ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 เหตุนองเลือด (3)


            “ผู้ฝึกตนทุกท่านโปรดฟังทางนี้!” เสียงอิ่งซา หั่วหยุน และหวางปู้สือดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน“นอกจากขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น ตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป จงลุกขึ้นต่อสู้พร้อมพวกเรา!”

            “ครับ/ค่ะ!” “รับทราบ!” “การกำจัดปีศาจ เป็นหน้าที่ของพวกเราผู้ฝึกตน!”

            ผู้ฝึกตนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ ตอนนี้ต่างพาปลุกความกล้าในตัวเองขึ้นมา

            เพราะไม่มีทางให้ถอยหลังแล้วปีศาจที่ใกล้จะบรรลุขั้นจินตันอยู่ที่พื้นที่ปิดเช่นนี้ หากถอยหลังหนีก็มีแต่ต้องตายสถานเดียว!

            ต่อให้พวกเขาจะรู้สึกหวาดกลัวคู่ต่อสู้ที่ใกล้จะบรรลุขั้นจินตันมากแค่ไหนก็ตามต่อให้พวกเขามีความกล้าเพียงน้อยนิดก็ตามแต่ถึงกระนั้นก็ต้องยืนหยัดต่อสู้ในศึกครั้งนี้!

            “สังหารปีศาจเพื่อผดุงธรรม” หวางปู้สือประสานมือดาบสีแดงฉานพลันปรากฏขึ้นในมือ จากนั้นก็ตะเบ็งเสียงตะโกนออกมา “ฆ่ามัน!”

            “ฆ่ามัน!!”

            เสียงตะโกนดังกึกก้องกัมปนาท! นาทีนี้ผู้ฝึกตนหลายพันคนต่างร่วมแรงร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน!

            คลื่นเสียงตะโกนของผู้ฝึกตนหลายพันคนทำเอาดินทรายบนพื้นสั่นสะเทือน!

            ยันต์อาคมมากมาย อาวุธวิเศษครบมือ เสียงดังจากการต่อสู้ดังขึ้น กลุ่มควันพวยพุ่งท่ามกลางสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าตอนนี้เต็มไปด้วยฝุ่นควันโขมงระคนประกายแสงวิบวับจากการโจมตี ประกายแสงมากมายต่างระดมโจมตีไปยังจูหงเสวี่ย!

            ประกายแสงวิบไหวในกลุ่มควันเหมือนดั่งโคมไฟในเทศกาลโคมไฟ!

            คลื่นพลังปราณหลายพันระลอกจากผู้ฝึกตนทำเอาผิวหน้าของจูหงเสวี่ยสั่นกระเพื่อม

            ภายใต้ประกายแสงแพรวตา จูหงเสวี่ยไร้ซึ่งทีท่าถอยหลังริมฝีปากอมชมพูของเธอยกกระดก “ความสวยงามล้วนไม่ยั่งยืนแสงสีเสียงย่อมเลือนสลายโดยง่าย... ฉันไม่ใช่พวกที่ไร้อารมณ์สุนทรี แน่นอนว่าฉันจะมอบความตายอันงดงามให้พวกแกเอง”

            อีกฝ่ายเคลื่อนไหวโจมตี อีกฝ่ายนิ่งเฉยตั้งรับปรากฏเป็นภาพฉากอันแสนระทึกแต่งดงาม

            “ตู้ม!” วินาทีต่อมา ลำแสงสีดำมัวนับพันได้ส่องออกมาจากรูขุมขนจูหงเสวี่ย!ราวกับกำลังส่องออกมาจากในร่างกาย!

            ครั้นลำแสงสีดำส่องสว่างออกจากประตูทวารทั้งเจ็ดก็ได้บังเกิดแรงกดดันวิญญาณขึ้นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าตอนแรงระเบิดพลังปราณก่อนหน้านี้เสียอีก!

            ลำแสงสีดำที่กระจายอยู่กลางอากาศราวกับดวงวิญญาณหลายแสนดวงที่ไม่ได้ผุดได้เกิดในเวลาเดียวกันก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนชวนสยอง! ก่อนจะแสงสีดำเหล่านี้จะจับตัวเป็นกลุ่มก้อนหมอกควัน!

