตว์อสูรอยู่แต่เมื่อมันได้สัมผัสกับปราณพลังที่แพร่กระจายออกมาของ
เมี่ยนจือ พวกมันกลับหวาดกลัวถอน รีบหนีกันจ้าละหวั่น
นางเลือกที่นั่นนั่งบำเพ็ญเพียร รักษาบาดแผลที่แตกร้าวค่อยๆ สมานอย่างช้าๆ นางถึงกับขมวดคิ้วเหตุใดบาดแผลถึงหายช้าเพียงนี้
นางใช้เวลาไปถึง7วันก็ยังไม่สามารถรักษาบาดแผลจนหายสนิด
ปราณพลังสีดำของนางเริ่มไม่เสถียร สั่นไหวอย่างรุนแรง อยู่ ๆ ปราณพลังสีเลือดก็แพร่กระจายออกมาอย่างรุนแรง
ดั่งสองปราณพลังเข้าห้ำหั่นกัน รอบบริเวณเป็นเหมือนเขตสองขั้ว ปราณพลังสีดำ ปราณพลังสีเลือด เข้าถ้ำหันกันอย่างบ้าคลั่ง
ปราณพลังทั้งสองต่างกลืนกินกันไปมา เหมือนงูที่กินหางตัวเอง
เมี่ยนจือตะโกนคำรามอย่างบ้าคลั่ง "เหตุใดเจ้ายังมีสติอยู่อีก"
"เจ้ากลับที่ของเจ้าไปซะ จะหาว่าข้าใจร้ายกันเจ้า"
"ไม่ๆ ข้ายึดร่างเจ้าแล้ว"
ร่างอี้เฉินตอนนี้เหมือนคนบ้าพูดคุยกับตัวเอง
อี้เฉินระเบิดอักขระในทะเลความรู้ ทั้งหมดกระตุ้นปราณจิตของเขาให้กลับคืนสติ ยังดีที่ปราณจิตเขา
แข็งแกร่งไม่อย่างนั้นอาจถูกเมี่ยนจือ ดูดกลืนกิน
"หมดเวลาแล้ว เมี่ยนจือ อย่าดื้อเรายังเป็นสหายที่ดีต่อกันได้"
ยิ่งอี้เฉินพูด ปราณพลังนางยิ่งสั่นคลอน
เสียงหน้ากากผลึกสีขาวที่สวมบนใบหน้า แตกดัง "โบ๊ะ" ค่อยๆ หลุดร่วง
"ไม่ ไม่ ไม่" นางกรีดร้องด้วยความหวานดกลัว
"เหตุใด เจ้ายังมีสติ เหตุใด เหตุใด"
อี้เฉินก็กลับมาคุมร่างกายของเขาได้อีกครั้ง หากเขาไม่ได้หยั่งรู้อักขระต่างๆ คงเสร็จนางเป็นแน่
เขาได้กักขังนางไว้ในทะเลความรู้สร้างกรงขังอักขระไว้เพื่อนางโดยเฉพาะ
"เจ้าเป็นเด็กดีอยู่เงียบๆ หากเจ้าทำตัวดีข้าจะปลดกรงออกให้"
นางคำรามอย่างแค้นเคือง "เจ้า เจ้า"
อี้เฉินถึงกับปวดหัว ทุกอย่างที่เตรียมการไว้พังลงทลายหมด
ยังดีที่เขารู้ว่า แคว้นพยัคฆ์ เป็นที่ตั้งของ สำนักเซียน อย่างไรก็ต้องไปดูให้เห็นกับตา ถึงจะไม่ได้เข้าสำนักเซียนก็ตาม
อี้เฉินไม่รู้นางมาไกลถึงขนาดไหน เขตแห่งนี้มีแต่ป่าทึบ กับสัตว์อสูร เขาเดินทางไม่นานก็มาเจอเมืองเล็กๆ
เข้า ถึงเมืองจะไม่ใหญ่มากแต่เต็มไปด้วยผู้คน สิ่งก่อสร้างหลายๆ แห่ง ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ได้หรูหรา
ใจกลางเมืองมีจวนใหญ่ๆ หลายแห่ง หยั่งกับค่ายทหาร
อี้เฉินไม่มีแม้แต่เงินตราติดตัว ของทั้งหมดของเขาไม่มีเหลืออยู่เลย
เนื้อตัวเขา สกปรก มอมแมม เสื้อผ้าขาดลุ่ยบางแห่ง
เขาอยากได้ แผนที่ดินแดนร้อยแคว้น ซักแผ่น อี้เฉินไต่ถาม จนได้รู้ที่เขาอยู่ปัจจุบันเป็นแคว้น
นภา นางมาได้ไกลถึงเพียงนี้เลยงั้นหรือไม่กี่ร้อยลมหายใจ เมี่ยนจือ ถึงกับข้ามแคว้นออกมาได้ไกลขนาดนี้
นางต้องเป็นยอดยุทธมาก่อนอย่างแน่นอน
อี้เฉินตั้งร้าน ประกาศโต้งๆ ข้างทาง รับเสริมแกร่งศาสตราวุธทุกชนิด
เขาต้องการเงินตราอย่างไว หากจะข้ามไปแคว้นพยัคฆ์ ต้องผ่านค่ายคนเคลื่อนย้ายหลายครั้งกว่าจะถึง มันต้องใช้เงินตราจำนวนหนึ่ง
ผู้คนได้ยินต่างสนใจ แต่ก็ไม่มีความมั่นใจ หลายๆ คนไม่อยากนำศาสตราวุธของตนออกมาให้คนอื่น
พวกเขากลัวอี้เฉินจะขโมย ศาสตราวุธของพวกเขาไป มันเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้ง
"ข้าว่าก็แค่พวกต้มตุ๋นพวกเราไปกันเถอะ ดูสิเนื้อตัว สกปรก มอมแมม ไม่มีราศีเป็นปรมาจารย์ด้านอักขระสักนิด "
"ข้าก็ว่าเช่นนั้น มุขนี้คนใช้กันเยอะแล้วใช่ว่าจะหาปรมาจารย์อักขระได้ง่ายๆ คนที่หยั่งรู้ได้ลึกล้ำถึงจะสลักอักขระลงไปได้ คนที่ทำได้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย"
ชายหนุ่มกับหญิงสาวอีกกลุ่มที่เดินมาดู พวกเขาสนใจอย่างมาก อยากจะรู้อี้เฉินเป็นปรมาจารย์อักขระระดับสูงหรือไม่
"ข้าสนใจ ท่านคิดราคาเช่นไร"
"หินวิญญาณ1000ก้อน"
"เหตุใดแพงเช่นนี้เล่า"
"ข้าให้ลองเลยหากมันไม่ได้ผล ข้าไม่คิดเงินตรา ซักแดง"
ชายหนุ่มกลุ่มนี้เริ่มลังเลแต่เขาก็อยากจะลอง หากมันเพิ่มประสิทธิภาพให้ ศาสตราวุธได้จริงใคร ๆ ล้วนอยากทำมัน
ชายหนุ่มหยิบอาวุธจากแหวนมิติออกมา มันเป็นดาบสีทอง ระดับ ศักดิ์สิทธิ์
มีลวดลายมังกรอยู่ที่ด้ามดาบ ใบดาบดูประหลาด มันกลับบางกว่าดาบปกติทั้วไป
ดั่งดาบเล่มนี้เป็นเหมือนแส้ สามารถอ่อนได้ตามแรงเหวี่ยงของผู้ใช้
อี้เฉินค่อยๆ สลักอักขระลงไปช้า ๆ ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยาม มีหลาย ๆ คนยังคงเฝ้ามอง พวกเขาเองก็อยากรู้ว่าจะทำได้จริงหรือไม่
อี้เฉินส่งดาบคืนชายหนุ่มกลุ่มนั้นกลับไปให้เขาทดสอบดู ชายหนุ่มปลดปล่อยปราณพลังลงไปในดาบ มันกลับไม่ได้ผลอะไร
"ฮ่าๆๆ ข้าก็ว่าแล้วเสียเวลาจริงๆ"
"ข้าอุตส่าห์ รอดู คิดว่าจะมีอะไรดีดีโชว์ให้เห็น"
ทันใดชายหนุ่มสัมผัสบางอย่างจากดาบได้ เขาเหวี่ยงปราณดาบขึ้นฟ้า ปราณดาบกลับแฝงด้วยอักขระประสานรวม
ถึงอักขระจะดูเลือนราง แต่เห็นได้ชัดมันเพิ่มอานุภาพให้ดาบอย่างชัดเจน
เกิดเสียงฮือฮาในทันที "การโจมตีแฝงอักขระเข้าไปด้วยหรือ สุดยอด"
"ไม่คิดว่าจะทำได้จริงๆ หรือเขาจะเป็น ปรมาจารย์ด้านอักขระจริงๆ"
ชายหนุ่มเหวี่ยงถุงเก็บของมิติให้อี้เฉินเปิดดูทั้งหมดในนั้นมีเกือบๆ 10,000 หินวิญญาณ
"ทำให้น้องสาวข้าอีกสักเล่มได้หรือไม่"
อี้เฉินพยักหน้า
นางยิ้มด้วยความยินดี "ขอบคุณพี่ชายมาก"
นางส่งศัสตราวุธให้อี้เฉิน อาวุธที่นางใช้เป็นศัสตราวุธเลือด หลายๆ คนเห็นตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง มันหายากมากถือไปของล้ำค่า แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์กับคนอื่น หากศัสตราวุธเลือดถูกหยดด้วยเลือดแล้ว จะติดตามผู้ใช้ไปจนตาย ไม่สามารถแย่งชิงหรือขายได้
ศัสตราวุธนี้สวยมากมันคล้ายกงจักร อี้เฉินพึ่งเคยเห็นศัสตราวุธแบบนี้ครั้งแรก
ยิ่งจับยิ่งตื่นเต้น เทียบกับหอกเลือดเขานั้น มันดูมืดมน มีแต่ความอำมหิต
อี้เฉินรู้สึกถึงแววตามุ่งร้ายของ จอมยุทธหลายคน จ้องมองมาที่เขาพวกเขาเหมือนอยากได้ วิธีเพิ่มประสิทธิภาพศาสตราวุธ
มีแม้กระทั่ง บางคนส่งนกสื่อสารออกไป อีกไม่นานหายนะต้องมาเยือนเขาอย่างแน่นอน ที่นี่ จะหลั่งโลหิต
หลังจากอี้เฉิน สลักอักขระลงศาสตราวุธเลือด เสร็จ
เขาจากไปทันที จอมยุทธ์หลายกลุ่ม ต่างพากันไล่ล่าอี้เฉิน อี้เฉินไม่รอช้าหากอยู่ต่อได้กลายเป็นเรื่องอีกแน่
เขาเร่งรีบเดินทางเข้าไปใจกลางเมืองเพื่อใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายในทันที ประตูค่ายกลเคลื่อนย้ายมี นับสิบประตู
เขาจ่ายหินวิญญาณ ก่อนถามทางผู้คุมค่ายกล
เขาจะได้จุดหมายปลายทาง อี้เฉินเข้าประตูเคลื่อนย้ายในทันที หากพวกเขาตามาทันได้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากอีกแน่
ไม่ถึง30ลมหายใจก็มาถึงแคว้น อี้เฉินรีบสวมหน้ากากชายชราปิดบังใบหน้าทันที
แล้วสำแดง"วิชามังกรทะยานนภา" หายไปอย่างฉับพลันในทันที
กลุ่มจอมยุทธที่ไล่ตามออกมา พวกเขาแปลกใจอย่างมากไม่เห็นชายหนุ่มที่ไล่ตาม
"พวกเจ้าเร่งกระจายกันออกค้นหาใครน่าสงสัยจับมันมา ถ้ามันขัดขืน ไม่ยอมมากับเรา ฆ่ามันทิ้งเสียอย่าให้ตระกูลอื่นๆ ได้ตัวมันไป"