80 : เหตุผลที่ต่อสู้
“นั่นเอลรึเปล่า”
เอลสะดุ้งเมื่อได้ยินคนทัก เสียงเหยียบใบไม้และกิ่งไม้ตามพื้นจากทางด้านหลังดังใกล้เข้ามาบ่งบอกว่าคนทักนั้นกำลังมาหาเธอ เอลจึงตะโกนห้ามโดยไม่หันไป
“อย่าเพิ่งเข้ามานะ”
เจ้าของฝีเท้านั้นชะงักไปทันใด เอลรีบหยิบกล่องที่ใส่คอนแทร็คเลนส์ขึ้นมาและเอาเลนส์ใสนั้นใส่กลับเข้าไปในตาอีกครั้งจึงค่อยลุกหันไปหาคนคนนั้นและได้เห็นหัวเกรียนมาแต่ไกล
“เล็ทเองเหรอ”
“ใช่ เอ่อ...เธอเป็นอะไรรึเปล่า” เล็ทถามอย่างไม่แน่ใจเพราะเห็นอีกฝ่ายน้ำตานองหน้า อีกทั้งเลือดตามตัวเธอก็มิใช่น้อยๆ “เมื่อกี้ฉันเพิ่งไปเจอพวกริสมา แล้วก็ให้โลมพาไปที่ปลอดภัยแล้ว” เขาว่าพลางเข้าไปใกล้จนได้เห็นแผลตามตัวอีกฝ่ายชัดๆ
เขาว่าเพื่อนๆ ของเขาโดนโหดแล้วนะ พอมาเจอสภาพของเอลเข้าแบบนี้ บาดแผลของพวกนั้นแทบจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที
“เนนบอกว่าเนียร์ได้เลือดของผู้มีพลังไปแล้วนะ ถ้าไปไม่รีบล่ะก็...เดี๋ยวนะ” เล็ทชะงักไป เพิ่งสังเกตเห็นอีกร่างหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ร่มไม้ข้างหลังเอล เขาเพ่งดูชัดๆ และได้รู้แล้วว่าร่างนั้นคือใคร ยิ่งได้เห็นมีดที่ยังคงปักอยู่บนอกนั้นยิ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“นะ...นั่นมันเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ใช่มั้ย” เล็ทถามเสียงสั่นอย่างไม่ตั้งใจ ส่วนเอลก็หลบสายตาโดยที่น้ำตาไหลออกมาอีก เขาถามต่อเสียงแห้ง “เธอเป็นคน...ฆ่าเหรอ”
เอลตัวสั่นเพราะเก็บก้อนสะอื้นไว้ไม่ยอมตอบ แต่สิ่งที่เห็นเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วสำหรับเล็ท เขาถึงกับอึ้งด้วยความคาดไม่ถึง ในบรรดาผู้มีพลังทั้งหมด เล็ทคิดว่าเอลเป็นคนเดียวที่ไม่น่าจะกล้าฆ่าใครแบบนี้ และเล็ทก็ไม่เคยคิดว่าจะถึงขั้นต้องฆ่าแบบนี้ด้วย เมื่อตลอดเวลาเขากับเพื่อนคนอื่นมีความคิดแค่ว่าจะมาหยุดแผนการของพวกตนัยเท่านั้น เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย
ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เล็ทเป็นฝ่ายพยายามเข้าใจวิธีการของเอล
“ถ้า...ถ้าไม่ทำถึงขั้นนี้ พวกนั้นก็คงไม่ยอมหยุดหรอกเนอะ แถมพวกนี้ก็คงคิดกำจัดเราอยู่แล้วแน่เลย ฮ่ะๆ เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอกนะเอล เธอทำถูกแล้วล่ะ”
“ไม่!”
เป็นฝ่ายเล็ทบ้างที่ตกใจ เขาเห็นเอลยกมือตัวเองขึ้นมาดู
“นี่มันไม่ถูกต้อง มันไม่ควรเป็นแบบนี้...มันไม่ควรต้องเป็นแบบนี้!” แล้วเอลก็เงยหน้าจ้องเล็ทเขม็ง “ขอร้องล่ะ ช่วยฉันที พาฉันฝ่าเข้าไปในไฟนั่นที ฉันต้องไปหยุดพวกนั้น หยุดทุกคน!”
ไม่ควรต้องสูญเสียใครอีก ไม่ควรมีใครต้องตายอีกแล้ว ไม่ว่าจะพวกเธอหรือพวกเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ก็ตาม
การต่อสู้ระหว่างพวกฟิวส์กับพวกอั๊คเป็นต้องหยุดชะงักไปทันใด เมื่อจู่ๆก็มีสิ่งหนึ่งแหวกฝ่ากำแพงไฟที่ล้อมรอบอยู่เข้ามาอย่างเร็วและมาหยุดลงตรงใจกลางสมรภูมิ ดึงสายตาคนทุกคู่ให้หันไปมองว่ามันคืออะไร
น้ำแข็งทรงกลมขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบๆ มีร่องรอยการละลายเพราะถูกความร้อน เพียงไม่นานมันก็ปริร้าวแตกกระจายเผยให้เห็นคนสองคนที่อยู่ข้างใน เอลกับเล็ทก้าวไปข้างหน้าห่างกันเล็กน้อยเมื่อได้อยู่ในบริเวณกว้างกว่าเดิม หลายคนพากันประหลาดใจกับการปรากฏตัวของทั้งคู่
“เอล” ถึงจะเห็นเธอบาดเจ็บ แต่โชลก็ดีใจที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นพวกอั๊คสามคนที่จำได้แม่นว่าเด็กสาวคนนี้ออกไปอยู่วงนอกกับเพื่อนของพวกเขา สิ่งที่รวมจุดสนใจของพวกเขาทั้งหมดนั้นคือคนที่อีกฝ่ายอุ้มมาด้วย
เลียนเป็นคนแรกที่จำเพื่อนสนิทของตัวเองได้ “เอม!”
พอได้ยินว่าเลียนเรียกใคร ก็เหมือนมีเข็มแทงหลังอั๊คกับดีมให้จ้องไปยังร่างนั้นพร้อมกันอย่างตื่นตะลึง
ดีมกระโดดลงมาจากยอดไม้ไปอยู่ตรงหน้าเอลในระยะประชิด โชลกับคนอื่นมีปฏิกิริยาทันที หากดีมไม่ทำอะไรเอลทั้งนั้นไม่แม้แต่จะมองหน้า เขาเพียงก้มดูหน้าเพื่อนที่หลับตาคล้ายคนนอนหลับ
“เฮ้ย หลับอยู่เหรอ” ดีมทัก ยังทำฝืนยิ้มเรียกเพื่อน “อย่ามาอู้นา คนเขาสู้ๆ กันอยู่ มาหลับแบบนี้ได้ไง ตื่นสิ” ว่าพลางเขย่าแขนเอมไปด้วยจนมันตกห้อยลงมาก็ยังคงไม่มีการสนองกลับแต่อย่างใด และดีมก็ไม่สนใจที่จะมอง เขาคว้าตัวเอมออกมาจากแขนอีกฝ่าย ร่างนั้นฉุดลงพื้นอย่างไร้การแข็งขืนใดๆ จนดีมต้องนั่งลงโอบตัวเธอไว้
“ตื่นดิเอม เธอไม่ได้หูหนวกนี่ อย่ามาทำเป็นไม่ได้ยินนา ตื่นเดี๋ยวนี้...ฉันบอกให้ตื่นไง!” น้ำเสียงเริ่มเจือปนความโกรธ เมื่ออีกฝ่ายยังนอนนิ่ง ตัวอ่อนคอพับไหวเอนตามแรงเขย่าไปมา ศีรษะเอมเอนมาซบลงบนบ่าดีม สัมผัสที่เขาเคยรู้สึกได้จากเพื่อนคนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
มันช่าง...ว่างเปล่า
อั๊คกับเลียนที่คอยดูอยู่ห่างๆ ก็พากันเข้ามาล้อมดีม เลียนนั่งลงข้างๆ ตัวเขา ยกมือขึ้นคล้ายอยากลูบหัวเอมแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ว่าหากจับเมื่อไหร่สิ่งที่กลัวจับใจจะกลายเป็นจริง แต่แล้วดีมกลับดันร่างเอมมาข้างหลังจนมือเธอสัมผัสโดน และทำให้เธอได้ก้มมองหน้าของเพื่อนชัดๆ
หยดน้ำร่วงลงบนใบหน้านั้น เลียนกุมมือเอมไว้แล้วยกขึ้นสัมผัสหน้าผากตน
เอมเคยบอกไว้ว่าอยากให้เธอช่วยล้างมือนี้ให้ เธอก็จะล้างมันให้ตามสัญญา...ด้วยน้ำตา
ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เอลกับคนอื่นที่เหลือก็ไม่คิดอาศัยช่วงนี้โจมตีกลับ พวกเธอปล่อยให้พวกอั๊คได้มีเวลา...ที่จะร่ำลาเพื่อน
“ให้มันจบลงแค่นี้ได้มั้ย” นานชั่วครู่กว่าเอลจะพูดออกมาได้ สีหน้าเธอดูเจ็บปวดไม่แพ้อีกฝ่าย “พวกนายก็เห็นว่าสู้ไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น มีแต่จะยิ่งเจ็บกันทั้งสองฝ่ายเท่านั้น เพราะงั้น ขอร้องล่ะ ให้มันสิ้นสุดลงแค่นี้เถอะ”
“...จบเหรอ” ดีมค่อยๆ วางร่างของเอมลงบนพื้นอย่างนิ่มนวลที่สุด ถามขึ้นพลางลุกขึ้นยืน หน้ากากตัวตลกที่เพียรสวมใส่มาโดนตลอดถูกลอกออกไปจนเหลือแต่เพียงใบหน้าปีศาจแห่งความชิงชัง “อย่างเธอยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอ เธอฆ่าเอม เธอฆ่าเพื่อนของพวกเรา แล้วจะให้จบลงแค่นี้งั้นเหรอ!”
ดีมตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างกับเอล หากมีคนที่เร็วกว่า เมื่อตอนนี้อั๊คไปอยู่ตรงหน้าเด็กสาวเรียบร้อยแล้ว และเอลก็ตัวแข็งทื่อราวถูกสาปด้วยตาข้างขวานั้น
อั๊คเอ่ยเพียงสั้นๆ หากเย็นจับใจว่า “ตายซะ”
เสาเพลิงลุกโชติขึ้น ณ จุดที่เอลยืนอยู่ทันที แต่ฟิวส์กับโชลไหวตัวทันซะก่อน โชลบังคับไม้ดึงตัวเอลออกมา มีฟิวส์เข้ามาคั่นระหว่างตัวเธอกับไฟ แล้วฟิวส์ก็รีบคว้าตัวเอลไว้เมื่อจับถึงความร้อนใต้ฝ่าเท้าตัวเองได้ เพียงชั่วอึดใจเดียวเสาเพลิงก็ผุดขึ้นมาจนบนพื้นอีกครั้ง ฟิวส์สร้างไฟออกมาต้านเป็นแรงดันยกตัวพวกเขาลอยขึ้นสูง ก่อนจะลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวลด้วยลมของเอล
เอลดึงเสื้อฟิวส์ไว้เพราะเห็นเขาคิดกระโจนกลับสู่การต่อสู้อีกครั้ง ในขณะที่คนอื่นที่เหลือเห็นอั๊คโจมตีใส่เอลแล้วนั่นถือเป็นสัญญาณสู้ให้เริ่มขึ้นอีกครั้ง
“หยุดเถอะฟิวส์ อย่าสู้กันอีกเลยนะ”
ฟิวส์สะบัดมือเธอออก “ไปบอกพวกนั้นเองเถอะ ฉันจะไม่หยุดจนกว่าพวกมันจะยอมหยุดก่อน” เมื่อพูดจบก็พุ่งเข้าหาอั๊คที่กำลังรับมือกับเกลและเล็ท
“พอได้แล้ว!” เอลพยายามร้องห้ามทุกคน แต่เหมือนไม่มีใครได้ยิน “ทุกคนพอเถอะ!”
เสียงอันไร้ตัวตน มิอาจห้ามผู้ใดไว้ได้เลย
ทำไม...
เอลมองเพื่อนๆของตัวเองสู้กับเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ไม่หยุด การโจมตีของสองหนุ่มรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นำความเศร้าจากการสูญเสียเพื่อนมาเป็นพลัง ถึงจะได้เล็ทเข้าไปช่วยด้วยแต่อั๊คกับดีมก็ไม่มีทีท่าว่าจะเพลี่ยงพล้ำให้พวกฟิวส์เลย
ทำไมถึงยังต้องสู้กันต่อ...เอลไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย...ชนะแล้วจะได้อะไร จะยังเหลืออะไร
เธอมองเลียนที่ยังคงกุมมือเอมไว้ นิ่งงันอยู่เช่นนั้นท่ามกลางความวุ่นวายรอบกายบอกถึงความเศร้าที่เสียเพื่อนไปชัดเจน จนเธอที่เป็นคนลงมือถึงกับหลั่งน้ำตาแม้จะเป็นฝ่ายได้รับชัย หรือแม้แต่หากการต่อสู้ครั้งนี้พวกอั๊คจะเป็นฝ่ายชนะก็ตาม...
หากคนสำคัญต้องตาย ชัยชนะที่ได้จะยังมีความหมายอะไรอีก
ทั้งคนที่สูญเสีย ทั้งคนที่เป็นคนพรากสิ่งนั้นไป จะมีความสุขได้จริงๆ น่ะเหรอ
เอลยกมือขึ้นปิดหูตัวเอง ไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้วพร้อมกับกรีดร้องออกมาสุดเสียงระบายทุกสิ่งออกมา
“เอล!!”
มีใครบางคนกระโจนเข้าใส่เธอ แต่ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้าย เมื่อเอลกับเขาคนนั้นกลิ้งมาอีกทาง จุดที่เธออยู่เมื่อกี้ถูกดีมฟาดขาลงมาจากที่สูง เนื้อดินแตกกระจายเป็นวงกว้าง
“คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย” โชลถามอย่างร้อนใจ เขาเพิ่งมีโอกาสได้เห็นบาดแผลตามตัวเธอชัดๆ และพบว่ามันหนักกว่าที่คิดไว้มาก โดยเฉพาะตรงบ่าทั้งสองข้าง เห็นแค่นั้นโชลก็กัดฟันกรอด รับรองเลยว่าหากเอมยังไม่ตาย เขานี่แหละจะเป็นคนเข้าไปจัดการเองโดยไม่ต้องรอคำอนุญาตจากเอลด้วยซ้ำ
“ฉันไม่เป็น...ระวัง!” เอลไปยืนดักหน้าโชลพร้อมกับสร้างลมดันพลังของดีม แต่เพราะพลังของเธอมีน้อยกว่าจึงต้านไว้ได้ไม่นาน เพียงครู่เดียวลมของดีมก็เข้าซัดใส่เอลและโชลที่คอยรับเธออยู่ข้างหลังไปด้วยกัน
ดีมกำลังจะก้าวไปหาสองคนนั้น แต่กลับถูกกิ่งไม้หนาเข้าพันรัดแขนรั้งตัวเขาไว้ ดีมหันกลับไปมองผู้ใช้ไม้อีกคน เห็นวาลที่เริ่มหอบ เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผลจากการต่อสู้ด้วยกันเมื่อกี้นี้ แววตาของสาวขรึมยังคงแน่วแน่ไม่ให้เขาคิดทำอะไรพวกพ้องของตน
“อย่ามาขวางให้ยากนักเลย เจ็บตัวซะเปล่าๆ นะ” ดีมว่าแล้วซัดลมใส่วาล เธอไม่อาจต้านไว้ได้จึงปลิวไปตามแรงลม ส่วนต้นไม้ที่ยังยื่นยาวมารั้งตัวเขาไว้นั้น ดีมไม่ได้ตัดออก แต่ออกแรงดึงพร้อมกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยจนกระทั่งถอนรากถอนโคนมันออกมาได้ แล้วเขาก็จับมันเหวี่ยงไปทางจุดที่เอลยังนอนนิ่งอยู่ หวังให้มันทับเธอซะ
เอลไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังตกเป็นเป้าหมาย สิ่งที่เธอเผชิญมาตั้งแต่ต้น กับการต้านลมดีมเมื่อกี้นี้ทำให้เธอถึงขีดจำกัดแล้วจนเผลอหมดสติไปครู่หนึ่ง ก่อนต้องถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงร้องของใครบางคน
“โชล...” เอลพยายามลืมตาขึ้น เห็นแผ่นหลังหนุ่มผมน้ำตาลเข้าขวางเธอกับต้นไม้ใหญ่อยู่ เขาคงช่วยหยุดมันไว้ให้ก่อนที่มันจะทับใส่เธอ หากบนพื้นเอลกลับเห็นของเหลวบางอย่างหยดลงมาก่อนซึมหายไปกับดิน ได้ยินเสียงครางที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของโชล ผสานไปกับเสียงหัวเราะของดีม
เอลรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งจับแข็งอยู่ภายในตัวเอง และมันเริ่มแผ่ความเย็นไปสู่จุดอื่นๆตามร่างกาย
เพียงไม่นานโชลก็ล้มลงมากองกับพื้น มือยกขึ้นกุมดวงตาข้างขวาที่มีเลือดไหลพราก เมื่อมีรอยกรีดผ่าลงมาบนตาของเขาเป็นทางยาว รอยแผลนั้นทำให้เอลถึงกับลืมวิธีการหายใจ
คล้ายได้ยินเสียงฟิวส์เรียกเพื่อนอยู่ไกลๆ แต่ไม่อาจผละจากอั๊คได้ เอลมือสั่นพยายามจะเข้าไปดูอาการของโชล
“โชล...ไม่นะ...”
“ถ้าไม่มาขวางไว้ ก็คงไม่ต้องโดนแบบนี้หรอก” ดีมพูด น้ำเสียงคล้ายระอา ก่อนจะจับเอลที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริงขึ้นมา มือกำคอเสื้อดึงเข้าไปใกล้
ขวาง?...เพราะปกป้องเธอไว้เหรอ เพราะเธอ...โชลถึงได้...
เพราะสู้ ถึงได้ทำร้ายคนสำคัญของคนอื่น...และเพราะไม่สู้ เธอถึงปกป้องคนสำคัญของตัวเองไว้ไม่ได้
แล้วเธอควรเลือกสิ่งใดกัน
“...หาก...” เอลพูด “หากฆ่าฉันแล้ว พวกนายจะยอมหยุดได้มั้ย”
“ว่าไงนะ” ดีมแปลกใจกับข้อเสนอนั้น
“ฉันฆ่าเพื่อนนาย นายฆ่าฉัน เสมอกัน แล้วให้มันจบลงแค่นี้”
ดีมนิ่งไปครู่หนึ่ง แอบคิดว่าอีกฝ่ายจะวางแผนอะไรไว้รึเปล่า แต่พอเห็นสายตาที่เอลมองมาแล้วนั้น เขาก็ตอบทันที “ได้ เพราะคนเดียวที่ฉันอยากฆ่า ก็คือเธอ”
เอลหลับตาลง
“ไม่ได้นะคะ” เกลร้องห้ามกับข้อเสนอของเอล แต่เกลไม่มีเวลามาขัดขวางเพราะทันทีที่เธอเสียสมาธิ อั๊คก็ตรงเข้าเล่นงานเธอ
เอลไม่มีแก่ใจจะฟังอะไรอีก เพราะเธอเหนื่อยแล้ว ไม่ว่าจะสู้หรือไม่สู้ ก็มีคนต้องเจ็บอยู่เสมอ และหากการตายของเธอสามารถจบเรื่องนี้ลงได้ เธอก็ยินดี...ยอมรับความตายนี้แต่โดยดี
“ผมไม่สนเรื่องพรรค์นั้นหรอก”
เสียงโชลดังเข้ามาเด่นชัดทำให้เอลต้องเปิดตามอง ก็พอดีกับที่ดีมถูกโชลเอาขาฟาดเข้าช่วงเอวจนล้มไถลไปกับพื้น
“โชล!?” เอลตกใจ ตั้งใจจะพูดบางอย่างแต่โชลกับขัดเธอเสียก่อน
“ผมไม่สนหรอกว่าใครจะตายหรือการต่อสู้ครั้งนี้มันทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมมีแค่เป้าหมายเดียวเท่านั้นในการสู้ครั้งนี้ คือเพื่อไม่ให้คุณตาย!” โชลตะโกนใส่เอลราวกับโกรธกับทางที่เธอเลือก
“แต่ฉัน...ถ้าฉันตาย...”
“แล้วคุณคิดว่าเรื่องจะยอมจบลงง่ายๆ เหรอ” โชลถามตรงๆ และแทงใจเอลอย่างจัง “คุณคิดเหรอว่าแค่คุณยอมสละชีวิตตัวเองคนเดียวแล้วทุกอย่างจะจบ คนพวกนี้ยอมทิ้งโลกทั้งใบเพื่อทำความปรารถนาให้เป็นจริง แค่ชีวิตคุณคนเดียวมันไม่พอหรอก”
เอลถึงกับสะอึกเมื่อถูกแย้งด้วยความจริงนี้
“แล้วเมื่อไหร่ล่ะ” เอลกำมือแน่นจนสั่น ก่อนจะระเบิดออกมา “เมื่อไหร่เรื่องนี้มันถึงจะจบลงสักที!”
โชลไม่ตอบ ตาข้างขวาของเขาปวดร้อนไปหมดแต่เขาพยายามไม่ใส่ใจ เขายังไม่อยากนึกถึงผลพวงของมันในตอนนี้ มันน่าหดหู่เกินไป
“...คุณหลบไปก่อนเถอะ”
“แต่ว่าฉันยัง...”
“ไม่ว่าจะด้วยสภาพร่างกายคุณตอนนี้หรือจิตใจ คุณก็สู้ต่อไม่ได้” โชลก้าวไปข้างหน้าอย่างคิดจะเข้าไปสู้ด้วยอีก กล่าวต่อโดยไม่หันกลับมามอง “ถ้ายังไม่รู้ว่าสู้ไปเพื่ออะไร คุณก็อย่ามาเลยดีกว่า”
คำพูดของโชลตีใส่หน้าเอลอย่างจัง...สู้ไปเพื่ออะไร ตั้งแต่ต้น...เหตุผลที่เธอมาอยู่ถึงตรงจุดนี้คือ...
เอลล้วงของในกระเป๋าเสื้อออกมา แบมือออกเผยให้เห็นจี้ห้อยคอสีเขียวสดใส สิ่งที่คอยตอกย้ำเป้าหมายของเธอ
เพื่อเนียร์...เพื่อช่วยโมกลับไป เพื่อ...ความสุขของตัวเธอเอง
‘ผิดด้วยรึไงที่ฉันอยากจะมีความสุขบ้าง’
เสียงของเอมยังคงดังก้องอยู่ในหัว สิ่งที่ทำให้เธอไขว้เขวไป เอลเลิกคิดถึงมัน
“ขอโทษนะ” เอลว่าพลางกำจี้ไว้ยกขึ้นสัมผัสริมฝีปากราวกับจะอธิษฐาน “ฉันเองก็มีความสุขที่ต้องรักษาไว้เหมือนกัน”
โชลเห็นเอลตามมาทีหลัง กำลังจะห้ามแต่พอเห็นแววตาของเอลเปลี่ยนไปเป็นมุ่งมั่นมากขึ้น เป็นแววตาของคนที่มีเป้าหมายชัดเจน เขาก็กลืนคำห้ามของตัวเองไปและปล่อยให้เธอได้ทำตามใจตัวเองอย่างไม่กังวลเรื่องจิตใจของเธออีก
หน้าที่ของพวกเธอชาวเผ่าเอดีวาสคือจะปกป้องผู้ใช้พลังไปจนกว่ามันจะกลับไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่
ทว่ากลับมีหลายครั้งเหลือเกินที่เกลต้องกระทำขัดกับหน้าที่นั้นเพราะคำสั่งของท่านเดสิต ปล่อยให้คนที่พลังเหล่านั้นต้องตาย และจนบัดนี้เกลก็ยังไม่ได้ถามพี่ชายตัวเองว่าทำไมถึงเลือกที่จะมาก่อน คล้ายจะเข้าใจลางๆ ถึงเหตุผลที่บอกเธอไม่ได้ เพราะไม่อยากให้เธอรู้
เมื่อวานก่อนที่เธอจะออกไปหาฟิวส์ ท่านเดสิตถามเธอไว้
‘เธอชอบนิศาชลมากสินะ เกลลีนา’
เพียงคำถามเดียวนั้นที่เกลไม่ทันใส่ใจว่าผู้นำเผ่าจะถามเธอทำไม และเกลเพียงตอบรับกลับไปว่าใช่ นั่นเป็นเหตุผล...ที่พี่กิลต้องมาก่อนสินะ เพราะเขาถูกท่านเดสิตสั่งมา...ให้มาฆ่าเนียร์
“เกล!”
ช่วงเวลาที่เผลอไปครู่เดียวทำให้เกลตกเป็นเป้าหมาย ฟิวส์รีบเบี่ยงลูกไฟที่พุ่งมาทางเธอให้ไปทางอื่น แล้วเล็ทก็เข้าไปดึงดูดความสนใจอั๊คไว้
“ยัยบ้า! มัวเหม่ออะไรอยู่” ฟิวส์ตะคอกใส่ ในเวลาแบบนี้เผลอนิดเดียวก็ถึงตายได้
เกลมองหน้าฟิวส์ นึกถึงเรื่องที่คิดเมื่อครู่ พี่กิลยังฆ่าเนียร์ไม่ได้ และที่ขอตามมาด้วยก็แปลว่าคงหาโอกาสทำตามคำสั่งของท่านเดสิตให้ลุล่วงแน่ๆ
“...ปกป้องเนียร์ให้ได้นะคะ” เกลพึมพำอยู่ข้างหลัง ทำให้ฟิวส์ต้องชะโงกหน้ามาข้างหลังพลางถาม
“เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ”
เกลไม่ได้พูดซ้ำอีกรอบ แต่วิ่งเข้าไปหาอั๊คตรงๆ พร้อมกับสะบัดแส้ตามไปด้วย มันเฉี่ยวเข้าที่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม เรียกความสนใจให้อั๊คพุ่งมาหาเธอแทนเล็ท เขาใช้ฝ่ามือผ่าลงมากลางหัวเธอ แต่เกลขึงสายแส้ออกมารับไว้ได้ทัน เธอเลื่อนแส้ที่ขึงนั้นไปตรงแขนอั๊คแล้วหมุนตัวกลับหลังทำให้มันพันรอบแขนข้างนั้นก่อนจับทุ่มตัวอั๊คลงพื้นอย่างว่องไว
ฟิวส์กับเล็ทเห็นโอกาสนั้นก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปซ้ำอย่างรวดเร็ว แต่อั๊คดันตัวผลักขาขึ้นชี้ฟ้าเหวี่ยงไปทั่วสกัดกั้นทั้งคู่ไว้ และใช้แรงกระแทกจากขาดันท่อนบนที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมา แขนข้างที่เกลยังจับมัดอยู่ก็ลอยติดมาด้วย จนคราวนี้เป็นฝ่ายเกลบ้างที่ถูกทุ่มลงพื้น
ยังไม่ทันให้พักหายใจคลายความเจ็บ อั๊คก็ยกเกลขึ้นแล้วขว้างไปหากระแทกทับทั้งฟิวส์ทั้งเล็ทพร้อมกัน
“โอย จะโหดไปไหนเนี่ย รุมกันสามคนยังไม่ชนะเลย” เล็ทครวญคราง เขาเจอหนักสุดเพราะเป็นฐานรองรับให้กับอีกสองคน
“นั่นเพราะนายมัวแต่มาขวางแข้งขวางขาฉันอยู่เรื่อยนั่นแหละ” ฟิวส์บ่นกลับแล้วลุกขึ้นเมื่อเกลลุกออกจากตัวเขาแล้ว ก่อนจะยื่นมือไปให้เล็ทจับและดึงขึ้นมา “แล้วนี่มาทั้งทีทำไมไม่เอาไอ้ยักษ์นั่นมาด้วยวะ ถ้าพามาป่านนี้อาจจะชนะไปแล้วก็ได้”
“ยักษ์นั่นชื่อโลมเฟ้ย เรียกเพื่อนฉันให้มันดีๆ หน่อย อีกอย่างโลมอายุมากกว่านายอีกนะ” พูดไปเล็ทก็สะอึกเอง เมื่อนึกถึงว่าริสเรียกเพื่อนๆในกลุ่มตัวเองว่ายังไง ไอ้ยักษ์ที่ฟิวส์เรียกนั้นถือว่าสุภาพกว่าที่ริสเคยเรียกไว้กว่ามาก แต่เล็ททำเฉไฉไม่พูดถึงแล้วเบี่ยงไปอีกเรื่องแทน “อีกอย่าง ฉันต้องให้โลมคอยดูพวกริสอยู่”
“ทำไมนายไม่ให้โลมมาแทนแล้วนายไปคอยเฝ้าแทนล่ะ”
“แหม รู้สึกตัวเองเป็นที่ต้องการดีจัง” เล็ทพูดเสียงเริงรื่นคล้ายจะประชด
“ขอโทษนะคะ แต่นี่ใช่เวลามาคุยเล่นกันเหรอคะ” เกลทักเสียงเครียด เมื่อสถานการณ์ตอนนี้ไม่อำนวยให้ทำเป็นเล่น
“’โทษที แก้อาการประสาทอ่อนๆ อยู่น่ะ” เล็ทพูด เพราะเขาเริ่มกลัวอั๊คขึ้นมาตงิดๆ แล้ว ขนาดโดนพวกเขารุมยังไม่มีทีท่าว่าจะชนะได้เลยจนเขาสงสัยว่าเป็นเพราะคนตรงหน้ามันเก่งเหนือคน หรือว่าพวกเขามันอ่อนเกินไปกันแน่ ไม่นานเล็ทก็นึกถึงที่ฟิวส์พูดไว้ว่าเขาไปขัด มันอาจเป็นจริงอย่างที่ฟิวส์ว่าไว้ก็ได้ พวกเขาแค่จับกลุ่มสู้ขึ้นมาลวกๆไม่ได้รู้นิสัยใจคอกัน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสามารถทำอะไรได้บ้างหรือมีขอบเขตจำกัดเท่าไหร่
ถึงจะมีจำนวนเยอะกว่าแต่หากทำงานไม่เข้าขากันก็ไร้ความหมาย
แต่ถ้าจะให้ปล่อยให้คนหนึ่งไปสู้คนเดียวโดยที่ที่เหลือรออยู่เฉยๆก็ใช่เรื่อง อา...ช่างเป็นทางเลือกที่น่าลำบากใจซะจริงน้า เล็ทได้แต่ถอนหายใจยาว “เหนื่อยใจซะจริง”
“งั้นฉันจะให้แกพักยาวๆ เอง” เสียงเย็นเยียบดังขึ้นจากทางด้านหลังเล็ทสร้างความตกใจให้กับทั้งสามคน แล้วหมัดอั๊คก็เหวี่ยงโดนหน้าด้านข้างเล็ทอย่างหนักหน่วงจนเล็ทถึงกับมึนเซล้มไป
ฟิวส์รีบเข้าไปรับช่วงต่อแทนเพื่อให้อั๊คไม่กระหน่ำเล็ทซ้ำ เกลก็เข้าไปช่วยด้วยการเอาแส้เข้ารัดคออั๊คจากทางด้านหลัง เธอจับสายแส้ดึงจนเส้นตึงหมายกั้นอากาศหายใจให้มิด ส่วนฟิวส์ก็ชกลงกลางท้องอั๊คไม่หยุด
ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ด้วยดี...แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่พริบตาเดียวที่คิดได้แบบนั้น เมื่ออั๊ครับหมัดฟิวส์ได้แม้ตัวเองจะหายใจไม่ออกแล้วก็ตามก่อนจะสวนหมัดของตัวเองเข้าหน้าของอีกฝ่ายอย่างจัง เกลเห็นแบบนั้นก็ออกแรงดึงมากขึ้น แต่อั๊คพยายามยื่นมือมาจับแขนเธอไว้ เกลรู้สึกได้ว่าตรงที่ถูกจับนั้นมันร้อนขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็มากจนไม่อาจทนไหวได้อีก เธอเผลอปล่อยมือออกจากแส้อย่างไม่ตั้งใจเพื่อหลีกหนีความร้อนราวกับโดนไฟเผานั้น
วินาทีต่อมาเข่าของอั๊คก็หันมาทางเด็กสาว ดึงเธอเข้ามาใกล้พร้อมกับยกเข่าขึ้นกระแทกท้องอย่างจัง และจับแขนสองข้างของเกลไพล่มาด้านหลังเหยียดตรง เกลที่ยังจุกไม่อาจขัดขืนได้เลย
ฟิวส์เห็นท่าจะไม่ดีกำลังจะเข้าไปช่วย แต่ทว่าช่วงเวลานั้นเองอั๊คก็ยกขาขึ้นเตะแขนซ้ายที่เหยียดมาด้านหลังของเกลอย่างแรงจนได้เสียงเป๊าะดังลั่นอยู่ในหูฟิวส์
เกลร้องออกมาสุดเสียงต่อความเจ็บที่ได้รับ อั๊คปล่อยแขนเธอแต่เกลถูกความเจ็บควบคุมประสาททุกเส้นจนไม่อาจฝืนยืนได้อีก ร่างบางล้มลงไปที่พื้นนอนจับแขนข้างที่หัก และถัดมานั้นเองแส้ของเธอที่อั๊คแกะมันออกมาจากคอก็มีไฟลุกไหม้ถูกโยนทิ้งบนพื้นให้เกลได้มองมันไหม้ไปต่อหน้าต่อตา
“เกล!”
ฟิวส์ขยับไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น อั๊คก็เข้ามาประจันหน้าในระยะประชิดพร้อมกับเอาหัวโขกเข้ากับจมูกฟิวส์ให้มึนไปชั่วขณะ แล้วหมัดข้างหนึ่งก็พุ่งใส่หน้าอย่างแรง อีกข้าง...และอีกข้างเหมือนไม่มีวันหยุด ก่อนจบท้ายด้วยลูกเตะซัดร่างฟิวส์กระเด็นไปไกล และคงจะไกลไปกว่านี้หากไม่มีเท้าใครบางคนเข้ามาช่วยหยุดไว้ให้เสียก่อน
เจ้าของฝ่าเท้าที่ยืนค้ำหัวฟิวส์จ้องไปที่อั๊คพร้อมกับรอยยิ้มชวนมีเรื่อง และที่หัวก็มีผ้าโพกหัวไว้ราวกับนักเลงสมกับรอยยิ้มนั้น
“อุตส่าห์รีบมาเพราะนึกว่าพวกนายกำลังแย่ซะอีก นี่กำลังสนุกอยู่เลยนี่หว่า”
เล็ทที่ยังนอนหมอบกับพื้นพยายามผงกหัวขึ้นมา เห็นคนที่มาใหม่แล้วแทบสวดอ้อนวอนหาพระเจ้าในทันทีเลยเมื่อรู้ว่าเขาเป็นใคร
ธุม ผู้ใช้ไฟ หนึ่งในผู้ใช้พลังของโรงเรียนเทพาพิทักษ์ อีกหนึ่งตัวปัญหาใหญ่โผล่มาสร้างหายนะเพิ่มอีกแล้ว