            “มันกำลังจะกลายร่างปีศาจ!” หวงปู้สือตะโกนขึ้น “ฆ่ามันซะ!”

            ด้านในกำแพงพลังปราณ ใจของสวีหยางอี้เอาแต่จดจ่ออยู่กับสถานการณ์ด้านนอกเขาใช้พลังจิตหยั่งสัมผัสรับรู้ทุกสิ่งด้านนอก

            ผู้ฝึกตนหลายพันคนลุกขึ้นต่อสู้พร้อมกัน ประกายแสงและอณูปราณจากอาวุธและของวิเศษกระจายอยู่เต็มอากาศ!บรรยากาศการต่อสู้อวลตลบทั่วพื้นที่!

            ทุกๆการลงดาบอัดแน่นด้วยจิตใจที่หมายเอาชนะราวกับเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง

            นี่คือการต่อสู้ของผู้ฝึกตน!

            นี่คือการต่อสู้ของมวลมนุษย์!

            ไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่แสงยานุภาพก็ไม่น้อยหน้าสิ่งทันสมัยเหล่านั้นเลย!

            ดูเพลิดเพลินแพรวตาเสียยิ่งกว่าประกายแสงของดอกไม้ไฟช่างเป็นบรรยากาศแห่งความตายที่ห้าวหาญและน่าลุ่มหลง!

            “ซูด...” สวีหยางอี้ซูดลมหายใจเข้าลึกๆ 

            นี่น่ะหรือ... โลกของผู้ฝึกตน หากเขามีชีวิตรอดออกไปได้และได้เป็นส่วนหนึ่งในโลกใบนี้ มันจะต้องบรรเจิดกว่าเดิมเป็นแน่

            บรรยากาศด้านนอกชวนให้นึกถึงบทพรรณนาในวรรณกรรมจีน

            ปุยหลิวขาวพิสุทธิ์ร่วงหล่นกราดเกลื่อนสะอาดตากลีบดอกท้อชมพูเรื่อร่วงหล่นเกลื่อนกล่นนวลใจ สิ้นแล้วชีวิตอันไร้เดียงสาและสดใส!

            ครั้นแสงสีดำบนร่างจูหงเสวี่ยจางหายไป เสียงคำรามของจิ้งจอกก็ดังขึ้นเสียงนั่นพัดหมอกควันสีดำสลายหายไปในทันที! พลันปรากฏร่างสีขาวหิมะพร้อมหางสีเงินยาวสองร้อยเมตรทั้งเก้าหางยืนยืดตัวอย่างทะนงตน!

            ขนาดร่างมนุษย์กับร่างปีศาจของมันต่างกันราวมดกับช้าง อุ้งเท้าแตะพื้นหัวจรดเพดาน พลังปราณรุนแรงบ้าคลั่งประหนึ่งเทพปีศาจมาจุติ!ครั้นหางสีขาวโพลนทั้งเก้าโบกสะบัดก็บังเกิดเป็นคลื่นพลังปราณอันรุนแรง!

            บนหน้าผากของมัน ปรากฏตราเวทสีดำพิลึกอย่างสะดุดตา

            เรียวหางทั้งเก้าของมันโบกสะบัดคล้ายมังกรเก้าตัวเริงระบำทุกครั้งที่หางของมันโฉบผ่านที่ใดพื้นตรงที่แห่งนั้นจะเกิดร่องเฉือนขนาดใหญ่ทันที!

            ปีศาจขนานแท้... ปีศาจที่ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน!พลังล้นหลามเสียยิ่งกว่างูยักษ์ที่สวีหยางอี้เคยฆ่าเป็นหลายเท่า!

            เส้นขนสีขาวหิมะของมันกระเพื่อมตามแรงโจมตีที่พุ่งเข้ามาคล้ายคลื่นทะเล

            “วิญญาณปีศาจสามภพ!”จูหงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นฟ้าพลางส่งเสียงคำรามอย่างท้าทาย เพียงชั่วพริบตากระแสอณูปราณสีดำนับหมื่นเส้นก็ปรากฎขึ้น พร้อมกับหมุนเป็นเกลียวดั่งพายุใต้ฝุ่นโดยมีจูหงเสวี่ยเป็นจุดศูนย์กลาง!

            “ป้องกันซะ!” อิ่งซายกแขนตั้งการ์ดขึ้นกำบังกระแสลมนั่นแต่ยังคงรู้สึกเหมือนถูกค้อนหนักหลายกิโลกรัมทุบเข้ามาอย่างหนักหน่วง! กระแสพัดที่ดูเหมือนไม่มีพลังอะไรแต่เมื่อปะทะเข้ากับมันแค่เสี้ยววินาทีกลับพัดเขากระเด็นจนเลือดกรอกปาก!

            “หมอบลง!” หลังจากตะโกนขึ้นร่างของเขาก็ถูกกระแสลมดูดเข้าไปในใจกลางพายุจนเสียงของเขาเริ่มเลือนหาย

            สวีหยางอี้เบิกตากว้างจ้องมองกำแพงพลังปราณอย่างเงียบๆ

            เพียงเสี้ยววินาที กระแสคลื่นพลังปราณอันน่ากลัวเมื่อครู่ก็ส่งผ่านเข้ามาถึงตัวเขาแม้จะอยู่ในกำแพงพลังปราณก็ตาม

            แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกับกำแพงพลังปราณประหนึ่งถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงจนเกิดเป็นริ้วอณูปราณสีขาวนวลกระเพื่อมไม่หยุดราวกับใกล้จะพังทลายเต็มทน!

            เหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมขึ้นที่หน้าผากของเขามือพลันกำหมัดแน่นขึ้นมาไม่รู้ตัว

            หากทุกคนยังร่วมมือร่วมใจกันต้านทานศัตรูแบบนี้ ไม่แน่อาจจะมีทางรอด...

            แต่เนื่องจากตัวเองถูกขัดขวางการเลื่อนตบะ เขาจึงไม่คิดว่าคนที่อยู่ด้านนอกจะยอมต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อเขา

            จิตใจมนุษย์ล้วนยากแท้หยั่งถึง

            เป็นตายเป็นของคู่กัน

            คำพูดก่อนหน้านี้ ในตอนนี้กลับไร้ความหมาย จะอยู่รอดหรือตายจาก คงขึ้นอยู่กับว่าด้านนอกจะพร้อมใจกันต้านทานศัตรูกันมากแค่ไหน

            ดวงตาของเขาจ้องมองกำแพงพลังปราณสีขุ่นมัวอย่างจดจ่อ

            สถาปัตยกรรมอันสวยงามที่สถิตอยู่ท่ามกลางแสงทองผ่องอำไพของโลกด้านนอก

            บัดนี้ถูกอณูปราณดำทมิฬที่ราวกับพายุคลั่งพัดกระเจิง ประหนึ่งหอบใบไม้ร่วงที่ถูกสายลมเย็นซ่านแห่งสาทรฤดูพัดกระจายปลิวว่อน

            “กรุ้งๆๆ ...” “กริ้ง...” หลังจากนั้นราวกับสิบวินที อาวุธและของวิเศษน้อยใหญ่ต่างร่วงหล่นจากกลางอากาศตกกระทบลงบนพื้นดั่งเม็ดฝนมันคืออาวุธของวิเศษของผู้ฝึกตนที่ใช้เมื่อครู่ บัดนี้ถูกพัดกระจายเกลื่อนพื้นเต็มไปหมด

            ระดับตบะห่างกันเกินไป

            “จงคุกเข่าลง และนั่งรอความตายอย่างสงบฉันจะมอบความตายที่ไร้ความเจ็บปวดให้ทุกคนเอง!” จูหงเสวี่ยยืนตระหง่านอยูที่เดิมพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก

            “เอือก!” เสียงสำลักเลือดดังขึ้นจากปากผู้ฝึกตน

            ผู้ฝึกตนขั้นจู้จี้ที่เหลือทั้งเจ็ดคนถูกพายุทมิฬเล่นงานจนเลือดกรอกปากนอนหมอบอยู่บนพื้น

            “ก็แค่ใกล้จะบรรลุขั้นจินตันเองไม่ใช่เหรอ?” หั่วหยุนชักดาบยาวออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เขาใช้มันยันพื้นพยุงตัวเองพลางใช้มือกุมหน้าอกยืนขึ้น ดวงตาแดงก่ำของเขาจ้องมองปีศาจจิ้งจอกเก้าหางขนาดใหญ่เบื้องหน้า“แต่กลับจัดการขั้นจู้จีทั้งเจ็ดคนได้ภายในการโจมตีเดียว?”

            ผู้ฝึกตนทุกคนต่างพากันตกตะลึงกันถ้วนหน้า

            เมื่อครู่พวกเขาต่างโจมตีด้วยพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองแต่กลับถูกอีกฝ่ายหักล้างไปอย่างง่ายดาย

            อีกทั้งการป้องกันของขั้นจู้จีก็ไม่ได้ผล

            “นี่มัน...” ผู้เฒ่าคนหนึ่งยืนตัวสั่นเทิ้ม เขาก้าวขาไม่ออกเพราะจูหงเสวี่ยยืนขวางอยู่ตรงประตูใหญ่!

            “หรือพวกเราต้องมาตายอยู่ที่นี่จริงๆ?!”

            “เป็นแบบนี้ได้อย่างไร!”

            “ขั้นจู้จีต้านทานมันไม่อยู่งั้นเหรอ? !”

            “ทำไมเจ้าปีศาจตัวนี้ถึงแข็งแกร่งขนาดนี้!”

            ทุกคนค่อยๆ กระถดตัวถอยห่างออกจากประตูใหญ่เรื่อยๆ 

            ลั่นกลองหนึ่งครั้งเพื่อปลุกใจให้ฮึกเหิม ลั่นครั้งสองกำลังใจเริ่มถดถอยลั่นครั้งสามความกล้าแห้งสลาย หากทำการใดเกินสามครั้งย่อมล้มเหลวพวกเขาเข้าใจความหมายนี้ดี ดังนั้นพวกเขาจึงโจมตีปีศาจด้วยพลังทั้งหมดที่ตัวเองมี ต่อให้ระดับจะห่างเหินกันราวฟ้ากับดินก็ตามถึงแม้พวกเขาจะดูเต็มที่กับการต่อสู้ แต่มีสักกี่คนที่เต็มใจจะต่อสู้อยู่จริงๆ 

            ความหวังที่ฝากไว้กับการโจมตีเฮือกสุดท้ายของพวกเขาสลายหายไปพร้อมกับกำลังใจและความกล้าทันที

            มิหนำซ้ำ การโจมตีเมื่อครู่กลับถูกลบล้างไปอย่างง่ายดาย ตอนนี้ผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆเสียแล้ว

            บรรยากาศเงียบสงัดดั่งความตายใกล้มาเยือนมีเพียงพายุดำทมิฬหมุนเริงระบำอยู่ในอากาศและปีศาจร่างใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางฝูงคนนอนเกลื่อนกลาดตามพื้น

            เปลือกตาที่หลับประกบเข้าหากันของอิ่งซาลืมขึ้นมาอีกครั้งแววตาเด็ดเดี่ยวเยือกเย็นพลันส่องประกาย

            เขาโคจรพลังปราณขึ้นที่จุดตันเถียน ก่อนตะโกนดังลั่น“ฉันขออุทิศตัวเพื่อผดุงธรรม! กระบี่จงมา!”

            บังเกิดเสียงฟ้าร้องลมโกรกขึ้นอย่างอากาศฉับพลัน ละอองแสงอณูปราณสีขาวจำนวนมหาศาลไหลรวมไปอยู่ที่จุดเดียวจากนั้นกระบี่หยกชิงเฟิง[1]เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ

            “ทำแบบนี้ให้มันได้อะไร” น้ำเสียงเจือแววหลอกล่อของจูหงเสวี่ยดังขึ้น“ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าต้องตาย นายอยู่เงียบๆยอมรับความตายอย่างสงบไม่ได้เลยเหรอ?”

            เปลือกตาที่ผนึกเข้าหากันของอิ่งซากระตุกขึ้นเล็กน้อยรอยยิ้มพลันผุดขึ้นทันที

            “ฉันเกิดที่มณฑลตงหลิ่ง ก้าวเท้าเข้าเส้นทางผู้ฝึกตนตอนอายุสิบขวบฝึกปรือเจ็ดปีสำหรับขั้นเลี่ยนชี่ ใช้เวลาหนึ่งร้อยห้าสิบปีกว่าจะบรรลุระดับกลางที่ผ่านมาฉันใกล้ชิดกับมนุษย์ธรรมดาอยู่ตลอด”

            “มีทั้งคนที่สอนฉัน คนที่เอ็นดูฉัน แม้แต่กระทั่งหลอกใช้ฉันก็มี...”

            “แต่ไม่มีใครหน้าไหนที่สอนฉันให้ยอมแพ้ต่อพวกปีศาจ!”

            “เส้นทางของมนุษย์และปีศาจล้วนต่างกัน หากไม่ใช่คนในเผ่าพันธุ์ฉันจิตใจก็ย่อมต่างกัน! หากคุกคามต่อเผ่าพันธุ์ฉัน จำเป็นต้องฆ่าทิ้ง!”

            เขาพยายามประคองร่างของตัวเองที่มีพลังปราณทะลักออกมาอย่างมหาศาลเขาถ่มเลือดจากปากลงไปบนกระบี่ พลางใช้มันชี้หน้าจูหงเสวี่ย “เจ้าปีศาจ...จงตายซะ!”

            ประหนึ่งได้ยินเสียงเรียกร้องของเขา เพียงชั่วพริบตากระบี่ก็ส่องแสงสีแดงฉานออกมาเคล้าเสียงดังหวืด

            “พูดได้ดี...” ณ ช่วงเวลานี้ มีเสียงๆ หนึ่งดังแผ่วผู้เฒ่าถือไม้เท้าคนหนึ่งยืนเอามือกุมอกอยู่กับคนอีกเจ็ดคน

            “รองผู้ว่าการฉู่...” จูหงเสวี่ยเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา“นายยังไม่ตายอีกเหรอ? จงนั่งอยู่เงียบๆ สะเถอะแล้วฉันจะมอบสถานที่เก็บกระดูกให้นายเอง”

            “ตลก” รองผู้ว่าการฉู่เงยหน้าหัวเราะลั่น“มนุษย์ชาติวิวัฒนาการมาหลายพันปี ลำพังปีศาจของพวกแกก็เกิดมาจากพวกสัตว์แล้วยังริอาจมาพูดจาข่มเหงฉัน!”

            “แกรู้อะไรหรือไม่ ถ้าตอนนี้ฉันอยู่ที่เมืองจิงตูป่านนี้จรวดนิวเคลียร์คงพร้อมยิงแกแล้ว!”ท่าทางของฉู่เทียนอีในตอนนี้ไม่เหลือคราบคนแก่แม้แต่น้อย เขามั่นใจดั่งพญาเสือโคร่งก็ไม่ปานแถมยังรุดตัวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว “แล้วแกรู้อะไรอีกหรือไม่ถ้าวันนี้ฉันรอดออกไปได้ อีกไม่เกินหนึ่งเดือน ฉันจะเป็นคนตัดหัวสุนัขบนคอแกเอง!”

            “หัวจิ้งจอก” จูหงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อเป็นแบบนี้งั้นฉันจะมอบความตายให้นายเอง”

            เรียวหางทั้งเก้าตั้งชู ลูกบอลพลังปราณขนาดใหญ่ทั้งเก้าลูกควบแน่นขึ้นที่ปลายหางของมันก่อนส่องแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วพื้นที่

            “คุณปู่!” “คุณพ่อ! ช่วยผมด้วย!” “เจ้าปีศาจ!ระหว่างฉันกับแกต้องตายกันไปข้าง!” “ฉันขอสาบาน! สักวัน ฉันจะฆ่าแกให้ตายคากระบี่ชิงเฟิงให้ได้!”

            เสียงร้องโหยหวยดังขึ้นทั่วสนามอย่างน่าเวทนา!

            ลำแสงเก้าลำส่องสว่าง จากเก้าเป็นสิบแปด จากสิบแปดเป็นสามสิบหก...เพียงชั่วพริบตา ลำแสงก็ยิงไปทั่วสนาม!

            กลิ่นคาวเลือดชวนคลื่นไส้คลุ้งตลบไปทั่วสนามประลองหนึ่งในใต้หล้า!ผู้คนนับพันตายลงด้วยลำแสงที่ไม่อาจต้านทานประหนึ่งหญ้าที่ถูกตัด!

            เมื่อถูกลำแสงโจมตี ผู้คนก็ล้มตายลงไปส่วนหนึ่ง!

            บนหน้าผากของคนที่ตายล้วนปรากฏอักขระสีแดง

            สวีหยางอี้ได้แต่จ้องมองกำแพงพลังปราณขุ่นมัวที่ไม่เห็นด้านนอกแม้แต่น้อย!

            ในช่วงวินาทีนั้น ราวกับมีอะไรบางอย่างที่อยู่ในจิตวิญญาณเขาถูกปลดออก

            คล้ายกับคำพูดที่ไร้เสียง คล้ายกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่หยั่งรู้มันเป็นบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ มันมีเพียงพลังวิญญาณอันมหาศาลและโศกนาฏกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับมัน

            ทันใดนั้น เขาก็รู้แจ้งขึ้นมาทันที ว่าเพราะเหตุใดมวลมนุษย์ถึงเป็นกำลังหลักอยู่เสมอและเพราะเหตุใดเผ่าปีศาจที่แข็งแกร่งมากพอที่จะต่อสู้ได้ตัวคนเดียวถึงยอมสยบให้กับมนุษย์

            มันคือบางสิ่งที่สืบทอดต่อกันมาบางสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของผู้ฝึกตนทั่วหวาซย่าทุกคน นาทีนี้หัวใจของเขาเต้นระทึกอย่างไร้เหตุผล อยู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่า คำว่า “ผู้ฝึกตน”ที่ตัวเองได้ยินมาจนติดหจะทำให้เลือดลมเขาสูบฉีดได้พลุ่งพล่านเช่นนี้

            บางคนหวาดกลัว บางคนกล้าหาญ บางคนวิ่งหนี บางคนยืนหยัด

            วินาทีนี้ เงาคนที่ยืนหยัดอยู่พวกนั้น ทำเอาเขาประทับใจไปจนถึงเบื้องลึก

            นอกจากจะยืนอยู่เหนือมนุษย์ธรรมดาแล้ว... ยังต้องแบกความรับผิดชอบปกป้องมวลมนุษย์

            ความรับผิดชอบนั้น ถูกเรียกว่าผู้ฝึกตน

            ท่ามกลางห้วงแห่งจิตวิญญาณ คล้ายกับมีบางอย่างถูกพรากจากไปราวกับดักแด้ที่ลอกคราบออกจากรัง จนในที่สุดสยายปีกกลายเป็นผีเสื้อที่สวยงาม

            ความรู้สึกแห่งการรู้แจ้ง รู้ตื่น รู้เบิกบาน

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] 青锋 ชิงเฟิงคือชื่อกระบี่ตามตำนานลิทธิข้างจีนฝ่ายมหายานซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของท้าวจตุโลกบาลที่ชื่อว่า ฉือกั๋วเทียนหวาง หรือท้าววิรุฬหก หนึ่งในท้าวจตุโลกบาลที่ปกครองประจำตำแหน่งทิศใต้

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน