ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่592 ดินแดนจักรพรรดิเคลื่อนไหว

         ทิศทางปราการทมิฬ ที่เกิดการต่อสู้ยืดเยื้อมานาน จวนจะร่วมปีเศษ เริ่มจะส่งผลให้เหล่าบรรพบุรุษชรา เจ้าสำนักอาวุโสต่างๆ เริ่มที่จะเสียเปรียบ ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จากความเหนื่อยล้า อิดโรยของอายุขัย ปราณพลังที่สูญเสียไป จากศึกสงครามมหาทวีป ไม่เว้นแต่ละวัน ส่งให้เลือดภายในกายเริ่มจะเหือดแห้ง พื้นที่เขตทะเลทราย ซินเจียง ถูกพวกศัตรูต่างดินแดน รุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ
 

 

        ทว่าเหล่าผู้เฒ่าชราพวกเขา ก็ไม่ยินยอมให้ศัตรูต่างดินแดน บุกมาประชิดหน้าบ้าน ป้อมปราการทมิฬโดยง่าย มันจึงทำให้ทุกสายตา ที่มองทอดยาวออกไปไกล เห็นฉากการต่อสู้เข่นฆ่าสังหาร ตลอดหลายเดือนของผู้ที่อยู่ภายในป้อมปราการทมิฬ ดวงตาของพวกเขา หม่นแสงแห่งความหวัง ลงไปไม่น้อย แม้แต่ประกายตาในกรอบสายตา ยังไม่อาจเก็บซ่อน ความหวาดกลัวไว้ได้ รับรู้ได้เลยว่า หากพวกศัตรูต่างดินแดน โถมกำลังอย่างเต็มที่ พวกเขาก็เป็นได้แค่มดปลวก ที่รอถูกบดขยี้เท่านั้น

 


         แม้แต่ในยามนี้กลุ่มจอมยุทธรุ่นใหม่ ยังถูกสั่งให้ถอนกำลัง เป็นเพียงกำลังเสริม หนุนทัพหลัก รออยู่ยังเขตชายแดน เมืองไทจง เท่านั้นในยามนี้ เนื่องจากพวกผู้ยิ่งใหญ่ ไม่อยากที่จะสูญเสีย เมล็ดพันธุ์อันมีค่า ที่จะเติบใหญ่ ในภายภาคหน้าของ ผู้คนดินแดนเทพรุ่นใหม่ไป ต้องให้พวกเขาเหล่าจอมยุทธ์รุ่นใหม่ ที่เกิดในกลียุค ความยากลำบาก ต้องกล้ำกลืน ฝืนทน รอวันที่จะ ผงาดขึ้นมาเติบใหญ่ในภายภาคหน้า

 


****


        ด้านดินแดนจักรพรรดิ พวกเขาที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ นั่งกวาดสายตามองทอดยาวออกไป ภายในสงครามของดินแดนเทพ พวกเขาก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้เช่นกัน แม้พวกเขาจะมีจักรพรรดิโบราณ ผู้ยิ่งใหญ่ อยู่ใกล้เคียงกับคนทวีปมืด แต่ด้วยความรวดเร็ว ในการฝึกปรือของทวีปมืด มันก็ทำให้พวกเขาเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ หัวใจสั่นสะท้านกันไม่น้อย

 


        แต่เนื่องด้วย คำขอของ มเหสี จักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง ทำให้เขาไม่อาจขัดใจนาง ผู้เป็นที่รักได้ อย่างไรนางก็เป็นคนของดินแดนเทพ แถมยังมีความหลัง ที่ฝังลึก กับดินแดนเทพ ที่นางเกิดและเติบโต มาไม่น้อย แถมบุตรสาวของนางผู้หนึ่ง นามว่า อี้ฟางหรง เองก็ยังอยู่ภายในดินแดนเทพ แต่อี้ฟางหรง นางไม่ยินยอม ตอบรับข้อเสนอที่หวังดี ของผู้เป็นมารดา ขึ้นมาอยู่ บนดินแดนจักรพรรดิ

 


         ทำให้อวิ๋นฉินอิน นาง มีความเสียใจอยู่ในกรอบสายตา อยู่ตลอดเวลา ครั้นนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา จึงมากล่าวขอร้อง สามีที่ อยู่เบื้องหน้าภายในห้องโถงใหญ่ ให้ทำอะไรสักอย่าง

 


        จักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง แม้จะรู้ว่า มเหสี อวิ๋นฉินอินของเขา จะมีความรู้สึกผิดต่อจักรพรรดิ อี้เทียนหรง อยู่ไม่น้อย แต่มันเป็นเส้นทางที่ชายแก่นั้นได้เลือก นางเองก็เลือกที่จะปกป้อง คนแดนเซียนของนางเช่นกัน ความหลังที่เจ็บปวดของนาง จึงถูกกลบฝังไว้ที่นั่น ภายใน ด่านในราชวงศ์ ดินแดนเทพ




