มารสยบฟ้า

    บทที่ 50 : มุ่งหน้าสู่เมืองฟ้าคราม

    หลังจากงานประลองชิงตำแหน่งได้สองวัน บริเวณหน้าประตูเมืองตะวันดับ หลี่ผิงและตัวแทนของสถาบันต่างก็กำลังยืนรอใครบางคนอยู่

     

    “มาแล้วๆ ข้ามาแล้ว” เสียงตะโกนดังแว่วมาแต่ไกล เสี่ยวฟ่านรีบวิ่งหน้าตาตื่นมายังจุดนัดหมาย

     

    แฮ๊กๆๆๆๆ

     

    “เสี่ยวฟ่าน! นี่เจ้ามัวไปทำอะไรอยู่? ปล่อยให้ทุกคนนั่งรออยู่ตั้งนาน?” ปิงหยุนถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย

     

    “พอดีข้าตื่นสายน่ะ แฮะๆๆ” เสี่ยวฟ่านหัวเราะออกมาแบบเจื่อน ๆ เขารู้สึกผิดที่ตัวเองมาสาย

     

    “ขยะ!” ฮัวเจี่ยได้สบถออกมา ก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งบนรถม้าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้

     

    “เมื่อกี่เจ้าว่าอะไรนะ?” เมื่อได้ยินคำสบถของฮัวเจี่ย เสี่ยวฟ่านรู้สึกโกรธมาก ระดับพลังของเขาตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องยอมนิ่งเฉยอีกต่อไป ถ้าอีกฝ่ายต้องการมีเรื่อง เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า

     

    ลู่หานเห็นท่าไม่ดี รีบเดินเข้าไปห้ามเอาไว้ ก่อนจะกระซิบเบา ๆ “หากเจ้าก่อเรื่อง ขากลับข้าจะรายงานต่อบิดาเจ้า”

     

    เมื่อได้ยินคำพูดของลู่หาน เสี่ยวฟ่านที่กลัวจะถูกบิดาลงโทษ เขาจึงรีบสงบสติอารมณ์ของตัวเองลง เดินตามลู่หานไปขึ้นรถม้าอีกคันหนึ่ง

     

    หลังจากทุกคนมากันครบแล้ว รถม้าทั้งสองคันได้เริ่มออกเดินทางในทันที ซึ่งจุดหมายของพวกเขาก็คือเมืองฟ้าคราม

     

    เมืองฟ้าครามและเมืองตะวันดับถูกคั้นกลางเอาไว้ด้วยป่าไพรอสูร พวกเขาต้องใช้ระยะเดินทางประมาณสองถึงสามวัน ซึ่งการเดินทางผ่านป่าไพรอสูรนั้น พวกเขาจำเป็นต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะพวกเขาอาจจะโดนสัตว์อสูรบุกเข้ามาโจมตีได้ทุกเมื่อ

     

    การเดินทางผ่านป่าไพรอสูรในวันแรกนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีสัตว์อสูรโผล่ออกมาให้เห็น และเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน หลี่ผิงจึงหาสถานที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้พักผ่อน

     

    เมื่อหาที่พักได้แล้ว ทุกคนช่วยกันกางเต้น รวมถึงก่อกองไฟ ส่วนหลี่ผิงเองก็ได้ทำการวางเขตอาคมเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรบุกเข้ามาขณะที่ทุกคนกำลังหลับอยู่

     

     

    หลังจากวางเขตอาคมเรียบร้อย หลี่ผิงได้หันไปกล่าวกับทุกคนว่า “ข้าได้วางเขตอาคมเอาไว้แล้ว หากไม่ใช่สัตว์อสูรที่อยู่สูงกว่าขอบเขตหลอมดวงจิต พวกมันไม่มีทางฝ่าเขตอาคมที่ข้าวางเอาไว้เข้ามาได้ พวกเจ้ารีบนอนพักซะ พรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางกันแต่เช้า”

     

    ในช่วงขณะที่ทุกคนกำลังหลับอยู่นั้น ปิงหยุนได้ตื่นขึ้นมากลางดึก เขาเดินห่างออกมาจากเต้นที่ทุกคนกำลังหลับอยู่

     

    ด้วยเคล็ดวิชาจิ้งจอกเกล็ดเหมันต์ ปิงหยุนจึงต้องตื่นขึ้นมาดูดกลืนหยาดน้ำค้างเป็นครึ่งชั่วยาม ซึ่งเขาเองก็ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่เคยขาดการฝึกฝนนี้เลยแม้แต่วันเดียว

     

    ขณะที่ปิงหยุนกำลังนั่งดูดกลืนไอเย็นจากหยาดน้ำค้างอยู่นั้น จ้าวเฉินก็เดินเข้ามาหา “ดูจากปราณธาตุน้ำแข็งที่เจ้าใช้เมื่อสามวันก่อน เจ้าคงจะออกมานั่งดูดกลืนหยาดน้ำค้างทุกวันไม่เคยขาด ข้าเชื่อว่าอีกไม่นาน เจ้าจะสามารถผ่านขั้นที่หนึ่งของเคล็ดวิชาจิ้งจอกเกล็ดเหมันต์ไปได้”

     

    “นี่เจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงรู้เรื่องเคล็ดวิชาที่ข้าฝึกฝน?” ปิงหยุนรู้สึกตกใจที่อีกฝ่ายรู้จักเคล็ดวิชาของตน แต่เมื่อนึกถึงหนังสือที่จ้าวเฉินใช้ในงานการประลอง เขาจึงพอเดาตัวตนที่แท้จริงของจ้าวเฉินผู้นี้ได้ “หรือว่าเจ้าคือโม่เฟิง!”

     

    จ้าวเฉินได้ใช้นิ้วจิ้มไปที่จุดลมปราณบริเวณใบหน้า ทำให้ใบหน้าและน้ำเสียงของเขานั้นเปลี่ยนกลับมาเป็นเหมือนเดิม “ใช่ ข้าคือโม่เฟิง!”

     

    ปิงหยุนรู้สึกดีใจที่เห็นโม่เฟิงอีกครั้ง “เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา? ทุกคนต่างก็เป็นห่วงเจ้ามาก”

     

    โม่เฟิงได้อธิบายเรื่องที่ตระกูลเฟิงนั้นร่วมมือกับลัทธิหัตถ์ปีศาจเพื่อหวังจะยึดครองเมืองตะวันดับให้กับปิงฟัง

     

    สิ่งที่โม่เฟิงเล่าออกมาทำให้ปิงหยุนนั้นรู้สึกโกรธมาก “ข้าไม่คิดเลยว่าตระกูลเฟิงจะเลวได้ถึงขนาดนี้!”

     

    เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกโกรธของปิงหยุน โม่เฟิงจึงได้สัญญากับเขาว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าให้สัญญา ว่าเมืองตะวันดับจะต้องปลอดภัย แต่ข้าคงต้องขอให้เจ้าเก็บเรื่องของข้าเอาไว้เป็นความลับ”

     

    “ได้! ข้าจะเก็บทุกอย่างเอาไว้เป็นความลับ” ปิงหยุนรับปากกับโม่เฟิงอย่างไม่ลังเล เขาเข้าใจว่าทำไมต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ

     

    กรีดดดดดดดด!

    ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงกรีดร้องของเด็กสาวได้ดังขึ้น ทำเอาทุกคนที่กำลังหลับอยู่ ต้องรีบลุกขึ้นมาดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น

     

    เสี่ยวฟ่านเดินออกมาจากเต้นเป็นคนแรก เขารีบถามจ้าวเฉินและปิงหยุนที่ยืนอยู่ด้านนอกในทันที “เกิดอะไรขึ้น? เสียงใครกรีดร้อง?”

     

    ปิงหยุนส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เสียงมันดังออกมาจากป่านด้านใน”

     

    ช่วยด้วยยยย!

     

    เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้หลันหลันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เตรียมจะวิ่งออกไปตรวจสอบ

     

    เห็นหลันหลันเตรียมจะวิ่งออกไป หลี่ผิงรีบเข้ามาขวางเอาไว้ “หยุด! พวกเจ้าจะไปไหนไม่ได้ ต้องรอข้าอยู่ที่นี่”

     

    เมื่อหลี่ผิงกำลังจะจากไป จ้าวเฉินรีบเอ่ยขึ้น “ท่านอาจารย์หลี่ ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีเขตอาคมของท่านถูกกางเอาไว้ แต่ถ้าท่านไม่อยู่ด้วย หากมีสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตบุกเข้ามา พวกข้าคงจะรับมือกันไม่ไหว”

     

    หลี่ผิงลองทบทวนดู ถึงแม้แถวนี้จะเป็นแถบชายป่า เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้ง ที่สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมจิตพลัดหลงเข้ามา ถ้าปล่อยเด็กทุกคนเอาไว้ที่นี่ เขาจะไม่มีโอกาสได้ปกป้องใครเลย แต่ถ้าพาไปด้วย ถึงจะอันตรายอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในสายตาของตน

     

    หลังจากได้ทบทวนดูแล้ว หลี่ผิงจึงยอมให้เหล่าเด็ก ๆ นั้นติดตามไปด้วย “ได้! แต่พวกเจ้าต้องสัญญากับข้า หากข้าไม่ได้สั่ง ห้ามลงมือทำอะไรโดยเด็ดขาด เข้าใจไหม?”

     

    ทุกคนต่างก็พยักหน้ารับปาก พวกเขารีบวิ่งตามหลี่ผิงไปยังทิศทางที่เสียงร้องขอความช่วยเหลือได้ดังขึ้น

     

    เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ต้นตอของเสียง พวกเขาได้ลดความเร็วลง ค่อยๆขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ ก่อนจะซุ่มดูสถานการณ์อยู่ที่พุ่มแห่งหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้า คือซากศพของผู้คุ้มกันรถม้าที่นอนตายกันเกลื่อนกลาด พวกเขาล้วนถูกสังหารโดยกลุ่มโจรป่า

     

    ถึงแม้เหล้าผู้คุ้มกันจะถูกฆ่าตายไปเกือบหมดแล้ว แต่ยังมีผู้คุ้มกันเหลืออยู่อีกสองคน พวกเขายังคงยกดาบขึ้นมาต่อสู้ พยายามจะปกป้องเด็กสาวตัวน้อย ซึ่งกำลังหวาดกลัวสุดขีดอยู่ภายในอ้อมแขนของข้ารับใช้ผู้หนึ่ง

     

    ผู้คุ้มกันที่เหลืออยู่ตะโกนบอกให้ข้ารับใช้พาเด็กสาวหนีไป “รีบพาคุณหนูหนีไป”

     

    โจรป่าร่างผอมไม่ยอมปล่อยให้ใครหนีรอด เขาค่อย ๆ เดินเข้าหาผู้คุ้มกันทั้งสอง เคลื่อนตัวไปโผล่ด้านหลังอย่างเงียบเชียบ ใช้มีดที่ถืออยู่ปาดคนทั้งสองคนจนสิ้นใจ ก่อนจะหันหน้ากลับมาที่ข้ารับใช้และเด็กสาวที่กำลังสั่นกลัว

     

    ชายร่างผอมเดินเลียมีดตรงเข้าไปหาเด็กสาว “ผิวพันธุ์ของแม่หนูนี่ มั่นช่างน่ากรีดซะเหลือเกิน แพล๊บ”

     

    การกระทำของชายร่างผอม ทำให้หัวหน้ากลุ่มโจรนั้นต้องเอ่ยตักเตือนออกมา “ฉือไห่! เด็กนั่นเป็นสินค้า อย่าทำให้มีตำหนิ”

     

    “ชิ” ชายร่างผอมไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ต้องทำตาม เพราะอีกฝ่ายคือ ‘หว่านซาง’ เป็นน้องชายของหัวหน้ากลุ่มโจรโลหิตคลั่ง ‘หว่านเหอ’ เขาจึงต้องยอมทำตามที่อีกฝ่ายบอก

     

    ชายร่างผอมได้เก็บมีดที่ตนถืออยู่ นำเชือกออกมาหนึ่งเส้น เดินเข้าไปมัดมือของเด็กสาว

     

    “พวกเจ้าต้องการอะไร ออกไปให้ห่างจากคุณหนูของข้าเดี๋ยวนี้” ข้ารับใช้ของเด็กสาวได้ลุกขึ้นยืน ขวางไม่ให้ฉือไห่เดินเข้ามา เธอพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเด็กสาว

     

    “กล้ามาสั่งข้า?” ชายร่างผอมได้เตะเข้าไปที่ท้องของข้ารับใช้สาวจนตัวโก่งก่อนจะล้มลง

     

    ผัวะ!

     

    หลังจากเตะข้ารับใช้ของเด็กสาวจนล้มลงไปกองกับพื้น ฉือไห่เดินเข้าไปมัดข้อมือทั้งสองข้างของเด็กสาวเอาไว้

     

    “ปล่อยนะ” เด็กสาวพยายามที่จะดิ้นรนขัดขืน แต่ถูกฉือไห่จับข้อมือทั้งสองข้างและยกขึ้นจนตัวลอย ก่อนจะกระซิบไปที่ข้างหูของเด็กสาว พลางใช้ลิ้นเลียไปที่บริเวณต้นคอ “อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวข้าก็...แพล๊บบ!”

                    -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ประกาศ

    ตั้งแต่วันนี้ผมจะเปลี่ยนจากลงวันละหนึ่งตอน มาเป็น 2 วัน 1 ตอนนะครับ

    ผมต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบในเดือนเมษายน 2565

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