         ก่อนจักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง จะกล่าวพูดขึ้นมา ภายในห้องโถงใหญ่ ในระหว่างที่ฝ่ามือของเขา ถือลูกแก้วปราณจิต พูดคุยสื่อสารออกไปหา ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้ง9 เขตครอบครอง “ข้าจะส่งคนเขตครอบครอง ข้า ไปช่วยพวกดินแดนเทพ ต่อสู้ หากพวกเขาแตกพ่ายเมื่อใด ก็จะกลายเป็นดินแดน จักรพรรดิของพวกเรา ที่ต่อสู้ศึกถัดไป อาจจะอีก10ปี หรือ50ปีก็เป็นได้ ที่เราจะพอเลี่ยง สงครามที่จะมาถึงได้”

 


         ทันใดน้ำเสียงที่แหบพร่า เสียงหนึ่ง ก็กล่าวตอบรับคำจักรพรรดิมนุษย์ ผ่านลูกแก้วปราณจิต “เจ้าเอาจริงเช่นนั้นหรือ จักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง เช่นนั้นข้าจะรับประกัน เขตปกครองของเจ้า จะไม่ถูกผู้ใดรุกราน”

 


        จักรพรรดิมังกรนภา จ้าวหานเฟิง เขาล้วนรู้ดี หากสูญเสียกำลังพลในยามนี้ไป จะต้องมีจักรพรรดิ องค์อื่นๆ คิดช่วงชิง เขตปกครองเป็นแน่ จึงไม่มีใคร ยินดีที่จะทำเช่นจักรพรรดิมนุษย์ ดีไม่ดีเขาอาจจะสูญเสียอำนาจ ทำให้เขตปกครอง แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็เป็นได้


 

       แม้พวกเขาจะเป็น จักรพรรดิ แบ่งแยกเขตปกครอง แต่ก็ยังมีความไม่ลงรอยกันอยู่ หากไม่แบ่งแยก เขตปกครอง เป็นไปได้ที่พวกเขา อาจจะฆ่าสังหารกันไปแล้วก็เป็นได้ ก่อนจักรพรรดิมังกรนภา จ้าวหานเฟิง จะหยิบลูกแก้วสื่อสารออกมา ตอบรับคำขอของ จักรพรรดิมนุษย์ “ได้ ข้าจักรพรรดิมังกรฟ้า จ้าวหานเฟิง ให้หลักประกัน”

 

       จักรพรรดิโบราณ ฟู่เฉิง ครั้นเห็นว่าน่าจะได้ข้อสรุป เขากล่าวพูดขึ้นมา ดูท่าเขาจะมีอิทธิพล ต่อจักรพรรดิองค์อื่นๆ ไม่น้อย จากน้ำเสียงที่ทรงพลังของเขา ที่กล่าวพูดออกมา ตอบรับคำของ จักรพรรดิมนุษย์



“ข้าให้คำมั่น แต่เจ้าห้ามสอดมือลงไปยุ่ง ดินแดนเทพ ยามนี้ ไม่มีอนาคต อีกต่อไป”

 


         ครั้นเขากล่าวพูดเสร็จสิ้น ร่างชายวัยกลางคน เผ่าเทพมาร ก็ยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ไม่คิดสตรีที่จับเป็นตัวประกันอย่าง อวิ๋นฉินอิน ในยามอดีต นางจะมีอิทธิพล ต่อจักรพรรดิมนุษย์ หนึ่งในสามจักรพรรดิที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ช้าความสัมพันธ์นั้น จะกลายเป็นจุดอ่อนของเขา


 

        จักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง ได้รับคำมั่นจาก จักรพรรดิองค์อื่นๆ เขาสั่งการให้เคลื่อนพล ที่จัดเตรียมไว้ในทันใด เรือเหาะสีทองลำหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยผู้คนร่วม200ชีวิต นำโดยบุตรชายคนโต ของเขาอย่าง อวิ๋นซี พร้อมกับบุตรจักรพรรดิมังกรนภา อย่างจ้าวอิงจือ ที่ขอไปร่วมสังเกตการณ์ กลุ่มคนตระกูลเซียน ที่เต็มใจไปร่วมทำศึกสงครามมหาทวีป ต่างก็ยินดีกันไม่น้อย ที่จะได้กลับไปเหยียบย่ำ ยังดินแดนบ้านเกิดอีกครา

 


        เมื่อสะพานสายรุ้งที่ทอดยาวออกไป เชื่อมต่อกับดินแดนเทพ ก่อให้เกิดแสงพร่างพราว พร้อมกับหมู่ดาว นับแสนดวงที่ปรากฏออกมา ครั้นเมื่อเรือบินสีทองวิจิตรงดงาม

 


        บินผ่าน ประชาชนตามหัวเมืองใหญ่ ผู้คนต่างก็โหร้องยินดี เมื่อรับรู้ว่า ประตูดินแดนจักรพรรดิ ได้เปิดขึ้นมาอีกครา ในรอบหลายพันปี    พร้อมกับเสียงผู้คนกล่าวพูดขึ้นมาไม่ขาด “คนดินแดนจักรพรรดิ พวกเขายังไม่ทอดทิ้งเรา”

 


“ดินแดนจักรพรรดิ พวกเขามาช่วยพวกเราแล้ว”

 


       ทว่าไม่นานประชาชนที่กุมฝ่ามือภาวนาไว้แน่น ต้องถอนหายใจออกมายาว เมื่อ เห็นประตูดินแดนจักรพรรดิ ปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งกำลังรบที่มากมหาศาล อย่างที่พวกเขาคาดการณ์

 


       แม้แต่จักรพรรดิโบราณ ทวีปมืดยังรับรู้ถึงการเปิดขึ้นของ ประตูดินแดนจักรพรรดิ ก่อนจักรพรรดิสามตา เขาจะแค่นเสียงคำรามออกมาดังก้อง “ไอ้คนดินแดนจักรพรรดิ พวกเจ้าช่างโอหังนัก ไม่ช้าพวกข้า จะเหยียบย่ำ แม่น้ำสีทองไปหาพวกเจ้า คนดินแดนจักรพรรดิถึงหน้าบ้านเอง”

 


       ภายในยอดเขาส่วนตัวของจักรวรรดิหวงตี้ จักรพรรดิ ศาสตราวุธ ปลดปล่อย ดาบเล่มหนึ่งตกมาจากเก้าสวรรค์ชั้นฟ้า ปักลงใส่ยอดเขาที่เขา ปิดขั้นพลังในทันใด ก่อให้เกิดแรงระเบิด ดังออกไปกึกก้อง สนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ร่างชายวัยกลางคน สายตานุ่มลึก แววตาดุร้าย จะขึ้นไปนั่งบนดาบมองทอดยาวออกไปไกล ยังทิศทางเขตแดนศัตรู ก่อนเขาจะคลี่ยิ้มออกมากว้าง เมื่อรับรู้ถึงกลุ่มคนผู้มาใหม่ เหมาะให้พวกเขาขัดเกลา เหล่าราชันสวรรค์ ที่พึ่งก้าวขึ้นมาใหม่ไม่น้อย



“พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม ได้เวลาออกไป เก็บเกี่ยวประสบการณ์แล้ว”


 

เหล่าศิษย์ภายในนิกายต่างก็คลี่ยิ้มกันออกมา อย่างชั่วร้าย พร้อมกับแต้มสีดำกลางหว่างคิ้ว ที่สว่างจ้าขึ้นมา “น้อมรับคำสั่ง จักรพรรดิ ศาสตราวุธ”

 

****

 

       ภายในตระกูล อี้ เกิดความแตกตื่นไม่น้อย เมื่อมีผู้มาเยือนยังป้อมปราการทมิฬ ทว่ามีเพียงแค่จักรพรรดิชรา อี้เทียนหรง กับจักรพรรดิจ้าววังมังกรเท่านั้น ที่รับรู้ได้ว่า มันเป็นเพียงการยื้อเวลาออกไปเท่านั้น

 


      พวกคนดินแดนจักรพรรดิ พวกเขาไม่ได้ใส่ใจ คนดินแดนเทพแม้แต่น้อย ทำให้ใบหน้าชายชรา อี้เทียนหรง ในยามนี้ แก่ชราลงไปไม่น้อยในรอบปีมานี่ เนื่องจากเขาหวังกับอี้เฉินไว้สูง อย่างไรอี้เฉินก็ยังถือเป็นหลานเหลน ของบุตรชายเขา จะไม่ให้เสียใจ คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ความสัมพันธ์ของเขา เองกับบุตรสาวอี้ฟางหรง ในยามนี้ จึงไม่ค่อยสู้ดีนัก จากเรื่องราวของอี้เฉิน

 


       ครั้นในกรอบสายตาของจักรพรรดิชรา เห็นบุตรชาย ของ อวิ๋นฉินอิน อดีต มเหสี ที่เขารักมากที่สุดในหัวใจ แม้เขาจะปล่อยวางไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีความรู้สึก เจ็บแปลบๆ อยู่ไม่น้อย ทว่าเวลาไม่อาจหวนย้อนคืนกลับได้

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน